I-Rain-Yia/ฉ่ำพร/นางเนียร
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

[นัดที่ 13] จุดหักเห (ครบ)

ชื่อตอน : [นัดที่ 13] จุดหักเห (ครบ)

คำค้น : ตะวันกล้า ซื่อหนาน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.7k

ความคิดเห็น : 40

ปรับปรุงล่าสุด : 13 มิ.ย. 2563 01:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[นัดที่ 13] จุดหักเห (ครบ)
แบบอักษร

นัดที่ 13  

จุดหักเห 

โรงพยาบาล  

หวังโจวลี่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในโรงพยาบาล เดินฝ่าผู้คนมากมายมาที่หน้าห้องฉุกเฉิน เห็นเต๋อหัวยืนอยู่ด้วยความท่าทางกลัดกลุ้ม ร่างสูงของคุณชายมังกรขาวที่สุภาพอ่อนโยนมาตลอดก็พุ่งเข้าหาประธานอย่างเดือดดาล! คว้าคอเสื้อได้ก็ง้างหมัดขึ้นต่อยอีกฝ่ายทันที เต๋อหัวถูกต่อยไม่ทันตั้งตัวก็เซไปด้านหลัง แต่ได้บอดิการ์ดคนหนึ่งช่วยพยุงไว้ได้ เขาจึงไม่ล้มลงไปกองกับพื้นให้เสียหน้า ทางหมิงตู้เห็นเจ้านายถูกทำร้ายก็รีบเข้ามายืนกันท่า พร้อมกับสั่งให้หวังโจวลี่หยุดพฤติกรรมรุนแรง 

โจวลี่ยืนจ้องเต๋อหัวเขม็ง นัยน์ตาวาวโรจน์ราวกับไฟลุก “เพราะแก...เพราะแกหลิวฟางถึงต้องมาเจ็บตัวแบบนี้!” 

เต๋อหัวรับผ้าเช็ดหน้าจากบอดิการ์ดมาเช็ดเลือดบริเวณมุมปากแล้วคืนให้บอดิการ์ดคนเดิม จากนั้นก็พูดขึ้นด้วยสีหน้ายากจะคาดเดา “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของฉัน แต่เป็นความผิดของรถคันนั้นต่างหาก” 

“รถคันนั้นมันต้องมีความแค้นกับแก! ไม่งั้นมันจะพุ่งเข้าชนทำไม! แล้วคนที่มารับเคราะห์บ้าๆ นี่ก็เป็นหลิวฟาง ถ้าไม่ใช่เพราะแก หลิวฟางจะตกอยู่ในสภาพนี้ไหม!” 

เต๋อหัวหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “เรื่องนี้ใช่แค่หลิวฟางได้รับบาดเจ็บ ซื่อหนานเองก็ได้รับบาดเจ็บไม่แพ้กัน ต่อให้รับเคราะห์แทนฉันแล้วยังไง คนที่แกควรจะไปจัดการคือเจ้าของรถคันนั้น ไม่ใช่ฉัน” 

“เต๋อหัว...” 

“ที่แกโกรธ โกรธเพราะรถชนหลิวฟางจริงๆ หรือโกรธที่หลิวฟางมาหาฉันกันแน่...” 

คำพูดของเต๋อหัวราวกับเชื้อเพลิงราดเข้าใส่กองไฟที่กำลังลุกโหมในใจของโจวลี่ คุณชายหนุ่มในชุดขาวแสนสุภาพถลันตัวจะพุ่งเข้าใส่เต๋อหัวอีกรอบ แต่คราวนี้ทำไม่ได้ดั่งใจเพราะคนของเต๋อหัวเข้ามากันไว้ก่อน 

“คุณชาย ใจเย็นๆ ก่อนดีกว่าครับ ตอนนี้หมอยังไม่ออกมาบอกอาการ บางทีคุณชายหลิวฟางอาจไม่เป็นอะไรก็ได้ครับ” หมิงตู้พยายามพูดกล่อมให้โจวลี่ใจเย็นๆ ชายหนุ่มหายใจฮึดฮัดสะบัดตัวออกห่างจากบอดิการ์ดสองคนที่พยายามกันเขาไว้แล้วยกมือขึ้นเท้าเอว พลางจ้องหน้าเต๋อหัวเขม็ง คาดว่าหากดวงตาของโจวลี่สามารถฉายแสงทำลายล้างได้ ป่านนี้เต๋อหัวคงกลายเป็นจุลไปแล้ว 

“ใจร้อนไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก คุณชายหวัง” เสียงทุ้มแหบดังแทรกขึ้นท่ามกลางบรรยากาศมาคุระหว่างสองหนุ่มมาเฟีย ชายอาวุโสในชุดเสื้อผ้าลื่นสีขาวลายมังกรสีทองเดินเข้ามา.... 

“ห่านกงกง” เต๋อหัวยกมือขึ้นทำความเคารพผู้อาวุโสกว่าพร้อมๆ กับโจวลี่ ห่านกงกงมองพวกเขาแล้วพยักหน้าให้ด้วยใบหน้าสงบนิ่ง สองหนุ่มเงยหน้าขึ้นมามองผู้อาวุโสพร้อมๆ กัน พอกำลังจะกล่าวทักทายกันไปมากกว่านี้ต้าเฉียง ชินเหลียง และหลีอู๋ไป่พี่ของหลิวฟางเดินรีบร้อนเข้ามาเสียก่อน 

“อาลี่ อาฟางเป็นยังไงบ้าง ลูกอั้วเป็นยังไงบ้าง!” หลีอู๋ไป่เดินตรงเข้ามาหาหวังโจวลี่แล้วรัวคำถามใส่อย่างร้อนใจ 

“ยังไม่ทราบเลยครับคุณลุง คุณหมอยังไม่ออกมาเลย” โจวลี่ตอบ หลีอู๋ไป่ได้ยินอย่างนั้นก็สบถออกมาอีกหลายคำแล้วก็ยืนบ่นให้โจวลี่ฟัง 

ทางด้านต้าเฉียงเดินตรงเข้าหาเต๋อหัว แล้วถามเสียงร้อนรนด้วยไม่คิดว่าจะเกิดอุบัติเหตุกับตะวันกล้า หากลูกของเขาเป็นอะไรไป ต้าเฉียงคงไม่อาจอภัยให้ตัวเองได้ตลอดชีวิต “เต๋อหัว! มันเกิดเรื่องพวกนี้ขึ้นได้ยังไง พวกที่ชนมันเป็นใคร” มันจะอาจหาญมากเกินไปหรือเปล่า ถึงกับชนกันกลางวันแสกๆ แบบนี้ ที่สำคัญ...จุดประสงค์ของมันคืออะไร? ต้องการโจมตีพรรคของเขางั้นหรอ? ที่ต้าเฉียงกล้าคิดแบบนี้ เป็นเพราะเขามั่นใจว่าหลิวฟางที่ได้รับเคราะห์ด้วย ไม่ใช่เป้าหมายของพวกมัน แต่เป็นลูกชายของเขาต่างหากที่เป็นเป้าหมายของอุบัติเหตุในครั้งนี้ 

“ผมเองก็ไม่ทราบ แต่ตอนนี้ตำรวจกำลังดำเนินการให้ครับ” 

หลีอู๋ไป่ที่ยืนอยู่ไม่ไกลได้ยินบทสนทนาของต้าเฉียง และเต๋อหัวก็เดินเข้ามาสมทบ “ตำรวจหรอ จะให้ตำรวจจัดการเรื่องนี้ได้ยังไง พวกคุณในเครื่องแบบทำงานไม่ได้เรื่องแค่ไหน นายก็รู้!” ผู้นำพรรคมังกรหยกโวยวาย 

เต๋อหัวหน้าสงบนิ่งอธิบายกับหลีอู๋ไป่เสียงเรียบ “อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นในที่สาธารณะ และต่อหน้าคนอีกหลายคน เรื่องนี้ต่อให้ไม่อยากถึงหูตำรวจ ก็คงต้องถึงแล้วละครับ” 

“อั้วเห็นด้วยกับเต๋อหัว ต่อให้ไม่อยากให้ยุ่ง แต่คราวนี้ไม่ยุ่งไม่ได้ อีกอย่างเรื่องนี้คงไม่พ้นต้องเป็นข่าวใหญ่ พวกนักข่าวรอเล่นข่าวนี้กันตรึม” ชินเหลียงพูดขึ้นอย่างเป็นกังวล เมื่อนึกถึงภาพลักษณ์ที่กำลังจะออกสู่สายตาชาวประชา ให้พวกเขาต้องคอยตามแก้กันจนปวดหัว 

“ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะจัดการเรื่องนี้เองครับท่านชินเหลียง” หมิงตู้บอก ชินเหลียงได้ยินอย่างนั้นก็ระบายยิ้ม พยักหน้าให้กับหมิงตู้ 

“นายคิดว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือใคร” ต้าเฉียงยังคาใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่หายเลยถามความเห็นเต๋อหัวเผื่อจะได้อะไร เพราะทางเขาคิดเท่าไหร่ก็คิดออกจริงๆ ว่าคนที่ทำเรื่องนี้มันต้องการอะไร 

“น่าจะเป็นฝีมือของศัตรูของผม...” 

“ศัตรูของนาย? พวกสภาพยัคฆ์?” โจวลี่เอ่ยแทรกขึ้น แต่เต๋อหัวส่ายหน้าปฏิเสธ 

หลีอู๋ไป่เห็นแบบนั้นเลยพูดขึ้น “ถ้าไม่ใช่พวกมันแล้วจะเป็นใคร ก็มีแต่พวกมันนี่แหละที่เป็นศัตรูกับเรา!” 

“ศัตรูของเราไม่ได้มีแค่พยัคฆ์ และเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับพวกเขา หรือไม่เกี่ยวก็ได้ ตอนนี้ผมไม่อยากด่วนสรุป จนกว่าจะได้หลักฐานมาชี้ตัวว่าใครเป็นคนทำเรื่องนี้จริงๆ” เต๋อหัวบอกด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ความจริงแล้วเรื่องนี้เขารู้ดีว่าใครเป็นคนทำ ทว่า ก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อหลักฐานที่อาจได้มาชี้ตัวคน ซึ่งคนทำเรื่องนี้อาจจะไม่ตรงกับคนที่เขาสันนิษฐานเอาไว้ 

“ถ้ามัวแต่หาหลักฐาน ป่านนี้พวกมันคงฆ่าปิดปากคนทำไปแล้ว! เต๋อหัว! เราจะช้าไม่ได้ ไปบุกพวกพยัคฆ์กันเลยดีกว่า เอาให้มันหัวหด ไม่กล้าเข้ามาล้ำเส้นพวกเราอีก” หลีอู๋ไป่พูดอย่างร้อนใจ แต่ห่างกงกงส่ายหน้าไม่เห็นด้วย พร้อมกับบอกว่าสิ่งที่เต๋อหัวพูดมาถูกต้องแล้ว ขอให้หลีอู๋ไป่ใจเย็นๆ ก่อน ยังไงเรื่องนี้ย่อมได้รับการแก้ไขอย่างแน่นอน แต่คนอย่างหลีอู๋ไป่ไม่ใช่คนใจเย็นมาแต่ไหนแต่ไรเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นลูกชายของเขาที่ได้รับเคราะห์แล้วจะให้เขาใจเย็นอยู่ได้ยังไง 

“อาลี่!” พอไม่มีคนเห็นด้วยกับความคิดของเขา ชายวัยกลางคนจึงหันไปขอความช่วยเหลือกับหวังโจวลี่ที่พึ่งหนึ่งเดียวของเขาในตอนนี้ 

หวังโจวลี่เองใจเย็นขึ้นกว่านาทีที่แล้วมาก พอใจเย็นก็พอจะมีสตินึกคิดแล้วเขาก็คิดได้ว่าเรื่องนี้ควรรอไปก่อนจริงๆ จะใจร้อนผลีผลามทำอะไรห่ามๆ เลยไม่ได้ 

“คุณลุง ผมว่าเราใจเย็นๆ กันก่อนดีกว่าครับ รอให้อาการของหลิวฟางดีขึ้น ค่อยแก้แค้นก็ยังไม่สาย” 

หลีอู๋ไป่มองหลานชายคนสนิทอย่างผิดหวัง สะบัดตัวหายใจฮึดฮัดไปที่นั่งที่โซฟาหน้าห้องฉุกเฉินอย่างหัวเสียที่ไม่มีใครเห็นด้วยกับเขา แบบนี้ไม่เท่ากับว่าไม่เห็นหัวเขาหรอกหรือ 

ทุกคนเห็นท่าทางของผู้นำพรรคมังกรหยกแล้วก็ได้แต่ส่ายหัว พวกเขารู้ดีว่าหลีอู๋ไป่รู้สึกเช่นไร แต่เวลานี้ไม่ใช่เรื่องที่จะร้อนใจทำแบบนั้น จำต้องขัดขวางท่าทีหุนหันพลันแล่นของอีกฝ่ายเอาไว้ หากไม่ใช่เพราะหลีอู๋ไป่มีนิสัยแบบนี้ ป่านนี้เขาคงมีโอกาสชิงบัลลังก์ประธานไปนานแล้ว ทุกคนต่างคนต่างยืนเงียบขบคิดในหัวของตัวเองไปมา ไม่มีใครพูดอะไรกันอีก รอจนกระทั่งประตูห้องไอซียูเปิดออก แล้วหมอหนุ่มในชุดผ่าตัดเดินออกมา ทุกคนที่ยืนนิ่งว้าวุ่นกับตัวเองอยู่นั้นถึงค่อยขยับตัวกรูกันเข้าไปถามอาการของหลิวฟางและซื่อหนาน 

“ตอนนี้คนไข้ทั้งสองคนปลอดภัยดีครับ” หมอหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงสดใส แม้ไม่เห็นรอยยิ้ม แต่ดวงตาลูกท้อสวยโค้งเป็นจันทร์เสี้ยวก็บอกได้เป็นอย่างดีว่าสถานการณ์ตอนนี้ดีแค่ไหน ทุกคนได้ยินอย่างนั้นก็ถอนหายใจโล่งอก จากนั้นคุณหมอจึงบอกอาการเสริมอีกว่าทั้งคู่สามารถย้ายไปห้องพักฟื้นได้เลย พวกเขาเพียงแค่บาดเจ็บจากเศษกระจกบาดเป็นแผล นอกนั้นก็รอยฟกช้ำดำเขียวจากแรงกระแทก ไม่ได้มีส่วนบุบสลายที่ตรงไหนอีก ภายหลังคุณหมอแจ้งอาการคร่าวๆ ให้ญาติผู้ป่วยฟังก็ขอตัวเดินผละออกไปพัก ทุกคนทำความเคารพขอบคุณคุณหมอที่ทำงานหนัก จากนั้นก็เฝ้ารอให้บุรุษพยาบาลย้ายร่างของทั้งคู่ออกจากห้องไอซียู 

ตอนนี้ตะวันกล้าถูกย้ายมาที่ห้องพักฟื้นที่ดีที่สุด ต้าเฉียงยืนมองลูกชายที่กำลังหลับใหลอยู่ด้วยความโล่งอก ส่วนซือซื่อยืนคุยโทรศัพท์อยู่ไม่ไกล เพราะกำลังแจ้งข่าวเรื่องตะวันกล้าให้ซื่อหนานทราบ ด้วยเพราะทางนั้นคุณหมอนนทภพได้โทรศัพท์ติดต่อมาหาเขาในช่วงเย็นแต่เขาไม่ได้รับ จึงต้องโทรกลับไปเพื่อสอบถามว่าทางนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่ ระหว่างที่ทั้งห้องกำลังตกอยู่ในความเงียบสงบ จู่ๆ ประตูห้องก็ถูกเปิดโดยฝีมือของชายแปลกหน้าคนหนึ่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว เสื้อคลุมสีดำ ใบหน้าหล่อเหลามีเค้าโครงบ่งบอกว่าเขาเป็นชายหนุ่มลูกครึ่งตะวันตก ทำคนในห้องอดเลิกคิ้วแปลกใจไม่ได้ ซือซื่อที่กำลังคุยโทรศัพท์เห็นแบบนั้นก็รีบวางสายจากนนทภพแล้วเดินไปขวางหน้าผู้ชายคนนั้นเอาไว้ 

“คุณเป็นใคร ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ใครจะเข้ามาสุ่มสี่สุ่มห้าได้...” ผู้ชายคนนั้นกระตุกยิ้มแล้วเหลือบไปมองทางเต๋อหัวแวบหนึ่งก่อนจะเดินเลี่ยงซือซื่อเข้าไปหาต้าเฉียงเพื่อพูดคุยธุระสำคัญ 

“เขามากับผมซือซื่อ” ซือซื่อที่กำลังจะตามเข้าจัดการ ได้ยินเต๋อหัวที่เดินตามหลังเข้ามาพูดแบบนั้นก็หยุดชะงักยืนมองอีกฝ่ายเงียบๆ อย่างระแวดระวัง 

“สวัสดีครับ ผมชื่อรอนเน่ หรือเรียกว่าเหลียนอี้ก็ได้ เป็นคนที่รับทำคดีรถชนแล้วหนีของคุณชายซื่อหนานกับคุณชายหลิวฟาง” พูดจบรอนเน่ก็ยื่นมือออกไปตรงหน้าต้าเฉียง ต้าเฉียงมองสำรวจท่าทางองอาจของตำรวจแวบหนึ่งแล้วก็ยกยิ้มจากนั้นก็ยื่นมือออกไปจับ 

“ครับ เรื่องนี้คงต้องฝากคุณด้วย” 

“ยินดีครับ ที่ผมมาในวันนี้มาเพื่อนัดสอบปากคำ และสอบถามอาการคุณชายว่าจะพร้อมได้เมื่อไหร่” 

“หมอบอกว่าต้องใช้เวลาสักหนึ่งถึงสองอาทิตย์เขาถึงจะดีขึ้น” 

“แต่ผมอยากได้คำให้การของเขาเร็วกว่านั้น ถ้าจะขออนุญาตมาสอบปากคำเขาหลังจากที่เขาฟื้นเลย จะได้ไหมครับ” รอนเน่ไม่อ้อมค้อม แต่ไหนแต่ไรมาเขาทำงานตรงไปตรงมามาตลอด ครั้งนี้เองก็เช่นกัน 

ต้าเฉียงได้ยินอย่างนั้นก็ไม่ชอบใจอยู่บ้าง เลยลอบมองไปที่เต๋อหัวหวังให้ช่วยบอกตำรวจนายนี้ไม่ให้รบกวนเวลพักผ่อนของลูกชายเขา 

เต๋อหัวเห็นอย่างนั้นแทนที่จะเข้ามาห้ามกลับส่งเสริม พร้อมกับยกเหตุผลขึ้นมาสำทับยากที่ต้าเฉียงจะดิ้นหลุด 

“ท่านผู้นี้ไม่ใช่ตำรวจธรรมดาสามัญทั่วไป เขาเป็นรองผู้กำกับขึ้นชื่อของเมืองครับ ผมเชื่อว่ายิ่งให้เขาได้ยินคำให้การจากซื่อหนานเร็วเท่าไหร่จะยิ่งดีต่อตัวซื่อหนาน เอง อ้อ....แล้วผมก็คิดว่าเราควรจะให้ซื่อหนานไปหลบภัยอยู่ที่อื่นสักพักด้วยครับ เรื่องนี้ผู้กำกับรอนเน่เองก็บอกให้ผมทำแบบนั้น ผมคิดว่าเราควรทำตามคำแนะนำของเขาจะดีที่สุด” 

ต้าเฉียงมองหน้าเต๋อหัวอย่างอึ้งๆ แวบหนึ่งเขาหันไปมองซือซื่อแต่สุดท้ายก็วกสายตากลับมาที่ใบหน้าหล่อเหลาของตำรวจหนุ่มและเต๋อหัว “ถ้าจะให้ย้ายที่พัก ฉันคิดว่าไปพักที่บ้านของฉันนั่นแหละดีที่สุด การป้องกันของพรรคมังกรทองก็ใช่ว่าจะย่อหย่อนไปกว่าใคร” ประโยคหลังต้าเฉียงเอ่ยแซะเต๋อหัว เต๋อหัวได้ยินอย่างนั้นจึงได้โอกาสกล่าวความตั้งใจ 

“เพราะความประมาทเลิ่นเล่อของผมถึงทำให้ซื่อหนานต้องประสบเคราะห์กรรมแบบนี้ ลุงต้าเฉียง เพื่อไถ่โทษที่ผมไม่ระมัดระวังให้ดี ให้ซื่อหนานมาอยู่ในความดูแลของผมจะได้ไหมครับ...” 

“เธอหมายความว่าย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้วจะปลอดภัยคือบ้านของเธอ เฮอะ! นั่นแหละที่มันยิ่งไม่ปลอดภัย” ถ้าเขาไม่ไว้ใจให้ตะวันกล้าไปพักกับเต๋อหัวหลังจากที่เขาต้องเข้าโรงพยาบาล ป่านนี้ลูกชายเขาของคงจะอยู่สุขสบายปลอดภัยดีอยู่ที่บ้านไปแล้ว 

“เพราะแบบนั้นผมถึงอยากจะไถ่โทษ ช่วงนี้เองลุงก็สุขภาพไม่ดี ไหนจะร่างกายซื่อหนานที่ไม่ค่อยดีอีก ต่อให้ที่บ้านจะมีคนอยู่มากคอยปกป้อง ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย....ลุงเฉียง ผมขอสารภาพเรื่องหนึ่ง....” 

ต้าเฉียงเลิกคิ้วมองเต๋อหัวอย่างไม่ไว้วางใจ เต๋อหัวเห็นแบบนั้นก็แสดงละครฉากใหญ่ โดยการนั่งคุกเข่าลงกับพื้น รอนเน่เห็นแบบนั้นก็ตาเป็นประกายไม่คิดว่าการมาจัดการเรื่องคดีจะทำให้เขาพบเจอกับเรื่องสนุก 

“ลุงเฉียง...ระหว่างผมกับซื่อหนาน ผมขอสารภาพกับลุงตามตรง ผมกับเขามีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมานานแล้วครับ” 

“อะไรนะ?” ต้าเฉียงลุกขึ้นยืนมองเต๋อหัวอย่างไม่เชื่อสายตา นี่เขาได้ยินอะไรผิดไปหรือเปล่า 

‘ใครที่ทำให้แกท้อง ใครเป็นพ่อของเด็ก...’ 

‘ฮั้นตี้...เทียนฮั้นตี้ เป็นมันที่ทำให้ผมต้องมีสภาพแบบนี้...’ 

ภาพเมื่อครั้งลูกชายสารภาพความจริงกับเขาเรื่องพ่อของเด็กในท้องแล่นวาบเข้ามาในหัว....ถ้าซื่อหนานกับเต๋อหัวมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แล้ว...เรื่องของเทียนฮั้นตี้นี่มันยังไง อีกอย่าง...เต๋อหัวแต่งงานกับซูเหมยมาสามปีแล้ว แล้วทั้งคู่ไปมีความสัมพันธ์ที่ดีกันตอนไหน? ไม่สิ...เขาเองก็พอจะได้ยินเรื่องความสนิทสนมของลูกชายกับเต๋อหัวมาบ้าง ตอนนั้นพอลองถามซื่อหนาน ฝ่ายนั้นก็ตอบอย่างเครียดแค้นใจว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะความจำเป็น หรือความสัมพันธ์อันดีที่ว่าจะเป็นไปด้วยความไม่เต็มใจของซื่อหนาน? 

“ได้โปรด....ให้ผมได้ดูแลซื่อหนาน ‘คนนี้’ เป็นการไถ่โทษ ไม่ว่าลุงเฉียงอยากได้อะไร ผมก็จะหามาให้ครับ” 

ต้าเฉียงหรี่ตามองเต๋อหัวโดยไม่พูดอะไร แต่ในหัวขบคิดเรื่องราวต่างๆ ในหัวอย่างหนัก เต๋อหัวสัมผัสได้ถึงท่าทีลังเลใจของต้าเฉียงจึงกล่าวสำทับอีกครั้งด้วยเสียงหนักแน่นแน่วแน่ 

“ผมรอเวลานี้มานานมาก นานมากจริงๆ จนกระทั่งโอกาสนี้มาถึง...ตัวผมทำผิดกับซื่อหนานย่อมชดใช้ด้วยการดูแลเขาให้ดี ลุงเฉียง...ถ้าไม่ใช่ซื่อหนานคนนี้ ผมจะไม่ขอร้องลุงเฉียงแบบนี้ แต่เพราะเป็นคนนี้ ผมถึงยอมทำทุกอย่าง วันนี้โอกาสที่ผมจะได้ดูแลเขามาถึง ลุงเฉียงจะไม่มอบโอกาสนี้ให้ผมไม่ได้...” 

ต้าเฉียงฟังสิ่งที่เต๋อหัวพูดแล้วรู้สึกชอบกล ขณะที่สงสัยอยู่นั้นใบหน้าหล่อเหลาของประธานสภาก็เงยหน้าขึ้นสบตากับต้าเฉียงอย่างมุ่งมั่นจนต้าเฉียงถอดใจที่จะห้ามปรามเขา บวกกับสังหรณ์ใจว่าที่เต๋อหัวยอมทุ่มทุนเล่นใหญ่ต่อหน้าคนนอกแบบนี้ แสดงว่าเจ้าตัวย่อมมีแผนการอะไรซ่อนอยู่ และแผนการที่ว่าคงไม่พ้นเรื่องจับคนร้าย 

“เอาเถอะๆ อยากทำอะไรทำ แต่ต้องสัญญากับฉัน....ว่าจะดูซื่อหนานให้ดีที่สุด” 

เต๋อหัวได้ยินอย่างนั้นก็กระตุกยิ้มลุกขึ้นยืนจับมือของต้าเฉียงด้วยใบหน้าซาบซึ้งสุดหัวใจ 

“ขอบคุณครับลุงเฉียง” 

ฝ่ายรอนเน่เห็นสถานการณ์ดีขึ้นแล้วจึงพูดขึ้นบอกว่าตนจะไปคุยธุระกับหลิวฟางอีกห้อง แล้วบอกให้ต้าเฉียงกับเต๋อหัวโทรศัพท์ไปที่กรมตำรวจได้ทันทีถ้าซื่อหนานฟื้น เต๋อหัวพยักหน้าขอบคุณรอนเน่ พร้อมกับบอกว่าเขาจะไปส่งอีกฝ่ายไปพูดกับทางนั้นด้วย เพราะกลัวว่าหลีอู๋ไป่จะอารมณ์ร้อนอาละวาดใส่รอนเน่ ขืนเป็นแบบนั้นโจวลี่คงจะเอาไม่อยู่ แต่ก่อนจะจากไปก็ยังไม่วายหันกลับมาบอกต้าเฉียงว่าคืนนี้ตนจะอยู่เฝ้าซื่อหนานเอง ให้ต้าเฉียงกลับไปพักผ่อน ซึ่งต้าเฉียงก็พยักหน้ารับพร้อมกับรีบโบกมือให้เต๋อหัวรีบพารอนเน่ไปหาหลิวฟาง 

ภายหลังประธานสภาออกไปแล้ว ซือซื่อที่ยืนฟังเต๋อหัวขอร้องต้าเฉียงอยู่นานก็ก้าวเข้ามาพูดกับเจ้านายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น 

“ท่านครับ...ที่ประธานบอกว่าไม่ว่าท่านอยากจะได้อะไรก็จะหามาให้ เรื่องนี้รวมถึงตรามังกรด้วยหรือเปล่า” 

ต้าเฉียงที่กำลังจะหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้ชะงักไปนิด ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงแล้วมองซือซื่อด้วยใบหน้าตื่นตะลึง 

เมื่อกี้ที่เต๋อหัวพูด.... 

ซื่อหนาน ‘คนนี้’ …. 

…ถ้าไม่ใช่ซื่อหนานคนนี้ ผมจะไม่ขอร้องลุงเฉียงแบบนี้… 

“เมื่อกี้นายได้ยินที่เขาพูดหรือเปล่า...” ต้าเฉียงถามเสียงเหม่อลอย ซือซื่อพยักหน้าเข้าใจดีว่าต้าเฉียงหมายถึงอะไร 

“ครับ...ที่เขาพูดว่าซื่อหนานคนนี้...” 

ต้าเฉียงใจหายวาบยกมือสั่นๆ ขึ้นหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มสงบใจแล้วมองซือซื่อด้วยแววตาสับสน จากนั้นความเงียบชั่วอึดใจก็เกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสอง เจ้านายกับลูกน้องจ้องตากันไปมาจนสุดท้ายก็กล้าพูดสิ่งที่หวาดกลัวที่สุดในใจออกมาพร้อมกัน 

“เขารู้มาตลอด!” 

ต้าเฉียงหน้าซีดเหลือบตามองตะวันกล้าที่นอนอยู่บนเตียงแล้วสั่งซือซื่อด้วยความร้อนใจ “ติดต่อเพื่อของตะวันกล้า คนที่เป็นแฮกเกอร์เก่งๆ ให้เขาสืบเรื่องนี้ สืบว่าให้แน่ใจว่าเต๋อหัวรู้เรื่องตะวันกล้าจริงๆ แน่ไหม” 

“ได้ครับ...เอ่อ...ยังมีอีกเรื่องครับ...” 

“เรื่องอะไร ยังมีเรื่องอะไรอีก” 

“คุณชายเข้าโรงพยาบาลด่วนครับ หมอนนท์โทรมาบอกว่าโชคดีที่ได้คนสวนช่วยไว้ คุณชายจึงไม่ล้มลงกระแทกพื้นจนแท้ง...” 

ต้าเฉียงได้ยินอย่างนั้นก็เผยสีหน้าเป็นกังวล แล้วพูดเสียงสั่นเครือ “ที่ซื่อหนานเป็นอย่างนั้น อาจเพราะตะวันกล้า” สายสัมพันธ์ของแฝด...เรื่องนี้ต้าเฉียงรู้มาตลอด แต่เขาไม่เคยบอกลูกชาย ไม่ว่าจะเป็นตอนซื่อหนานป่วยอย่างไม่ทราบสาเหตุ หรือมีรอยฟกช้ำตามแขนขาบ้าง เพราะทางตะวันกล้าได้รับบาดเจ็บจากการเที่ยวเล่นกับเพื่อน สองคนนี้เชื่อมโยงกันได้ดีจนน่ากลัว...น่ากลัวว่าซื่อหนานจะถึงขั้นสัมผัสได้ด้วยว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นที่นี่ โดยเฉพาะ...เรื่องของเต๋อหัว... 

“ไม่ต้องบอกซื่อหนานเรื่องเต๋อหัว...” 

“ทราบครับ” 

“.........” 

ซือซื่อเห็นร่องรอยความกังวลบนใบหน้าของเจ้านายจึงพูดขึ้นให้คลายความกังวลใจ “บางทีเรื่องนี้อาจจะไม่แย่อย่างที่เราคิดนะครับ การได้มาซึ่งตรามังกร อาจจะง่ายขึ้น” 

“แต่มันก็จะยากขึ้น...ถ้าพวกเขามีความสัมพันธ์กัน...ไม่รู้ว่าเต๋อหัวคิดอะไรอยู่ ฉันดูเขาไม่ออกจริงๆ อำนาจมากล้นในมือของเขา ราวกับจะทิ้งมันลงได้ทุกเมื่อเมื่อพูดคำว่าจะดูแลลูกชายฉันเป็นอย่างดี...แล้วสิ่งที่เขาสะสมฐานอำนาจทั้งหมดมานั่นมันหมายความว่ายังไงกัน...” ต้าเฉียงคิดอย่างสับสน พลางหมายมาดในใจไปด้วยว่าหากตะวันกล้าฟื้นเขาจะถามลูกชายให้หมดเปลือกเลยว่ารู้จักกับเต๋อหัวมาก่อนหรือเปล่า 

................................. 

ทางด้านซื่อหนานหลังจากพักฟื้นได้เต็มอิ่มก็ลืมตาขึ้นมองไปรอบห้องก่อนจะสะดุดเข้ากับคนที่ไม่ควรจะอยู่กับเขาในตอนนี้...

...นายคม คนสวนที่บ้านของเขา ตอนนี้เจ้าตัวกำลังฟุบหลับอยู่ข้างตัวของเขา

ซื่อหนานมองอีกฝ่ายที่กำลังหลับอยู่ด้วยความอ่อนล้าเงียบๆ พลางนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว...

........ช่วงสายของวันนี้ เขาสั่งให้นายคมขุดดินปลูกต้นไม้ที่เขาเพิ่งสั่งมาใหม่ โดยให้นายคมขุดปลูกตามลักษณะแบบแปรงที่เขาวาดขึ้น ซึ่งนายคมก็ทำตามที่เขาสั่งอย่างเคร่งครัดอย่างไม่ปริปากบ่น ตลอดช่วงเช้านั้นพวกเขาวิ่งวุ่นกันอยู่ในสวน ส่วนนนทภพนั้นจะเดินลงมาดูพวกเขาเป็นพักๆ เพราะว่าต้องเขียนแผนการดูแลรักษาเขาประกอบกับต้องทำอาหารเที่ยงรอเขาจึงไม่ได้ลงมาอยู่ที่สวนด้วย...ซึ่งในช่วงเวลาที่นนทภพไม่อยู่เพราะต้องกลับไปทำรายงานการรักษาเขาต่อ ตอนนั้นซื่อหนานกำลังจะลุกขึ้นเดินไปดูนายคมว่าอีกฝ่ายได้ทำตามที่เขาบอกหรือเปล่า แต่เขา...จู่ๆ ก็เกิดอาการหน้ามืดเวียนหัว รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาทั่วร่างกายอย่างแปลกประหลาดขึ้นซะก่อน ขณะที่โอนเอนจะล้มลงกระแทกพื้น นายคมกลับไหวตัวได้ทันรีบวิ่งกระโจนเข้ามาใช้ตัวรองรับเขาไว้ได้ทันท่วงที

ตอนนั้น...ก่อนที่ซื่อหนานจะสลบ เขาได้สบตากับอีกฝ่าย แววตาร้อนใจของนายคมทำเขาอดแปลกใจไม่ได้ ทำไม...ถึงเป็นห่วงเขาขนาดนั้นกันนะ...

พอย้อนคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆ จนพอใจแล้ว ซื่อหนานจึงลอบมองใบหน้ายามหลับของนายคมอย่างสงสัยอยู่นาน จนกระทั่งประตูห้องถูกเปิดออกโดยฝีมือของนนทภพ จึงหันไปมองอีกฝ่ายที่เดินเข้ามาพร้อมกับถุงอาหารหอมฉุยตลบอบอวลไปทั่วห้อง กลิ่นอาหารได้ปลุกให้คนสวนที่เผลอหลับเพราะเฝ้าเจ้านายดีดตัวขึ้น จากนั้นก็หันมาหาซื่อหนานพร้อมกับเสียงรัว

“ซื่อ...เอ่อ คุณจันทร์! คุณจันทร์ไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหมครับ!”

ซื่อหนานขมวดคิ้วมองคนตรงหน้าอย่างไร้คำพูด เพราะเขาไม่รู้จะพูดอะไร ตั้งแต่เกิดมา นอกจากคนในครอบครัวของเขาแล้ว ก็ไม่เคยมีใครแสดงท่าทีแบบนี้กับเขามาก่อน ไอ้อาการห่วงเกินเหตุแบบนี้เขาเพิ่งได้รับจากคนนอกเป็นครั้งแรก ขนาดนนทภพยังไม่แสดงท่าทีเป็นกระต่ายตื่นตูมแบบนายคมเลย

นนทภพเห็นซื่อหนานทำหน้าแข็งค้างก็หัวเราะพร้อมกับอธิบายว่า “ตอนที่คุณสลบไป นายคมเขาตกใจมากนะ เขานึกว่าคุณเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ตะโกนเรียกผมลั่นบ้าน จากนั้นก็สั่งให้ผมรีบออกรถพาคุณมาโรงพยาบาล แถมยังไม่รอให้ผมพูดอะไรก็อุ้มคุณเข้าไปในโรงพยาบาลพร้อมกับตะโกนลั่นโรงพยาบาลด้วย.....”

ซื่อหนานได้ยินอย่างนั้นจึงมองนายคมอย่างมีคำถาม ส่วนฮั้นตี้ก็หัวเราะแก้เก้อ เกาหัวแกรกๆ แล้วแก้ตัวไปว่าเขากลัวว่าเจ้านายจะตายเลยแสดงท่าทีร้อนรนแบบนั้น เพราะเขาไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน

นนทภพได้ยินอย่างนั้นก็หัวเราะไปพลางจัดอาหารใส่จานไปพลาง สำหรับคุณหมอหนุ่มเห็นเป็นเรื่องขบขัน แต่สำหรับซื่อหนานเห็นต่างออกไป เขาเห็นเป็นเรื่องขบขันไม่ลง เพราะรู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกๆ บางอย่าง

ฮั้นตี้รู้ตัวว่าซื่อหนานกำลังจับตามองเขาอยู่ก็รีบรุดไปช่วยนนทภพจัดอาหารใส่จานให้ซื่อหนาน ขณะที่คนสวนและเจ้านายหนุ่มกำลังช่วยกันแกะถุงอาหาร ประตูห้องก็ถูกเปิดโดยฝีมือของหมอชา และตามมาด้วยพยาบาลมาลีเดินถืออุปกรณ์เข้ามาในห้อง หมอชาเดินหน้ายิ้มๆ เข้ามาพยักหน้าให้หมอนนท์จากนั้นก็หันไปยิ้มให้ฮั้นตี้พร้อมกับกล่าวทักทาย

“คุณซื่อหนานฟื้นได้แบบนี้ คุณพ่อคงจะสบายใจแล้วนะครับ”

ฮั้นตี้ใจหล่นวูบลงที่ตาตุ่ม ส่วนซื่อหนานได้ยินอย่างนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่นทวนคำคุณหมอ “คุณพ่อ!?”

นนทภพได้ยินแบบนั้นก็หมุนตัวมาพูดกับหมอชา พร้อมกับแก้ตัวให้นายคมว่า “นายคมเป็นคนสวนของบ้านฉัน ไม่ใช่คุณพ่อเว้ยไอ้หมอ”

“อ้าว แต่ตอนที่คุณคมอุ้มคุณซื่อหนานเข้ามาในโรงพยาบาล พูดชัดเจนเลยนะคะว่า ‘ช่วยเมียผมด้วยครับ’ ”

“นั่นสิคะ มาลีเองก็ได้ยินนะ คนทั้งโรงพยาบาลได้ยินหมดเลยค่ะ”

นนทภพได้ยินแบบนั้นก็หันไปมองนายคมอย่างมีคำถามว่าทำไมถึงพูดออกไปแบบนั้น ทางฮั้นตี้พูดอะไรไม่ออก หาข้อแก้ตัวไม่ทันก็ได้แต่เกาหัวตัวเองพลางกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบาก ตอนที่ซื่อหนานสลบ เขาตกใจมาก กลัวมากด้วย และด้วยความกลัวเลยเผลอพูดแบบนั้นออกไปเองโดยอัตโนมัติ พอมาคิดได้ตอนนี้ก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าเขาอยู่ในร่างนายคมอยู่ พูดออกไปแบบนั้นมันไม่เหมาะสม...แล้ว....คราวนี้จะทำยังไงดีละ

ซื่อหนานมองนายคมที่ยืนอ้ำอึ้งอยู่นานก็หมดความอดทนพูดกับหมอชาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “หมอชา! สิ่งหนึ่งที่คุณควรรู้เอาไว้เลยก็คือ เด็กในท้องของผม! มีแค่ผมคนเดียวที่เป็นพ่อ คนอื่นไม่ใช่ และจะไม่มีใครเป็นพ่อของเขานอกจากผมคนเดียว”

ฮั้นตี้ได้ยินแบบนั้นก็หน้าม่านมองซื่อหนานที่เขม็งมองมาที่เขาอย่างไม่พอใจอยู่ลึกๆ ลูกจะมีซื่อหนานเป็นพ่อแค่คนเดียวได้ยังไง ก็พ่อของเจ้าสองหน่อน่ะมันยืนตรงนี้ คนที่ทำให้ท้องน่ะมันยืนที่อยู่ที่นี่!

“ตอนนั้นผมตกใจกลัวว่าเจ้านายเป็นอะไรไป เลยคิดว่าถ้าพูดออกไปแบบนั้นพยาบาลกับหมอจะได้มาช่วยเร็วๆ ครับ” ฮั้นตี้แก้ตัวน้ำขุ่นๆ ด้วยอารมณ์เคืองๆ เขารู้ว่าเขาไม่มีสิทธิ์น้อยใจซื่อหนาน แต่ว่า...พอได้ยินซื่อหนานพูดแบบนั้นมันก็อดเจ็บจี๊ดในใจไม่ได้อยู่ดี

“ผมขอตัวก่อนนะครับ มีธุระต้องไปจัดการต่อ” นายคมบอกเสียงรัวเร็วจากนั้นก็เดินกระแทกเท้าออกไป

ทิ้งให้หมอนนท์มองตามอย่างงงๆ พร้อมกับพึมพำออกมาเสียงเบา “ไหนเขาบอกจะอยู่เฝ้าซื่อหนานแทนเขา...” ทำไมถึงกลับไปก่อนแบบนี้ละ เมื่อกี้ก็ใช่ว่าจะดุอะไรเสียหน่อย

หมอชาสัมผัสได้กับบรรยากาศอึมครึมเมื่อพูดถึงพ่อของเด็ก รวมทั้งท่าทีของซื่อหนานกับนายคมที่มีอะไรแปลกๆ ก็ทำให้คนเป็นหมอเอะใจบางอย่างแต่ไม่พูดออกไปมาด้วยกลัวว่าจะทำให้คนท้อง คนเป็นหมอจึงหัวเราะแล้วกล่าวขอโทษที่เข้าใจผิด

ซื่อหนานทำหน้านิ่งไม่สนใจคำขอโทษของหมอชา ร่างโปร่งเพียงนั่งนิ่งเหม่อมมองออกไปด้านนอกด้วยความรู้สึกขุ่นมัวประหลาดในใจ ประกอบกับ...ใบหน้าของนายคมเมื่อกี้ทำเขารู้สึกแปลกๆ ในใจอย่างประหลาด ความรู้สึกที่เกิดขึ้นแบบนี้ยิ่งเพิ่มพูนความสงสัยให้ซื่อหนานอย่างเต็มเปี่ยม หลังจากที่เขาตัดสินใจว่าจะปล่อยวางเรื่องนี้ กลับกลายเป็นว่าเกิดแรงลุกโหมอยากจะสืบให้รู้ให้ได้ว่านายคมเป็นใครมาจากไหนกันแน่

“ซื่อหนาน...คุณเองก็อย่าโกรธนายคมเลย ที่เขาทำไปเพราะเป็นห่วงคุณนะ”

ซื่อหนานไม่พูดอะไร เพียงบอกนนทภพให้นำข้าวมาให้เขากิน ส่วนหมอชาก็รีบเข้ามาตรวจซื่อหนาน ก่อนจะปล่อยให้คนไข้ได้พักผ่อนร่างกาย โชคดีที่เด็กยังปลอดภัย เรื่องนี้คงต้องยกความดีความชอบให้คนสวนคนนั้น

หลังจากหมอชาตรวจอาการซื่อหนานเสร็จ ก็บอกลามาลีที่เลิกเวรยิ้มๆ ส่วนตัวเขามีงานที่จะต้องทำต่อจึงขึ้นไปเขียนรายงานอาการของซื่อหนาน และรวบรวมสรุปงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ในผู้ชายเอาไว้ใส่แฟ้ม ซึ่งข้อมูลพวกนี้ก็เป็นนนทภพที่รวบรวมมาให้เขาอีกที หลังจากจัดการเรื่องต่างๆ เสร็จเรียบร้อยคุณหมอหนุ่มก็ถอดเสื้อกาวน์ออกเตรียมจะกลับห้องพัก เพราะตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ทว่า ขณะเก็บของใส่กระเป๋าอยู่นั้นประตูห้องก็ถูกเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของนายคมคนสวนของซื่อหนาน ทำเอาคุณหมอขมวดคิ้วมองอย่างงุนงงทันที

“นายคม...”

ฮั้นตี้เดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้ายิ้มๆ พร้อมกับบอกให้คิมสันคอยเฝ้าหน้าห้องไว้ให้ดี จากนั้นมาเฟียหนุ่มก็เดินเข้ามานั่งหน้าโต๊ะของหมอชาแล้วผายมือเชิญให้หมอชานั่ง

“ผมรู้ว่าคุณหมอสงสัยเรื่องของผม เพราะงั้นก่อนที่ผมจะกลับฮ่องกง ผมเลยอยากจะมาพูดกับคุณหมออย่างตรงไปตรงมา”

“คุณ...”

“ผมเป็นพ่อของเด็กในท้องซื่อหนานจริงๆ ครับ”

หมอชางุนงงหนักกว่าเดิม ฮั้นตี้เห็นแบบนั้นก็ยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแล้วดึงบาดแผลออกพร้อมกับดึงวิกที่ใส่ออกด้วย ไหนจะคอนแทคเลนส์ชายหนุ่มก็ดึงออกหมด ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว ทำเอาคุณหมอได้แต่มองด้วยความตื่นตะลึง ด้วยไม่คิดว่าจะมาเจอเหตุการณ์อย่างกับในหนังตรงหน้าตัวเองจะๆ แบบนี้

ฮั้นตี้เงยหน้าขึ้นมองหมอ แล้วยื่นมืออกไปตรงหน้าหมอชา “ผมเทียนฮั้นตี้ เป็นพ่อของเด็กในท้องซื่อหนาน และผมเป็นห่วงเขามากเลยต้องปลอมตัวมาดูแลเขาในฐานะคนสวนครับ”

หมอชายังคงทำหน้าอึ้งแล้วยื่นมือออกไปจับมือของฮั้นตี้เบาๆ จากนั้นก็ผละออกแล้วเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเองอย่างกระตือรือร้น เรื่องอะไรไม่รู้ละ แต่ที่แน่ๆ มันโคตรอะเมซิ่งไปเลย นี่มัน....ยิ่งกว่าในหนังในละครอีกนะเนี่ย

“คุณเป็นพ่อของสองเอเลี่ยนในท้องจริงๆ น่ะหรอครับ”

“สองเอเลี่ยน?”

“เอ่อ...เป็นศัพท์ที่คุณซื่อหนานชอบเรียกน่ะครับ”

ฮั้นตี้ขมวดคิ้วไม่ชอบใจ “เขาตั้งชื่อลูกว่าเอเลี่ยนหรอครับ” เขาถามด้วยความไม่สบายใจ นี่มันสมควรเป็นชื่อเด็กหรือไง

“เอ่อ เปล่าครับ คุณซื่อหนานแค่เอาไว้ใช้เรียกเวลามองภาพอัลตราซาวด์ เป็นคำเปรียบเปรยว่าพวกเขาเหมือนเอเลี่ยน เพราะหัวโตๆ เหมือนกันไม่มีผิด...”

ฮั้นตี้ได้ยินแบบนั้นก็ถอดหายใจโล่งอก พร้อมกับพูดต่อว่า “ก็ดีครับ อย่างน้อยเขาก็เอ็นดูลูกในท้องบ้าง...”

“ความจริงแล้ว คุณซื่อหนานรักพวกเขานะครับ”

ฮั้นตี้ได้ยินแบบนั้นก็ตาเป็นประกาย เผยรอยยิ้มกว้าง “เขาเกลียดผมไม่เป็นไร แต่เรื่องลูก...ผมไม่อยากให้เขาพานเกลียดลูกไปด้วย...” ฮั้นตี้พูดอย่างเศร้าๆ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วรีบพูดธุระของตัวเอง “ที่ผมมาพบหมอ เพราะอยากจะให้หมอช่วยอะไรบางอย่าง...”

“อะไรหรอครับ?”

“ข้อมูลของลูก...ผมไม่อยากจะรบกวนเพื่อนของผมให้สืบเรื่องนี้อีกแล้ว เพราะเขาต้องกลับไปทำงานอื่นต่อ เพราะงั้นเลยอยากให้หมอส่งข้อมูลของลูกมาให้ผมรู้ครับ โดยส่งมาที่ที่อยู่อีเมลล์นี้”

“เอ่อ แต่เรื่องนี้...”

“หมออย่าปฏิเสธเลย เรื่องนี้ถ้าซื่อหนานไม่รู้ก็ถือว่าไม่มีปัญหา จรรยาบรรณของหมอผมทราบดี แต่ช่วยเห็นใจพ่อคนหนึ่งที่เป็นห่วงลูกมาก และอยากจะรู้ความเป็นไปของเขาได้ไหมครับ”

“คือ...”

“เอาเป็นว่าตกลงนะครับ”

“คุณทำแบบนี้ผมลำบากใจนะครับ”

ฮั้นตี้ยกยิ้มลุกขึ้นยืนแล้วพูดขึ้นยิ้มๆ แต่คนฟังหนาวเย็นไปสุดขั้วหัวใจ “ครอบครัวของหมออยู่ที่เชียงใหม่ เปิดกิจการส่งออกชาขาย ตอนนี้กิจการกำลังรุ่งเรืองไปได้ด้วยดี ถ้าพี่ชายของหมอที่ชื่อ ภูผา พ่อม่ายลูกหนึ่ง ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำตกหน้าผาไป คุณหมอ และครอบครัว รวมถึง...ลูกสาวของเขา คงจะเสียใจมากจริงไหม......”

“ครับ...ผมจะจัดการเรื่องทุกอย่างให้” หมอชากำมือแน่น มองฮั้นตี้ด้วยสายตาวาวโรจน์ แต่ด้วยรู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่คู่ต่อกรจึงจำต้องสงบอารมณ์แล้วเค้นเสียงตอบตกลงอย่างไม่มีทางเลือก รู้ละเอียดขนาดนี้ แสดงว่าอีกฝ่ายต้องไม่ธรรมดา เพราะงั้นอย่าเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงจะดีกว่า หมอชาย้ำกับตัวเอง...

“ขอบคุณครับ” ฮั้นตี้บอกด้วยน้ำเสียงอบอุ่น พูดจบก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไปทิ้งให้หมอชาได้แต่ยืนพรั่นพรึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงลำพัง

 

 

 

=============================

มาต่อครบแล้วจ้า เป็นยังไงกันบ้าง เนื้อเรื่องเริ่มเข้มข้นขึ้นแล้ว นี่ลุ้นเรื่องฮั้นตี้มาก ซื่อหนานจะรู้ไหมวะ5555 แล้วตกลงรู้ไหมไม่รู้รอลุ้นเอาเองนะทุกคน ส่วนเรื่องตะวันกล้ากับเต๋อหัว ดูเหมือนจะเป็นไปอย่างใจเขาต้องการแล้วละ แผนของเต๋อหัวยังมีีอีกมากค่ะทุกคน ขณะเดียวกันศัตรูเองก็แผนเยอะไม่แพ้กัน เรียกได้ว่าจะทำเราคนอื่นลุ้นกันตัวโก่งเลยทีเดียว สุดท้ายนี้อยากขอโทษทุกคนที่ไม่ได้เข้ามาอัพนิยายค่ะ อยากบอกว่าเมื่อวานงานเข้ารัวๆมาก มันด่วนมากเลยไม่ได้เข้ามาอัพต้องขอโทษด้วยค่ะ พรุ่งนี้ถ้าไม่มีอะไรติดขัดตรงไหนก็อยากจะอัพให้ถึงตอนที่ 15 เลย รอติดตามกันได้เลย หรือกลัวรอเก้อก็สามารถติดตามข่าวสารได้ที่เพจเลยนะคะ ขอบคุณที่เข้ามาติดตามน้า 

#ดวงตะวันกับมังกร 

ติดตามข่าวสารได้ที่ >>> ไอเรนเยีย 

ความคิดเห็น