I-Rain-Yia/ฉ่ำพร/นางเนียร
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

[นัดที่ 12] แผนที่ดำเนินไปอย่างลับๆ (ครบ)

ชื่อตอน : [นัดที่ 12] แผนที่ดำเนินไปอย่างลับๆ (ครบ)

คำค้น : ตะวันกล้า ซื่อหนาน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.4k

ความคิดเห็น : 28

ปรับปรุงล่าสุด : 08 มิ.ย. 2563 16:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[นัดที่ 12] แผนที่ดำเนินไปอย่างลับๆ (ครบ)
แบบอักษร

12  

แผนที่ดำเนินไปอย่างลับๆ  

ฮั้นตี้เดินผละจากซื่อหนานออกมาแล้วถอนหายใจโล่งอกที่ซื่อหนานไม่ซักไซ้เขามากจนทำเขาประหม่าเผยพิรุธออกมา ร่างสูงรีบก้าวขายาวๆ ไปยังห้องครัว แล้วเปิดฝาครอบอาหารออก เพื่อกินข้าวเติมพลังจะได้มีแรงสู้รบปรบมือกับซื่อหนานต่อได้ พลางคิดถึงเรื่องที่ซื่อหนานอารมณ์ไม่ดีอยู่บ้างในวันนี้ เขาเป็นอะไร อย่างกับคนเป็นไบโพลาร์ เฮ้อ จะว่าไป...เรื่องที่เขาปลอมตัวน่ะมันจะปิดไปได้นานสักเท่าไหร่กัน...

ฮั้นตี้คิดไปพลางเคี้ยวข้าวไป เห็นเป็นคุณชายแบบนี้ แต่เขาเป็นกินง่ายอยู่ง่ายนะ หึ ส่วนสาเหตุที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ คงจะไม่พ้นการใช้ชีวิตอยู่ในคฤหาสน์เบอร์นาร์ด สถานที่แห่งความชั่วร้ายทั้งปวง ความชั่วร้ายเลวทรามยิ่งกว่าการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในฮ่องกง

พอย้อนคิดถึงวันที่เขาและเต๋อหัวถูกเลี้ยงดูโดยตาแก่นาธาน พ่อของแม่พวกเขา หรือที่พวกเขาต้องเรียกว่าคุณตา ฮั้นตี้ก็อดนึกเคืองโกรธไม่ได้ ชีวิตของพวกเขาต้องบิดเบี้ยวแบบนี้ สาเหตุก็เพราะการเลี้ยงดูของตาแก่นั่นด้วยส่วนหนึ่ง ช่วยไม่ได้...ถ้าเขาจะโหดร้ายไม่ใจดีกับคนบนโลกใบนี้ ก็ใครใช้ให้พวกเขาเกิดมาเจอเรื่องโหดร้ายแบบนั้นก่อนละ เรื่องโหดร้ายที่ถูกเลี้ยงดูราวกับสัตว์เลี้ยง แม้พวกเขาจะเป็นหลานแท้ๆ ของตาแก่นั่น แต่ความโรคจิต ของมันก็มีมาจนเกินไป มากจนทำให้เขากับเต๋อหัวเกือบจะเป็นบ้า ต้องทนกล้ำกลืนใช้ชีวิตอันน่าสะอิดสะเอียนกับมันอยู่นานหลายปี แม้จะมีเงินทองมากมายให้ใช้ทั้งชาติไม่หมด แต่ความเจ็บปวดทางร่างกายที่ถูกเฆี่ยนตี และทำร้ายทางร่างกายก็มากเกินไป มากจนทำให้พวกเขาเคียดแค้นตาแท้ๆ ได้อย่างไม่มีอะไรลดทอนได้ แม้มันจะพยายามอ้อนวอนให้พวกเขากลับไปช่วยดูแลธุรกิจให้มันด้วยข้อแลกเปลี่ยนที่สวยหรู แต่เต๋อหัวและเขาก็สัญญากันแล้วว่าจะไม่กลับไปที่นั่นอีก เพราะที่นั่น....ไม่มียืนให้กับพวกเขาแล้ว และพวกลูกหลานคนอื่นๆ เองก็คงจะไม่ชอบใจ หากพวกเขากลับไป หึ...แค่ที่แย่งชิงกันอยู่ตอนนี้ก็ยุ่งยากมากพอแล้ว ขืนกลับไปที่นั่นคงไม่พ้นต้องปวดหัวมากกว่านี้ ฮั้นตี้คิดพลางส่ายหัวเหนื่อยหน่ายกับวงล้อโชคชะตาในวงจรบ้าๆ นี่ ก่อนจะตักข้าวเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ อีกสองสามรอบ ข้าวก็หมดจาน จากนั้นร่างสูงก็ลุกขึ้นยืนเอาจานไปเก็บ พอกำลังจะเปิดน้ำล้างจาน เสียงของนนทภพดังขึ้นลั่นบ้านทำให้เขาต้องรีบเดินออกไปดู เพราะน้ำเสียงของอีกฝ่ายฟังดูตระหนกร้อนรนแปลกๆ

พอฮั้นตี้เดินออกมาก็เห็นหมอนนทภพกำลังช้อนตัวอุ้มซื่อหนานวิ่งเข้าไปในบ้าน ฮั้นตี้เห็นแบบนั้นก็ไม่รอช้า รีบวิ่งตามเข้าไปติดๆ พอเข้ามาในบ้านได้ก็เอ่ยถามนนทภพเสียงร้อนรนทันที

“เกิดอะไรขึ้นกับหมอ ซื่อ....คุณจันทร์เป็นอะไรไปครับ”

นนทภพวางซื่อหนานลงบนโซฟาแล้วเงยหน้าขึ้นมองนายคมพร้อมกับส่ายหัว “ไม่สามารถตอบอะไรแน่ชัดได้ จนกว่าจะได้ตรวจอย่างละเอียด แต่คิดว่าเขาน่าจะเป็นลม เพราะอากาศข้างนอกร้อนมาก”

ฮั้นตี้ได้ยินอย่างนั้นก็หันไปมองซื่อหนานที่นอนหน้าซีดอยู่บนโซฟาด้วยความเป็นห่วง พลางก่นด่าอีกฝ่ายในใจไปด้วยว่าทำอะไรไม่ดูสภาพร่างกายตัวเองเลย ทั้งที่ท้องอยู่แท้ๆ ถึงจะ...ไม่ได้เต็มใจท้องก็เถอะ แต่ก็ควรจะดูแลตัวเองมากกว่านี้หน่อย

“ฝากนายคมดูคุณจันทร์แป๊ปนะ ฉันจะขึ้นไปเอาอุปกรณ์”

“ครับ”

หมอนนทภพพยักหน้าพึงใจแล้วหมุนตัวจากไป ฮั้นตี้จึงใช้โอกาสที่นนทภพไม่อยู่เข้าไปดูซื่อหนานใกล้ๆ ใบหน้าเรียวขาวที่เคยมีเลือดฝาด เวลานี้ไร้สีเลือดจนน่าตกใจ ฮั้นตี้ยืนมองอยู่นานไม่ด้วยความไม่สบายใจ พอได้ยินเสียงนนทภพเดินลงมา จึงรีบผละตัวมายืนจุดเดิมที่เคยยืน ปล่อยให้นนทภพเข้าไปตรวจร่างกายของซื่อหนาน โดยมีฮั้นตี้ยืนมองอยู่ไม่ห่าง

“คุณจันทร์เป็นยังไงบ้างครับ”

นนทภพที่กำลังเก็บอุปกรณ์ใส่กระเป๋าเงยหน้าขึ้นมายิ้มบางให้นายคม “ไม่เป็นไรมาก แค่เป็นลมน่ะ”

ฮั้นตี้ถอนหายใจโล่งอก ส่วนนนทภพเก็บของเสร็จก็เงยหน้าขึ้นมาถามนายคมว่ากินข้าวหรือยัง ฮั้นตี้ก็ตอบกลับไปว่ากินแล้ว นนทภพได้ยินอย่างนั้นก็ยกยิ้มกว้าง

“งั้นดีเลย ออกมาคุยด้วยกันที่ระเบียงหน้าบ้านหน่อยสิ”

“ครับ”

ฮั้นตี้เดินตามหลังนนทภพออกมาที่ระเบียง นนทภพก็ไม่รั้งรออีก ชายหนุ่มหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับนายคมแล้วพูดขึ้น

“ร่างกายซื่อหนานไม่ค่อยปกติเหมือนพวกเรา ถ้าวันไหนที่ฉันไม่อยู่ออกไปทำธุระข้างนอก หรือนายคมเห็นท่าไม่ดี ก็รีบพาเขาไปโรงพยาบาล หรือตะโกนเรียกฉันเลยนะ แล้วฉันจะเพิ่มค่าแรงให้”

ฮั้นตี้ได้ยินอย่างนั้นก็รีบพยักหน้า “ครับ” ถ้าเป็นเรื่องซื่อหนานละก็ เขาไม่มีทางปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นอะไรแน่ และไม่ใช่แค่ซื่อหนานด้วยนะ ลูกในท้องก็ด้วย

นนทภพเห็นแบบนั้นก็ยิ้มดีใจ “ฉันนึกว่านายคมจะปฏิเสธเสียอีก ถูกตวาดใส่มาครึ่งค่อนวัน นึกว่าจะเกลียดซื่อหนานไปแล้ว”

ฮั้นตี้ยกยิ้ม “เอ่อ ยังไงคุณจันทร์ก็เป็นเจ้านายผม ผมจะเกลียดได้ยังไงละครับ”

“อื้ม...นั่นสิ แต่ทนๆ เอาหน่อยนะ ช่วงนี้เขาจะหงุดหงิดบ่อยเพราะฮอร์โมนในร่างกายน่ะ น่าแปลกเหมือนกันที่ตอนอยู่กับฉันไม่เห็นจะเป็นอะไร แต่กับนายคมกับเหวี่ยงเอาๆ”

ฮั้นตี้ได้ยินอย่างนั้นก็คิ้วกระตุก หัวเราะในลำคอแล้วเกาหัวแก้เก้อ ทั้งที่ในใจกำลังด่าทอไอ้หมอหน้ากล้วยตรงหน้าไม่หยุด

จะอวดกันหรือไงไอ้หมอกล้วย! แค่ซื่อหนานพูดจาดีๆ กับแก ไม่ได้แปลว่าเขามีใจให้กับคนอย่างแกหรอกไอ้กร๊วกเอ้ย!

“เอาละ ผมว่านายคมไปทำงานต่อได้เลยนะ ถ้าไม่เสร็จวันนี้ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ค่อยมาทำต่อก็ได้”

“ครับ” ฮั้นตี้รับคำ เหลือบมองเข้าไปในบ้านแวบหนึ่งแล้วค่อยหมุนตัวเดินไปทำงานของตัวเองต่อ ทำงานไปก็คอยยืดคอมองเข้าไปในบ้านไปด้วย โรงเรือนเก็บของที่ฮั้นตี้ทำความสะอาดอยู่ไม่ไกลจากตัวบ้านเท่าไหร่ ประกอบกับหน้าต่างห้องรับแขกเปิดอ้ากว้างเลยพอจะทำให้มองเห็นด้านในได้สะดวก ร่างสูงจึงคอยจดๆ จ้องๆ มองว่าเมื่อไหร่ซื่อหนานจะตื่น พอเห็นอีกฝ่ายลุกขึ้นนั่งพูดคุยกับนนทภพได้ คุณชายมาเฟียในคราบคนสวนก็ถอนหายใจโล่งอกแล้วหันมาตั้งใจทำงานตัวเองต่อให้เสร็จ ไอ้งานเก็บกวาดพวกนี้เขาเก้ๆ กังๆ กว่าจะเสร็จเรียบร้อยรู้ตัวอีกทีพระอาทิตย์ก็ตกดินแล้ว

ฮั้นตี้เงยหน้าขึ้นมาถอนหายใจแล้วใช้แขนแกร่งซับเหงื่อบนหน้าผาก จากนั้นก็เท้าสะเอวมองโรงเรือนตรงหน้าที่ถูกจัดระเบียบและทำความสะอาดจนใหม่เอี่ยมด้วยความภูมิใจ ถึงจะไม่เคยทำมาก่อน แต่ก็ออกมาดูใช้ได้

“นี่นายยังไม่กลับอีกหรอ” เสียงของซื่อหนานทักขึ้น พร้อมกับร่างโปร่งเดินเข้ามาตรวจตราดูงานของนายคมแล้วพยักหน้า

“ใช่ได้”

ฮั้นตี้ได้ยินคำชมจากซื่อหนานก็ยิ้มกว้างพร้อมกับบอกว่าอีกสักพักเขาก็จะกลับแล้ว ซื่อหนานเหลือบมองสภาพคนสวนคนใหม่แล้วนึกสมเพช จึงยอมทำตามที่นนทภพร้องขอก่อนจะออกไปทำธุระด้านนอก

“ทำงานเสร็จแล้วก็อย่าเพิ่งกลับเข้าไปกินข้าวก่อนแล้วค่อยกลับ”

ฮั้นตี้ได้ยินอย่างนั้นก็เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ซื่อหนานเห็นท่าทางแปลกใจของนายคมก็เชิดหน้าขึ้นพูด

“ไม่ใช่ฉันที่ชวนหรอกนะ แต่เป็นหมอนนท์”

“เอ่อ...ครับ งั้นผมไปล้างมือก่อน เดี๋ยวตามเข้าไปนะครับ”

ซื่อหนานไม่ตอบรับแต่หมุนตัวเดินออกไป ฮั้นตี้มองตามแผ่นหลังของซื่อหนานจนอีกฝ่ายเข้าไปในบ้านแล้วค่อยกระตุกยิ้มพึงใจ ซื่อหนานมุมนี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เจ้าตัวดูเหมือนจะกลายเป็นคนสบายๆ ไม่ถือตัวเหมือนตอนที่อยู่ฮ่องกงสักเท่าไหร่ และฮั้นตี้ก็รู้สึกถูกใจกับท่าทางของอีกฝ่ายมาก

ท่าทางที่รู้สึกยังไงก็แสดงออกแบบนั้น ไม่ใช่ปั้นหน้าเย็นชาตลอดทั้งวันเหมือนตอนอยู่ฮ่องกง แบบนี้เขารู้สึกว่ามีชีวิตชีวากว่ามาก เห็นแล้วอยากจะคว้าเข้ามาปล้ำจูบหลายสิบรอบ พอนึกภาพตอนได้โอบกอดร่างโปร่งแนบกาย กลางกายก็คล้ายจะร้อนรุ่มแข็งโด่ขึ้นมา ทำให้ฮั้นตี้รีบสะบัดหน้าไล่จินตนาการหื่นกามในหัวทิ้งไปแล้วพยายามสงบสติอารมณ์ให้เย็นลง

แค่คิดก็ขึ้นแล้วหรอวะ เฮ้อ....เมื่อไหร่ที่น้องแฝดแกคลอด แกค่อยมุดแล้วกันนะลูกพ่อ ฮั้นตี้พึมพำเสียงเบา พลางตบลงเบาๆ ที่กลางกาย จากนั้นค่อยเดินออกไปล้างมือที่ก๊อกน้ำ แล้วเดินเข้าไปในบ้านเพื่อกินข้าวกับซื่อหนานและหมอนนท์ ทว่า พอเดินเข้ามาแล้วไม่เห็นจะหมอนนท์อยู่ ฮั้นตี้ก็ขมวดคิ้วทันที

ไอ้นั่นเป็นหมอดูแลซื่อหนานไม่ใช่หรอ แล้วทำไมปล่อยให้คนท้องอยู่คนเดียวดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้วะ

“ยืนหน้าเครียดอะไรของแก จะกินไหมข้าว” ซื่อหนานร้องทัก

ฮั้นตี้ได้ยินอย่างนั้นก็รีบค้อมหัวแล้วเดินเข้าไปนั่งกับซื่อหนาน บนโต๊ะอาหารมีอาหารมากมายถูกจัดไว้ แต่ส่วนมากล้วนเป็นเมนูผัก มีพวกเนื้อสัตว์ไม่กี่จานเท่านั้น

“อาหารเพื่อสุขภาพ กินได้ไหม” มองอย่างกับกินไม่เป็น ไม่ใช่ว่ากินไม่ได้หรอกนะ เฮอะ แต่นั่นก็พอจะเข้าใจได้ เพราะขนาดเขายังไม่อยากจะกินของพวกนี้เลย

“คะ...ครับ ไม่ว่าอาหารแบบไหนผมก็กินได้ครับ” ฮั้นตี้ตอบยิ้มๆ

ซื่อหนานหรี่ตามองนายคมแล้วถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย ผูกมิตรบ้าบออะไรไม่รู้ กับคนใช้ก็ต้องทำถึงขนาดนี้ ไม่รู้หมอนนท์คิดบ้าอะไรอยู่

“รีบกิน จะได้รีบกลับ”

“ครับ”

ฮั้นตี้ไม่รอช้ารีบสวาปามอาหารตรงหน้าอย่างหิวโหยโดยไม่เกรงใจซื่อหนานทันที

ซื่อหนานมองเหยียดๆ ฮั้นตี้อย่างรังเกียจจากนั้นก็กินอาหารตรงหน้าตัวเองอย่างเชื่องช้าแต่กินไปได้สักพักรู้สึกเหม็นเขียว จึงผุดลุกขึ้นเดินเร็วๆ ไปที่ห้องน้ำ แล้วอ้วกอาหารพวกนั้นออกมา

ฮั้นตี้ยืดตัวขึ้นได้ยินเสียงอ้วกในห้องน้ำก็รีบตามไปดูด้วยความเป็นห่วง ร่างสูงมอร่างโปร่งอ้วกเสียงโอ้กอ้ากก็ทำตัวไม่ถูก ได้แต่ยืนรอจนกระทั่งซื่อหนานหยุดอ้วกแล้วค่อยเอ่ยถาม

“คุณจันทร์ เป็นอะไรไหมครับ” ถาม...ทั้งที่รู้ดีแก่ใจ

ซื่อหนานเช็ดปากมองหน้านายคมตาขวางแล้วกดชักโครกพลางโบกมือไล่ร่างสูงให้ออกไป

“ออกไป ฉันอยากอยู่คนเดียว”

“แต่คุณจันทร์หน้าซีดมาก” ฮั้นตี้บอกเสียงขรึม แต่ซื่อหนานไม่สนใจร่างโปร่ง เพียงหมุนตัวไปล้างปากที่อ่างล้างหน้าอย่างเหนื่อยอ่อน ดูท่า...แม้แต่อาหารเพื่อสุขภาพเขาก็กินไม่ได้ กินอะไรไม่ได้แบบนี้มาหลายวันแล้วด้วย นอกจากช็อคโกแลตเขาก็กินอะไรไม่ได้อีก เจ้าสองตัวในท้องมันจะเลือกกินมากเกินไปแล้ว

“คุณจันทร์ ให้ผมพาไปนั่งพักที่โซฟาดีไหมครับ” ฮั้นตี้เสนอช่วย หน้าซื่อหนานซีดอย่างกับอะไร เขากลัวว่าอีกฝ่ายจะเป็นลมล้มพับไป

“ไม่ต้องมายุ่ง ฉันบอกให้นายออกไปไง” พูดจบซื่อหนานก็ถอนหายใจออกมาแล้วหมุนตัวจะเดินไปหยิบผ้ามาเช็ดหน้า แต่จู่ๆ ภาพเบื้องหน้าก็ดำมืด ทำเอาร่างโปร่งซวนเซจะล้ม ฮั้นตี้เห็นแบบนั้นก็รีบเข้าไปช่วยพยุง

“ผมว่าผมพาคุณไปนั่งพักที่โซฟาดีกว่า” ฮั้นตี้ดึงซื่อหนานจะพาออกไปข้างนอก แต่ซื่อหนานสะบัดแขนออกจากการจับกุมของฮั้นตี้ แล้วหมุนตัวหันกลับไปอ้วกอีกสองสามรอบ รอจนกระทั่งซื่อหนานอ้วกเสร็จ ฮั้นตี้ก็รีบช้อนตัวอีกฝ่ายออกจากห้องน้ำทันที

ซื่อหนานอ้าปากจะด่าที่จู่ๆ ก็ถูกคนสวนอุ้มขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เขาอ้วกจนหมดแรงแล้ว ไม่มีแม้แต่แรงจะพูด เลยได้แต่ถลึงตาใส่นายคมอย่างโกรธๆ

ฮั้นตี้ไม่สนใจใบหน้าโกรธขึงของซื่อหนาน ชายหนุ่มเพียงอุ้มร่างโปร่งที่เบาโหว่งไม่เหมือนก่อนด้วยความสบายใจไปที่โซฟา พอวางซื่อหนานนั่งบนเตียงได้ ก็รีบเดินไปหยิบน้ำในห้องครัวมาให้ซื่อหนานดื่ม ซื่อหนานกำลังจะอ้าปากด่านายคมที่ยุ่งไม่เข้าเรื่องก็ต้องหุบปากรับน้ำมาดื่มจนหมดแก้วอย่างช่วยไม่ได้ พอน้ำลงคอไหลลงมาที่ท้องจนเย็นวาบ อารมณ์คุกรุ่นเมื่อกี้ก็พอจะเบาบางลงบ้าง

“ดีขึ้นหรือเปล่า” ขืนเป็นแบบนี้ ร่างกายจะอ่อนแอจนตายไปหรือเปล่า กินอะไรไม่ได้ด้วย แน่ใจนะว่าท้องเพราะอาการอย่างกับเป็นโรคเรื้อรัง

ซื่อหนานเงยหน้ามองนายคมที่กำลังก้มหน้ามองตนด้วยแววตาห่วงใยก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่ชอบใจ ร่างโปร่งไม่ตอบคำถามของคนสวนคนใหม่ในทันที ซื่อหนานเพียงวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะ แล้วพูดกับนายคมด้วยสีหน้านิ่งๆ เหมือนคำพูด

“นายเป็นญาติฉันหรือไง”

“ครับ?” ฮั้นตี้ตอบรับงงๆ จากนั้นก็ยืดตัวขึ้นรีบผละห่างจากซื่อหนานทันทีที่รู้ตัวว่ากำลังล้ำเส้นความเป็นเจ้านายและคนรับใช้ เมื่อครู่เขาตกใจจนเครียดเลยเผลอแสดงท่าทีดังกล่าวออกไปโดยอัตโนมัติ

ซื่อหนานหรี่ตามองนายคมอย่างตำหนิ “นายเป็นแค่คนสวน เรื่องเมื่อกี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น แค่พยุงฉันออกมาก็พอ ไม่จำเป็นที่จะต้องทำแบบนั้น”

“ครับ ผม...ผมเข้าใจแล้ว”

ซื่อหนานมองนายคมอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อกี้ที่ถูกช้อนอุ้ม เขารู้สึกคุ้นเคยกับอ้อมแขนของอีกฝ่ายอย่างประหลาด เป็นความรู้สึกที่เขาไม่ชอบใจเอาเสียเลย

“อ้าว นายคม...ยังไม่กลับอีกหรอ” หมอนนทภพกลับมาจากโรงพยาบาล เห็นนายคมที่ควรจะกลับไปตั้งนานแล้วยังอยู่จึงเอ่ยทัก

ซื่อหนานเหลือบมองนนทภพที่ถุงข้าวของมากมายเดินมาวางบนโต๊ะหน้าโซฟา แล้วมองนายคมสลับกับซื่อหนานก่อนจะหลุดยิ้มออกมา

“ซื่อหนานชวนนายกินข้าวใช่ไหม ฉันนึกว่าเขาว่าจะไม่ชวนซะอีก” นนทภพพูดยิ้มๆ ฮั้นตี้ยิ้มบางตามแต่ไม่พูดอะไร

“แล้วนี่ กินข้าวกันเสร็จแล้วหรอ....” นนทภพถามแล้วหันไปมองอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ “แต่อาหารยังเหลือเยอะอยู่เลยนะ หรือว่ารอฉัน”

“ใครจะมารอนาย...” ซื่อหนานพูดอย่างอารมณ์เสีย ก่อนจะเหลือบมองไปที่ถุงพลาสติกตรงหน้าแล้วค้นหาของกินที่ตนพอจะกินได้ พอเห็นช็อคโกแล็ตถุงใหญ่ก็รีบหยิบมันออกมาแกะกินทันที

“ซื่อหนาน คุณจะกินมันตอนนี้ไม่ได้”

“เอ่อ เมื่อกี้คุณซื่อหนานกินข้าวอยู่ดีๆ ก็เข้าไปอ้วกในห้องน้ำครับ” ฮั้นตี้บอกนนทภพ พลางก่นด่าในใจไปด้วยว่าจะห้ามอะไรนักหนา ซื่อหนานอยากกินอะไรกินไปสิ ห้ามอยู่นั่น!

นนทภพได้ยินอย่างนั้นก็ถอนหายใจ “ช็อคโกแล็ตพวกนี้ ผมซื้อมันมาทำอาหารให้คุณ แต่กินอาหารพวกนั้นไม่ได้เลยหรอ” ประโยคหลังนนทภพหันมาถามนายคม

ฮั้นตี้พยักหน้า “ครับ กินได้ไม่กี่คำก็วิ่งเข้าไปอ้วก”

นนทภพถอนหายใจ ซื่อหนานเป็นแบบนี้มาหลายวันแล้ว ไม่คิดเลยว่าเขาจะแพ้ท้องหนักแบบนี้ แล้ววันๆ กินแต่ช็อคโกแล็ต แล้วแบบนี้จะได้รับอาหารครบได้ไง เพราะงั้นเขาเลยซื้อช็อคโกแลต และโกโก้ มาไว้ใช้เป็นวัตถุดิบทำอาหาร

“เฮ้อ ขอบใจนายคมมาก รอตรงนี้ก่อน เดี๋ยวฉันจัดข้าวใส่กล่องให้ คิดว่านายควรจะได้พักแล้ว ขอโทษที่รบกวนเวลานะ” นนทภพกล่าวขอบคุณร่ายยาว จากนั้นก็หมุนตัวเข้าไปในห้องอาหารทันที ด้วยกลัวว่าจะรบกวนเวลานายคมมากกว่าไปนี้ ตามจริงแล้วเขาจะไม่ออกไปซื้อของอีกรอบ แต่ขณะทำอาหาร ตรวจพบว่าพวกเขายังขาดวัตถุดิบอีกหลายอย่าง ทำให้นนทภพต้องออกไปซื้อของอีกรอบในช่วงเย็น พอเขาไม่อยู่บ้าน เขาก็กลัวว่าซื่อหนานที่อยู่บ้านคนเดียวอาจจะไม่ปลอดภัยเลยบอกให้ซื่อหนานชวนนายคมกินข้าวด้วย เผื่อเกิดอะไรขึ้นนายคมจะได้ช่วยดูแล ซื่อหนานได้ยินอย่างนั้นก็ปฏิเสธ ด้วยคิดว่านายคมไม่น่าไว้วางใจ แต่นนทภพกลับคิดต่างออกไป เพราะเท่าที่เขาสัมผัสได้ เขารู้สึกว่านายคมเป็นห่วงซื่อหนานจากใจจริง ถ้าซื่อหนานไม่เชื่อก็ใช้โอกาสนี้พิสูจน์ อย่างน้อยไม่ได้เป็นเพื่อนกับชาวบ้านแถวนี้ แต่เป็นเพื่อนกับคนสวนได้ ก็คงจะดีไม่น้อย สำหรับคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ไม่ดีอย่างซื่อหนาน นนทภพถอนหายใจออกมา หลังคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันมานี้ ทั้งเขาและซื่อหนานต้องปรับตัวกันเยอะมาก ปรับตัวไม่ให้ผู้คนสงสัยในฐานะของพวกเขา นนทภพต้องปั้นหน้ายิ้มอธิบายอยู่หลายครั้ง คุณหมอหนุ่มคิดถึงเรื่องที่เกิดเมื่อเช้าที่เขาไปจ่ายตลาด แล้วต้องตอบคำถามพ่อค้าแม่ค้า และชาวบ้านแถวนั้นก็อดเหนื่อยใจขึ้นมาไม่ได้ ชายหนุ่มส่ายศีรษะไล่ภาพเหตุการณ์มากมายในหัวออกแล้วหยิบกล่องข้าวใส่ถุง จากนั้นก็รีบเดินเอาออกไปให้นายคม

ฮั้นตี้เห็นกล่องข้าวยื่นมาตรงหน้า ก็รับไว้พร้อมกับเอ่ยขอบคุณอย่างนอบน้อม นนทภพเห็นแบบนั้นก็ยกยิ้มพร้อมบอกว่า “วันหน้าอาจจะต้องรบกวนนายให้อยู่เป็นเพื่อนซื่อหนานบ่อยๆ ยังไงช่วงเย็นก่อนกลับบ้านก็เอาข้าวกลับไปกินที่บ้านด้วยนะ”

“ครับ”

“กลับดีๆ ละ”

“ครับ” ฮั้นตี้โค้งศีรษะให้นนทภพแล้วชำเลืองมองไปยังซื่อหนานที่ยังคงกินช็อคโกแลตไม่หยุดอย่างเป็นห่วง แต่สุดท้ายก็ตัดใจ หมุนตัวเดินจากไปท่ามกลางสายตาชื่นชมของนนทภพที่ซื่อหนานเห็นแล้วเจ็บๆ คันๆ ในใจจนต้องพูดออกมา

“นายดูจะชอบเขามากเลยนะ” ภายหลังนายคมเดินออกไปแล้ว ซื่อหนานจึงพูดขึ้นเสียงเรียบ เขาสังเกตว่านนทภพชอบมองนายคมด้วยแววตาชื่นชมเสมอ คงไม่ใช่ว่าหมอนี่จะชอบคนสวนใหม่หรอกนะ “หรือหมอนั่นเป็นสเป็คนาย”

นนทภพได้ยินอย่างนั้นก็หลุดขำออกมา คุณหมอหนุ่มเดินมาทรุดตัวนั่งข้างซื่อหนาน แล้วอธิบาย “ผมชื่นชมเขา ไม่ได้ชื่นชอบสักหน่อย”

“ชื่นชม? ชื่นชมอะไร ไอ้นั่นมันน่าชื่นชมตรงไหน ก็แค่คนสวน”

“ชื่นชมที่เขาลำบากขนาดนั้น แต่ยังมีความเป็นห่วงเป็นใยให้คนอื่นยังไงละ ดูเขาจะเป็นห่วงคุณมากเลยนะซื่อหนาน”

ซื่อหนานแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “มันไม่ห่วงน่ะสิแปลก ฉันเป็นคนจ่ายเงินมัน ถ้าฉันตายแล้วใครจะจ่ายเงินให้มันจริงไหม” ซื่อหนานพูดไปพลางเคี้ยวช็อคโกแล็ตในปากไปพลาง พลันภาพในหัวตอนที่ถูกอุ้มก็แล่นวาบเข้ามาในหัว ทำให้เขาเกิดความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างจนต้องขมวดคิ้วเลยวางช็อคโกแล็ตลงบนโต๊ะแล้วพูดกับนนทภพอย่างจริงจัง “มันแปลกๆ เหมือนกันนะ ข้อมูลเกี่ยวกับนายคมอะไรนี่ ดูลึกลับไม่เหมือนชาวบ้านแถวนี้เลย มันอาจจะเป็นโจรหรือคนที่เพิ่งออกจากคุกมาก็ได้ แบบนี้นายยังจะไว้ใจมันอยู่?”

“คุณมองโลกในแง่ร้ายเกินไปหรือเปล่าซื่อหนาน ผมยังไม่เห็นเขาทำเรื่องเสียหายอะไรเลยนะ”

“นายนั่นแหละที่มองโลกในแง่ดีเกินไป หมอ...” หมอนี่ก็ไม่ต่างจากตะวันกล้าเลยสักนิด ชอบให้โอกาสคน แต่หารู้ไม่ว่าการให้โอกาสคนโดยไม่มอคนให้ดีนั่นแหละจะนำภัยมาให้ ตัวเขาเองก็คร่ำวอร์ดอยู่ในวงการมาเฟียมาหลายปี มีหรือจะดูคนไม่ออกว่าใครมาดีมาร้ายมาแอบแฝง และเท่าที่ดู นายคมอะไรนี่ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าแอบแฝง จะให้เขาเชื่อใจมันได้ยังไง

“เอาละๆ เราจะไม่เถียงกันเรื่องนี้ มาคุยเรื่องอาหารการกินของคุณกันดีกว่า ผมรู้แล้วว่าเราจะแก้เรื่องอาหารของคุณยังไง” เพราะซื่อหนานกินข้าวไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน อีกฝ่ายเลยมีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ บวกกับท้องแล้วฮอร์โมนเปลี่ยน ช่วงนี้อารมณ์คนท้องเลยยิ่งไปกันใหญ่ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายทำคนอยู่ใกล้ได้แต่ส่ายหัว นนทภพทนเรื่องนี้ต่อไม่ไหว เลยคิดหาวิธีด้วยการโทรไปปรึกษาเพื่อนที่ทำงานเกี่ยวกับโภชนาการอาหาร เลยได้รับคำแนะนำให้ลองทำอาหารที่ใส่ช็อคโกแล็ตลงไป กระตุ้นให้ผู้ป่วยอยากอาหาร พออาการแพ้ท้องดีขึ้น แล้วค่อยหยุดใส่เมื่ออาการแพ้ท้องของซื่อหนานดีขึ้น

“แก้ยังไง?”

“ผมจะทำอาหารที่ใส่ช็อคโกแล็ตลงไป คิดว่าน่าจะช่วยได้ไม่มากก็น้อยเลย”

ซื่อหนานได้ยินอย่างนั้นก็น้ำลายสอ เร่งสั่งให้นนทภพทำให้กิน คุณหมอหนุ่มหัวเราะเบิกบาน รีบเข้าครัวไปทำอาหารให้คนท้องกินอย่างที่ว่า ท่ามกลางเสียงหัวเราะของนนทภพ และใบหน้าคนอยากอาหารของซื่อหนาน ทำฮั้นตี้ที่แอบฟังบทสนทนาของพวกเขาถึงกับกำหมัดแน่นอย่างเจ็บใจ ถ้าเขาเป็นคนที่อยู่ตรงนั้นจะดีสักแค่ไหนนะ...

ร่างสูงถอดหูฟังออกอย่างเสียอารมณ์แล้วมองหน้าคิมสันอย่างหงุดหงิด เครื่องดักฟังที่เขาแอบไปติดไว้ในบ้าน เพื่อติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวภายในบ้าน ทำให้ฮั้นตี้ทั้งรู้ความเคลื่อนไหวและเจ็บปวดใจไปตามๆ กัน ไอ้คนนอกที่นั่งดูอาการของคุณชายมาเฟียอย่างเงียบๆ ก็ได้แต่ส่ายหัวระอา

“นายก็ไม่ต้องฟังสิ”

“ฉันอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านบ้าง”

“จะอยากรู้ไปทำไมวะ เขาก็อยู่ดีกินดีนี่หว่า” คิมสันบอกเสียงเหนื่อยๆ ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นมากดส่งข้อความหาพยาบาลสาวที่เขาควงด้วยล่าสุด เจ้าหล่อนชื่อ มาลี เป็นพยาบาลแผนกสูตินารีเวช และเป็นพยาบาลประจำเคสของซื่อหนาน ตัวเขาได้ยินชื่อหล่อนก่อนที่นนทภพจะมาที่นี่ คิมสันจึงรีบติดต่อเธอ สร้างสถานการณ์จีบ และอีกหลายๆ เหตุการณ์ให้เธอประทับใจ จนเธอและเขาลงเอยกันที่เตียง และนั่นเลยทำให้เขาเข้าสู่ข้อมูลส่วนตัวของเธอได้ คิมสันเลยได้ภาพของเด็กแฝดสองคนนั้นมาส่งให้ฮั้นตี้ยังไงละ

ฮั้นตี้พ่นลมหายใจออกมาทางจมูก พยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองแล้วเปลี่ยนเรื่องคุยโดยการเอ่ยถามเรื่องเมื่อเช้า

“ตกลงเรื่องเต๋อหัวกับคนที่แผ่นดินใหญ่นี่ยังไง”

คิมสันชะงักมองฮั้นตี้ “นึกว่าลืมเรื่องนี้ไปแล้ว”

“จะลืมได้ยังไง เรื่องสำคัญแบบนั้น พวกแผ่นดินใหญ่นิสัยและการใช้อำนาจของพวกมันเป็นยังไงก็เห็นๆ กันอยู่ การที่พวกมันยื่นมือเข้ามาช่วย แสดงว่าเต๋อหัวต้องให้ข้อแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า”

คิมสันนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วพูดออกมา “ใช่ ข้อแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าและแพงมหาศาล”

“ข้อแลกเปลี่ยนอะไร?”

“กิจการทั้งหมดในเครือของสภาหลงยิหวา และพยัคฆ์ คนละครึ่ง”

“หา?” นี่เขาได้ยินผิดไปหรือเปล่า? คนละครึ่งงั้นหรอ! มันไม่ใช่น้อยๆ เลย ฮั้นตี้หน้าขรึมลง “เล่ามาให้หมดเลย ทุกแผนการ ทุกแนวคิดของเต๋อหัว มันทำทั้งหมดนี่เพื่ออะไรกันแน่ แล้วปิดบังไม่ให้ฉันรู้ทำไม”

คิมสันกรอกตาไปมา ที่ปิดบังไม่ให้นายรู้ เพราะหมอนั่นจับนายเป็นหนูทดลองให้พวกนั้นยังไงเล่า เฮ้อ เอาไงดีวะเนี่ย...คิมสันคิดอย่างหนักใจ ส่วนฮั้นตี้ก็เริ่มระแคะระคายเรื่องราวบางอย่างขึ้นมาเช่นกัน

ความทรงจำที่หายไปช่วงที่อยู่บนเรือคาสิโนหนนั้น เขายังจำได้แม่นว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ แต่นึกไม่ออกว่ามันคืออะไร...

“บอกฉันมาให้หมดทุกเรื่องนะคิมสัน” ฮั้นตี้เค้นเสียงเข้ม ส่วนคิมสันก็ได้ส่งเสียงหัวเราะแฮะๆ กลับมาให้พลางร้องขึ้นในใจว่าซวยแล้ว

.................................... 

เช้าของวันถัดมา ตะวันกล้าตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเมื่อยล้าและอ่อนเพลีย เพราะเมื่อคืนนอนไม่หลับทั้งคืน มัวแต่คิดกังวลฟุ้งซ่านกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องน้ำจนไม่ได้นอน และระแวงว่าจะมีคนบุกเข้ามาเลยทำให้เช้านี้ของคุณหมอหนุ่มไม่ค่อยแจ่มใสเช่นเคย

ตะวันกล้าบิดขี้เกียจไปมาบนเตียงแล้วเหลือบมองรอบกาย พอแน่ใจว่าไม่มีใครร่างโปร่งก็ยกขาขึ้นออกกำลังกายไปมาตีขาไปมาบนเตียงสักพักได้ยินเสียงตึงตังหน้าห้อง แล้ววินาทีถัดมาประตูห้องก็ถูกกระชากเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของซูเหมย

“ซูเหมย...”

ดวงตากลมโตของซูเหมยจับจ้องมาที่เขาราวกับกินเลือดกินเนื้อ เจ้าหล่อนมองเขาอย่างอาฆาตมาดร้าย จากนั้นก็กรีดร้องออกมาก่อนจะพุ่งเข้ามาหาเขาราวกับซอมบี้ในหนังที่อยากจะรุมทึ้งเหยื่อ ตะวันกล้าเผยสีหน้าตระหนกเอียงตัวไปด้านหลังหมายจะหลบ แต่ยังไม่ทันที่มือเรียวได้รูปจะคว้าตัวเขาได้ ร่างของเธอก็ถูกคว้าออกไปโดยฝีมือของเต๋อหัว แถมยังถูกเหวี่ยงลงพื้นอย่างไร้ความปราณีอีกด้วย

“เลิกบ้าได้แล้วซูเหมย!” เต๋อหัวชี้หน้าซูเหมยอย่างเดือดดาล “กลับออกมาจากค้างคืนข้างนอก ตื่นเช้ามาก็มาอาละวาดไร้สาระไม่เป็นประโยชน์ ถ้ายังไม่หยุดพฤติกรรมบ้าๆ พวกนี้ เธอกับฉันได้เห็นดีกันแน่!”

ซูเหมยจ้องเต๋อหัวตาวาว ดันตัวลุกขึ้นยืนแล้วตะคอกเถียงกลับอย่างไม่ยอม “แล้วจะไม่ฉันโมโหได้ยังไง! คุณพามันมานอนที่นี่ มันหยามหน้ากันชัดๆ นะเต๋อหัว!”

“ออกไป รอคุยกันด้านนอก” เต๋อหัวพยายามบอกอย่างใจเย็น

ซูเหมยไม่เพียงไม่ฟังยังหัวเราะเยาะหยัน “ออกไปให้คุณกับมันพลอดรักกันหรอ อย่าคิดว่าฉันโง่ ไม่รู้เรื่องคุณกับมัน เรื่องของคุณกับมันน่ะ เขาลือกันให้แซ่ดว่าคุณกับมันมีอะไรลับหลังฉัน มันจริงใช่ไหม!” ที่เธอโกรธจนฟิวขาดแบบนี้ไม่ใช่แค่เพราะเต๋อหัวมีอะไรกับมัน แต่เป็นเพราะเธอขยะแขยงร่วมด้วย ไอ้ดุ้นนั่นที่เธอใช้น่ะ มันเคย...เคยอยู่ใน อร้ายย! น่ารังเกียจที่สุด หัวเด็ดตีนขาดยังไงเธอก็ไม่ยอม! ไม่มีทางยอม! นี่ถ้ามาซาชิไม่เมาท์ให้ฟัง เธอคงไม่รู้ว่าสามีในนามของเธอไปทำระยำตำบอนที่ไหนกับใครมาบ้างก็ไม่รู้

“ฉันขอสั่งเลยนะ ขอสั่งคุณ! คุณจะใช้ของของคุณกับใครก็ได้ที่เป็นผู้หญิง ถ้าเป็นผู้หญิงละก็ ฉันจะไม่ว่าเลย...”

“เลิกพูดอะไรทุเรศๆ เหมือนนิสัยของเธอสักทีเถอะซูเหมย” เต๋อหัวพูดขึ้นเสียเรียบ แววตาวาวโรจน์บ่งบอกถึงอารมณ์คุกรุ่นภายใน แต่มีหรือที่คนอย่างซูเหมยจะกลัว นอกจากเธอจะไม่กลัวแล้วยังเชิดหน้าขึ้นมองอย่างท้าทายด้วย

“ทุเรศ? ถ้าฉันทุเรศคุณก็คงไม่ต่างกันหรอก”

“ถ้ายังไม่เลิกโวยวายละก็ เธออยากจะให้ฉันพูดเรื่องของเธอบ้างไหม”

“เต๋อหัว!”

“เลิกว่าคนอื่น แล้วดูตัวเองบ้าง! ถ้ายังไม่เห็นจะให้ฉันเอาภาพถ่ายทุเรศๆ ของเธอกับชู้มาประจานก็ยังได้”

“เต๋อหัว! อร้าย!!” ซูเหมยพูดไม่ได้ เถียงไม่ออก โวยวายต่อก็มีแต่เธอที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบ เลยกรีดร้องระบายอารมณ์ออกมาแล้วกระทืบเท้าเดินออกจากห้องไปอย่างหัวเสีย

ตะวันกล้านั่งฟังบทสนทนาของทั้งคู่ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างงุนงง แต่ที่สะกิดความสงสัยของเขามากที่สุด คงจะเป็นความสัมพันธ์ของเต๋อหัวและซื่อหนาน หมายว่าไงเรื่องซื่อหนานกับเต๋อหัวมีอะไรกัน ไหนซื่อหนานบอกไม่มีอะไร ตะวันกล้ามองแผ่นหลังของเต๋อหัวที่ยืนนิ่งตรงปลายเตียง พอซูเหมยออกไปแล้วบรรยากาศที่เคยร้อนระอุก็แปรเปลี่ยนเป็นเงียบสงัดเยือกเย็นแทน

“ฉันอยากกลับบ้าน” เขาไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว มันอึดอัดเกินไป และเขาก็อยากจะกลับไปเค้นเอาคำตอบกับซื่อหนานเรื่องเต๋อหัวด้วย ตกลงเรื่องมันเป็นมายังไงกันแน่ พี่ชายเขาไม่ได้ชอบเต๋อหัวจริงอย่างที่พูดหรือเปล่า ทำไมถึงไปมีอะไรกับเต๋อหัวได้

เต๋อหัวหมุนตัวมามองตะวันกล้า ร่างสูงยืนนิ่งเงียบด้วยใบหน้าเรียบนิ่งเดาอารมณ์ไม่ออกเลยว่าตอนนี้ชายหนุ่มกำลังคิดอะไรอยู่ เพราะเต๋อหัวเอาแต่มองเขานิ่งๆ จนตะวันกล้าทำตัวไม่ถูก ตะวันกล้าเลยพูดย้ำอีกรอบ

“ไม่เข้าใจที่บอก? ฉันอยากกลับบ้าน ใครจะไปทนฟังเสียงเมียนายหวีดว้ายได้ทั้งวัน นายอาจจะชิน แต่ฉันไม่ชิน”

เต๋อหัวไม่พูดอะไร เพียงเดินขึ้นมานั่งบนเตียงแล้วถอนหายใจออกมา ทำเอาตะวันกล้าเผลอเลิกคิ้วมองด้วยความแปลกใจ “อะไร”

“ซูเหมยรู้เรื่องของเราแล้ว” เต๋อหัวพูดขึ้นด้วยท่าทางจนใจ ท่าทางหมดอาลัยตายอยากของอีกฝ่ายทำตะวันกล้าคิ้วกระตุก สถานการณ์แบบนี้เหมือนคุยปรับทุกข์กับชู้ไม่มีผิด!

“เราจะทำยังไงต่อดี”

“.........” ถามเขาแล้วเขาจะรู้ไหม! เขาไม่ใช่ซื่อหนานสักหน่อย! ตะวันกล้าโวยในใจ ตาก็พลางถลึงใส่เต๋อหัวอย่างขุ่นเคือง นี่ตกลงซื่อหนานมีอะไรกับเต๋อหัวจริงๆ หรอ!?

“เรื่องนี้จะจัดการยังไงก็แล้วแต่นายไม่เกี่ยวกับฉัน ฉันอยากกลับบ้าน พาฉันกลับบ้านได้แล้ว”

“นายจะไม่กลับ จนกว่าเราจะคุยเรื่องนี้กันให้เข้าใจ”

“แต่ฉันไม่คุย! มันไม่มีอะไรต้องคุยแล้ว!” ตะวันกล้าตะคอกบอกอย่างเหลืออด คุยตอนนี้ไปคนที่ตัดสินใจไม่อยู่แล้วจะมีประโยชน์อะไร!

เต๋อหัวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งสักพักก็ยื่นมือมาจับมือของตะวันกล้ามากุมไว้อย่างทะนุถนอม “ฉัน...ฉันจะหย่ากับซูเหมย”

“....!!!”

“แล้วเรามาแต่งงานกันเถอะซื่อหนาน”

“!!!” ประโยคแรกว่าตกใจแล้ว ประโยคหลังทำตะวันกล้าลำคอแห้งผาก พูดอะไรไม่ออก นี่... นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย ตกลงพี่เขามีอะไรกับเต๋อหัวจริงๆ น่ะหรอ? ตะวันกล้าคิดอย่างสับสน ไม่รู้ว่าควรตอบยังไง จ้องสบตาสีดำอมเทาที่จริงจังแน่วแน่ของเต๋อหัวอย่างสับสน ยังไม่ทันจะอ้าปากตอบกลับไป

“ฉัน...” ฉัน...ควรตอบยังไงดี

“แต่งงานกัน...อย่างจริงจัง”

เพล้ง!

ตะวันกล้าและเต๋อหัวหันหน้ามองไปยังที่มาของเสียงที่ประตูมีร่างของหมิงตู้ที่กำลังยืนอึ้ง และหลิวฟางที่นิ่งอึ้งไม่ต่างกัน แถมยังทำกล่องของขวัญสีน้ำเงินหรูตกลงบนพื้นมองมาที่พวกเขาราวกับเจอสัตว์ประหลาดก็ไม่ปาน ตะวันกล้าเห็นแบบนั้นก็ปั้นหน้าไม่ถูก แต่ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ทำให้คุณหมอหนุ่มในคราบมาเฟียรีบร้องทักทายหลิวฟาง และหมิงตู้ทันที

“มะ...มาแล้วหรอหลิวฟาง นายมาก็ดีแล้ว ฉันอยากจะกลับบ้านพอดี นาย...ช่วยไปส่งฉันที่บ้านทีสิ” แน่นอนว่าถ้าเป็นซื่อหนานตัวจริงคงไม่มีทางขอร้องหลิวฟางแน่ แต่...เวลานี้มันฉุกเฉินเกินกว่าจะวางท่าเป็นซื่อหนานต่อได้ ตะวันกล้าจึงเลือกที่จะส่งสายตาขอความช่วยเหลือให้หลิวฟางอย่างสุดความสามารถ คิดเสียว่าเป็นเพื่อนร่วมสภาก็ได้ ได้โปรดพาเขาออกไปจากที่นี่

หลิวฟางคิดเอาไว้ว่าวันนี้เขาจะชวนเต๋อหัวออกไปคุยด้วยกันที่ร้านอาหาร พร้อมกับมอบของฝากที่เขาได้มาจากเมืองจีนให้อีกฝ่ายตามประเพณีกระชับมิตรของสภาหลงยิหวา แต่ไม่คิดเลยว่าการมาของเขามันจะเป็นจังหวะนรกที่ทำเอาเขาหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ ร่างโปร่งมองใบหน้าของซื่อหนานสลับกับเต๋อหัวแล้วเหยียดยิ้มออกมาอย่างเย็นชา สองมือกำแน่นข่มอารมณ์เจ็บปวดเอาไว้แล้วเค้นเสียงพูดตอบรับซื่อหนาน

“ได้สิ...รบกวนนายด้วยนะเต๋อหัว ให้คนรถขับไปส่งฉันและซื่อหนาน ฉันคิดว่า...ธุระของฉัน เราคงจะพูดกันวันนี้ไม่ได้ ขอตัวกลับก่อนน่าจะดีกว่า” ตัวเขาคิดวางแผนเอาไว้ว่าขากลับจะให้เต๋อหัวไปส่งที่บ้าน แล้วชวนชายหนุ่มกินข้าวเย็นร่วมกับพ่อ เพื่อคุยธุรกิจระหว่างเราต่อจากนั้น แต่ดูท่าแผนวันนี้คงจะล่มไม่เป็นท่าแล้ว

“หมิงตู้ มาช่วยฉันสิ” ตะวันกล้าหันไปเรียกหมิงตู้ให้เข้ามาช่วย มองเมินเต๋อหัวที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าอย่างสุดความสามารถ

ไม่พร้อม! เขายังไม่พร้อมจะพูดคุยอะไรกับเต๋อหัวทั้งนั้น แต่งงานบ้าบออะไร เขาไม่แต่ง ไม่ใช่สิ! เรื่องนี้ต้องให้ซื่อหนานเป็นคนตอบ ตกลงเรื่องราวมันเป็นยังไงมายังไงกันแน่

“คะ...ครับ” หมิงตู้มองหน้าเต๋อหัวอย่างขอความเห็นพอเห็นเจ้านายพยักหน้าให้น้อยๆ ก็รีบเดินไปเข็นรถออกมาพยุงซื่อหนานขึ้นรถเข็นแล้วพาเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าแปรงฟัน ทิ้งให้เต๋อหัวมองตามโดยไม่ละสายตา

ท่าทางของเต๋อหัวที่มีต่อซื่อหนานทำหลิวฟางฉุนกึกอย่างสุดทน “พวกนายนี่ดีจังเลยนะ เป็นชู้กันจนต้องหย่ากับภรรยาตัวจริงของตัวเอง”

เต๋อหัวมองหลิวฟางนิ่งๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาวาววับ “ฉันกับซูเหมยไม่ใช่ตัวจริงของกันและกัน และไม่เคยเป็น”

หลิวฟางได้ยินแบบนั้นก็ควันออกหู “นายจะบอกว่าเป็นซื่อหนานมาตลอด? ส่วนซูเหมยก็แค่แต่งงานการเมือง? พวกนายสองคนมีสัมพันธ์กันมานานแค่ไหน ทำไมถึงปิดบังพวกเรา แล้วลอบทำอะไรทุเรศๆ ลับหลังพวกเรา!” ความจริงแล้วคงจะมีแค่หลิวฟางที่โกรธเต๋อหัว ผิดหวัง เสียใจ น้อยใจ ส่วนคนอื่นๆ ในพรรคอย่างหวังโจวลี่ หรือญาติผู้ใหญ่คงจะไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้ แต่สำหรับหลิวฟาง หากยกแค่ความโกรธของตนขึ้นมา คงจะไม่มากพอให้เต๋อหัวอธิบาย เลยต้องลากคนอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวเป็นทัพเสริมด้วย เพื่อให้คำพูดของเขามีน้ำหนักมากขึ้น มากพอที่เต๋อหัวจะตอบคำถามของเขา แล้วอธิบาย....ว่ารู้สึกกับซื่อหนานอย่างไรกันแน่ แค่เล่นๆ หรือจริงจัง

เต๋อหัวกระตุกยิ้มร้ายมองหลิวฟาง หลายปีมานี้ไม่ใช่เขาไม่รู้รู้ถึงความรู้สึกอีกฝ่าย ตัวเขารู้ดีมาตลอดว่าหลิวฟางรู้สึกยังไงกับเขา หากหลิวฟางเป็นคนนอกสภา และไม่ใช่เพื่อนของหวังโจวลี่ ป่านนี้เขาคงสงเคราะห์อีกฝ่ายไปแล้ว และแน่นอนด้วยฐานะของอีกฝ่ายที่เป็นคนในสภาทำให้ความเกี่ยวพันค่อนข้างอ่อนไหว เต๋อหัวจึงให้เกียรติอีกฝ่ายมาตลอด รวมถึง...หลิวฟางเองก็มีเจ้าของแล้ว ไม่ว่าเจ้าตัวจะรู้หรือไม่ก็ตาม แต่หลิวฟางได้ถูกตีตราจองไว้มานานก่อนที่เขาจะมาเหยียบฮ่องกงแล้วเสียอีก เพราะงั้น...ต่อให้อีกฝ่ายจะชอบพอเขา แต่เต๋อหัวก็ไม่สิทธิ์แตะต้องยังไงละ รวมถึง...เขาไม่อยากจะแตะต้อง หรือยุ่งเกี่ยวกับหลิวฟางมากเกินกว่าพี่น้องร่วมสภาด้วย ก็ถือเอาเหตุการณ์นี้เป็นการตัดสัมพันธ์แห่งความหวังนั้นทิ้งไปเลยแล้วกัน

“ฉันกับเขาเรามีความสัมพันธ์กันมานานมาก...”

“.....!”

“นานจนนายนึกไม่ถึงเลยละหลิวฟาง” พูดจบมาเฟียหนุ่มก็ยกยิ้มให้หลิวฟาง พร้อมกับนึกภาพวันที่เขาได้พบกับตะวันกล้าเป็นครั้งแรก อีกฝ่ายส่องสว่างยิ่งกว่าพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าไปเสียอีก...

“.....!” หลิวฟางหน้าซีด ใบหน้าสวยไร้สีเลือดมองเต๋อหัวอย่างน้อยใจปนผิดหวัง หัวใจที่เคยเคารพนับถือถูกฉีกขาดไม่เหลือชิ้นดีเพียงได้เห็นรอยยิ้มสว่างไสวของเต๋อหัว

นี่มันอะไร...ไหนพ่อบอกว่าเต๋อหัวไม่เคยมาเหยียบที่ฮ่องกงเป็นสิบปี แล้วทำไมถึงมีความสัมพันธ์กับซื่อหนานได้ละ หลิวฟางกำมือแน่นจนสั่น อกว่างโหวงราวกับคำพูดและใบหน้าเป็นสุขของเต๋อหัวเมื่อครู่เป็นมีดคว้านก้อนเนื้อออกไป ตอนนี้แม้อยากร้องไห้....ก็ร้องไม่ออก

“ไปกันเถอะ” ตะวันกล้าออกมาจากห้องน้ำก็เอ่ยชวนหลิวฟางด้วยความรีบร้อนทันที ฝ่ายหลิวฟางไม่ตอบรับอะไร เพียงหมุนตัวเดินนำออกไปอย่างรวดเร็วคล้ายกับกรุ่นโกรธอยู่อย่างไรอย่างนั้น ตะวันกล้าเห็นแบบนั้นก็เผยสีหน้างุนงงออกมา

เขาโกรธอะไรของเขา? หรือโกรธที่เราร้องขอให้ช่วย?

ตะวันกล้าเงยหน้าขึ้นมองหมิงตู้ ส่วนหมิงตู้หันหน้าไปมองเต๋อหัว บรรยากาศอันน่าอึดอัดเมื่อครู่ยังคงเจือจางอยู่ในอากาศให้คนอีกสองคนในห้องสัมผัสมันอย่างสงสัย ทว่าก็ไม่มีใครให้คำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นในระหว่างที่หมิงตู้ช่วยตะวันกล้าทำความสะอาดใบหน้าและแปรงฟัน...

หลิวฟางขึ้นไปนั่งบนรถรอแล้ว ส่วนตะวันกล้าตอนนี้กำลังยืนคุยกับเต๋อหัวก่อนขึ้นรถ ชายหนุ่มมองหน้าเขาด้วยแววตาอาวรณ์ จนตะวันกล้าทำตัวไม่ถูก ได้แต่พูดอึกๆ อักๆ ว่าจะไปแล้ว...

“อื้ม...ไว้ฉันจะไปคุยกับพ่อนาย หลังจากเคลียร์เรื่องซูเหมยเสร็จ อาจจะเป็นพรุ่งนี้”

ตะวันกล้าหน้าตื่น มองเต๋อหัวอย่างตระหนก เร็วไปหรือเปล่า! “ฉันคิดว่าเราอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้ ผ่านไปอีกสัก...” ....สักเท่าไหร่ดี “สัก 5-6 เดือนค่อยพูดกันเรื่องนี้”

“แต่ฉันอยากจะทำให้เรื่องของเราถูกต้อง โดยเร็ว” เต๋อหัวย้ำเสียงเข้ม ดวงตาจริงจังแน่วแน่จนคนฟังใจสั่นสะท้าน

ตามตรงนะ...ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าเต๋อหัวมองเขา เหมือนมองเขาที่เป็นเขาจริงๆ ไม่ใช่ซื่อหนานกันนะ...

เฮ้อ... “.......” ตะวันกล้าจนความพูด ส่งสัญญาณมือให้หมิงตู้พาตัวเองขึ้นรถ เขาไม่อยากจะคุยกับเต๋อหัวอีกแล้ว สถานการณ์แบบนี้เขาจะให้คำตอบเต๋อหัวได้ยังไงรอซักถามซื่อหนานก่อนว่าจะทำยังไงต่อแล้วค่อยว่ากัน หมิงตู้พยุงซื่อหนานขึ้นรถพร้อมกับพับเก็บรถเข็นให้ก็ถอยผละออกมายืนข้างหลังเต๋อหัวยืนมองดูรถขับออกไปจากบริเวณโรงแรมอย่างอึดอัดใจ พลางคิดว่าวันนี้เริ่มต้นวันไม่ดีเลย...

ภายในรถ ตะวันกล้าเหลือบมองหลิวฟางที่เอาแต่นั่งออกไปนอกกระจกแล้วปล่อยกลิ่นอายอึมครึมออกมาด้วยความสงสัยจนต้องเอ่ยถามว่าหลิวฟางเป็นอะไร

“นายเป็นอะไรของนาย...เต๋อหัวพูดอะไรไม่ดีกับนายหรอ ถึงได้เอาแต่นั่งไร้ปฏิสัมพันธ์แบบนี้”

หลิวฟางได้ยินอย่างนั้นก็หัวเราะ หันมามองซื่อหนานแล้วพูดขึ้น “คนอย่างนาย อยากจะได้ปฏิสัมพันธ์จากผู้คนรอบข้างด้วยหรอซื่อหนาน”

“.........” สาบานได้ว่าที่พูดไปแบบนั้นมันเป็นไปตามคาแรคเตอร์ของซื่อหนาน เขาไม่ได้อยากจะพูดแบบนั้นจริงๆ ตะวันกล้าแก้ต่างให้ตัวเองในใจ พลางมองสำรวจใบหน้าสวยของหลิวฟางอย่างไตร่ตรองไปด้วย

“หึ...ช่างเถอะ....ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับนายแล้ว....”

“ถ้านายสงสัยเรื่องของฉันกับเต๋อหัว ความจริงแล้ว...”

“ฉันไม่อยากฟัง! ไม่ต้องพูด!”

“....!!”

“......”

“นายชอบเต๋อหัว....เฮ้ย!” ตะวันกล้าเบิกตากว้างร้องเสียงหลงเมื่อรถคันหนึ่งกำลังพุ่งเข้ามาชนพวกเขา จากนั้นเสียงล้อยางเสียดสีกับคอนกรีต และเสียงกระจกพร้อมกับแรงกระแทกก็เกิดขึ้น ภาพใบหน้าของหลิวฟางแสดงสีหน้าตื่นตระหนก ตาเบิกค้างจับจ้องมาที่เขา แล้วร่างก็กระเด้งกระดอนไปมาเพราะแรงกระแทก รถของพวกเขาถูกชนจนพลิกคว่ำสองหรือสามตลบ ตะวันกล้าก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ เพราะก่อนที่สติจะมอดดับไป เขารู้เพียงแค่ว่ารถคันนั้นมันตั้งใจชนพวกเขาแล้วขับหนีไป...

 

 

===================================

ตายละ! เกิดอะไรขึ้นกับลูกช้านนนนน ฮืออออออ 

เต๋อหัวนี่จริงๆเลย นางกะจะเคลมตะวันกล้ามาตลอด และวันนี้ได้โอกาสแล้วจ้ะ เอะอะจับมือชกอย่างเนียนๆเลยจ้ะ แล้วตะวันกล้าถูกรถแบบนี้ ทางซื่อหนานจะเป็นอะไรหรือเปล่า? คิดเห็นยังไงเม้นท์บอกคุยกันจ้าทุกคน 

#ดวงตะวันกับมังกร 

ติดตามข่าวสารต่างๆ ได้ที่ ไอเรนเยีย 

ความคิดเห็น