I-Rain-Yia/ฉ่ำพร/นางเนียร
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

[นัดที่ 11] ต่างลงมือ (ครบ)

ชื่อตอน : [นัดที่ 11] ต่างลงมือ (ครบ)

คำค้น : ตะวันกล้า ซื่อหนาน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.3k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 01 มิ.ย. 2563 02:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[นัดที่ 11] ต่างลงมือ (ครบ)
แบบอักษร

11 

ต่างลงมือ 

ชายแก่อายุย่าง 70 เดินเข้ามาในห้องทำงานของตัวเองด้วยความหงุดหงิด พอเดินมาถึงโต๊ะก็ถอดหมวกมีปีกสีน้ำตาลฟาดลงบนโต๊ะแรงๆ ระบายอารมณ์ที่พยายามข่มสงบเยือกเย็นมาทั้งวันออกมา

“นี่มันเรื่องบ้าอะไร ไหนแกจะเข้าไปในนั้นเงียบๆ แล้วทำไมถึงออกมายิงคนในงาน! ” ชายแก่ยกมือเท้าสะเอวข้างหนึ่ง มืออีกข้างชี้นิ้วด่าชายหนุ่มวัยฉกรรจ์อีกที

ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำก้มหน้ามองมือที่กุมกันอยู่ด้านหน้าด้วยใบหน้าซีดเซียว ด้วยรู้ดีว่าวันนี้ทำภารกิจไม่สำเร็จจะต้องถูกเจ้านายต่อว่า “ขอโทษครับท่านกุนซือ”

“เสียแรงที่เลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำอย่างดี! วางแผนก็วางมากันดีแล้ว! ทำไมถึงยังทำพลาดแบบนี้ ลื้อบอกคนของลื้อให้ทำงานกันยังไงหา! ”

“แต่งานนี้ไม่ได้มีแค่เราลงมือนะครับนาย” ชายฉกรรจ์แย้ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ไม่ใช่ฝีมือของพวกเขา แต่เป็นฝีมือของคนอื่น

“ลื้อว่าไงนะอาเหล่ย” ห่านกงกงหมุนตัวกลับไปจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง

“มีคนอื่นที่ต้องการตรามังกรเหมือนกันครับ พวกผมเข้าไปไม่ทัน พวกนั้นก็ออกมาก่อนแล้ว จากนั้นพวกมันก็ตรงเข้าไปยิงกราดในห้องโถง พวกผมกลัวว่าถ้าลงมือตอนนั้นเลยจะยุ่งเลยผละออกมาครับ” เหล่ยอธิบาย

ห่านกงกงครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ชายแก่ยกมือขึ้นโบกมือกลางอากาศเป็นสัญญาณบอกอาเหล่ยให้ออกจากห้องไป เพราะเขาต้องการใช้เวลาอยู่กับตัวเองเพื่อทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น นอกจากพวกเขาแล้วยังมีกลุ่มไหนอีกที่ต้องการตรามังกร แน่นอนว่าคงไม่พ้นต้องเป็นสมาชิกพรรคใดสักพรรค...แต่มันแปลกตรงที่ไม่น่าจะมีพรรคไหนรู้ว่าตรามังกรอยู่กับชินเหลียงนอกจากพวกเขา แล้วทำไม...ถึงมีคนรู้เรื่องนี้ได้?

ดวงตาคมกล้าของคนมากประสบการณ์หรี่ลงแล้วเหลือบมองกระดานหมากที่ตัวเองเล่นค้างไว้ พลางคิดอย่างเจ็บใจ จะเป็นใครก็ช่าง แต่ทำเรื่องเอิกเกริกทิ้งไว้แบบนี้ พวกเต๋อหัวมันต้องย้ายที่ซ่อนตรามังกรใหม่แล้วแน่! นี่ไม่เท่ากับว่าแหวกหญ้าให้งูตื่นหรือไง!

โธ่เว้ย! แบบนี้ก็เท่ากับพวกเขาต้องเสียเวลาวางแผนไปเปล่าๆ น่ะสิ!

ห่านกงกง ยกกำปั้นทุบลงบนโต๊ะระบายอารมณ์ พรูลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิดแล้วเหลือบมองไปที่ภาพถ่ายใบเก่าในกรอบทองที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงาน เจ้าตัวหยิบมันขึ้นมาดูใกล้ๆ

ภาพใบเก่า...ภาพ...ของสภาหลงยิหวาสมัยที่เขา ชินเหลียง หวงตี้ อี้หลง เหมาเฟย โจวจื่อ และหลีหวัง ตอนยังหนุ่มๆ ช่วงเวลาเหล่านั้นพวกเราเจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟูกันมาก ตัวเขาไม่ได้ตัวคนเดียวเหมือนอย่างตอนนี้...ไม่ได้ตัวคนเดียวและเต็มไปด้วยความคับแค้นใจเหมือนอย่างตอนนี้ ความคับแค้นใจที่ต้องพรากจากบัลลังก์ที่ควรจะเป็นของเขา บัลลังก์ที่ควรจะได้มาครองเมื่อสามสิบปีก่อน แต่ถูกพวกมันหักหลังอย่างไม่น่าให้อภัยซะก่อน...

บัลลังก์ที่เขาควรจะได้มันมาให้อาเหมย...อาเหมยของเขาและลูกของเขา

‘ลื้อก็รู้ว่าพวกอั้วไม่ได้ตั้งใจ’

‘มันไม่ใช่ความผิดของอาเหมานะอากง มันเป็นความผิดของฝั่งนั้นที่ใช้จุดอ่อนนี้ของลื้อเข้ามาเล่นงานลื้อ ต่อให้อาเหมาไม่บอก มันก็ต้องมีสักวันที่พวกมันก็ต้องรู้อยู่ดี...’

‘อั้วถึงบอก...ว่าการมีความรักเป็นจุดอ่อนของพวกเรา ถ้าหนึ่งในพวกเรามีความรัก สักวันคนรักของพวกเราก็ต้องได้รับอันตราย’

ตอนนั้นเขาเสียใจมาก เสียใจอย่างถึงที่สุด แม้รู้ว่าพวกเพื่อนๆ กำลังพยายามปลอบและให้กำลังใจ แต่การสูญเสียครอบครัวครั้งนั้นมันเจ็บปวดเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยคำใดออกมา ห่านกงกงทำได้เพียงนั่งร้องไห้อยู่หน้าศาลเจ้า ฟังคนพวกนี้พูดปลอบเขาต่างๆ นาๆ ทั้งจริงใจก็ดี ไม่จริงใจก็ดี พวกมันพูดไม่หยุดจนเขาอดรนทนไม่ไหว เปล่งคำขาดออกมาอย่างริษยาและแค้นใจ

...ถ้าอยากให้อั้วหายเศร้า ต่อไปนี้...พวกลื้อห้ามมีคนรัก หรือถ้ามีก็ขอให้มีไว้เพียงสืบสกุล คลอดเมื่อไหร่ ฆ่าทิ้งเมื่อนั้น! ... 

นับแต่นั้น...สภาหลงยิหวาจึงมีกฎนี้ตั้งขึ้น ประกอบกับทางพยัคฆ์รู้เรื่องจึงเริ่มคล้อยทำตามบ้าง ด้วยกลัวว่าพวกเขาจะใช้จุดอ่อนของพวกมันทำร้ายพวกมันกลับได้ หึ...ข้อตกลงบ้าๆ กฎบ้าๆ ที่ตอนหลังเขาได้สติและพยายามล้มเลิก แต่ไปๆ มาๆ ดันเปลี่ยนใจเพราะไปรู้ความลับโสมมหนึ่งเข้า จึงปล่อยข้อตกลงนี้ไว้จวบจนปัจจุบัน เฝ้ารอเวลาให้กฎนี้ย้อนกลับไปทำร้ายพวกมันทีละคนให้สาสมกับความชั่วที่พวกมันได้ทำไว้กับเขา!

“เพื่อนน่ะ...มันไม่เคยมีอยู่ในพจนานุกรมของพวกลื้อ ลูกหลานของพวกลื้อถึงต้องมาจบชีวิตลงแบบนี้” ห่านกงกงพูดเสียงแหบจบก็วางรูปถ่ายไว้ที่เดิม ถึงอย่างไรก็ร่วมชะตากรรมด้วยกันมา ผ่านร้อนผ่านหนาวกันมามาก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันก็มีความรักความผูกพันอยู่ในนั้น ขณะเดียวกัน...มันก็มีความเกลียดชังแฝงอยู่มากพอๆ กับความรักที่มีนั่นแหละ...

ด้วยความเกลียดชังทั้งหมดที่มี...เขาถึงได้วางแผนทั้งหมดเอาไว้ กำจัดพวกมันให้ตายอย่างทรมานทีละคน ตอนนี้ก็เหลือแค่ชินเหลียงแล้ว แต่ชินเหลียงเป็นพวกหน้ายิ้มใจคด...จัดการได้ยาก มันถึงได้เป็นกระดูกชิ้นโตขวางทางไม่ให้กำจัดเด็กตระกูลหยางนั่น...จนมันโตมาจะถอนหงอกเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน...แต่แล้วยังไงละ...ก็เขา...ยังมีหมากอีกตั้งหลายตัว...

ห่านกงกงระบายลมหายใจออก เอนตัวพิงพนักเก้าอี้แล้วหลับตาลง...หมากตัวเด็ดที่จะกำจัดพวกมันแทนเขา...

พอคิดถึงไพ่ลับสุดยอดอีกใบที่ซ่อนไว้มุมปากก็ยกขึ้นอย่างพึงพอใจ ความกังวลมากมายหายวับไปกับอากาศราวกับไม่เคยเกิดขึ้น...

……………………… 

 

อีกด้านหนึ่งตอนนี้ตะวันกล้ากำลังแย่...

แย่ที่ว่าคือ...ทำไมเขาที่ควรจะได้กลับไปนอนที่บ้าน ถึงกลายเป็นว่ามาค้างคืนกับเต๋อหัวได้!

“ทางโรงพยาบาลแจ้งมาว่าท่านต้าเฉียงต้องค้างคืนดูอาการหนึ่งคืน หากจะให้คุณชายกลับไปนอนบ้านคนเดียว นายท่านกังวลว่าคุณชายอาจจะมีอันตราย จึงโทรไปขอท่านต้าเฉียงว่าให้คุณชายพักอยู่ที่นี่ด้วยกันก่อนสักคืน รอเหตุการณ์สงบ แล้วสืบรู้จนแน่ใจว่าใครเป็นคนร้าย ค่อยกลับไปพักที่บ้านน่าจะปลอดภัยมากกว่าครับ” หมิงตู้อธิบายยาวเหยียดขณะกำลังจัดเตรียมเสื้อผ้าสำหรับไว้ใช้นอนในคืนนี้ให้คุณชายซื่อหนานอย่างตั้งใจ พอเสร็จเรียบร้อยก็หันไปมองคุณชายซื่อหนานที่นั่งเหม่อที่ปลายเตียงแล้วถามอย่างเป็นห่วง

“คุณชาย...จะให้ผมพาเข้าห้องน้ำไหมครับ”

ตะวันกล้าหลุดจากภวังค์ หันมองหมิงตู้อย่างลำบากใจ อันที่จริงเขาไม่ได้ป่วยจริงๆ สักหน่อย ธุระส่วนตัวอย่างเข้าห้องน้ำน่ะ ทำได้สบายอยู่แล้ว

“ไม่เป็นไร ออกไปเถอะ...” ตะวันกล้าบอกเสียงอ่อนอย่างลืมตัว...แต่ตอนนี้เขาเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยเกินกว่าจะปั้นหน้าเป็นซื่อหนานแล้ว...พลางคิดอย่างเซ็งๆ ว่าถ้าป่านนี้เขาอยู่ที่บ้านคงทำอะไรสะดวกๆ กว่านี้

“แต่คุณชายเดินไม่ได้แล้วจะไปอาบน้ำเองได้ยังไงละครับ” หมิงตู้แย้งด้วยใบหน้ายุ่งๆ ขืนเขาดูแลคุณชายซื่อหนานไม่ดี มีหวังเจ้านายได้เขกกบาลเขาแน่

แกร๊ก

ยังไม่ทันที่ตะวันกล้าจะอ้าปากพูด เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเต๋อหัว ชายหนุ่มอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนถึงข้อศอก ชายเสื้อหลุดลุ่ยออกมาจากกางเกง และมืออีกข้างถือถาดข้าวต้มเดินเข้ามาด้วยใบหน้านิ่งๆ

“หมิงตู้ออกไป ฉันจัดการเอง”

ตะวันกล้าคิ้วกระตุก ไอ้จัดการที่ว่านี่มันยังไง สังหรณ์ใจไม่ดีซะแล้วสิ...

ตะวันกล้ากลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอรีบหันไปมองหมิงตู้กำลังจะอ้าปากกล่าวคำแต่หมิงตู้ดันสับขาเดินเร็วๆ ออกไปซะก่อน อ้าวเฮ้ย! เดี๋ยวสิโว้ย!

เต๋อหัวเดินไปวางถาดอาหารบนโต๊ะแล้วหันมาหาตะวันกล้าด้วยใบหน้านิ่งเฉย ถามเสียงเอื่อยเฉื่อยคล้ายเบื่อหน่ายกับคนพิการอย่างเขาเต็มที

“จะอาบน้ำไหม”

ตะวันกล้ารีบปั้นหน้าเย็น “อาบ แต่ฉันจะอาบอะ...”

เต๋อหัวขมวดคิ้วเข้มเข้าหากัน “นายเดินไม่ได้ จะอาบเองได้ยังไง”

ตะวันกล้าใช้หัวคิดแผนเอาตัวรอดเร็วจี๋ “นายแค่พาฉันเข้าไปในห้องน้ำก็พอ” ที่เหลือเขาจะจัดการเอง มือไม่ได้พิการ ตะวันกล้าพูดต่อในใจ

เต๋อหัวไม่พูดอะไรเพียงเดินเข้ามาหน้านิ่งๆ แล้วอุ้มคนแกล้งป่วยเข้าไปในห้องน้ำ ตะวันกล้ากลั้นหายใจไม่กล้ามองไปทางอื่นนอกจากมือที่วางอยู่บนเข่าของตัวเอง จนกระทั่งเข้ามาในห้องน้ำแล้วถึงได้มองรอบตัวแล้วเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อสายตา

ไม่จริง...

ห้องน้ำที่นี่...ไม่มีอ่างหรอ...

ตะวันกล้ามองสำรวจห้องน้ำเสร็จก็เงยหน้ามองเต๋อหัวอย่างหวาดๆ บ้าเอ้ย! ห้องหรูขนาดนี้ไม่มีอ่างได้ยังไงวะ!

“ให้ฉันช่วยน่าจะดีกว่า” เต๋อหัวบอกอย่างเป็นการเป็นงาน ตะวันกล้าได้ยินอย่างนั้นก็ตาเหลือก รีบส่ายหัวแล้วบอกปัด

“เก้าอี้ เอาเก้าอี้เข้ามา ฉันไม่ยอมให้ใครมาช่วยเรื่องแบบนี้หรอกนะ” ตะวันกล้ากล่าวเสียงเข้มจริงจัง เขาไม่มีทางยอมให้เต๋อหัวช่วยอาบน้ำเด็ดขาด ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น แถมยังเป็นศัตรูกัน แล้วมาเห็นเนื้อตัวกันราวกับสนิทชิดเชื้อกันมาก ทั้งที่ไม่ใช่ แบบนี้ไม่เท่ากับเขาโดนเอาเปรียบอยู่หรือไง! เดี๋ยว...แล้วทำไมเขาจะต้องดูตื่นเต้นแบบนี้ด้วยฟะ...ตะวันกล้าคิดว้าวุ่นอยู่ในใจ เหม่อจนไม่ได้สังเกตเลยว่าร่างสูงได้อุ้มเขาเดินมาหยุดยืนใต้ฝักบัวแล้ว

“ไหนๆ ก็เข้ามาด้วยกันแล้ว...ให้ฉันช่วยน่าจะดีกว่า ถือว่าฉันได้อาบน้ำไปด้วยเลย”

“ไม่! ” ตะวันกล้าปฏิเสธทันควัน อาบแบบไหน ตัวเปลือยเปล่าสองคนยืนพยุงแนบชิดกันอยู่ใต้สายน้ำน่ะเรอะ คิดยังไงก็โคตรติดเรทและคนที่แต่งงานแล้วอย่างเต๋อหัวก็ไม่ควรมาทำอะไรแบบนี้กับเขาด้วย! “ฉันจะอาบเอง! นายออกไป วางฉันไว้บนพื้นก่อนก็ได้ ออกไปเอาเก้าอี้เข้ามา! ”

“เสียเวลา” อีกฝ่ายยังคงยืนยันหนักแน่นแล้วค่อยๆ ผละมือออกจากขาของตะวันกล้า ปล่อยให้ขาของร่างโปร่งทิ้งลงบนพื้น แล้วใช้มืออีกข้างโอบเอวตะวันกล้าพยุงไว้แน่น เสื้อผ้าแม้กางกั้นในเวลานี้ ดูเหมือนจะไม่เป็นผลเอาเสียเลย เพราะตะวันกล้าสัมผัสได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างแกร่งตรงหน้าจนพานพาใบหน้าให้ร้อนผ่าวตามอย่างห้ามไม่อยู่

มันถูกแล้วหรอไอ้ท่าทางล่อแหลมแบบนี้...

เต๋อหัวใช้มืออีกข้างที่ว่างปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวออกจากนั้นก็ถอดเสื้อของตัวเองออกด้วยความชำนาญ มือที่โอบเอวเขาไว้ก็สลับข้างประคองเขาไม่ห่าง ทำเอาตะวันกล้าหน้าแดงฉานอย่างทำอะไรไม่ถูกเมื่ออีกฝ่ายเปลือยท่อนบนเผยหน้าท้องเป็นลอน อกแกร่งได้รูปกลิ่นกายหอมเย็นปะทะเข้าจมูกทำคุณหมอได้แต่นิ่งอึ้ง พูดอะไรไม่ทัน คิดอะไรไม่ออก

“เป็นอะไรไป...”

ตะวันกล้าเบือนหน้าหนีไปทางอื่น แล้วเค้นเสียงตอบกลับ “ไม่เป็นอะไร” พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่นอย่างสุดความสามารถ...

ขณะเดียวกันร่างสูงเองก็กำลังลอบสังเกตท่าทางของตะวันกล้า แต่เพราะตะวันกล้าเอาแต่ก้มหน้าหลบจึงไม่เห็นแววตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์ของร่างสูงที่กำลังจะใช้มือปลดเสื้อผ้าของตัวเองออก

อยากรู้นัก...ว่าจะแกล้งเดินไม่ได้ตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า...

เต๋อหัวทำท่าชะงัก แล้วเปลี่ยนมากระชับกอดเอวบางกว่าเอาไว้แน่น จนหน้าท้องชนกัน “ฉันว่า...ถอดให้นายก่อนน่าจะดีกว่า”

ตะวันกล้าหน้าแข็งทื่อเมื่อได้ยินอย่างนั้น จะด่าก็พูดไม่ออก รู้เพียงแต่ว่าอยากจะวิ่งหนีออกจากตรงนี้เต็มที โธ่เอ้ย! ทำไมต้องแกล้งป่วยทำเป็นเดินไม่ได้ด้วยนะ เอาไงดี...จะทำยังไงดี...

“อาบทั้งแบบนี้....” ไม่ได้หรอ ตะวันกล้าพูดเสียงเบา ด้วยรู้ดีว่าที่พูดน่ะมันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย

เต๋อหัวเลิกคิ้วมองคนตรงหน้าแล้วยกยิ้มมุมปาก “อาบแบบนี้มันจะไปสะอาดได้ยังไง” ไม่พูดเปล่าร่างสูงเริ่มขยับจะถอดเสื้อของตะวันกล้าออกอีกด้วย ทำเอาคุณที่รับรู้ได้ถึงไอเย็นของห้องน้ำถึงกับขนลุกขนชันจนอดรนทนไม่ไหวเตรียมจะใช้มือผลักร่างสูงให้ถอยห่างด้วยความตื่นตระหนก แต่คุณหมอหนุ่มยับยั้งตัวเองไว้ได้ก่อน แล้วใช้ความอดทนอดกลั้นทั้งหมดที่มียั้งตัวเองไม่ให้ลงมือ ขืนทำแบบนั้น เต๋อหัวจะต้องฆ่าเขาแน่ ตะวันกล้าจึงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอแล้วหลับตาลงเรียกสติ พร้อมกับกล่าวกับอีกฝ่ายเสียงอ่อน

“ฉันจะอาบน้ำ แต่ฉันไม่อาบกับนาย ออกไปเอาเก้าอี้เข้ามาเถอะ” ได้โปรดละ เราอย่าได้อาบกันแบบนี้เลย เขา...ทำใจไม่ได้จริงๆ

เต๋อหัวหรี่ตามองตะวันกล้าอย่างครุ่นคิด ขืนทำให้อีกฝ่ายอับจนหนทางจนเผยตัวออกมาในเวลานี้ คงจะเร็วเกินไป...เขาจะใจร้อนไม่ได้...เต๋อหัวบอกตัวเองขณะมองสำรวจอีกฝ่ายใกล้ๆ อย่างละเอียดแล้วเกิดความร้อนขุมหนึ่งสุมขึ้นมาเล็กๆ ในกายจึงจำต้องรีบตัดใจในการอาบน้ำร่วมกับตะวันกล้าอย่างจำยอม

“ได้...ฉันจะไม่แกล้งนายแล้ว เดี๋ยวจะออกไปเอาเก้าอี้ให้” เต๋อหัวบอกเสียงเรียบ พร้อมกับพยุงร่างโปร่งของตะวันกล้ามาที่อ่างหินอ่อนสีดำหน้ากระจกบานหรูตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิ้ลเรียบง่าย จากนั้นก็อุ้มตะวันกล้าขึ้นไปนั่งบนแท่นหินอ่อนหน้ากระจก

“รออยู่นี่ เดี๋ยวฉันมา” พูดจบก็หมุนตัวเดินผละออกไป...

ตะวันกล้าไม่ได้พูดอะไร เพียงพยายามปรับสีหน้าให้นิ่ง และบังคับสายตาไม่ให้เลื่อนลงมองที่กางเกงของเต๋อหัว เพราะเมื่อกี้ถ้าเขาสัมผัสได้ไม่ผิดละก็...เหมือนส่วนนั้นของอีกฝ่ายจะแข็งๆ ...

....ตะวันกล้าเม้มปากแน่น หน้าร้อนจนต้องยกมือขึ้นจับ แล้วหันไปมองตัวเองในกระจก พอพบว่าตัวเองหน้าแดงมากๆ ก็ได้แต่ก่นด่าตัวเองในใจ เป็นผู้ชายเหมือนกันแท้ๆ จะเขินอะไรกันนักหนาวะ เมื่อกี้อะไรๆ ก็เสียดสีกันมาก ไม่แปลกที่อีกฝ่ายจะมีอารมณ์...ตะวันกล้าบอกกับตัวเอง ก่อนจะมองเงาสะท้อนของเต๋อหัวในกระจก ที่เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าบนแผ่นหลังกว้างของเต๋อหัว มีรอยแผลเป็นทางยาวมากมาย แม้รอยจะจางมาก แต่ร่องรอยแบบนั้น เหมือนรอยถูกทำร้ายด้วยแส้ไม่มีผิด

หรือเขาจะมีรสนิยมทางเพศแบบมาโซคิสกับภรรยานะ?

นี่คือความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของตะวันกล้า แต่รอยนั่นเหมือนมันจะนานมาแล้วนะ ดูจากรอยแผล เหมือนจะนานเป็นสิบๆ ปีเลยด้วยซ้ำ เป็นไปไม่ได้ที่เต๋อหัวจะได้มันมาในช่วงที่อยู่ที่นี่ เขาจะต้อง...ได้รับมันมาก่อนหน้านี้แน่...และแน่นอนว่าก่อนหน้านี้ที่ว่าจะต้องเป็นช่วงวัยเด็กของเขา วัยเด็ก...ที่เขาเคยอยู่ที่อิตาลี

ตะวันกล้าครุ่นคิดอย่างหนักจนหน้านิ่วคิ้วขมวด ผิดสังเกตจนเต๋อหัวที่ถือเก้าอี้เดินเข้ามาเอ่ยท้วง

“คิดอะไรอยู่”

ตะวันกล้าเหลือบตามองเต๋อหัว ร่างสูงกอดอกมองเขาอยู่ตรงหน้า พอเห็นเขาไม่ตอบก็ไม่ซักไซ้อะไร กลับเดินเข้ามาอุ้มเขาไปวางลงบนเก้าอี้เงียบๆ

“ขอบคุณ...” ตะวันกล้าบอกเสียงเบา ตามปกติของตัวเอง

เต๋อหัวกระตุกยิ้มผละกายออกมาด้วยหน้านิ่งๆ แล้วมองตะวันกล้าอย่างแสร้งสงสัย “เมื่อกี้นายพูดว่าขอบคุณ? ” ถ้าเป็นซื่อหนานตัวจริงรายนั้นไม่เพียงไม่พูดขอบคุณหรอก แต่จะไล่ด่าซ้ำมากกว่า

ตะวันกล้าสะดุ้ง มองเต๋อหัวแล้วรีบปรับตัวเองเป็นซื่อหนานโดยพลัน “ออกไปแล้ว ฉันจะอาบน้ำ”

“หึ...เสร็จแล้วก็เรียก” เต๋อหัวทิ้งท้ายก่อนเดินออกจากห้องน้ำ พร้อมกับปิดประตูให้อีกฝ่ายอย่างรู้หน้าที่ และทันทีที่ประตูปิดลง ตะวันกล้าก็พรูลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก บรรยากาศอึดอัดรอบด้านเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นเบาสบายทันตา ตั้งแต่เกิดมา ใช้ชีวิตจนถึงตอนนี้ตะวันกล้าเพิ่งรู้ว่าชีวิตมันไม่ง่ายอย่างที่เคยคิดก็วันนี้ โอ้ย นี่มันวงการบ้าอะไรวะเนี่ย! หลังโวยวายกับตัวเองอยู่พักหนึ่งก็ทำใจรีบอาบน้ำชำระกายแล้วตะโกนเรียกเต๋อหัวให้มาพาตัวเองออกจากห้องน้ำ

แม้ทุลักทุเลไปบ้าง แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี จวบจนต้องมาร่วมโต๊ะอาหารรอบดึกที่เต๋อหัวเตรียมไว้ให้ พร้อมกับถ้วยยาต้มสมุนไพรจีนที่ท่านชินเหลียงฝากมา บรรยากาศอันน่าอึดอัดระหว่างพวกเขาจึงอบอวลขึ้นมาอีกครั้ง

“เรื่องคนบุกวันนี้...คิดว่าน่าจะเป็นพวกอินทรีพิฆาต”

ตะวันกล้ากำลังซดน้ำแกง เลิกคิ้วมองเต๋อหัวแล้ววางช้อนลงจากนั้นก็หยิบทิชชู่ขึ้นมาเช็ดปากแล้วกล่าวกับอีกฝ่ายด้วยท่าทางไหลลื่นไร้พิรุธ

“ไม่ใช่พวกมันแล้วจะเป็นใคร พวกมันเป็นแก๊งค์กำเนิดใหม่ สิ่งที่ต้องการคืออำนาจบารมี การได้ตรามังกรที่มีผลต่อธุรกิจในเครือของเราไป ย่อมต้องส่งผลดีต่อพวกมันแน่นอน” ตะวันกล้าพูดจบก็หยิบถ้วยยาขึ้นมาดื่ม ทว่า พอสัมผัสได้ถึงความขมก็ชะงักกึก

ขะ...ขมมากเกินไปแล้ว รสชาติโคตรแย่…สัมผัสรับรู้จากปลายลิ้นทำตะวันกล้าอยากจะคายยาทิ้งซะเดี๋ยวนี้ แต่ว่า...เต๋อหัวนั่งอยู่ตรงนี้คงทำไม่ได้ สุดท้ายก็ได้แต่ฝืนกินจนหมด

ยาขมๆ อุ่นๆ พอกลืนลงคอแล้วก็ให้ความรู้สึกสบายจนตาจะปิดน่าจะเป็นเพราะฤทธิ์ของยาแหละมั้ง แรงใช้ได้เลย ตะวันกล้าวางถ้วยยาลงบนโต๊ะแล้วหันไปมองเต๋อหัวพร้อมกับอ้าปากหาว

“เรื่องงานไว้ค่อยคุยกันพรุ่งนี้เถอะ...” จากนั้นเหมือนเขาจะพูดอะไรสักอย่างต่อ แต่เปลือกตามันหนักอึ้งเกินไป พอๆ กับสมองที่อยู่ๆ ก็คิดอะไรไม่ออก มึนตื้อไปหมด แล้วสักพักภาพตรงหน้าก็กลายเป็นดำมืดทันที คล้ายกับมีใครปิดสวิตซ์ร่างกายของเขาก็ไม่ปาน

เต๋อหัวนั่งมองตะวันกล้าล้มตัวฟุบหลับบนเก้าอี้เงียบๆ มองดูจนแน่ใจว่าอีกฝ่ายหลับไปแล้วจริง จึงลุกขึ้นยืนแล้วอุ้มร่างโปร่งขึ้นไปนอนบนเตียงพร้อมกับจัดท่าจัดหมอนให้อีกฝ่ายนอนหลับได้อย่างสบายตัวแล้วจึงลุกขึ้นยืนมองตะวันกล้า สลับกับถ้วยยาที่ได้มาจากชินเหลียง

‘ยาบำรุง...ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่รวมถึงส่วนนั้น...เหมือนที่อั้วเคยจัดให้อาซื่อหนาน’ ชินเหลียงกระซิบบอกเขาตอนที่ให้มา ซึ่งเต๋อหัวก็รับมันมาอย่างไม่ลังเลทันที ตอนที่เขารู้ว่าซื่อหนานมีร่างกายไม่ปกติเหมือนคนทั่วไป เขาไม่คิดหรอกว่ามันจะต้องใช้แผนการนี้เพื่อนำพาตะวันมา อันที่จริง...ก็ไม่คิดว่ามันจะได้ผลด้วยซ้ำเพราะแอบไม่เชื่อที่ชินเหลียงบอก ทว่า...อยากรู้ก็ต้องลองพิสูจน์ เพราะงั้นเขาถึงฮั้นตี้มีอะไรกับซื่อหนานแบบไม่ป้องกันเพื่อรอดูผล...

ผลที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้กับผู้ชายบนโลกใบนี้ แต่มันดันเกิดกับซื่อหนาน...และมันก็ทำให้ความหวังเล็กๆ ของเขาเป็นจริงเพราะต้าเฉียงได้พาซื่อหนานไปซ่อนตัวอย่างที่คิด และนำตะวันกล้ามาแทนจริงๆ

หลงต้าเฉียงที่เขาตามสืบชีวิตอีกฝ่ายอย่างจริงจังจนรู้ว่าพรรคมังกรทองกำลังจะถอนตัวจากสภาหลงยิหวาอย่างไม่มีวันหวนกลับ เขาจึงใช้จุดนี้มาเป็นจุดหักเหให้ต้าเฉียงตัดสินใจทำอย่างที่ตั้งใจจริงๆ

ใช่...ทำอย่างที่ตั้งใจ แต่จะทำได้ไหมมันก็อีกเรื่อง แต่ถึงจะทำได้ เขาก็ไม่ยอมให้มันทำได้เร็วขนาดนั้นหรอก

เต๋อหัวห่มผ้าให้ตะวันกล้ายืนมองร่างโปร่งอย่างอาลัยอาวรณ์ครู่หนึ่งค่อยเดินไปเก็บถ้วยยาและถ้วยน้ำแกงออกจากห้อง ปล่อยร่างโปร่งนอนพักผ่อนอย่างที่ท่านชินเหลียงแนะนำ...

และรอจนกินยาครบเทียบเมื่อไหร่ เรื่องของพวกเราค่อยว่ากัน...

เต๋อหัวเดินถือถาดออกมาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อปิดประตูลงแล้วหันกลับมาเห็นหมิงตู้ยืนรออยู่ ร่างสูงหรี่ตามองเลขาฯ คนสนิทที่ยืนอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ตรงหน้า ซึ่งดูจากท่าทางแล้วน่าจะมีเรื่องสำคัญคุยกับเขา เต๋อหัวจึงบอกให้อีกฝ่ายตามมาที่ห้องทำงาน

“มีอะไร” เต๋อหัวถามนำขณะวางถาดถ้วยเปล่าลงที่โต๊ะ

หมิงตู้มองตาม เห็นท่าทางสบายๆ ของเต๋อหัวแล้วก็ยิ่งรู้สึกแค้นใจกับเรื่องที่เขาเห็นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา

เขารู้ว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องที่เขาควรจะเข้าไปยุ่ง

แต่ว่า...

ใครมันจะไปทนเห็นเจ้านายที่เคารพรักเหมือนพี่ชายโดนสวมเขาได้ละ!

“เรื่องคุณซูเหมยครับ”

เต๋อหัวเลิกคิ้วแปลกใจมองหมิงตู้อย่างรอคอย หมิงตู้เห็นแบบนั้นก็รีบบอกเล่าเรื่องราวที่ตนรับรู้ให้เต๋อหัวฟัง พอเต๋อหัวได้ยินไม่เพียงไม่มีสีหน้าโกรธเกรี้ยวอย่างที่ควรจะเป็น ชายหนุ่มกลับเดินไปเทเหล้าใส่แก้วแล้วยื่นให้หมิงตู้ด้วยท่าทางเหมือนเรื่องที่ได้ยินเป็นเพียงเรื่องปกติธรรมดาทั่วไป ทำหมิงตู้แปลกใจมาก

“นายท่าน! ทำไมดูไม่เดือดร้อนเลยละครับ! ”

เต๋อหัววางแก้วเปล่าลงบนโต๊ะแล้วพูดเสียงเรียบเรื่อย “ขอบคุณนายหมิงตู้ที่โกรธแทนฉัน แต่ว่าเรื่องนี้ฉันรู้มานานแล้ว”

“ครับ? ”

“นายก็รู้ว่าความสัมพันธ์ของฉันกับซูเหมยไม่เหมือนสามีภรรยาทั่วไป เธอเป็นหลานสาวของห่านกงกงก็จริง แต่ก็เป็นเพียงหลานสาวที่มีสายเลือดห่างๆ เท่านั้น แทบจะมองไม่เห็นความสำคัญของเธอที่จะให้ผลประโยชน์ฉันได้ ฉันเลยไม่ได้ให้ความสนใจเธอมากนัก อีกทั้ง...ฉันไม่ได้ชอบเธอ และเธอก็ไม่ได้ชอบฉัน เราก็แค่แต่งงานกันเพราะห่านกงกง นายก็รู้...ฉันหรือเธอต่างก็ไม่เต็มใจ เพราะงั้น ฉันไม่สนหรอกว่าเธอจะไปไหนกับใคร...” พูดจบก็ยกแก้วขึ้นดื่มเหล้าจนหมดแล้ววางลงบนโต๊ะ

หมิงตู้เห็นดังนั้นก็ยกแก้วเหล้าขึ้นซดตาม แล้วเดินไปวางแก้วบนโต๊ะ พร้อมกับมองหน้าเต๋อหัวอย่างเป็นห่วง

“นายท่าน ถึงอย่างไรถ้ามีใครรู้เรื่องนี้เข้า พวกเขาจะมองนายท่านไม่มีความสามารถควบคุมภริยา...”

“ช่างเขาปะไร คนที่อับอายใช่ฉันซะเมื่อไหร่...”

“.....”

“อีกอย่างหมิงตู้....นายก็รู้ว่าจุดประสงค์ที่เธอต้องมาแต่งงานกับฉันอีกข้อก็คือจับตาดูพฤติกรรมของฉัน เพราะงั้นการมีมาซาชิเข้าไปพัวพันกับเธอในช่วงที่เรากำลังทำเรื่องสำคัญ มันก็ดีไม่ใช่หรอ”

หมิงตู้ตาสว่างวาบ มองเต๋อหัวที่เดินไปนั่งตรวจงานอย่างตื่นเต้น “อย่าบอกนะว่ามาซาชิเป็นคนที่นายท่านให้ไปกับคุณซูเหมย”

เต๋อหัวเงยหน้าขึ้นมองหมิงตู้พร้อมกับส่งยิ้มบางที่ทำเอาคนมองขนอ่อนลุกชันไปทั่วกาย รอยยิ้มที่เห็นแล้วรู้สึกถึงแต่ความหนาวเหน็บ...ที่แท้ เป็นแผนของนายท่านทั้งหมด หมิงตู้กลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอด้วยความยากลำบาก พร้อมกับบอกตัวเองว่าชาตินี้ทั้งชาติจะไม่มีทางทรยศเต๋อหัวเป็นอันขาด!

“กลับไปพักเถอะหมิงตู้ วันนี้นายทำดีมาก”

“ครับ” หมิงตู้รับคำแล้วรีบหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานของเต๋อหัวมาด้วยอารามหวาดเกรง เจ้านายของเขายากแท้หยั่งถึงเป็นที่สุด คราแรกนึกสงสารและโกรธแทนเต๋อหัวมาก ทว่า พอรู้ความจริงแบบนี้แล้ว...ชักสงสารคุณซูเหมยแทนแล้วสิ...

เฮ้อ ช่างเถอะ...ไม่ใช่เรื่องของสักหน่อย อีกอย่าง ซูเหมยก็ทำตัวเอง จะโทษใครได้ละ...

................................... 

ขณะที่หมิงตู้กำลังนึกกลัวแผนการอันชั่วร้ายของเจ้านาย ทางฮั้นตี้เองก็กำลังนึกกลัวความแตกเข้าสักวัน...

“รีบจังวะ เหลือเวลาอีกตั้ง 1 ชั่วโมงก่อนเริ่มทำงาน” คิมสันพูดเสียงเนือยๆ มองฮั้นตี้ที่รีบกุลีกุจอแต่งตัวอย่างเหนื่อยหน่าย ไม่เข้าใจว่าทำไมมันต้องลงทุนขนาดนี้ ทำไมมันไม่จับซื่อหนานมาอยู่กับมันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย แบบนั้นไม่ง่ายกว่าหรือไง เฮ้อ สองพี่น้องคู่นี้นี่มันยังไงกันน้า ชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากจริงๆ คิมสันคิดในใจขณะนั่งเท้าคางมองฮั้นตี้ปรือๆ

ฮั้นตี้หันไปมองไอ้นกสองหัวแล้วพ่นลมออกทางจมูก “แกยังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีกหรอ ฉันยังไม่ได้คิดบัญชีกับแกที่หลอกต้มฉันเลยนะคิมสัน! ” ไม่พูดเปล่าเจ้าตัวกวักมือเรียกคิมสันให้มาแต่งหน้าแต่งแผลให้กับตัวเองด้วย ซึ่งมันก็ใช้เวลาไม่นานหรอกเพราะคิมสันมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้มาก

“ไม่ได้หลอกไง ไม่ได้หลอก เขาเรียกว่าไม่บอกต่างหาก” คิมสันโอดเสียงระโหยแล้วถอนหายใจออกมา “ฮั้นตี้...ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ยังมีอะไรอีกมากที่ฉันกับนายก็ไม่รู้พอๆ กัน...พี่ชายของนายเหมือนคนที่ขายวิญญาณให้กับซาตานไปแล้วก็ไม่ปาน” คิมสันว่าขณะใช้พู่กันแต่งแผลไปด้วย

ฮั้นตี้ขมวดคิ้วมองคิมสันอย่างไม่เข้าใจที่พูดน่ะหมายความว่าไง ขายวิญญาณให้ซาตานอะไร มันเล่นของ?

“พวกแผ่นดินใหญ่...นายรู้ใช่ไหมว่าคนที่มีอำนาจตัวจริงไม่ใช่ผู้นำของพวกเขาในตอนนี้ แต่เป็นคนที่อยู่เบื้องลึกมากกว่านั้น...เต๋อหัวเข้าไปพบกับเขาเพื่อขอให้เขาช่วยอะไรบางอย่าง ไม่งั้นไม่สามารถรวบรวมกลุ่มคนที่เห็นด้วยกับสมาคมอี้หลานของเราได้มากขนาดนี้โดยใช้เวลาเพียงไม่นานหรอก”

“ฉันรู้แค่ว่าคนที่เต๋อหัวไปพบในตอนนั้น เป็นหนึ่งใน 5 ตระกูลสูงสุด แต่ไม่รู้ว่าตระกูลไหนและเป็นใคร” 5 ตระกูลสูงสุดที่เป็นคนควบคุมรัฐบาล และควบคุมการดำเนินไปของเศรษฐกิจในจีน กลุ่มคนที่แค่กระดิกนิ้ว รัฐบาลก็รีบทำตามคำสั่ง โดยไม่รั้งรอ

“นั่นละที่เขาเรียกว่าขายวิญญาณให้ซาตาน ไม่รู้หรอกว่าเขาแลกเปลี่ยนกันด้วยอะไร แต่ที่แน่ๆ ...เรื่องที่นายและเต๋อหัวหลุดออกมาจากคุกตระกูลเบอร์นาร์ดได้ก็เพราะเขาช่วย...” เรื่องนี้เขาได้ยินจากชินเหลียง เล่าว่าเต๋อหัวแอบติดต่อกับอีกฝ่ายมานาน ผ่านท่านชินเหลียงและคนของฝั่งนั้น และดูเหมือนคนคนนั้นจะเป็นเจ้านายของเต๋อหัวอีกที ซึ่ง...ไม่เคยมีใครเห็นหน้าเขา รู้แค่ว่าเขามีอำนาจมากพอจะสั่งการ เรื่องต่างๆ ให้เป็นไปในทิศทางที่เขาต้องการ แบ็คดีแบบนี้เต๋อหัวถึงไม่เกรงกลัวอะไร แถมยังกล้าทำเรื่องบ้าๆ พวกนั้นขึ้นมาได้...เรื่องบ้าๆ ที่แม้แต่ท่านชินเหลียง และห่านกงกงไม่คาดคิดมาก่อน และอาจจะด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ท่านชินเหลียงจึงยอมถอยมาอยู่ข้างเต๋อหัวยังไงละ เพราะเขารู้ว่าคนคนนั้นมีอำนาจมากแค่ไหน และกลัวตายเป็นที่สุด

ฮั้นตี้ฟังแล้วถอนหายใจ ส่วนคิมสันก็ผละออกจากฮั้นตี้กลับนั่งบนเตียงอย่างง่วงๆ นี่คงเพียงพอไม่ให้มันคิดบัญชีกับเขาได้ละนะ อีกอย่างเรื่องราวเหล่านี้ก็ไม่ได้เกินขอบเขตที่เต๋อหัวกำหนดไว้ด้วย หมดปัญหายุ่งยากไม่ทะเลาะกับฮั้นตี้ และเขาได้นอนอย่างสุขสบาย หลังจากที่ตามสืบเรื่องลูกแฝดให้มันทั้งวัน เฮอะๆ

ฮั้นตี้นิ่งเงียบไม่พูดอะไรพักใหญ่ แม้เขาอยากจะถามคิมสันต่อเรื่องของคนที่เต๋อหัวเข้าไปพบ แต่นี่คงไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมนัก รอทำงานเสร็จแล้วค่อยเค้นถามให้รู้เรื่องน่าจะดีกว่า แต่ว่า...เรื่องนี้ก็ส่วนเรื่องนี้ เรื่องที่ถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือก็อีกเรื่อง ฮั้นตี้เหลือบมองคิมสันที่นอนเอนตัวขาไขว้ห้างบนเตียงอย่างหมั่นไส้ หลับตาพริ้ม กระดิกนิ้วเท้า ท่าทางสบายอกสบายใจจนกลายเป็นเขาที่ทนไม่ไหวยกเท้าขึ้นถีบมันตกเตียง

คิมสันร้องโอดโอยลุกขึ้นมาจะชี้นิ้วด่าตัวการ แต่ฮั้นตี้ถีบเสร็จก็รีบเดินออกจากบ้าน ทิ้งให้สปายหนุ่มก่นด่าตามในใจ แมร่ง! ทำคุณบูชาโทษจริงๆ หลังเดาะแล้วมั้งเนี่ย! คิมสันจับหลังตัวเองแล้วกลับขึ้นไปนอนบนเตียงตามเดิม เอาวะ...ทนทนไปก่อน รอสืบเรื่องทางนี้เสร็จครบเมื่อไหร่ ไว้ค่อยทิ้งมันไว้ที่นี่ เฮอะ! แล้วไม่ต้องมาง้อกันทีหลังละเว้ยฮั้นตี้

“ฮัดชิ่ว! ” ร่างสูงเดินผละจากตัวบ้านมาได้ไม่เท่าไหร่ก็จามออกมารอบหนึ่ง ก่อนจะจามติดๆ กันสามรอบจนรู้สึกได้ถึงของเหลวตรงจมูก อ่า...สงสัยเป็นเพราะช่วงนี้เดินทางบ่อย ไม่ก็...ไอ้คนที่ซ่อนตัวอยู่ในบ้านเขากำลังด่าเขาอย่างหัวเสีย หึ แล้วยังไง นั่นเทียบไม่ได้กับที่เขาถูกหลอกหรอกโว้ย ฮั้นตี้คิดในใจก่อนจะเดินหน้าเคร่งไปที่บ้านสวนของซื่อหนาน และทันทีที่เดินเข้าประตูรั้วบ้านมา เขาก็เห็นนนทภพกำลังอ่านหนังสืออยู่ที่ระเบียงบ้านชั้นล่าง พอหมอหนุ่มเห็นเขาก็ยกยิ้มแล้วกวักมือเรียก

หึ นี่ก็อีกคน คอยดูเถอะ ความจริงเปิดเผยเมื่อไหร่ ฉันไม่มีวันทำตามคำสั่งแกต้อยๆ หรอก รับรองว่าถ้าแกรู้ว่าฉันเป็นใครละก็ นอกจากจะหน้าแตกแล้วยังปวดใจจนต้องวิ่งร้องไห้กลับบ้านแน่ ไอ้หมอกร๊วกเอ้ย

“สวัสดีครับคุณนนท์” ฮั้นตี้สวมบทนายคมยกมือไหว้เจ้านายอย่างนอบน้อมผิดต่างจากคำต่อว่าในใจลิบลับ

“นายคม หายหน้าไปเลย นึกว่าจะไม่มาทำงานแล้วซะอีก” นนทภพทักทายอีกฝ่ายพร้อมกับปิดหนังสือลงวางบนโต๊ะ

“ไม่หรอกครับ กว่าจะหางานได้ ผมจะทิ้งงานได้ยังไง” ฮั้นตี้ตอบยิ้มๆ เสียเงินไปมาตั้งมาก ปล่อยโอกาสนี้ไปก็โง่แล้ว

“ผมก็คิดแบบนั้น แต่น่าเสียดาย...”

“ครับ? ” คงไม่คิดจะเลิกจ้างเขาหรอกนะ!

“ผมไม่ได้เป็นคนออกคำสั่งคุณครับ เพราะคนที่จะออกคำสั่งกับคุณคือ...คุณซื่อหนาน...”

“ที่ต่อไปนี้นายจะต้องเรียกฉันว่าคุณจันทร์” ซื่อหนานเดินกอดอกเข้ามาหาร่วมบทสนทนา ฮั้นตี้ปรายตามองลงที่ท้องของซื่อหนานโดยอัตโนมัติทันทีที่ร่างโปร่งเดินเข้ามาใกล้ ฮั้นตี้ก็รีบถอนสายตาออกจากหน้าท้องของซื่อหนานทันที

ในท้องแบนราบนั่น...มีเด็กถึงสองคนอยู่ในนั้น?

พอคิดถึงภาพอัลตราซาวด์ที่คิมสันส่งมาให้เขา ฮั้นตี้ก็ใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นขึ้นมา น่าขำ...ทำไมเขาจะต้องมาเกิดอาการนี้ ตอนนี้ด้วยวะ

“อย่างที่ซื่อหนานบอก ต่อแต่นี้ไปให้นายคมเรียกซื่อหนานว่าคุณจันทร์นะ แล้วก็...คุณเขาสั่งอะไรก็ทำตามที่เขาบอก”

ซื่อหนานเดินเชิดมานั่งลงบนเก้าอี้แล้วยกขาขึ้นไขว้ห้างหรี่ตามองนายคมตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างสงสัยแต่ไม่พูดอะไร ปล่อยให้หมอนนท์พูดไป ส่วนตัวเขาจะนั่งกดดันอีกฝ่ายเงียบๆ

ฮั้นตี้ทำตัวสบายๆ ตามปกติรับคำสั่งจากนนทภพอย่างนอบน้อม พยายามบังคับตัวเองไม่ให้สนใจซื่อหนานที่จ้องตนอยู่...จะว่าไปแล้ว เขาเองก็ลืมไปว่าซื่อหนานจับตาดูเขาอยู่ ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาไม่ได้อยู่ที่นี่ หมายถึงไม่เคยโผล่หัวออกจากบ้าน อีกฝ่ายย่อมผิดสังเกต ให้ตายสิวะ แบบนี้ไม่ใช่ว่ารู้แล้วหรอกนะ ฮั้นตี้คิดอย่างเป็นกังวล จนกระทั่งนนทภพหันไปถามซื่อหนานว่าวันนี้จะให้ฮั้นตี้ทำอะไร ร่างสูงจึงหลุดจากภวังค์มองซื่อหนานอย่างรอคอยคำสั่ง

ซื่อหนานลุกขึ้นยืนแล้วชี้นิ้วไปที่สวนหย่อมด้านข้าง “ฉันอยากให้นายตัดหญ้าแถวสวนหย่อมให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ทำได้ใช่ไหม บ้านเรามีเครื่องตัดหญ้าอยู่”

“ครับ” โชคดีที่มีเครื่องตัดหญ้า....ว่าแต่...มันใช้ยังไงวะ?

ยี่สิบนาทีผ่านไปหลังได้รับคำสั่ง นนทภพสอนเขาใช้เครื่องตัดหญ้าเสร็จ ฮั้นตี้ก็ลงมือตัดหญ้าด้านข้างบ้าน โดยมีสายตาของซื่อหนานจับจ้องไม่ห่าง พอเขาทำงานตัดหญ้าเสร็จเรียบร้อย ซื่อหนานก็สั่งให้เขาไปทำความสะอาดโรงเรือนปลูกผักหลังบ้านให้เสร็จก่อนเที่ยง...

ฮั้นตี้ทำอย่างเงะๆ งะๆ โดยมีคำสั่งของซื่อหนานสั่งย้ายของไปจุดนั้นจุดนี้ไม่หยุด แต่ดูเหมือนฮั้นตี้จะทำไม่ถูกใจเสียที ซื่อหนานจึงเดินเข้ามาแย่งเก้าอี้จากมือฮั้นตี้ไปถือเองอย่างเสียอารมณ์

“ถอยไป! ฉันทำเอง! ” ไม่พูดเปล่าร่างโปร่งยกเก้าอี้ไม้ขึ้นสูงแล้วกำลังจะก้าวไปข้างหน้าที่เต็มไปด้วยท่อนไม้วางเกลื่อนบนพื้น ฮั้นตี้เห็นแบบนั้นก็รีบเข้าไปแย่งเก้าอี้จากมือของซื่อหนานทันที พร้อมๆ กันนั้นเสียงเอ็ดตะโรของหมอนนทภพก็ดังขึ้น พร้อมกับใบหน้าเคร่งเครียดซีเรียวของเจ้าตัว

“ซื่อหนาน! คุณถอยออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ! ถ้าล้มลงไปจะว่ายังไง”

ใช่! ล้มลงไปจะทำยังไง! ฮั้นตี้เห็นด้วยกับนนทภพ เมื่อกี้ทำเอาใจหายใจคว่ำเลยให้ตายสิ แค่ย้ายเก้าอี้น่ะเขาทำได้อยู่แล้ว แต่คนที่ไม่พอใจสักทีคือซื่อหนานต่างหาก จุดนี้ก็ไม่เอา จุดนั้นก็ไม่ชอบ แล้วก็อารมณ์เสียเอง อย่างกับคนเป็นไบโพลาร์

ซื่อหนานตวัดตามองนนทภพแล้วเดินหายใจฮึดฮัดกลับออกไปยืนที่โต๊ะไม้ด้านนอก

“ล้มแล้วยังไง ฉันไม่สนใจหรอก! ” ซื่อหนานโวยวาย ไม่รู้ทำไมเขาถึงหงุดหงิดงุ่นง่านขนาดนี้ รู้เพียงแต่ว่ามันโคตรหงุดหงิด ยิ่งเห็นหน้านายคมนั่นยิ่งหงุดหงิดอย่างไม่ทราบสาเหตุ มันทำอะไรก็ขัดหูขัดตาไปหมด ให้ตายสิ...เขาอยากจะข่วนมันให้เป็นรอยจริงๆ มันน่ารำคาญนัก

“ผมเห็นคุณสั่งนายคมมาตั้งแต่เช้า เขาเองก็ทำงานขยันขันแข็งดี มีแต่คุณที่ไม่พอใจสักที นี่ก็จะเที่ยงแล้ว ปล่อยเขาไปพักเถอะ คุณเองก็ด้วย” นนทภพบอกคนเอาแต่ใจเสียงเข้ม ตาคมหลังแว่นสายตาหรี่มองร่างโปร่งอย่างพิจารณา ดูจากอาการของซื่อหนานแล้วน่าจะเป็นฮอร์โมนในร่างกาย ร่างโปร่งถึงหงุดหงิดอารมณ์เสียง่ายแบบนี้

“พักก็พักสิ! ” ซื่อหนานกระชากเสียงตอบแล้วนั่งลงบนเก้าอี้นุ่ม ก่อนจะขมวดคิ้วมองนายคมขวางๆ ที่กำลังเดินผ่านหน้าตนไป คนท้องเห็นแบบนั้นก็ตวาดขึ้นเสียงกร้าว

“นายทำบ้าอะไรของนาย! ”

“ครับ! ” ฮั้นตี้สะดุ้งยืนตัวตรงแหน่วมองซื่อหนานงงๆ อย่าบอกนะว่ารู้แล้ว?

“ใครบอกให้นายเดินผ่านหน้าเจ้านาย นายต้องเดินผ่านไปทางด้านหลังฉันต่างหาก”

“ซื่อหนาน...ทำแบบนี้ไม่ดีเลย คุณไม่เคยไม่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ทำไมวันนี้ถึงควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เลยละ” นนทภพบ่นเสียงอ่อน ส่วนฮั้นตี้ได้ยินอย่างนั้นก็รีบเปลี่ยนทิศทางการเดินตามที่ซื่อหนานสั่งอย่างด่วนจี๋

ได้โปรด...อย่าโวยวายไปมากกว่านี้เลย โวยวายจนเขาไม่กล้ากระดิกตัวทำอะไรแล้ว...อีกอย่าง...ทำไมไอ้หมอนี่ไม่โดนเหมือนเขาเลยวะ หรือซื่อหนานจะพิศวาสมันอย่างที่คิมสันว่า...พอคิดได้ดังนั้นแรงริษยาอาฆาตก็วาบผ่านดวงตาฮั้นตี้ทันที

ซื่อหนานรู้สึกถึงคลื่นพลังงานบางอย่างจากด้านหลัง จึงหันไปมองนายคมอย่างสงสัย พอเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังยืนก้มหน้าอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากนนทภพก็หรี่ตาลงมองอย่างครุ่นคิด จะว่าไปแล้ว เขายังไม่เค้นถามหมอนี่เลย....

ซื่อหนานกลับมาสงบสติอารมณ์แล้วหันบอกนนทภพเสียงอ่อน ผิดกับน้ำเสียงที่ใช้กับฮั้นตี้เมื่อกี้ลิบลับ

“ฉันอยากกินช็อคโกแลตนม นายไปซื้อมาเพิ่มหน่อย ในตู้มันหมดแล้ว”

นนทภพขมวดคิ้วมองซื่อหนาน “อะไรนะ! เพิ่งซื้อมาเมื่อวานจะซื่อหนาน คุณกินหมดแล้วหรอ? ”

“จิ๊! เลิกบ่นแล้วไปซื้อมาเหอะน่า! ” ก็คนมันจะกินน่ะเข้าใจไหม! แล้วเมื่อคืนเขาก็อยากกินมากด้วย กินหมดแล้วจะทำไม!

นนทภพพรูลมหายใจออกทางปากแล้วสูดลมหายใจเข้าทางจมูก ข่มอารมณ์บอกตัวเองให้ใจเย็นๆ ย้ำกับตัวเองว่าที่ซื่อหนานเป็นแบบนี้เพราะท้อง คนท้อง...เขาท้องอยู่....

“ได้...แต่อาทิตย์นี้จะเป็นการซื้อครั้งสุดท้าย จะไม่มีการซื้อครั้งหน้าอีก”

ซื่อหนานพยักหน้าตอบรับแล้วรีบโบกมือไล่นนทภพไปซื้อของมาให้ แต่ก่อนจะไปชายหนุ่มหันมาบอกกับนายคมว่าข้าวอยู่ในครัวเล็กด้านหลังบ้านสามารถเข้าไปกินได้เลย แล้วย้ำกับซื่อหนานอีกว่าควรเลิกสั่งให้นายคมทำงานได้แล้ว เกิดกรมแรงงานมาเห็นเข้าจะเป็นเรื่องเอาได้

ซื่อหนานพยักหน้ารับส่งๆ พอเห็นว่านนทภพเดินจากไปแล้วจึงเรียกนายคมให้เข้ามาใกล้ เพื่อสอบถามเรื่องที่ตนสงสัย

“นาย...เมื่อวันจันทร์ถึงศุกร์ที่ผ่านมา ไปอยู่ที่ไหนมา”

“ครับ? ..เอ่อ ผมไปรับจ้างทำงานกับเพื่อนบ้านมาน่ะครับ”

“แน่ใจนะ”

“ครับ คุณ...ซะ...เอ่อ...คุณจันทร์มีอะไรหรือเปล่าครับ? ”

“เปล่า แค่คิดว่านาย...ช่างเถอะ...จะไปกินข้าวก็ไป เสร็จแล้วจะได้มาทำงานต่อ ฉันอยากให้โรงเรือนเสร็จวันนี้”

“ครับ” ฮั้นตี้รับคำแล้วรีบเดินผละออกไป โดยมีสายตาของซื่อหนานมองตามไม่ห่าง ไม่รู้ทำไม...แต่ซื่อหนานสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายไม่ธรรมดา แต่เขาก็หาหลักฐานมายืนยันไม่ได้สักทีว่าอะไรที่ทำให้นายคมคนนี้ไม่ธรรมดา เฮ้อ...น่าหงุดหงิดจริงๆ

 

 

========================== 

ฮั้นตี้ผิดอะไร5555 น่าสงสารจริงๆ ทำใจนะตี้5555 อารมณ์คนท้องก็แบบนี้

ยังไม่หมดนะ ตอนหน้านางจะโดนหนักกว่านี้อีก โอ้ย555 

#ดวงตะวันกับมังกร  

ติดตามข่าวสารได้ที่>>>ไอเรนเยีย 

ความคิดเห็น