junepopo

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

CHAPTER25:อย่ารู้สึก (NC 18++) NEW UPDATE

ชื่อตอน : CHAPTER25:อย่ารู้สึก (NC 18++) NEW UPDATE

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 23k

ความคิดเห็น : 96

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ม.ค. 2561 19:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
CHAPTER25:อย่ารู้สึก (NC 18++) NEW UPDATE
แบบอักษร

CHAPTER25: อย่ารู้สึก


อุณหภูมิกายที่สูงขึ้นเป็นผลให้ใบหน้าแดงจัด ริมฝีปากสีชมพูอมส้มแตกลอก ลำคอแห้งผาก สมองหนักอึ้ง ยามขยับตัวปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ลมหายใจอุ่นร้อนถุกรีดออกจากปอด เป็นห้วงๆ คนตัวโตคุดคู้ร่างอยู่บนเตียงภายในห้อง ปวันถูกพิษไข้เล่นงานจนนอนซม ชั่วโมงที่ผ่านมาคริสาพาเขากลับมายังคฤหาสถ์ด้วยสภาพย่ำแย่ แม้ภรรยาสาวต้องการให้เขาแอดมิดนอนโรงพยาบาลแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดื้อดึงไม่ยอมท่าเดียว

“เป็นหมอทำไมถึงดื้ออย่างนี้ละ”คริสาพึมพำอย่างขัดใจในขณะที่จุ่มผ้าขนหนูลงในอ่างน้ำที่แม่บ้านเตรียมมาให้สำหรับใช้เช็ดตัวลดไข้ หญิงสาวขยุ้มผ้าขนหนูแล้วบิดพอหมาดทำหน้าสีหน้าหนักอกหนักใจเพราะไม่เคยต้องปฐมพยาบาลหรือดูแลใครมาก่อนในชีวิต

“ดื้อกว่าเด็กที่โรงพยาบาลอีก รู้ตัวมั้ย”ยื่นผ้าขนหนูไปซับเบาๆตรงหน้าผาก แล้วเช็ดวนไปทั่วใบหน้า เมื่อความเย็นสัมผัสใบหน้า คนป่วยขยับตัวส่งเสียงครางเบาๆแต่ยังคงปิดตาสนิทคริสาพยายามเบามือที่สุดแม้จะทำด้วยท่าทางเก้ๆกังๆเพราะไม่เคยต้องดุแลคนป่วยมาก่อน ยื่นมือไปสัมผัสต้นคอแล้วต้องชักกลับทันที เพราะผิวกายร้อนราวอยู่ในอบ

“ร้อนไปทั้งตัวเลย”เอาผ้าจุ่มลงในอ่างอีกครั้งแล้วบิดหมาด คราวนี้เช็ดไล่ไปตามต้นคอ เรื่อยลงไปที่แขน แล้วกับเสื้อยืดที่สวมใส่อยู่ต้องทำไงไหนจะกางเกงนอนอีก หัวหน้าแม่บ้านบอกว่าต้องเช็ดทั้งตัวไข้จะได้ลด คริสาครุ่นคิดด้วยท่าทางหนักใจ

“เช็ดก็เช็ด ปวันถอดเสื้อก่อนนะ”บอกเสียงอ้อมแอ้ม กระตุกชายเสื้อยืดเบาๆ แต่คนตัวโตหลับตานอนนิ่ง ไม่มีทีท่าให้ความร่วมมือ

“ปวัน ลืมตา ลุกขึ้นมาเช็ดตัวก่อน”เขย่าตัวเบาๆ แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนตัวเล็กหยัดตัวลุกขึ้น ครุ่นคิดเพียงชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจขึ้นไปบนเตียงแล้วจัดการถอดเสื้อยืดออกด้วยตัวเอง

“อื้อ”คนตัวโตร้องพึมพำเบาๆ ก่อนจะพลิกตัวกลับไปอีกด้าน

“ปวัน อยู่นิ่งๆสิ อย่างนี้จะได้เช็ดมั้ย”เอ็ดคนป่วยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แล้วก็ก้มลงไปถลกเสื้อยืดของคนที่นอนอยู่บนเตียงอีกครั้ง ปล้ำถอดอย่างทุลักทุเลเพราะคนป่วยตัวโตไม่ยอมให้ความร่วมมือ กว่าจะถลอกลอกถอดเสื้อยืดออกมาได้เล่นเอาหอบโยนจนต้องปาดเหงื่อ

“มันน่าโทรเรียกรถพยาบาลมาหามไปแอดมิดนัก”ทำท่าปาดเหงื่อแล้วพลางบ่นก่อนจะใช้ผ้าขนหนูเช็ดไปตามร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่า ผิวกายขาวอมชมพูที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามร้อนระอุเพราะพิษไข้ ใบหน้าคริสาร้อนผ่าวไปด้วยยามใช้ผ้าขนหนูเช็ดไปตามร่างกาย เพราะภาพตอนที่เธอและเขาแนบแน่นผิวกายสัมผัสกันคอยแต่จะผุดพรายขึ้นในสมอง คริสาสงสัยนักว่าตัวเองเป็นคนลามกไปตั้งแต่เมื่อไหร่

“อื้อ หนาว”ปวันยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองแล้วเริ่มห่อตัว คริสาสะบัดความคิดไม่เข้าท่าออกไปจากสมองแล้วเร่งมือเช็ดตัวให้เสร็จเสียที ไวเท่าความคิดมือเลื่อนผ้าขนหนูชุ่มน้ำลงไปยังสะดือบุ๋ม ถไลไปจนถึงขอบกางเกงนอนตัวบาง คนป่วยสะดุ้งสุดตัวแล้วคว้ามือเล็กไว้ทันทีก่อนที่มันจะล่วงล้ำเข้าไปยังใจกลางจุดยุทธศาสตร์และทำให้อาวุธร้ายของเขาแตกตื่น คริสาตกใจหน้าซีด

“ทำอะไร”

“เปล่าทำอะไรนะ”บอกเสียงสั่น เหมือนคนที่ทำเรื่องผิดแล้วถูกจับได้ ทั้งที่เพียงแค่จะเช้ดตัวให้เฉยๆแค่นั้น

“เปล่ายังไง ก็เห็นอยู่จะล้วงเข้าไปในกางเกง หลักฐานคามือเลยเห็นมั้ย”เอ่ยเสียงแหบ ท่าทางอิดโรย รู้สึกเหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่น แต่ก็จับมือคริสาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

“ก็จะเช็ดตัว เป็นไข้อยู่ไม่รู้รึไง”บิดข้อมือจากการจับกุม แต่ปวันจับไว้แน่น ทั้งที่ป่วยอยู่ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน

“นี่ถอดเสื้อผ้าผมออกหมดด้วย ถ้าไม่รู้สึกตัวจะทำอะไรบ้างเนี่ย”แม้สติจะไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นแต่ก็รู้ดีว่าคริสาแค่ตั้งใจจะเช็ดตัวให้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ได้ทีกลั่นแกล้งให้คริสารู้สึกอายก็เท่านั้น

“คนหวังดีจะเช็ดตัวให้ งั้นไม่ต้องแล้ว ปล่อยให้นอนซมพิษไข้ ป่วยตายไปเลย”คริสาพยายามดึงมือออก ท่าทีเปลี่ยนมาเป็นคนฤทธิ์เยอะตามแบบที่ถนัด จะไม่ดูแลคนป่วยงี่เง่าอีกแล้ว

“สารภาพมาซะดีๆว่าจะเช็ดตัวหรือจะลักหลับกันแน่ นี่คนป่วยนะ ไม่เห็นใจกันเลยเหรอ”

“อีตาบ้า! รู้นี่ว่าตัวเองป่วย แล้วทำไมสมองถึงคิดแต่เรื่องลามก ฮ่ะ!”ฟาดฝ่ามือใส่แขนล่ำ ปวันทำสีหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะคว้าหมับเข้าที่ข้อมืออีกข้างแล้วจับไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

“โอ้ย! ป่วยอยู่ จะตีให้ตายรึไง”

“ใช่! จะตีให้ตายเลย”

“ผู้หญิงใจร้าย”เอ่ยเสียงเบา นัยตาเศร้า คริสาเกลียดท่าทางเซื่องซึมแบบนี้ที่สุด ทำไมเขาชอบทำสีหน้าแบบนี้อยู่เรื่อย จะรู้บ้างไหมว่ามันมีผลต่อความรู้สึกของเธอ

“ใช่ ฉันมันใจร้าย”คริสาบอกออกไปอย่างนั้น เธอเป็นผู้หญิงใจร้ายเสมอในสายตาของเขา ปวันกระพริบตาไล่ไอร้อนที่สุมอยู่ เขาค่อยๆปล่อยมือคริสาอย่างอ่อนแรงแล้วหยิบเสื้อยืดขึ้นมาสวมใส่ก่อนจะล้มตัวไปนอนคุดคู้ตามเดิม

“ได้นอนเดี๋ยวก็คงดีขึ้น คุณไปพักเถอะ”

จะเรียกว่าไล่กันก็ยังได้ คริสาลุกออกจากเตียง แล้วดึงผ้าห่มขึ้นไปคลุมร่าง จ้องมองคนป่วยเพียงชั่วครู่ ก่อนจะผละออกมาแล้วไปนั่งเฝ้าตรงมุมโซฟา

เสียงฟ้าร้องคำรามดังก้อง ปลุกให้คนที่เผลอหลับไปสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที คริสาไม่รู้ตัวว่าเผลองีบหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้แต่ตอนนี้นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนตรง และข้างนอกกำลังมีพายุฝนโหมกระหน่ำ ร่างบางลุกจากโซฟา ขยับเปิดม่านหนาต่างมองออกไปด้านนอก สายฝนเทครืนลงมาราวกับฟ้ารั่ว คริสารู้สึกว่าอุณหภูมิโดยรอบต่ำลงอีก ร่างกายรู้สึกหนาวขึ้นมากว่าปกติ

“อื้อ หนาวจัง”เสียงแหบพร่าจากคนบนเตียงดังขึ้นแผ่วเบา ปวันห่อตัวลีบหนาวสั่น คริสารีบหยิบรีโมทแอร์ขึ้นมาปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้น ก่อนจะรีบไปดูอาการคนป่วย

“ปวัน เป็นไงบ้าง”ถามด้วยความเป็นห่วง พลางเอามือทาบไปที่แก้ม คนป่วยตัวร้อนแต่บ่นว่าหนาว เหงื่อชื้นไปทั่วใบหน้า

“เดี๋ยวคริสไปเอาผ้าห่มมาเพิ่มให้นะ”บอกด้วยความเป็นห่วงทำท่าจะผละออกไปหาผ้าห่มมาคลุมให้เพิ่มอีกผืน แต่ข้อมือก็ถูกคว้าแล้วยื้อไว้ด้วยคนบนเตียงอย่างรวดเร็ว

“หนาว”

“รู้แล้วคะว่าหนาว คริสจะไปเอาผ้าห่มมาให้อีกผืนนะ”

“ผมหนาวจัง”น้ำเสียงออดอ้อน ความน่าสงสารอยู่ในระดับประเมินค่าไม่ได้ แล้วก็เอามือคริสาไปซุกไว้ตรงแก้ม ท่าทางน่าเอ็นดูจนคนใจร้ายต้องใจอ่อนยวบ

“ทำไมป่วยแล้วขี้อ้อนจัง”คริสาเอื้อมมือไปลูบหัวคนป่วยด้วยท่าทางอ่อนโยน

“เดี๋ยวมานะคะ ไปเอาผ้าห่มให้แป้บเดียว วะว้ายยยยย!”

คริสาร้องเสียงหลง นั่นก็เพราะถูกคนป่วยดึงร่างลงไปบนเตียง ก่อนจะรวบกอดแน่น ร่างเล็กไม่มีโอกาสๆได้ขยับตัวอีก เพราะถูกล็อกไว้ด้วยวงแขนแกร่งและขายาวก็เริ่มพาดขึ้นมาบนตัวเธอแล้วในตอนนี้

“ปวัน ปล่อยคริสก่อน”

“อื้อออ ตัวอุ่นจัง”กระชับอ้อมกอดคนตัวเล็กแน่น แล้วก็เอาใบหน้าไปถูไถแก้มภรรยา ปวันรู้สึกว่าร่างกายที่หนาวเหน็บด้วยพิษไข้ อบอุ่นขึ้นมากมายเพียงแค่ได้สัมผัสกับผู้หญิงในอ้อมกอด จะผ้าห่มสักกี่ผืนก็คงจะสู้เธอไม่ได้ ฝ่ายคนถูกกอดจะทำไรได้ ก้เขาป่วยอยู่ วันนี้ยอมให้เอาแต่ใจได้วันนึง คริสาวาดแขนขึ้นแล้วโอบกอดปวัน คืนนี้ไม่เพียงแต่เธอจะอยู่ใน้อ้อมกอดเขา แต่เขาเองก็จะอยู่ในอ้อมกอดเธอเช่นกัน สายฝนนอกหน้าต่างนั่นกำลังทำหน้าที่ให้อากาศเย็นชื้นนำพามาซึ่งความหนาวเหน็บ เช่นเดียวกับอ้อมกอดที่กำลังทำหน้าที่มอบความอบอุ่นคุ้มกันความหนาว แล้วค่ำคืนที่เต็มไปด้วยพายุลมฝนก็กำลังผ่านพ้นไป พร้อมกับเสียงประสานลมหายใจของคนทั้งสองที่ดำดิ่งสู่ห้วงนิทรา

พายุฝนค่อยๆอ่อนกำลัง เหลือเพียงแต่ละอองฝนโปรยปราย เข้าสู่ช่วงวันใหม่แต่ท้องฟ้าก็ยังอึมครึม ไม่มีแสงแดดสาดส่องลงมาให้ความอบอุ่น ฤดูกาลหน้าฝนเข้ามาเยี่ยมเยือน หลายชีวิตตื่นขึ้นมาทำกิจวัตรประจำวัน เตรียมตัวออกไปเรียน ออกไปทำงาน แต่ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่หลับไหลอยู่บนเตียงนุ่มอุ่นสบาย หรือแม้แต่ขอยืดเวลานอนออกไปเพียงสักแค่ห้านทีก็ยังดี นั่นเพราะว่าอากาศน่านอนเหลือเกิน

“งื้ออออ ขอนอนต่ออีกหน่อยนะ”ซุกใบหน้าเข้าหาแผ่นอกแกร่ง แล้วสวมกอดแน่น เสียงนาฬิกาปลุกหัวเตียงร้องบอกเวลาเจ็ดโมงเช้า ซึ่งมันเช้ามากเหลือเกินสำหรับคริสา แต่นี่เป็นห้องนอนของปวัน เพราะฉะนั้นคนที่ต้องถูกปลุกคือเขา นายแพทย์หนุ่มขยับตัวช้าๆ อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อยังคงหลงเหลืออยู่แต่ก็ไม่ได้มากเท่ากับเมื่อวาน ดวงตาคู่คมค่อยๆลืมขึ้น รู้สึกหัวเบาลงแล้วก็ไม่ได้ครั่นเนื้อครั่นตัวอีกแล้ว ทันที่ลืมตาตื่นความงัวเงียหรืออาการซมจากพิษไข้แทบอัปเปหิหายไปในทันที นั่นก็เพราะในอ้อมกอดเขามีคนตัวเล็กซุกตัวอยู่ มิน่าละ เขาถึงรู้สึกอบอุ่นและหลับสบาย ทั้งที่ป่วยอยู่แต่ก็ไม่ได้ตื่นขึ้นมาแม้แต่เพียงครั้งเดียว ปวันพลิกตัวแล้วจดจ้องใบหน้าคนที่หลับพริ้ม ค่ำคืนที่ผ่านมาเธอคอยดูแลเขาไม่ห่าง มันออกจะน่าแปลกใจที่คนอย่างคริสาก็ดูแลคนอื่นเป็นกับเขาด้วย แต่ไม่ว่าเธอจะทำไปด้วยเหตุผลอะไร เขาก็อดจดีใจเสียไม่ได้ ที่อย่างน้อยครั้งหนึ่งก้ได้รับการดุแลจากเธอ ใบหน้าคร้ามคมยื่นเข้าไปใบหน้าเรียวเล็ก ใกล้ชิดขนาดปลายจมูกโด่งแตะกัน ปวันดุนปลายจมูกตัวเองถูไถปลายจมูกคริสาเบาๆ คนตัวเล็กขยับตัวไปมาเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆลืมตาตื่น ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าปวันที่ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ละไล้อยู่ตรงปลายจมูก

“ตื่นแล้วเหรอคะ”เอ่ยถามอย่างงัวเงีย กระพริบตาไล่ความง่วงงัน ปรับภาพตรงหน้าให้ชัดแจ๋ว

“รู้สึกดีขึ้นมั้ย ไข้ลดลงรึยัง”ถามพร้อมกับเอามือไปทาบตรงหน้าผากและเลื่อนมาตรงต้นคอ ตัวยังรุมๆแต่ไม่ได้ร้อนจัดอย่างเมื่อคืน

“ดีจัง ไข้ลดลงแล้ว”ระบายยิ้มอย่างโล่งอก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนตัวโตหัวใจเต้นระส่ำ คริสาคลายอ้อมกอดจากร่างหนาทำท่าจะลุกขึ้น แต่ถูกดึงกลับลงไปบนเตียงอีกครั้ง คริสามองหน้าปวันด้วยความฉงน

“หื้อ มีอะไรคะ”

“แค่กๆๆๆ”แค่นไอออกมา ทำสีหน้าเหมือนคนป่วยหนัก คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่เป็นห่วงจนหน้าซีด

“ยังไม่ดีขึ้นอีกเหรอ”

“หนาวจัง”

“ยังหนาวอีกเหรอ”

“อื้ม”

บอกแค่นั้น ก่อนจะรวบกอดคนตัวเล็กเข้าไปแนบอก ฝังซุกใบหน้าลงไปตรงซอกคอ คริสาตัวแข็งทื่อ แต่ก็ไม่ได้ผลักใส ดูท่าคงต้องนอนนิ่งๆเป็นหมอนข้างให้เขากอดต่ออีกสักพักหนึ่ง ถ้าอาการดีขึ้นค่อยกลับห้องตัวเอง คริสาหลับตาลงอีกครั้ง หวังจะนอนต่ออีกสักหน่อย แต่จู่ๆฝ่ามือหนาของคนป่วยก็สอดเข้าไปในเสื้อนอนเลื้อยขึ้นไปกอบกุมทรวงอกไว้หลวมๆ มิหนำซ้ำจมูกโด่งยังซุกไซร้ป้วนเปี้ยนบริเวณซอกคอจนขนลุกซู่

“อื้ออ ปวันทำอะไร”ถามพร้อมกับพยายามดึงตัวออกห่างจากร่างหนา แต่ก็ถูกกระชับออ้อมกอด

“คริสอุ่นจังเลย”บีบขยำเต้าทรวงเบาๆ แล้วกดจูบลงบนพวงแก้มฟอดใหญ่

“นี่หายป่วยแล้วใช่มั้ย”

“ยัง ยังป่วยอยู่”

“คนป่วยไม่ทำงี้สิ ปวันหยุดเลยนะ อ๊ะ!”

คราวนี้คนป่วยพลิกตัวขึ้นไปคร่อมร่างคนตัวเล็กไว้ ใช้สายตาออดอ้อนมองเหมือนจะขอชิมขนมหวาน เมื่อคืนยังหนอนคุดคู้หนาวสั่น พอไข้ลดระดับความหื่นก็เพิ่มขึ้นทันที

“ทำให้ร่างกายอบอุ่นไง จะได้หายป่วยเร็วๆ”ว่าแล้วสองมือก็เลิกเสื้อนอนคนใต้ร่างขึ้น ถลกจนเห็นเนินหน้าอกอวบอูมที่ถูกบรารัดรึงไว้ ก่อนจะก้มลงไปจุมพิตบนเนินอกอย่างแผ่วเบา คริสารู้สึกร่างกายวูบวาบทันที

“ไปอ่านตำราแพทย์เล่มไหนมา เผาทิ้งไปเลยนะ”พยายามปัดป้อง แต่คนบนร่างกลับฝังใบหน้าซุกลงไประหว่างอก ง่วนอยู่กับการขบกัดยวงเนื้อเบาๆ

“ปวัน บอกให้ลุกออกไปไง”ผลักศีรษะออกไปแรงๆ จนยอมเงยหน้าที่ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงขึ้นมา แล้วสีหน้าเหมือนคนป่วยใกล้ตาย

“ไม่ได้รึไง ผมป่วยอยู่นะ ตามใจหน่อยก็ไม่ได้”

“กะ ก็ป่วยอยู่”คริสาเอ่ยเสียงเบา ใบหน้าแดงจัดด้วยความเขินอาย อีตาหมอบ้า!ป่วยแล้วยังจะหื่นอีก เป็นหมอประสาอะไรเนี่ย

“ไว้หายป่วยก่อน”เป็นประโยคที่เอ่ยออกมาด้วยเสียงเบาหวิว และต้องเบนหน้าไปทางอื่นเพราะเขินจัด ปวันยกยิ้มมุมปากพออกพอใจ ยื่นมือไปลูบไล้แก้มใสเบาๆอย่างทะนุถนอม

“ผมอยากทำตอนนี้”

โน้มตัวลงไปมอบจุมพิตแรกของวันอย่างแผ่วเบา สายตาทั้งสองสบกัน ในแววตาช่างอ่อนหวานและเย้ายวน คริสาพ่ายแพ้ต่อสายตานั้น ปวันบดเบียดริมฝีปากแรงขึ้นตามอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ถอดเสื้อยืดตัวเองออกแล้วจัดการของภรรยาตัวน้อยต่อ เขายังคงครั่นเนื้อครั่นตัวและรู้สึกยังไม่หายสนิท แต่ทว่าก็อยากครอบครองผู้หญิงคนนี้เหลือเกิน ค่ำคืนที่ผ่านมาเขาทนมีเธออยู่ในอ้อมกอดโดยที่ไม่ทำอะไรเลยได้ยังไงกัน

“อะ อ๊า”

ยังคงเป็นจูบที่ทำให้ความรู้สึกปั่นป่วนอย่างที่สุด ริมฝีปากหยักร้อนที่บดเบียดลงมาแทบจะสูบกลืนลมหายใจ คริสาเผยอริมฝีปากอ้ารับเรียวลิ้นเข้าไปในโพรงปาก ป่วยการที่จะขัดขืนเขา ไม่ว่ายังไงปวันก็ต้องไล่ต้อนดูดกลืนเรียวลิ้นอยู่ดี ยามที่ริมฝีปากได้สัมผัสบดเบียดกัน เหมือนกับการปลดปล่อยความรู้สึกทุกอย่างแต่กระนั้นก็ลุ่มหลงอยู่ในที แลกจูบกันอยู่นานจนน้ำลายหวานเสียยิ่งกว่าน้ำผึ้ง ความต้องการตามธรรมชาติพลุ่งพล่านอยู่ในร่างกายราวกับน้ำเดือดบนเตาไฟร้อน เสียงหอบโยนหลังจากถอดถอนริมฝีปากดังสะท้อนทั่วห้อง ปวันสอดมือเข้าไปในเสื้อนอนตัวบางอีกครั้ง คราวนี้บีบเค้นทรวงอกเต่งอย่างเต็มมือ คริสาแอ่นอกรับการเคล้นคลึง สูดปากครวญครางเสียงหวานยามที่นิ้วเรียวคีบบี้เม็ดทับทิมสีชมพูปลายยอดอก

“ซี้ดดดด อ๊ะ”

ชุดนอนถูกปลดออกไป เหลือเพียงเรือนร่างขาวผ่องที่มีเพียงชั้นในสีหวานห่อหุ้มไว้ ปวันจ้องมองใบหน้าหวานดวงตาฉ่ำด้วยความลุ่มหลง เขามักจะแพ้ภัยให้กับความสวยของผู้หญิงคนนี้เสมอ หัวใจอ่อนยวบยามเธอช้อนตามองด้วยความต้องการ อยากทำให้เธอแหลกสลายคามือเขาเหลือเกิน ยัยผู้หญิงแสนยั่วยวน

“อ๊ะ อื้อออ ปวันเบาๆหน่อย”ร้อประท้วงเมื่อถูกกระชากบราออกอย่างแรง แล้วก้มลงไปดูดึงยอดอกเสียงดังจ้วบจ้าบ เหมือนทารกหิวโหย คริสาขยุ้มผมปวันไว้เต็มสองมือ เผลอดึงกระชากแรงๆยามที่เขาทำเธอเสียวกระสันจนร่างกายบิดเร่า

“ปวันคริสเจ็บนะ อ๊ะ อ๊า อีตาบ้า”ทุบไหล่เข้าไปเต็มแรง เพราะคนตัวโตงับเข้าที่ยอดอกแล้วดูดแรงๆ ทั้งเสียวทั้งปวดปะปนจนหน้ามืดตาลาย

“คริส อย่าตีนะ”

“กะ ก็อยากทำแรงๆทำไม”

“ก็มันหมั่นเขี้ยวนี่”ทำเสียงอ่อน ตาละห้อยเหมือนลุกหมาเปียกฝน คริสาแพ้ให้กับสายตาแบบนั้น จนต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ปล่อยให้เขาทำตามใจกับร่างกายเธอเสียให้พอ ปวันก้มลงพรมจูบไปทั่วเรือนร่าง อยากสัมผัสผิวเรียบนุ่มลื่นให้ทั่วทุกอณู อยากใช้ปลายลิ้นชิมรสชาตหวานกลมกล่อมให้ทั่วเรือนร่าง ร่ากงคริสาบิดตัวสั่นน้อยๆนามถูกลิ้นชื้นโลมเลีย ในขณะที่มือกำลังง่วนกับการลูบไล้สัมผัสความอวบอูมที่พรางตัวอยู่ใต้แพนตี้ตัวน้อย นิ้วเรียวยาวกรีดกรายไปกลางกลีบสวาทผ่านเนื้อผ้าบาง น้ำผึ้งหวานฉ่ำแฉะจนเปียกชื้นซึมออกมานอกแพนตี้ เรียวขาเสลาบดเบียดเข้าหาตัวตอบรับปฏิกิริยาเสียววูบวาบ

“อื้อออ ปวันพอแล้วคะ คริสจะตายอยู่แล้ว”ปัดมือซุกซนให้ออกไปจากจุดเร้นลับ แต่คนตัวโตกลับแกล้งหนัก สอดมือเข้าไปในแพนตี้ตัวบางแล้วเริ่มสอดนิ้วเข้าไปตามรอยแยกเพื่อทักทาย คริสาสะท้านไปทั้งร่าง ทำได้เพียงบิดกายเร่าไปมาด้วยความเสียวกระสัน

“พอแล้วคะ คริสเสียว อร้างงงง”ทำเสียงน่าเอ็นดู ยิ่งแสดงออกว่าต้องการมาก ก็ยิ่งถูกรั

งแกมาก ปวันพอออกพอใจกับใบหน้าแดงเห่อ และทรวงอกที่กระเพิ่มขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่รุนแรง

“เสียวมากมั้ยครับคนดี”

“พอแล้วคะ พอแล้ว จะทรมานกันสิคะ”ยัยตัวน้อยทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เริ่มหายใจฟึดฟัด หน้าตาแสนยั่วยวนแบบนั้นทำให้ปวันอดใจไม่ไหว ต้องก้มลงไปบดจูบแลกลิ้นอีกครั้ง ในขณะที่มือหนึ่งสอดลึกเข้าไปในกลีบสวาทแล้วชักเข้าชักออกจนน้ำผึ้งหวานเหนียวหนืดคามือ คริสารู้สึกเสียวแปลบทรมานจนร่างแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ ปวันใจร้ายนัก หลอกล่อให้เธอมีความต้องการแล้วก็เพลิดเพลินกับการได้ทรมานเธอ

“ไม่ไหวแล้วนะคะ พี่ปันขา ได้โปรด”ในที่สุดต้องเป็นฝ่ายอ้อนวอนเขา ปวันขบกัดจมูกแสนรั้นเบาๆ ร่างกายเขาก็เดินทางมาถึงจุดเดือด แพนตี้ตัวบางถูกเกี่ยวออกไปจากปลายขาอย่างรวดเร็ว คริสามองปวันงัดลูกรักออกมาด้วยท่าทางแสนเย้ายวน ต้องยอมรับว่าต้องการเขาเหลือเกิน

“พี่จะแพร่เชื้อหวัดให้เธอเอง”ก้มลงไปกระซิบใส่หูคนตัวเล็ก ก่อนจะสอดแก่นกายเข้าไปตรงรอยแยกของกลีบสวาท คริสาผวาโผกอดรัดร่างปวันแน่น เจ็บปวดอึดอัดและรู้สึกแน่นไปมหด

“อะ โอ้ย”

“อูยยย คริส ดีเหลือคนตัวเล็ก”ปวันสูดปากครวญคราง แช่นิ่งแก่นกายไว้เพียงชั่วครู่ ก่อนจะเริ่มขยับ มือหนาช้อนสะโพกให้ยกลอยเด่นขึ้น แล้วเคลื่อนเข้าออกเชื่องช้าในทีแรกก่อนจะเพิ่มกำลัง คริสาจิกเล็บลงบนแขนล่ำเพื่อระบายความรู้สึกเสียวกระสันยามที่ยวงเนื้อแทงเข้าออกในช่องทางรัก

“อร้างงงง อร้างงงง”ปลดปล่อยความเสียวกระสันออกมาเป็นเสียงร้อง แล้วยกขาสองข้างขึ้นเกี่ยวกระหวัดรัดสะโพกของร่างหนา เด้งสวนรองรับการกระแทกกระทั้น

“พี่ปันขา แรงอีกนิดคะ”ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้บอกแบบนั้น รู้แต่ไม่เป็นตัวของตัวเอง และมีความต้องการถึงขีดสุด ปวันเร่งจังหวะสะโพกรัวเร็ว รู้สึกร่างกายร้อนจนแทบระเบิด

“อ๊า อ๊า”

“คริสจ๋า คนดี พี่ไม่ไหวแล้วครับ”

“อื้อ พี่ปันขา ช่วยคริสหน่อย”

มวลความรู้สึกที่จดจ่ออยู่ริมทางกำลังจะทักทุลุทะลวงอออกมาในไม่ช้า ปวันเร่งความเร็วบดเบียดแกนเนื้อเข้าไปจนลึกสุด คริสากรีดร้องเสียงดัง เดินทางถึงฝั่งฝัน อีกไม่กี่อึดใจต่อมา ธารรักพุ่งทะลักฉีดเข้าไปในโพรงนุ่ม ร่างกายเกร็งสุด ปวันครางกระหึ่ม ก่อนจะเป่าปากระบายลมหายใจหอบเหนื่อยออกมา ถอดถอนแกนกายที่พ่นพิษจนหมดออกจากร่างกายคริสา ล้มตัวลงนอนข้างๆกันอย่างหมดแรง

“คราวนี้เธอต้องติดหวัดพี่งอมแงมแน่”กระวิบใส่หูคนตัวเล็กที่หลับตาพริ้ม แล้วรวบร่างเธอไว้ในอ้อมกอด หลับไปพร้อมกันในที่สุด

…………………………………………….

รถสปอร์ตแล่นไปตามถนนสายโล่งในยามเช้าตรู่ ถนนเส้นยาวปกคลุมไปด้วยหมอกจัดจนต้องเปิดไฟหน้ารถเพื่อส่องทางให้สว่าง อลันปลุกณฉัตรตั้งแต่รุ่งสางแล้วบอกลาการัณย์เพื่อนรักก่อนจะออกมาจากไร่ปลายฟ้าตั้งแต่ย่ำรุ่งโดยให้เหตุผลว่าเขาจะพาณฉัตรไปยังสถานที่หนึ่ง

“เราจะไม่กลับบ้านกันเหรอคะ”ณฉัตรถามขึ้น ในขณะที่อลันขับรถเลียบไปตามถนน

“ฉันจะพาเธอไปที่ๆหนึ่งก่อน”อลันบอกแค่นั้น ณฉัตรไม่ได้ถามต่อว่าเขาจะพาเธอไปยังสถานที่ไหน เวลาผ่านไปเกือบสี่สิบนาที รถสปอร์ตชะลอตัวให้ช้าลง ก่อนจะค่อยๆจอดสนิทตรงบริเวณไหล่ทางที่ยกตัวขึ้นเป็นเนินลาดชัน

“ถึงแล้ว”อลันบอกพร้อมกับปลดเข็มขัดนิรภัยให้แก่ณฉัตร แล้วพาเธอออกจากรถ

สายลมยามเช้าที่พัดเบาๆหอบเอาความหนาวเหน็บของไอหมองที่ลอยโอบล้อมรอบตัว

“เกาะฉันไว้ดีๆนะ ฉันจะพาเธอเดินลงเนิน มันชัน”อลันประคองณฉัตรและค่อยๆเดินลงไปยังไหล่ทางที่ลาดชันลงไปเป็นแนว ด้านล่างนั่นเป็นทะเลสาบที่เบื้องหน้าเป็นภุเขา ทะเลสาบเงียบสงบ ผืนน้ำเต็มไปด้วยไอหมอกปกคลุมจนแทบไม่เห็นผืนน้ำ อากาศโดยรอบบริเวณหนาวกว่าปกติ จนณฉัตรต้องกระชับเสื้อคลุมไหมพรมเข้าหาตัว

“เรามาถึงแล้ว”อลันบอก

“ที่นี่ที่ไหนเหรอคะ”

“ที่ที่เฌอร์มาลย์ รักที่สุด รักพอๆกับเรือนกระจกนั่น”อลันบอกณฉัตร หญิงสาวไม่รู้ว่าอลันต้องการอะไรจากการพาเธอมายังสถานที่นี้ เขาต้องการย้ำเตือนหรือให้บทเรียนอะไรเธออีก

“ฉันขอเฌอร์แต่งงานที่นี่ และให้คำมั่นสัญญาต่อเธอ ว่าฉันจะรักเธอจวบจนชั่วนิจนิรันดร์”

“แล้วคุณอลันมาบอกฉันทำไมคะ”หัวใจรู้สึกปวดจนชาหนึบ ความรู้สึกบางอย่างวิ่งวนอยู่ในนั้น

“ฉันจะไม่รักใครอีก”

สายลมยามนี้ช่างหนาวเหน็บ มันหนาวไปถึงขั้วหัวใจ  เจ็บปวดเหลือเกิน เจ็บปวดโดยไม่มีสาเหตุ

“และฉันบอกตัวเองว่าฉันจะไม่รู้สึก ในสิ่งที่ไม่ควรรู้สึก เธอรู้ใช่มั้ยว่าฉันหมายถึงอะไร”ณฉัตรไม่ตอบคำถามนั้น อาจเป็นเพราะว่าเธอเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง หรือไม่อยากจะยอมรับว่ามันสายเกินไปที่จะหักห้ามความรู้สึกที่เกิดขึ้น

“ระหว่างเราไม่ว่าจะเป็นไปในแบบไหน เราจะไม่ยกความรู้สึกที่มีให้แก่กัน”

“เราไม่ต้องรู้สึกต่อกัน หรือแค่ทำเหมือนว่าไม่รู้สึกต่อกันคะ”ณฉัตรถามเสียงพร่าสั่น เข้าใจดีว่าเธอไม่อยู่ในสถานะใดๆทั้งนั้น เธอเป็นแค่เครื่องระบายความรู้สึกของเขา มีเพียงความรู้สึกเกลียชังเท่านั้นที่อลันจะมองให้ ไม่มีอย่างอื่นนอกเหนือจากนั้น

“แค่อย่ารู้สึกในสิ่งที่ไม่ควรจะรู้สึกก็พอ ฉันจะทำแบบนั้น เธอเองก็ทำด้วย”

“คุณอลันวางใจเถอะคะ ฉันเข้าใจทุกอย่างดี”ณฉัตรบอกด้วยเสียงหนักแน่น ก่อนจะถอยออกห่างแล้วหันหลังให้กับอลัน เพื่อที่เขาจะไม่ต้องรับรู้ว่าตอนนี้เธอรู้สึกอย่างไร อลันมองแผ่นหลังที่ไหวสั่น ความรู้สึกที่ข่มไว้ภายในกำลังเล่นงานทำให้เขาเจ็บปวด เพราะเขากลัวความรู้สึกตอนนี้เหลือเกิน ภาพเฌอมาลที่แจ่มชัดในหัวใจเริ่มกลายเป็นเงาพร่าเลือนและถูกแทนที่ด้วยใครอีกคน เขากลัวว่าสักวันเฌอร์มาลจะเลือนหายไปจากความทรงจำ จากความรู้สึกของเขา เขารักความรู้สึกยามที่หลับตาลงแล้วได้พบเจอกับเธอเหลือเกิน แต่ตอนนี้ มันไม่เป็นอย่างนั้นอีกแล้ว

“ผมจะไม่มีวันลืมคุณนะเฌอร์ ไม่มีวัน”

อลันบอกกับผืนน้ำสงบนิ่งนั้น

อลันและณฉัตรมาถึงคฤหาสถ์ในช่วงก่อนเที่ยง ทั้งสองคนไม่ได้ปริปากพูดคุยกันแม้แต่คำเดียว ดูเหมือนว่าต่างคนต่างติดอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง ณฉัตรลงจากรถแล้วกลับไปยังเรือนกระจกของตัวเองทันที ไม่มีใครในคฤหาสถ์กล้าปริปากถามว่าคนทั้งสองหายไปไหนกันมาหลายวัน จะมีก็เพียงแอบซุบซิบนินทา แม้แต่หัวหน้าแม่บ้านหรือเปาก็ไม่ได้ถามณฉัตรแม้แต่เพียงนิด

“หนูฉัตรไปพักผ่อนก่อนเถอะจ้ะ ถ้าหายเหนื่อยแล้ว เรามาเอาต้นไม้ลงดินกัน ร้านต้นไม้เพิ่งเอาต้นกล้ามาส่งเมื่อวานนี้เอง”เปาชวนณฉัตรคุยเมื่อเห็นว่าหญิงสาวเงียบผิดปกติ

“คะ พี่เปา”ณฉัตรยิ้มจางๆ ก่อนจะเดินตามเปาไปยังเรือนกระจก อลันที่ยืนมองอยู่ห่างๆ ถอนหายใจอย่างเหนื่อนยหน่าย เขาเกลียดสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้เหลือเกิน

Rrrrrrrrrrrrr

เสียงมือถือดึงสติเขากลับมา ทันทีที่เปิดเครื่อง ก็มีสายโทรเข้าทันที

“ฮัลโหลครับคุณอา”

“อลัน ในที่สุดก็รับโทรศัพท์สักที”

“คุณอามีอะไรหรือเปล่าครับ”

“อามีเรื่องด่วน ต้องบอกเรา”

โรงพยาบาลปรีชาเวชย์

“เกิดเรื่องแบบนี้กับมูลนิธิได้ยังไง”อลันลุกพรวดจากเก้าอี้ ทันทีที่ได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับมูลนิธิแสงวันใหม่ ทั้งเรื่องที่ถูกแทรกแซงภายใน และการถอนทุนบริจาคถ้าผู้อุปการะคุณหลายราย จนทำให้ตอนนี้มูลนิธิตกอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยง

“ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก แล้วมูลนิธิก็ไม่ใช่องค์กรแสวงหาผลประโยชน์ตั้งแต่แรก เพราะฉะนั้นเราถึงให้ความไว้วางใจกับคณะกรรมทุกท่าน จนกระทั่งมีคนนอกเข้ามาร่วม ซึ่งอาก็ไม่แน่ใจว่าเขาทำไปเพื่ออะไร”นายแพทย์วรัญมั่นใจว่าชานนท์คือผู้อยู่เบื้องหลังทุกอย่าง หากแต่เขาไม่รู้ถึงเหตุผลว่าทำไมชานนท์ถึงทำอย่างนั้น อลันบดกรามแน่น สีหน้าตึงเครียด ไม่เคยมีใครกล้างัดข้อกับเขามาก่อน แล้วเขารู้ดีว่าศัตรูอย่างชานนท์จะประมาทไม่ได้แม้แต่น้อย

“เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายอยู่เหมือนกัน อลันจะเข้าไปแทรกแซงการบริหารงานในมูลนิธิอย่างโจ่งแจ้งไม่ได้ ยิ่งตอนนี้ชานนท์เป็นผู้บริจาคสนับสนุนรายใหญ่แต่เพียงรายเดียว ถ้าเขาคิดเล่นสนุกระงับการบริจาคอีกราย คราวนี้ มูลนิธิคงถึงคราวต้องล้มแน่”วรัญบอกอย่างเป็นกังวล และเตือนสติไม่ให้อลันทำอะไรที่เป็นความเสี่ยง เพราะเขารู้ดีว่าอลันถนัดไม้แข็ง

“ปรีชาไวยกิจเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิ ผมจะเอาเงินกองทุนสำรองส่วนกลางช่วยประคับประคอง ในระหว่างที่จัดการกับตัวปัญหา ไม่ว่ายังไงผมจะกำจัดพวกขี้ฝุ่นกระจอกๆออกไปให้พ้นทางให้ได้”อลันกัดฟันกรอด ยิ่งนึกถึงใบหน้าชานนท์ ยิ่งเร่งให้ความโกรธเดือดพล่านอยู่ในจิตใจ

“อาบอกแล้วไง ว่ามันไม่ง่าย เงินกองทุนสำรองการกุศล ไม่ได้มีไว้สำหรับมูลนิธิแสงวันใหม่มูลนิธิเดียว เรามีมูลนิธิในความดูแลทั่วประเทศ แล้วก็ล้วนแต่มีองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม สุดท้ายแล้วก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนและเห็นชอบจากทุกฝ่าย แล้วอีกอย่าง เราจะเอาแค่เงินกองทุนมาซัพพอตมูลนิธิอย่างเดียวไปได้นานแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องหาทางออกอื่นอยู่ดี”วรัญชี้ให้เห็นถึงปัญหาและอุปสรรคที่อลันต้องเจอหากเขาตัดสินใจที่จะให้ปรีชาเวชย์แบกความรับผิดชอบไว้ทั้งหมด อลันกำลังใช้สมองครุ่นคิดและไตร่ตรองอย่างหนัก เขาอยากกำจัดตัวปัญหาให้เร็วที่สุด แต่จะเป็นวิธีการไหนละ

“ผมขอเวลาสำหรับการหาทางออกให้เรื่องนี้  แต่ไม่ว่ายังไง มูลนิธิแสงวันใหม่จะไม่มีทางล่ม”อลันบอกอย่างหนักแน่นทั้งที่ภายในใจวิตกกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นเหลือเกิน

“ตอนนี้อาว่าเราต้องจับตาดูการเคลื่อนไหวของชานนท์ เพราะเราไม่รู้เลยว่าเขาเข้ามาวุ่นวายกับมูลนิธิด้วยเหตุผลอะไร เขาจะจ่ายเงินเป็นร้อยล้านไปเพื่ออะไร มูลนิธิมีอะไรที่คุ้มค่าให้เขา ทั้งที่เมื่อก่อน เขาก็แค่ให้ความช่วยเหลือแค่ณฉัตรคนเดียวเท่านั้น”

“คุณอาว่าอะไรนะครับ ชานนท์ให้ความช่วยเหลือณฉัตร ยังไงกัน”อลันถามขึ้นทันที วรัญมีท่าทีลำบากใจ เขาเคยสัญญากับชานนท์ว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้ แต่นั่นมันก่อนหน้าที่ชานนท์จะเข้ามาปั่นป่วนในมูลนิธิ

“อาไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังหรอกนะ อาแค่ไม่คิดว่าชานนท์จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับอย่างอื่นนอกจากหนูณฉัตร เมื่อสามปีก่อนหน้านี้ ชานนท์เข้ามาพบอา เสนอตัวเป็นผู้ดูแลอุปการะเด็กๆในมูลนิธิแสงวันใหม่ที่ณฉัตรดูแลอยู่ แล้วเป็นธุระจัดการเรื่องการรักษาดวงตาของณฉัตรทุกอย่าง แต่มีข้อแม้ว่าห้ามบอกให้หนูณฉัตรรู้ ซึ่งอาก็รับปากเพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ แต่อาไมรู้เบื้องหน้าเบื้องหลังของสองคนนี้นะ”อลันรู้สึกเหมือนสมองเขาชาวาบ ระบบความคิดรับรู้ความรู้สึกหยุดชะงักลงทันที หมายความว่ายังไงที่ชานนท์ให้การช่วยเหลือณฉัตร แต่ห้ามไม่ให้เธอรู้

“คุณอากำลังจะบอกว่า ตลอดเวลาที่ชานนท์ให้การอุปการะเด็กในมูลนิธิและเสนอตัวดูแลเรื่องการรักษาดวงตาของณฉัตร ณฉัตรไม่รู้หรือครับว่าเป็นชานนท์”

“หนูฉัตรไม่รู้ แม้จะคอยถามมาตลอดว่าคือใคร แต่อาก็ไม่ได้บอก”

“ตลอดเวลาสามปี สองคนนั้นไม่เคยเจอกันเลยเหรอครับ”

“เท่าที่อารู้ คือไม่เคยเจอกัน แต่ถึงแม้จะเคยเจอกัน แต่หนูฉัตรมองไม่เห็น ชานนท์ไม่เคยแสดงตัวว่าเขาวนเวียนอยู่ใกล้ๆ จนกระทั่งไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ที่งานวันกำเนิดมูลนิธิ นั่นเป็นครั้งแรกที่ชานนท์เปิดเผยตัวกับณฉัตร ที่อารู้เพราะเขาขอร้องให้อาช่วยพาณฉัตรไปพบ แต่อาก็ไม่รู้ว่าเขาสองคนได้พูดคุยอะไรกันรึเปล่า อาไม่อยากไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของพวกเขา”อลันทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างอ่อนแรงทันทีที่รู้ทุกอย่างจากวรัญ เขาย้อนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน วันที่เขาเห็นณฉัตรกับชานนท์ในงานวันกำเนิดมูลนิธิ และนั่นทำให้เขาเข้าใจว่าทั้งสองคนลักลอบพบเจอกันตลอด ทั้งๆที่...ทั้งๆ

………..

“ยังมีอะไรที่คุณอารู้เกี่ยวกับสองคนนั้นอีกครับ”อลันรวบรวมสติถามวรัญอีกครั้ง

“เรื่องรักษาดวงตาของหนูฉัตร ชานนท์คือคนที่จัดการทุกอย่างให้ หนูฉัตรมีคิวรับการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาดำถึงสองครั้งในรอบสามปี แต่เด็กคนนั้นปฏิเสธ ทั้งๆที่เธอมีโอกาสกลับมามองเห็น อาคิดว่ามันคงเป็นความรู้สึกผิดต่อพี่สาวเธอนะ เอ่อ ขอโทษนะอลัน อาไม่ได้ตั้งใจจะเอ่ยถึงเฌอร์มาล”วรัญบอกเสียงเบา เมื่อเห็นแววตาเศร้าสลดของอลันเมื่อเอ่ยถึงภรรยาที่ล่วงลับไป

“ไม่เป็นไรครับคุณอา”อลันบอกให้วรัญสบายใจ แต่ภายในใจเขากลับหนักอึ้งไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย

“ขอบคุณอามากครับ สำหรับข้อมูลต่างๆและก็เรื่องมูลนิธิ ผมจะรีบจัดการทุกอย่างให้เร็วที่สุด อีกเดือนนึงผมต้องไปเดินทางไปดูแลโรงพยาบาลอินเตอร์ที่ปรีชาเวชย์เป็นหุ้นส่วนอยู่ทั่วทั้งภูมิภาค คงใช้เวลากับตรงนั้นพอสมควร เพราะนั้นผมจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนเดินทางครับ”อลันรับปากกับวรัญให้นายแพทย์อาวุโสสบายใจ แม้ว่าตอนนี้เขาเองยังไม่ค้นพบวิธีแก้ปัญหาก็ตาม

………………………………………………………………….

“หนูฉัตร พอแค่นี้ก่อนเถอะ ฝนตั้งเค้ามาอีกแล้ว”เปาสาวใช้คนสนิทวางตะกร้าที่บรรจุกิ่งตอนของต้นไม้หลากชนิดลงบนรถเข็น ณฉัตรต้องการเอาต้นไม้พวกนี้ลงดินในแปลงหลังเรือนกระจก และย้ายต้นกล้าบางต้นเข้าไปปลูกยังด้านใน เพราะฉะนั้นคนสวนหนึ่งคนรวมทั้งเปาจึงมาช่วยงานเธอ ณฉัตรแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แม้จะไม่รู้ว่าตอนนี้ท้องฟ้าสีครามถูกกลุ่มเมฆฝนหนาดำบดบัง แต่ก็รับรู้ได้ว่าไอร้อนจากแสงแดดหายไปและถูกแทนที่ด้วยสายลมที่พัดกรรโชกแรง จนหมวกฟางใบน้อยที่สวมใส่อยู่แทบปลิวว่อน

“ฝนใกล้จะตกเต็มทีแล้ว เร็วเถอะหนูฉัตรรีบเข้าข้างในกัน เดี๋ยวโดนฝนจะไม่สบาย”เปาเร่งเร้า รีบยกต้นกล้าที่ยังไม่ได้ลงดินใส่บนรถเข็นอย่างรวดเร็ว

“พี่เปาเอาต้นกล้าที่เหลือไปเก็บไว้ในเรือนกระจกก่อนได้เลย แล้วก็บอกคนสวนให้ยกปุ๋ยไปเก็บไว้ที่โรงเก็บของด้วยนะคะ ฉัตรเอาต้นไม้ลงดินอีกต้นเดียว เดี๋ยวตามไปคะ จะเสร็จแล้วฝนไม่ทันตกหรอก”ณฉัตรร้องบอกเปา แล้วรีบเร่งมือแกะถุงน้ำ เอาต้นกล้าลงดิน

“งั้นพี่เอาต้นกล้าพวกนี้ ไปเก็บก่อนนะ หนูฉัตรเร่งมือเข้าละ อย่าให้โดนละอองฝน เดี๋ยวไม่สบาย”เปาบอกกับณฉัตรแล้วเข็นรถที่เต็มไปด้วยตระกร้าพันธุ์ไม้จากไป ลมพัดกรรโชกแรงขึ้น แรงลมทำให้หมวกฟางมี่สวมอยู่บนศีรษะปลิวหวือไปตามแรงลม

“ว้าย!”ณฉัตรร้องตกใจ รีบเร่งมือจัดการกับต้นไม้ให้เสร็จ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ทันการ เม็ดฝนโปรยปรายลงมาเป็นละอองเล็กๆ และคงจะหนาตัวขึ้นในอีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้

“จะแกล้งกันรึไง ไม่สงสารพวกต้นไม้เล็กๆที่เพิ่งลงดินวันแรกบ้างเหรอ”แหงนหน้าขึ้นเหมือนจะต่อว่าเม็ดฝนที่เอาแต่ใจ ทั้งที่อากาศยังสดชื่นแจ่มใสอยู่ทั้งวันแต่พอเธอเอาต้นไม้ลงดิน ฝนกลับตกซะนี่

“แล้วเธอละไม่สงสาร ตัวเองรึไง ถึงได้ชอบเอาตัวมายืนตากฝนแบบนี้”เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นได้หลัง พร้อมทั้งหยิบยื่นร่มออกไปกางให้คนที่ย่อตัวปลูกต้นไม้

“คุณอลัน…”ณฉัตรเรียกชื่ออลันเสียงเบา ไม่รู้ตัวสักนิดว่าเขามาตั้งแต่เมื่อไหร่

“ลุกขึ้นสิ ฝนตกแล้ว”เอื้อมมือไปฉุดให้ณฉัตรลุกขึ้นมายืนอยู่ภายใต้ร่มคันเดียวกัน ดวงตาคู่คมสำรวจใบหน้าเล็ก มีเหงื่อซึม ไรผมละไล้อยู่ตามใบหน้า ก่อนจะเลื่อนมือขึ้นไปเกลี่ยให้

“ถ้าต้นไม้พวกนี้ทำให้เธอป่วยฉันจะให้คนเอาไปทิ้งให้หมด”

“ไม่ได้นะคะ ห้ามทำแบบนั้นนะคะ!”ณฉัตรบอกอย่างตกใจ รีบกางมือทำท่าปกป้องต้นไม้ไว้ด้านหลัง

“ยัยเด็กโง่เอ้ย”ยื่นมือออกไปจิ้มหน้าผากของคนตัวเล็กหนึ่งที แล้วระบายยิ้มอบอุ่น ณฉัตรลูบหน้าผากตัวเองทำหน้าย่น อลันทำอย่างกับเธอเป็นเด็กๆ

“ไม่ใช่เด็กสักหน่อย”

“รู้แล้วละหน่าว่าไม่ใช่เด็ก”ยื่นหน้าเข้าไปกระซิบใกล้ๆ ณฉัตรรู้สึกใบหน้าตัวเองร้อนผ่าวขึ้นทันที

“ทะทำไม คุณอลันกลับมาเร็วจังคะ”ณฉัตรต้องรีบยกหัวข้อสนทนาอื่น เพราะรู้ว่าตอนนี้ตัวเองถูกคนตรงหน้ามองด้วยสายตายังไง

“ฉันไม่ค่อยสบายนะ”

“เป็นไข้เหรอคะ แล้วทานยารึยัง”ถามกลับทันทีอย่างเป็นห่วง อลันอมยิ้มให้กับท่าทางเป็นห่วงเป็นใย ยิ่งดวงตาคู่หวานยามเบิ่งตาโต และท่าทางแบบนั้นมันทำให้เขาใจเต้นระส่ำเข้าไปอีก

“จับดูสิ จะได้รู้ว่ามีไข้รึเปล่า”

อลันดึงมือณฉัตร ขึ้นมาสัมผัสใบหน้า มือบอบบางที่เปื้อนไปด้วยเศษดิน

“มือเปื้อนดินทั้งนั้นเลยคะ”

“ช่างมันสิ มือเธออุ่นจัง”เอามือแนบไปกับใบหน้าตัวเองแล้ว ใช้สายตาอ่อนละมุนจ้องมองเธอ อลันรู้สึกทุกอย่างที่วิ่งวนหนักอึ้งอยู่ในหัวค่อยๆเบาลง รู้สึกโล่งอย่างน่าแปลกประหลาด

“คุณอลันไม่ได้ป่วยอะไรเลยนี่คะ ตัวก็ไม่ได้ร้อน”

“ใครบอกไม่ป่วย วันนี้ฉันมีเรื่องให้ปวดหัวเยอะแยะไปหมด มีใครบางคนเข้าไปป่วนอยู่ในหัวฉัน”

“ใครทำให้คุณอลันเป็นอย่างนั้นคะ”อลันสงสัยนัก ณฉัตรจะถามเขาไหม หากรู้ว่าคนที่คอยปั่นป่วนอยู่ในเขาก็คือเธอนั่นแหละ ตั้งแต่เขารู้เรื่องราวต่างๆจากนายแพทย์วรัญ ทั้งเรื่องมูลนิธิที่ถูกชานนท์แทรกแซงและเรื่องราวความสัมพันธ์ของคนตรงหน้ากับผู้ชายคนนั้น มันทำให้เขาครุ่นคิดตลอดเวลา แว่บแรกที่รู้ว่าทั้งชานนท์และณฉัตรไม่ได้ติดต่อกันเลย เขารู้สึกดีใจอย่างน่าประหลาด แต่เพียงชั่วครู่ความรู้สึกผิดที่รังแกผู้หญิงตัวเล็กคนนี้มาตลอดก็จู่โจมเล่นงานเขา อันที่จริงอลันรู้ตัวดีว่าเขาแค่หาข้ออ้างเพื่อที่จะได้รังแกณฉัตรโดยที่เขาไม่รู้สึกรู้สมอะไรมากนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชานนท์ หรือเรื่องของเฌอร์มาลย์ เขาก็ยกเอามาเป็นเงื่อนไขทั้งนั้น

“ฉันไม่ค่อยชอบตัวฉันเองในตอนนี้เท่าไหร่เลย”

“ทำไมละคะ”ณฉัตรถามอย่างสงสัย คนอย่างอลันมีวันที่จะไม่ชอบตัวตนของตัวเองด้วยหรือ

“ฉันไม่เป็นตัวของตัวเอง”

อลันรู้ดีว่ามันหมายถึงอะไร แต่คนตัวเล็กที่อยู่ตรงหน้านั้นจะเข้าใจความหมายหรือเปล่า เธอเอาแต่กระพริบขนตางอนยาวแล้วทำหน้าตาชวนสงสัย ไม่ว่าจะลมพายุ  หรือเม็ดฝนก็ไม่อาจทำให้ผู้หญิงตรงหน้าสวยน้อยลงได้เลย อลันถอนหายใจยาว มองไปรอบๆที่ตอนนี้ฝนลงเม็ดหนักขึ้น กระชับคันร่มในมือ ก่อนจะดึงร่างบอบบางเข้ามาในอ้อมกอดของเขา

“คุณอลันคะ”

“นับหนึ่งถึงสิบในใจสิ”

“ค่ะ?”

“นับให้ถึงสิบแล้วฉันจะปล่อย”

อลันกระชับอ้อมกอดแน่น   ณฉัตรไม่รู้ว่าอลันเป็นอะไร เขาอาจกำลังเหนื่อยหรือสับสนกับอะไรบางอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยอมเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดคนตัวโตโดยง่าย ใต้ร่มคันเดียว ราวกับว่าจังหวะหัวใจเต้นไปอย่างพร้อมเพรียงกัน

“ครบสิบแล้วคะ”

“ทำไมเร็วจัง”อลันถอนหายใจยาวอย่างคนนึกเสียดาย ยัยตัวน้อยในอ้อมกอดก็ซื่อซะเหลือเกิน เขาบอกให้นับหนึ่งถึงสิบก็นับ ถ้าบอกให้นับถึงแสนก็คงจะนับอีกกระมัง จำใจต้องคลายอ้อมกอดแล้วดึงตัวเธอออกห่าง

“ณฉัตร เธอฟังฉันนะ”อลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจิง เขาตัดสินใจเรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนอยู่ไร่ปลายฟ้า

“คุณอลันมีอะไรรึเปล่าคะ”

“ฉันอยากให้เธอเข้ารับการตรวจ เพื่อผ่าตัดกระจกตา”

สิ่งที่อลันบอกออกไป นั่นทำให้ณฉัตรต้องถอยร่างตัวเองออกห่างทันที อลันคว้าตัวหญิงสาวไว้ทันที

“คุณอลันอย่าเสียเวลากับเรื่องนี้เลยคะ”

“เธอไม่อยากมองเห็นอีกครั้งรึไง”

“มองเห็นแล้วยังไงคะ ถึงมองเห็น มันก็ไม่มีมีสิ่งที่ฉันอยากจะเห็นอีกแล้ว”ณฉัตรบอกด้วยเสียงสั่นเครือ

“ถึงเธอจะลงโทษตัวเองแค่ไหน ทุกอย่างมันก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปหรอก”อลันบอกเสียงเศร้า ไม่ว่าจะณฉัตรหรือเขาต่างก็ไม่สามารถมีเฌอร์มาลได้อีกแล้ว

“ฉันรู้คะ แต่ว่า...”

“แต่ว่า...คนอย่างฉัน ไม่ควรได้รับสิ่งดีๆแบบนั้นหรอก”

“ฉันไม่คิดว่าจะมีวันได้พูดคำนี้กับเธอ แต่ฉันก็คงต้องบอกเธอว่า ไม่ว่าใครจะหายไปจากชีวิตเธอ หรือแม้เธอคิดว่าเธอไม่เหลือใคร แต่สุดท้ายเธอก็ยังเหลือตัวเอง ไม่ได้ทำเพื่อใครก็ทำเพื่อตัวเอง”

“ฉันทนได้คะที่ตัวเองเป็นแบบนี้”ณฉัตรบอกเสียงหนักแน่น เธออาจจะอ่อนแอและเจ้าน้ำตาแต่มันก็มีบางเรื่องที่คนอย่างเธอก็ดื้อดึง

“ยัยเด็กดื้อ เธอกำลังทำให้ฉันปวดหัวอีกแล้วรู้มั้ย”อลันทำท่าขัดใจ เหมือนเวลาที่ลูกศิษย์หรือรุ่นน้องแพทย์หัวแข็งกับเขาไม่มีผิด

“ถ้าชอบให้บังคับ ฉันก็จะบังคับ”อลันโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ คนตัวเล็กแล้วออกคำสั่งทันที

“พรุ่งนี้ไปพบอาจารย์หมอวรัญกับฉัน”

“อีกตั้งหลายวันคะ กว่าจะถึงวันนัด”

“ช่างมันสิ ก็ฉันอยากให้เธอไปพรุ่งนี้ แล้ววันนี้ก็กลับเข้าไปข้างในได้แล้ว ถ้าเธอไม่สบายเพราะโดนฝนอีก ฉันจะซ้ำเติมทำให้ป่วยให้หนัก เอาให้ลุกจากเตียงไม่ไหวเลยคอยดู”ส่งคำขู่ที่มั่นใจว่าได้ผลล้านเปอร์เซ็น ณฉัตรหน้างอไม่กล้าเถียงต่อ ก่อนจะถูกคนขี้บังคับจูงมือออกไปจากแปลงดอกไม้นั้น

ปวันตื่นขึ้นมาในช่วงย่ำเย็น รู้สึกร่างกายฟื้นตัวกะปรี้กะเปร่าขึ้น ตั้งแต่ได้ออกแรงเมื่อเช้าก็ฟุบหลับไปอีกครั้งโดยมีคริสาอยู่ในอ้อมกอด แต่ทว่าตอนนี้ภรรยาตัวน้อยไม่ได้อยู่บนเตียงนอน คริสาคงหนีกลับห้องตัวเองไปแล้ว ปวันนึกขำตัวเองที่แม้แต่ตอนป่วยก็ยังเผลอแสดงความหื่นออกมาจนได้ ร่างสูงลุกขึ้นอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะลงไปยังด้านล่าง ป่านนี้คงถึงเวลาตั้งโต้ะอาหารและคริสาคงจะอยู่ที่นั่น ปวันนึกนึกสงสัยว่าอลันจะพาณฉัตรกลับมารึยัง แต่ความสงสัยนั้นหมดไปทันทีเมื่ออลันเดินเข้ามาภายในคฤหาสถ์พร้อมๆกับที่เขาลงไปชั้นล่างพอดิบพอดี

“คุณอา”

“อ้าว ปวัน ได้ข่าวว่าป่วย วันนี้เลยไม่เข้าไปโรงพยาบาล  แล้วนี่ดีขึ้นรึยัง”อลันถามด้วยความห่วงใย

“ดีขึ้นแล้วครับ พรุ่งนี้กลับไปทำงานได้ตามปกติ”

“อืม งั้นก็ดี ฉันขอตัวขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เดี๋ยวเจอกันที่โต้ะอาหาร”อลันทำท่าจะขึ้นบันไดไป แต่ปวันขวางไว้

“นายมีอะไรรึเปล่า”

“ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณอาครับ”

“ถ้าเรื่องงาน เราไปคุยกันที่โรงพยาบาล”

“เรื่องณฉัตรครับ”อลันเพียงเดาแววตาท่าทางก็รู้อยู่แล้วว่าปวันจะพูดเรื่องอะไร คนตรงหน้าถอดแบบพี่ชายเขามาไม่มีผิด พวกฉลาดรู้ทันคนแล้วก็มีเหตุผลเสมอ ปวันเป็นอีกคนที่อลันไม่อยากต่อกรด้วยมากที่สุดรองจากอานนท์ หากเป็นเรื่องของณฉัตร

“งั้นตามมา”

ทั้งสองเข้ามาในห้องหนังสือ เพื่อหามุมสงบ อลันรู้ดีว่าต้องตอบคำถามปวันหลายเรื่องด้วยกัน สิ่งที่เขาทำคงไม่พ้นสายตาของคนในบ้านหรือแม้แต่ปวันเอง

“นายมีอะไรก็ว่ามา”

“ระหว่างคุณอากับณฉัตร มันคืออะไรกันแน่”ปวันไม่อ้อมค้อม เข้าประเด็นทันที

“นายมีคำตอบสำหรับเรื่องนั้นอยู่แล้วนี่”

“ถ้าคำตอบของคุณอา มันเป็นคำตอบเดียวกับที่ผมคิด ถ้าเป็นอย่างนั้น นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง”

“ไม่มีใครทำเรื่องที่ถูกต้องได้ตลอดหรอก”

“แล้วคุณอาทำแบบนั้นกับณฉัตรทำไม  แก้แค้นเธอเหรอครับ แก้แค้นด้วยการเอาเปรียบเธอนะเหรอ”ปวันถามเสียงพร่า รู้สึกสงสารณฉัตรจับใจ ทำไมโชคชะตาถึงได้เล่นตลกกับผู้หญิงคนนี้นัก

“ฉันจะทำไปเพราะอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับนาย”อลันบอกอย่างเย็นชา เขารู้ตัวเองดีว่าเลวร้ายขนาดไหน แต่เมื่อถูกคนดีๆอย่างปวันมองด้วยสายตาแบบนั้นก็อดเจ็บปวดไม่ได้

“ปล่อยเด็กคนนั้นไปไม่ได้เหรอครับ สิ่งที่เธอเจออยู่มันก็หนักหนาพออยู่แล้ว”

“แล้วนายคิดว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เด็กนั่นสมควรได้รับเหรอ”อลันถามย้อนกลับ

“เราเป็นหมอนะครับ เรามีแต่เยียวยาผู้คน ไม่ใช่ทำร้ายใคร”

“นายมีแต่โลกในอุดมคติหรือปวัน นายไม่ใช่ฉัน นายไม่รู้หรอก ว่าฉันรู้สึกยังไง”

“ณฉัตรเจ็บปวดกับเรื่องนี้มามากพอแล้วนะครับ ไม่คิดว่าเธอมันพอแล้วรึไง”ปวันเอ่ยด้วยเสียงที่แทบจะกลายเป็นการอ้อนวอน เขาเป็นคนนอกก็จริง แต่ปราถนาดีต่อณฉัตรมากกว่าใครๆ

“นายไม่ต้องห่วงหรอก ฉันไม่ได้ฆ่าใครตาย”

“แต่ที่คุณทำอยู่ มันทำให้ณฉัตรตายทั้งเป็นนะครับ”เกิดความเงียบขึ้นต่อจากนั้น อลันรู้ว่าเขาไม่อาจหาคำตอบหรือรับปากอะไรปวันได้ เขามันก็แค่พวกนายพรานที่ทำบ่วงแร้วเพื่อดักสัตว์ตัวน้อยให้หลงมาติดกับ แต่สุดท้ายกลับเป็นตัวเองติดบ่วงนั้น เขารู้วิธีที่จะปลดปล่อยตัวเองจากบ่วงนั้น แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากจะทำ

“ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าระหว่างฉันกับณฉัตรมันจะเป็นยังไง ฉันรู้แค่ ฉันปล่อยเด็กคนนั้นไปไม่ได้”อลันบอกแค่นั้นทำท่าจะผละออกไป ก่อนที่ปวันจะเอ่ยอะไรบางอย่าง

“ไม่ใช่แค่คุณอลันหรอกนะครับ ที่ไม่อยากปล่อยมือจากณฉัตร”

“นายกำลังจะพูดอะไรกันแน่”

“คุณชานนท์กำลังทำทุกอย่าง เพื่อจะทวงของที่เขาคิดว่าเป็นของเขาคืน แล้วถ้าสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นของเขาอยู่ในมือคุณ คุณอารู้ใช่มั้ยครับว่ามันหมายถึงอะไร”คำถามนั้นทำให้อลันกำหมัดตัวเองแน่น ของที่คิดว่าเป็นของตัวเองเหรอไม่มีใครมีสิทธิ์ในตัวณฉัตรนอกจากเขา

“ฉันเคยบอกว่าถ้าอยากได้ ก็มาเอาไปจากมือ ถ้าคิดว่ามันมีปัญญา”

“ใช่ ครับ แล้วผมก็คิดว่า คุณชานนท์กำลังทำอย่างนั้น เขากำลังแย่งณฉัตรไปจากมือคุณ ด้วยการยื่นมือตัวเองเข้ามาแทรกแซงในมูลนิธิ คุณอาดูไม่ออกเหรอครับ ว่าเขาต้องการอะไร”

“ไม่ว่าไอ้เวรนั่นมันต้องการอะไร มันก็จะไม่มีวันได้ไป ไม่มีวัน”อลันบอกด้วยเสียงเหี้ยมเกรียม

คริสาที่เดินลงบันไดมาจากชั้นบน เจอเข้ากับอลันและปวันที่เปิดประตูออกมาจากห้องหนังสือ เกิดความสงสัยขึ้นทันทีว่าเข้าไปคุยอะไรกันในนั้น ทำไมถึงมีสีหน้าเคร่งเครียดชอบกล

“สองคนนั่น เข้าไปทำอะไรกันในนั้น คุยไรกัน หน้าตาเครียดเชียว”คริสาถามขึ้นทันที อลันไม่ตอบอะไร เขาเดินผ่านคริสาแล้วขึ้นบันไดไป ปล่อยให้หลานสาวขมวดคิ้วเป็นปมด้วยความงุนงง

“คุยอะไรกันอะ ปวัน ทำไมอาทำหน้าแบบนั้น”คริสาถามปวันขึ้นบ้าง คนตัวสูงปรับสีหน้าเคร่งเครียดเป็นสีหน้าปกติ จ้องมองคนตัวเล็กแล้วอมยิ้ม

“ถามก็ตอบสิ ยิ้มอะไร”

“เปล่ายิ้ม”

“เอ้ะ ก็ยิ้มอยู่”คริสาบอกอย่างขัดใจ ยิ่งเห็นหน้าตาท่าทางแบบนั้นยิ่งขัดใจเข้าไปอีก

“ไม่มีอะไรหรอก เรื่องงานนะ ว่าแต่ เมื่อเช้าแอบหนีกลับห้องตัวเองตั้งแต่ตอนไหน”ปวันเดินเข้าไปประชิดตัวคริสา คนตัวเล็กถอยหลังอย่างรวดเร็ว

“ทิ้งให้ผมนอนไข้ซมอยู่ในห้องรึไง”

“ก็หายแล้วไม่ใช่รึไง ถึงได้...”คริสาอึกอัก ไม่กล้าพูดต่อเพราะความเขินอาย

“ถึงได้ อะไร”ปวันเย้าเล่น ชอบที่ได้เห็นคริสาหน้าแดงเห่อด้วยความเขินอาย

“คนร้ายกาจ”คริสาเน้นเสียงหนักแน่น ทำตาเขียว

“น่าจะปล่อยให้ป่วยตายไปเลย”

“ใจร้ายไม่มีที่สิ้นสุดเลยนะ ได้ยินแบบนี้แล้วทำให้รู้สึกว่าไข้กำลังจะกลับมาเลย ดูสิขนลุก เริ่มหนาวอีกแล้ว”คว้าตัวคริสาเข้ามากอด แล้วทำท่าหนาวสั่น

“ไม่ต้องมาดราม่าแกล้งป่วยเลย ไม่เชื่ออีกแล้ว คืนนี้ต่อให้ไข้ขึ้นก็ดูแลตัวเองไปเลยนะ”คริสาตีแขนล่ำๆแรงๆ พยายามแกะมือหนวดปลาหมึกออกจากการกอดรัด

“แล้วจะมีเมียไว้ทำไม ถ้าป่วยแล้วต้องดูแลตัวเองแบบนี้”ปวันทำหน้างอ แต่ก็ไม่ยอมคลายออ้อมกอดจากคริสา

“ใครใช้ให้มาหัวหมอละ คนป่วยที่ไหนหื่นแบบนี้ นี่ปล่อยนะ คนในบ้านเยอะแยะ อายเค้า”คริสาดิ้นไปมา แต่ปวันกอดรัดแน่นกว่าเดิม ทะเลาะกันไปมา ไม่ทันเห็นว่ามีคนเดินเข้ามา

“โอ้ยๆๆๆๆๆ อะไรกันเนี่ย ยังไม่ทันจะมืดค่ำก็มียืนกอดยืนฟัดกันอยู่ตรงบันไดแล้ว”จริยาที่เดินเข้ามาเห็น ออกปากแซวทันที  ปวันปล่อยคริสาเป็นอิสระ

“จ๋อมไม่น่าเข้ามาขัดเลย กำลังสวีทกันอยู่”ปวันพูดยิ้มๆแต่คริส่ค้อนขวับเข้าให้ทันที

“งั้นจ๋อมกลับไปก่อนแล้วค่อยมาใหม่นะคะ”

“พี่ล้อเล่นน่า”ปวันหัวเราะร่วน

“แล้วแกมาทำไมเนี่ย”คริสาถามขึ้นบ้าง

“แหมๆ อารมณ์เสียรึไงที่ฉัมมาขัดเวลาสวีทของแกกับพี่ปัน ดูทำหน้าเข้า”

“นี่ตกลงวันนี้จะมีแต่คนกวนประสาทฉันใช่มั้ย”คริสามองหน้าปวันที จริยาทีแล้วยิ่งหัวเสีย

“โอเคๆ ฉันไม่กวนตีนแกก็ได้”

“แล้วแกมาหาฉันมีไร”

“ไม่ได้มาหาแก แต่มาหาสามีแก”จริยาบอกพร้อมกับปรี่เข้าไปคล้องแขนปวันทันที

“พี่ปันขาาาาาาาา”

“ไม่ต้องมาทำตาทำเสียงแบบนั้นเลย มาแบบนี้ทีไรพี่เดือดร้อนทุกที”ปวันไม่ไว้วางใจกับท่าทางของจริยา มีลูกอ้อนคะขา เกาะแขนเกาะขาแบบนี้ งานเข้าตลอด

“รู้ทันอีก”จริยาหน้ามุ่ย ก่อนจะปล่อยแขนปวัน

“มีอะไรก็ว่ามา”

“คืออย่างนี้คะ…..”

“เยสสสสสส ในที่สุดก็สำเร็จ” จริยาทำท่าชูกำปั้นขึ้นฟ้า ภูมิใจในความสำเร็จของตัวเองที่สามารถเกลี้ยกล่อมให้ปวันร่วมแสดงในโฆษณาตัวใหม่ของโรงพยาบาลได้ แม้จะต้องกราบกรานและเปลืองพลังงานชักแม่น้ำทุกสายในสากลโลกมาโน้มน้าวจิตใจปวันก็ตาม แต่สุดท้ายเขาก็ยอมรับปาก

“ไม่ต้องดีใจจนออกหน้าหรอกยะ”คริสาบอกในขณะที่มาส่งเพื่อนรักที่รถ

“ไม่ดีใจได้ไง ได้พี่ปันมาเป็นแอมบาสเดอร์ ทั้งหล่อทั้งเก่ง ส่งเสริมภาพลักษณ์โรงพยาบาลแกสุดๆ งานนี้ฉันวิน”จริยากระดี๊กระด๊าที่แผนงานเป็นไปดังใจ

“แล้วแอมบาสเดอร์ ฝ่ายหญิงละ แกหาได้แล้วเหรอ เห็นไปสำรวจอยู่นี่”คริสาถามขึ้นเมื่อนึกได้

“ก็กำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา แต่คิดว่าไม่น่ามีปัญหา เอาเป็นว่าจะเป็นใคร อีกสองวันออกกองแกก็รู้เองแหละ”

“ทำมาเป็นความลับ ฉันไม่ตื่นเต้นหรอกย่ะ จะใครก็ช่าง”

“จ้าๆๆๆ แล้วตกลงแกจะไปช่วยงานฉันมั้ยเนี่ย”

“ไปสิ แกต้องไปช่วยฉัน เดี๋ยวจะส่งตารางงานมาให้ พรุ่งนี้แกก็เข้าไปบลีฟที่บริษัทฉันด้วยก็ได้ จะได้รู้จักกับทีมงาน”

“อืม โอเค งั้นขับรถกลับ ดีๆละ เจอกันพรุ่งนี้”คริสาโบกมือลาจริยา ยืนส่งจนเพื่อรักขับรถออกไป จึงกลับเข้าไปด้านใน แต่สวนกับอลันที่เดินออกมาพอดี

“อ้าว อา ดึกแล้วจะออกไปไหน”

“ออกมาเดินเล่น”อลันตอบพลางทำทีเป็นมองสภาพแวดล้อมรอบๆ

“อากาศหนาวอย่างนี้เนี่ยนะ ยังจะออกไปเดินเล่นอีก”คริสาลูบแขนตัวเองทำท่าหนาวสั่น แล้วคนอย่างอลันมีหรือจะมาเดินเล่นชมนกชมไม้ยามค่ำคืน ถ้าเป็นที่เลาจ์หรูๆสักที่จะไม่ว่า

“มีกฏห้ามออกมาเดินเล่นตอนอากาศหนาวด้วยเหรอ”อลันย้อนกลับ คริสายักไหล่เบาๆ

“เรื่องของอาเหอะ ขี้เกียจคุยด้วยแล้ว”คริสาทำท่าเซ็ง ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในคฤหาสถ์ อลันเองก็หันหลังกลับแล้วเลี้ยวไปยังเรือนกระจกทันที

ก้อกๆๆๆ

เสียงเคาะประตูห้องดึงณฉัตรออกจากห้วงความคิด เธอนั่งนิ่งๆคิดถึงเรื่องที่อลันพูดกับเธอเมื่อตอนบ่าย ทำไมจู่ๆเขาถึงอยากให้เธอเข้ารับการผ่าตัดกัน ณฉัตรลุกขึ้นแล้วคว้ามเท้านำทางเพื่อเดินไปยังประตูทันที ดึกดื่นแบบนี้จะมีใครมาหาเธออีก เปาเองก็เพิ่งกลับไปเมื่อตะกี้

“ใครคะ”ณฉัตรแนบไปกับบานประตูแล้วร้องถาม ได้ยินเสียงทุ้มกระแอมไอเบาๆ

“ใครอยู่ข้างนอกกัน”

“ฉันเอง เปิดประตูให้หน่อย”

“คุณอลันเหรอคะ ดึกแล้วมีอะไรรึเปล่า”กลั้นใจถามออกไป ไม่คิดว่าเขาจะบุกมากลางค่ำกลางคืน

“เปิดเถอะหน่า ข้างนอกนี่มันหนาวนะ”เสียงเร่งเร้า ณฉัตรคิดหนักไม่อยากเปิดประตูให้เขาเข้ามาสักนิด เพราะมั่นใจว่าอลันมาหาเธอด้วยเหตุผลอะไร

“คุณอลันมีอะไร ค่อยคุยกันพรุ่งนี้นะคะ ฉัตรง่วงแล้ว”กำลูกบิดแน่น ก่อนจะได้ยินเสียงก้อกแก้ก สิ่งที่ตามมาคือแรงดึงบานประตูเปิดออก อลันใช้กุญแจไขเข้ามาจนได้ ร่างหนาเบียดแทรกเข้ามาภายในห้อง กอดอกจ้องมองณฉัตรนิ่ง

“บอกให้เปิดดีๆก็ไม่เชื่อ”

“ถ้ามีกุญแจ เปิดเข้าออกได้ตามใจชอบตั้งแต่แรก จะเคาะเรียกให้เปิดทำไมคะ”เอ่ยพลางทำหน้ามุ่ยด้วยความไม่พอใจ ณฉัตรทำท่าจะเดินไปยังเตียงนอน อลันมือไวคว้าแขนไว้ แต่ณฉัตรใช้ไมเท้านำทางฟาดเข้าให้ที่กลางลำตัว

ฟึ่บบบ!!

“โอ้ย ฟาดทำไม เจ็บนะ”

“คุณอลันจะทำอะไรละคะ”ถอยหลังไปหลายก้าวแล้วทำเสียงขู่ฟ่อ

“เดี๋ยวนี้กล้าทำร้ายร่างกายฉันนะ”ทำเสียงเข้ม ก่อนจะย่างกรายเข้าไปหาแล้วจู่โจมอย่างรวดเร็ว รวบกอดร่างเล็กจากทางด้านหลังแล้วบังคับแย่งไม้เท้าในมือมาได้

“ปล่อยนะคะ”

“เห็นมั้ย ว่าพอมองไม่เห็นก็จะดูแลป้องกันตัวเองไม่ได้ ใครอยากจะทำอะไรเธอตอนไหนก็ได้ เธอไม่มีทางสู้หรือหนีได้เลย”อลันพยายามโน้มน้าวณฉัตร แม้ว่าที่จริงแล้วมันก็มีแต่เขานั่นแหละที่ดูจะเป็นตัวอันตรายที่สุด

“ก็มีแต่คุณอลันนี่แหละคะ ที่ทำแบบนี้”

“ยังจะเถียงอีก”ว่าเสียงดุ ก่อนจะรวบกอดกระชับร่างบางแน่น ระบายลมหายใจอุ่นอยู่บริเวณพวงแก้ม ได้กลิ่นหอมอ่อนๆมาจากตัวหญิงสาว เขาเสพติดกลิ่นนี้เหลือเกิน

“เธอทำให้ฉันนอนไม่หลับ”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัตรละคะ”

“ก็เธอเอาแต่คอยวิ่งวนอยู่ในหัวฉัน”นั่นคือความผิดของเธอเหรอ ณฉัตรคิดในใจ

“แล้วถ้าไม่ได้กอดเธอก็นอนไม่หลับ”ทำเสียงอ้อน อย่างที่ณฉัตรไม่เคยคิดว่าเขาจะทำ

“คุณอลันเอาแต่ใจจังเลยคะ ทำแบบนี้จะให้ฉัตรทำยังไงคะ”เอ่ยด้วยความกังวล เพราะหากอลันยังทำแบบนี้ สักวันอานนท์ก็ต้องรู้เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเขา ณฉัตรไม่อยากทำให้ผู้มีพระคุณผิดหวัง และที่สำคัญ เธอกำลังรู้สึกว่ากำลังทรยศเฌอร์มาล

“เธอเกลียดการที่เราได้อยู่ใกล้ๆกันเหรอ”อลันถามเสียงเบา ต้องยอมรับว่าเขากลัวความผิดหวังหากณฉัตรตอบว่าใช่

“ฉันเกลียดความรู้สึกตอนนี้ของตัวเองมากกว่าคะ”

ความรู้สึกตอนนี้ ความรู้สึกที่มีเพียงแต่ตัวเองเท่านั้นที่เข้าใจ

“รู้สึกอะไร เธอรู้สึกอะไร”คลายอ้อมกอด แล้วจับร่างบางหันมาเผชิญหน้าเพื่อตั้งคำถาม อลันมองลึกเข้าไปในดวงตามืดบอด ด้วยหวังว่าเขาจะเข้าใจความรู้สึกเธอมากขึ้น

“คุณอลันบอกว่าอย่ารู้สึก ในสิ่งที่ไม่ควรจะรู้สึก เพราะอย่างนั้นฉันก็เลยเกลียดความรู้สึกตอนนี้”

“เราจะสามารถห้ามไม่ให้ตัวเองรู้สึกได้จริงๆเหรอคะ”

“ฉันก็ไม่รู้ เพราะว่าฉันเองก็ทำไม่ได้เหมือนกัน”

อลันบอกแค่นั้น ก่อนจะโน้มริมฝีปากลงไปจุมพิตเรียวปากบางอย่างแนบแน่น ณฉัตรหลับตาลง ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไป

ฉันเกลียดความรู้สึกใจเต้นโครมครามยามที่เขาสัมผัส

เกลียดยามที่หัวใจบีบตัวจนชาหนึบเมื่อเขาโหดร้ายรุนแรง แต่ถึงอย่างนั้นก็โหยหาสัมผัสนั้น  และเพียงแค่ได้อยู่ใกล้กัน มันทำให้ฉันไม่เป็นตัวของตัวเอง

และทั้งหมดนั้นมันเป็นไปเพราะเขา ผู้ชายที่ฉันไม่ควรจะรู้สึกอะไรด้วยเลย นอกจากความเกลียดชัง

……………………………………………………..

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น