I-Rain-Yia/ฉ่ำพร/นางเนียร
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

[นัดที่ 10] ทุ่มสุดตัว (ครบ)

ชื่อตอน : [นัดที่ 10] ทุ่มสุดตัว (ครบ)

คำค้น : ตะวันกล้า ซื่อหนาน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9k

ความคิดเห็น : 34

ปรับปรุงล่าสุด : 24 พ.ค. 2563 02:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[นัดที่ 10] ทุ่มสุดตัว (ครบ)
แบบอักษร

นัดที่ 10 

ทุ่มสุดตัว 

งานรื่นเริงที่ว่า ไม่เห็นจะรื่นเริงตรงไหน...

ตะวันกล้ากวาดตามองผู้คนที่เริ่มจับกุมคุยกันเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจอย่างเบื่อหน่าย นี่มันก็สามทุ่มแล้ว ตัวเขาอยากจะกลับไปพักเต็มที แต่เรื่องที่พวกเขาคิดจะทำยังไม่ได้ลงมือ ขืนกลับไปตอนนี้ ก็เท่ากับว่าพวกเขาตกเป็นที่ต้องสงสัยได้ทันที เพราะงั้นถึงต้องอยู่ต่ออย่างอึดอัดนี่ไง ขณะที่ตะวันกล้านั่งนิ่งเสมือนรูปปั้น จู่ๆ ก็มีแก้วใบหนึ่งวางลงตรงหน้าเขา แก้วชาตรงหน้ามีไอความร้อนขึ้นส่งกลิ่นหอมของเมล็ดพันธุ์ที่ตะวันกล้าคุ้นเคยกับมันดี...มันคือโกโก้...ของโปรดของเขาเอง

ตะวันกล้าขมวดคิ้วมุ่นหันไปมองคนที่ยื่นมาให้อย่างงุนงง เต๋อหัวมองมาที่เขานิ่ง พอเห็นเขามองอย่างงงๆ อยู่สักพัก จึงยอมเปิดปากพูดก่อน

“ของโปรดนายไม่ใช่หรอ?”

รู้ได้ไง? ตะวันกล้าเกิดคำถามขึ้นในใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปนอกจากหยิบแก้วขึ้นมาจิบโกโก้ แล้วเหลือบมองเต๋อหัวเล็กน้อยเมื่ออีกคนมองมาที่เขาตาไม่กระพริบ

“นายเคยบอกว่าชอบเพราะมันทำให้สมองโล่ง ไม่ต้องคิดอะไรให้วุ่นวายใจ ฉันเลยสั่งมาให้”

ตะวันกล้าเลิกคิ้วมองเต๋อหัวแล้ววางแก้วลงบนโต๊ะ...บังเอิญ...บังเอิญหรือเปล่านะ...ที่ซื่อหนานก็ชอบโกโก้เหมือนกับเขา แถมยัง...

เขาชอบกินโกโก้มาก กินบ่อยจนถูกกระถินว่า ‘นี่! แกจะดื่มมันทุกวันไม่ได้นะโกโก้น่ะ เดี๋ยวก็เป็นเบาหวานหรอกคุณหมอ....’  

‘ช่วยไม่ได้ก็โกโก้อร่อยที่สุด แถมยังทำให้ฉันสมองโล่ง ไม่ต้องคิดอะไรวุ่นวายใจด้วย’  

คิดอะไรๆ เหมือนกับเขา...

ตะวันกล้าครุ่นคิดแล้วเงยหน้ามองเต๋อหัวที่หันไปคุยกับโจวลี่อย่างสงสัย จู่ๆ ขนกายก็ลุกชันอย่างไม่ทราบสาเหตุขึ้นมา ไม่หรอก...อย่าคิดมาก เต๋อหัวน่าจะรู้ว่าซื่อหนานชอบโกโก้นั่นแหละถึงเอามาให้เขา ตะวันกล้าสะบัดหัวไล่ความคิดแล้วหยิบโกโก้ขึ้นมาดื่มสงบใจอีกหนึ่งอึก

“นายกับเต๋อหัวความสัมพันธ์ไปถึงไหนกันแล้วเนี่ย รู้ด้วยว่าอีกฝ่ายชอบหรือไม่ชอบอะไร” หลิวฟางที่นั่งข้างตะวันกล้าเอ่ยขึ้น พูดจบก็จบไวน์ในมือ

ตะวันกล้ามองหลิวฟางแล้วถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย “ฉันกับเขามีความสัมพันธ์อะไรกันแล้วเกี่ยวอะไรกับนาย”

“อ้อ...ก็ไม่เกี่ยวหรอก...แต่นายอย่าลืมนะซื่อหนานว่าเขา...มีภรรยาอยู่แล้ว และภรรยาของเขาก็นั่งอยู่ตรงนั้น” หลิวฟางว่าพลางใช้แก้วชี้ไปทางผู้หญิงสวย ทรงเสน่ห์ในชุดสีเลือดหมูนั่งพูดคุยกับเพื่อนสาวอีกโต๊ะอย่างออกรสออกชาติ และใช่...ผู้หญิงคนนั้นคือ ซูเหมย ภรรยาของเต๋อหัวที่เขาแต่งงานกับเธอเพราะห่านกงกงเป็นคนจัดการให้ เรื่องนี้เขาได้ยินมาจากพ่อตอนอ่านประวัติแล้วรู้ว่าแต่งงานแล้ว...ผู้หญิงคนนี้เป็นหลานสาวที่ห่านกงกงรักมาก ซึ่งเธอแต่งงานกับเต๋อหัวภายหลังเขารับตำแหน่ง พ่อเลยสันนิษฐานว่าห่านกงกงนี่แหละที่เป็นคนบอกเต๋อหัวเรื่องที่ปู่ของเขา และซื่อหนานเป็นคนวางแผนลอบฆ่า เพราะว่าปู่กับห่านกงกงเคยอยู่ก๊วนเดียวกันมาก่อน...

“แล้วยังไง...ฉันไม่สนใจ เพราะฉัน...ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับเต๋อหัวในแง่นั้น...”

หลิวฟางได้ยินอย่างนั้นก็กระตุกยิ้ม “ให้มันจริงเถอะ” พูดจบก็ยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มจนหมดแก้ว จากนั้นร่างโปร่งจึงยกมือเรียกบริกรมาเติมไวน์ ส่วนตะวันกล้าหันมาดื่มโกโก้สงบจิตสงบใจอีกครั้ง

อีกไม่กี่นาที....เรื่องที่พวกเขาวางแผนกันเอาไว้ก็จะเริ่มแล้ว...หวังว่าพ่อจะรั้งตัวท่านชินเหลียงไว้ได้นานนะ...

ตะวันกล้าดื่มโกโก้จนหมดแก้วแล้วก็มองไปที่โต๊ะ ที่พ่อกำลังพูดคุยกับท่านชินเหลียง ตะวันกล้ามองอยู่สักพัก จึงเหลือบมองไปที่นาฬิกาเห็นว่าตีบอกว่าภารกิจเริ่มแล้ว และตอนนี้ก็ผ่านมาได้ถึง 10 นาทีแล้ว หวังว่าคนของพ่อจะเจอตรามังกรนะ...

“อะไรนะ?!” ตะวันกล้านั่งเหม่อภาวนาในใจ สะดุ้งขึ้นมองไปยังต้นเสียงเห็นชายคนหนึ่งในชุดสูทสีดำกำลังพูดกับท่านชินเหลียงด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ใจก็เริ่มเต้นรัว คงไม่ใช่ว่ามาบอกเรื่องมีคนแอบเข้าไปหรอกนะ

“อั้วะจะไปดูด้วยตัวเอง!” ท่านชินเหลียงบอกเสียงกร้าว ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามผู้ชายคนนั้นออกไป ยังไม่ทันก้าวออกจากโถง จู่ๆ เสียงปืนก็ดังขึ้นทำเอาผู้คนแตกตื่นไปทั้งงาน ตะวันกล้ามองไปทางพ่อ เห็นว่าซือซื่อกำลังยิงป้องกันให้ก็ร้อนใจ...

นี่มันอะไรกัน มันอยู่ในแผนด้วยหรือเปล่าเนี่ย?

เต๋อหัวที่นั่งอยู่ข้างเขา ลุกขึ้นยืนกำลังจะเดินตามท่านชินเหลียงออกไป ตะวันกล้าเห็นอย่างนั้นก็รีบเคลื่อนรถเข็นตัวเองออกมา ใช้สมองคิดแก้ปัญหาอย่างฉับไวว่าจะรั้งเต๋อหัวไว้ได้อย่างไร ขณะที่ทุกคนชุลมุนอยู่นั้น คงไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเขากำลังจะทำเรื่องบ้าๆ อยู่เป็นแน่....ตะวันกล้าสูดลมหายใจเข้าลึก ตะโกนเรียกพ่อสุดเสียงแล้วโถมตัวไปด้านหน้าจนรถเข็นคว่ำ

“โอ้ย!”

เจ็บชิบ!

เต๋อหัวได้ยินเสียงร้องจึงชะงักแล้วหมุนตัวกลับมามอง พอเห็นร่างโปร่งกำลังนอนอยู่บนพื้นพรม ก็เปลี่ยนใจเดินกลับมาหาตะวันกล้าแล้วช้อนตัวอีกฝ่ายขึ้นด้วยท่าทางสบายๆ แต่ใบหน้ากลับเผยความเคร่งขรึมและมองเขาอย่างตำหนิ

ดะ...เดี๋ยวก่อน...

แบบนี้มัน...

“ฉันจะพานายไปหลบในที่ปลอดภัยก่อน” เต๋อหัวบอกเสียงเรียบ แล้วกวาดตามองหาใครสักคนจากนั้นก็เรียกหมิงตู้ให้มาด้วยกัน แล้วตะวันกล้าก็ถูกอุ้มออกมาจากห้องรับประทานอาหาร เข้าไปในห้องห้องหนึ่งที่ดูเหมือนเป็นห้องรับรอง

เต๋อหัววางตะวันกล้าลงบนโซฟาแล้วยืดตัวขึ้นตรงสั่งให้หมิงตู้ดูแลเขาให้ดี พูดจบก็เดินออกไปทันที ทิ้งให้ตะวันกล้าอ้าปากค้างมองพะงาบๆ ...

มะ...ไม่รอฟังคำขอบคุณเลยสักนิด

ตะวันกล้าเม้มปากแน่น ร่องรอยความอบอุ่นแข็งแกร่งเมื่อกี้ทำเขาใจสะดุด พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะจนลืมขอบคุณเต๋อหัว แถมยังลืมรั้งอีกฝ่ายไว้อีก

“น้ำครับ” หมิงตู้เดินมายื่นน้ำให้ตะวันกล้า

ตะวันกล้ายื่นมือไปรับแก้วน้ำเปล่าจากมือของหมิงตู้ “ขอบคุณครับ” ตะวันกล้าเอ่ยพร้อมกับยกยิ้มบางส่งให้อีกฝ่าย

ร่างสูงโปร่งที่กำลังใช้เหยือกเทน้ำดื่มอีกแก้วชะงักเงยหน้าขึ้นมองคุณชายซื่อหนานอย่างแปลกใจ “คุณชายว่าอะไรนะครับ” เมื่อกี้เขาหูฝาดไปหรือเปล่า คุณชายซื่อหนานพูดขอบคุณเนี่ยนะ!?

ตะวันกล้าลืมตัวเงยหน้าขึ้นมองหมิงตู้อย่างตกใจ แล้วปรับสีหน้าให้เป็นซื่อหนานอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เปลี่ยนเรื่องคุยใบหน้าเคร่งขรึมจริงจัง

“นายคิดว่าคนพวกมันเป็นใคร พวกคนที่บุกเข้ามา”

หมิงตู้คลายสีหน้าประหลาดใจลง พูดกับตัวเองในใจว่าคงหูฝาดไปเองจริงๆ หมิงตู้เดินมานั่งที่โซฟา ดื่มน้ำอึกหนึ่งแล้ววางแก้วลงบนโต๊ะ

“ไม่น่าจะเป็นสภาพยัคฆ์แน่นอนครับ”

ตะวันกล้าเลิกคิ้ว “ทำไมนายถึงมั่นใจนัก”

“เพราะว่า...พวกสภาพยัคฆ์ให้ความเคารพนับถือท่านชินเหลียงมาก...เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นฝีมือคนนอกมากกว่า ดีไม่ดี อาจจะเป็นพวกอินทรีพิฆาตที่มีข่าวลือว่าพวกมันกำลังเริ่มเคลื่อนไหว”

ตะวันกล้าเผยสีหน้าพอใจแวบหนึ่งที่หมิงตู้มีความคิดแบบนี้ อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้คิดว่าเป็นคนในน่ะนะ ทว่า...หมิงตู้คิดแบบนี้แล้ว เต๋อหัวจะคิดแบบนี้หรือเปล่านะ....

อีกด้านหนึ่งเต๋อหัวกำลังคุยกับชินเหลียงเรื่องคนบุกเข้ามา ตอนนี้ทุกอย่างกลับมาสงบเรียบร้อยดังเดิมแล้ว ส่วนต้าเฉียงที่ได้รับบาดเจ็บก็ถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาล คนอื่นๆ เองก็พากันทยอยกลับ เหลือแค่คนไม่กี่คนอยู่เก็บกวาด ซึ่งคนพวกนั้นก็คนของท่านชินเหลียงทั้งนั้น

“พวกมันไม่ได้เอาอะไรไป”

“พวกมันตั้งใจจะเอาไป...แต่หาไม่เจอแล้วมีคนเข้ามาเห็น เลยสร้างสถานการณ์บุกเข้ามาในงาน ยิงกราดใส่ทุกคน เพื่อกลบร่องรอย” เต๋อหัววิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบแหลม ดูยังไงเรื่องนี้ก็มีพิรุธ

“ยังไงก็เถอะ....โชคดีที่มันไม่ได้ของไป”

ชินเหลียงถอนหายใจโล่งอก เห็นหลานชายเงียบ ขึงเหลือบมองใบหน้าของหลานชายที่เขาให้ความช่วยเหลือ และดูแลอย่างลับๆ ตั้งแต่เด็ก แล้วก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา

“จะว่าไป...เรื่องที่ลื้อให้อั้วช่วยตรวจสอบ...”

เต๋อหัวหยุดวิเคราะห์เรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับชินเหลียงอย่างมีความหวัง

“...ชีพจรของเขาเหมือนกับซื่อหนานไม่มีผิดเพี๊ยน เรื่องนี้ชัวร์แค่ 70% ถ้าลื้ออยากจะมั่นใจมากกว่านี้คงต้องพาไปตรวจ”

มาเฟียหนุ่มใบหน้าสว่างวาบทันทีที่ได้ยินอย่างนั้น แม้ไม่ปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้า แต่ดูก็รู้ว่าเต๋อหัวกำลังมีความสุขกับผลลัพธ์ที่ได้ยิน ชินเหลียงมองใบหน้าหลานชายแล้วพรูลมหายใจออกมาด้วยความเป็นกังวล

“ลื้อมั่นใจนะว่าจะทำแบบนี้...ถ้าอาตี้รู้เรื่องเข้า เขาต้องโกรธลื้อมากแน่ เต๋อหัว”

เต๋อหัวมองหน้าชินเหลียง เหยียดยิ้มมุมปาก แล้วถอนหายใจออกมาราวกับหนักใจนักหนา “สิ่งที่เขาอยากจะได้ ผมก็ให้เขา แถมยังมีของแถมให้ เขามีอะไรที่จะต้องไม่พอใจ”

“ไม่พอใจที่เมื่อก่อนลื้อกับอาซื่อหนานเคยมีอะไรกันนั่นไง น้องชายของลื้อ ใช่คนเยือกเย็นเหมือนลื้อซะที่ไหน เขาเป็นคนเลือดร้อน ต่างจากลื้อ....เฮ้อ....แต่ถ้าจะมีอะไรที่เหมือนคงจะมีแค่เรื่องเดียวที่พวกลื้อเหมือนกัน...” พวกลุ่มหลงอะไรๆ ได้ง่าย พอได้ลิ้มลองไม่เท่าไหร่ก็ติดใจยากจะถอนตัว...

เต๋อหัวหัวเราะในลำคอ ในหัวย้อนคิดถึงวันแรกที่เขาเหยียบประเทศไทย...ครั้งแรกที่เขาจะได้เจอกับแม่...แม่ที่จากเขาไปอย่างไม่มีวันกลับ และถูกฝังอยู่ที่เมืองไทย โดยไม่มีใครมาเคลื่อนย้ายศพกลับไป แม้คนคนนั้นจะมีเงินทองมากมาย แต่ก็ไม่ทำ...ไม่ย้ายแม่...กลับบ้าน...ทำให้เขาต้องระเห็จตัวเองเดินทางมาเยี่ยมผู้เป็นแม่อย่างลับๆ ล่อๆ ...ป้องกันไม่ให้คนภายนอกรู้ และพบเข้ากับ...

ดวงตะวันที่โผล่พ้นน้ำในวันที่เขา....คิดอยากจะจบชีวิตตัวเองที่มีชีวิตอยู่ก็เหมือนตาย

“คุณ! ....คุณ! ....คุณครับ...คุณช่วยผมเข็นเจ็ทสกีได้หรือเปล่า ผมเข็นคนเดียวไม่ไหว” เด็กผู้ชายในชุดไปรเวทสีขาวทั้งตัวสวมเสื้อชูชีพสีแดงตะโกนร้องเรียกเขาเอาไว้ตอนที่เขาเดินลงทะเลจนน้ำถึงระดับเอว เด็กผู้ชายคนนั้นฉีกยิ้มกว้างจนดวงตาเป็นพระจันทร์เสี้ยว พร้อมกับกวักมือเรียกเขาเป็นพัลวัน แสงอาทิตย์สีส้มทอประกายบนผืนน้ำ และสัมผัสบนใบหน้าขาวนวลทำให้รอยยิ้มนั้นสว่างไสวจนแสบตา... 

ช่วงเวลาที่เขาไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ กลับเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาอยากจะอยู่เพื่อมองรอยยิ้มนั้นต่ออีกสักหน่อย เลยคิดว่าเข้าไปช่วยเสร็จแล้วค่อยกลับมาตายใหม่ก็ได้ แต่สุดท้ายเด็กคนนั้นกลับทำให้เขาล้มเลิกความตั้งใจ และสามารถพาตัวเองกลับไปหาฮั้นตี้ได้...

เต๋อหัวระบายยิ้มอ่อนจางยากที่ใครจะเห็น... “ผมมันคนเห็นแก่ตัว...เรื่องนี้ผมยอมรับ แต่ทุกอย่างนอกจากจะทำเพื่อตัวเองแล้ว ผมก็ทำเพื่อแผนการของเรา”

ชินเหลียงสบตากับเต๋อหัวจากนั้นระบายยิ้มอ่อนจางออกมา “อั้วรู้ว่าลื้ออยากจะบรรลุทุกเป้าหมาย แต่ลื้อแน่ใจนะว่าการบรรลุเป้าหมายนี้ มันจะจบลงอย่างที่ลื้อหวัง”

“ไม่กล้าคาดหวัง...เพราะสิ่งที่ผมทำ...” พูดยังไม่ทันจบประโยคดี เสียงโวยวายแหบห้าวของฮั้นตี้ดันขัดขึ้นซะก่อน เสียงมาก่อนตัวเสียอีก

“ตกลงเรื่องที่เกิดขึ้นมันคืออะไร! พวกมันเข้ามาปล้นตราหรือเปล่า?!” เขาเป็นกังวลมาก เมื่อกี้หลิ่งหยู๋เองก็ถูกลูกหลง เขาเป็นน้องเล็กสุดของสภาพยัคฆ์ เกิดเด็กนั่นเป็นอะไรไปจริง เขาคงไม่รู้ว่าต้องเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ดีที่ถูกยิงที่แขนไม่ใช่ที่หัว

ชินเหลียงและเต๋อหัวมองฮั้นตี้ที่หัวฟัดหัวเหวี่ยงเข้ามาด้วยใบหน้าสงบนิ่งปล่อยให้คนเลือดร้อนอย่างฮั้นตี้ได้ระบายอารมณ์ พออารมณ์เย็นแล้วถึงตั้งสติแล้วก็เดินมานั่งบนเก้าอี้ข้างเต๋อหัว ถามชินเหลียงด้วยใบหน้าเป็นกังวล

“พวกมันได้อะไรไปบ้างหรือเปล่าครับ”

ชินเหลียงส่ายหัวยิ้มๆ มองฮั้นตี้อย่างนึกเอ็นดู ถึงต่อหน้าผู้คนมากมายเขาจะเป็นประธานสภาพยัคฆ์ที่น่าเคารพนับถือของลูกน้อง แต่สำหรับคนใกล้ชิดชายหนุ่มกลับกลายร่างเป็นเด็กน้อยเสียอย่างนั้น

“พวกมันต้องเข้ามาเอาตราแน่” แต่อยู่ที่ว่าตราของใคร ตราของเขา หรือของเต๋อหัว เฮอะ แต่น่าจะเป็นของเต๋อหัวมากกว่า เพราะเต๋อหัวกับท่านชินเหลียงในสายตาคนนอกน่ะ สนิทกันจะตาย คงไม่แปลกที่จะมีคนคิดว่าตราแห่งสัญญาร่วมกันจะอยู่ที่นี่

“พี่ชายลื้อก็คิดแบบนั้น” ชินเหลียงบอกยิ้มๆ แววตาแสดงถึงความภูมิใจต่อฮั้นตี้ ถึงแม้ชายหนุ่มจะมีนิสัยเด็ก แต่ฮั้นตี้ก็เป็นคนเก่งคนหนึ่งไม่แพ้พี่ชายของเขา

ฮั้นตี้เหลือบมองเต๋อหัวแล้วเบนสายตากลับมามองชินเหลียง เพื่อถามเรื่องที่สงสัย “ท่านชินเหลียง ตรวจซื่อหนานแล้วไม่พบความผิดปกติอะไรเลยจริงๆ น่ะหรอครับ”

ชินเหลียงที่กำลังเทชาใส่แก้วเล็กให้ฮั้นตี้ชะงักไปนิดเหลือบมองเต๋อหัวนิดหน่อยแล้วกระตุกยิ้มให้ฮั้นตี้

“อั้วเป็นหมอที่เก่งมาก ลื้อก็รู้ แล้วอั้วจะตรวจผิดได้ยังไงละจริงไหม อาตี้”

ฮั้นตี้เหยียดยิ้ม เบนสายตาไปมองเต๋อหัวแล้วหันมามองชินเหลียง “ไม่รู้สิ...บางเรื่องหรืออาจจะหลายๆ เรื่อง ท่านชินเหลียงก็ต้องปกปิดเอาไว้เพราะความต้องการของใครบางคน เช่น...สภาพร่างกายของซื่อหนาน” ประโยคหลังฮั้นตี้หันไปมองเต๋อหัว ชินเหลียงพ่นลมหายใจออกมา ดูท่าเรื่องนี้ฮั้นตี้จะเอะใจแล้ว และพวกเขาคงจะปกปิดอีกฝ่ายไม่ได้อีก เล่นมาถามกันโต้งๆ แบบนี้คงไม่พ้นมาคาดคั้นเขาให้ตอบคำถาม แต่ชินเหลียงไม่อยากเสียผู้ใหญ่ไปมากกว่านี้ ให้พวกเขาคุยกันเองน่าจะดีกว่า

“ลื้อมีเรื่องอะไร ก็ถามอาเต๋อหัวเองก็แล้วกัน” ชินเหลียงพูดจบลุกเดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้สองพี่น้องคุยกันเอง ความจริง เรื่องนี้เขาไม่เคยเห็นด้วยมาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ตัวเขาเองไม่เคยห้ามความคิดและการกระทำของเต๋อหัวได้ ก็หวังว่าพวกเขาจะได้ข้อตกลงดีๆ ก็แล้วกัน

ฮั้นตี้มองตามหลังท่านชินเหลียงออกจากห้องไปแล้วพ่นลมหายใจออกมาด้วยใจหนักหน่วง แสดงว่าเรื่องที่เขาคิดเป็นเรื่องจริง อาการท่านชินเหลียงบ่งบอกหมดแล้วทุกอย่าง จะเหลือก็แต่คนตรงหน้าเขา ที่ยังไม่ยอมบอกแม้แต่ความจริง

“แกรู้ใช่ไหมว่าซื่อหนานมีร่างกายไม่ปกติเหมือนผู้ชายทั่วไป...ฉันจำได้ว่าซื่อหนานเคยได้รับบาดเจ็บ แล้วแกพาเขามาให้ท่านชินเหลียงตรวจ ไม่แน่ว่าท่านชินเหลียงอาจจะรู้ว่าซื่อหนานไม่ปกติ แล้วบอกเรื่องนี้กับแก”

เต๋อหัวมองฮั้นตี้นิ่ง “ทำไมฉันจะต้องรู้ด้วยว่าซื่อหนานมีร่างกายไม่ปกติ มันมีประโยชน์อะไรกับฉัน?”

“ท่านชินเหลียงอาจจะไม่ตั้งใจบอกแก แต่แกก็รู้ แล้วก็ทำเรื่องบ้าๆ นี้ขึ้นมา!”

เต๋อหัวขมวดคิ้วเข้ม ยกจอกน้ำชาขึ้นจิบ ท่าทางเนิบนาบ ไม่ทุกข์ร้อนกับสิ่งที่ฮั้นตี้พูด จนกระทั่งน้องชายงัดหลักฐานในความทรงจำเมื่อครั้งยังวัยเยาว์ขึ้นมาพูด...

“...เต๋อหัว...ฉันจำได้ว่าแกเคยบอกฉันว่าไม่อยากจะกลับมาหาฉันอีกแล้ว แต่แกไปเจออะไรบางอย่างที่ทำให้แกอยากจะกลับมา...แล้วที่ที่แกเจอสิ่งนั้นก็คือ...เมืองไทย...ที่ภูเก็ต!”

เต๋อหัวกระแทกแก้วลงบนโต๊ะมองหน้าน้องชายอย่างโกรธๆ “ฉันยอมให้แกกับซื่อหนานมีอะไรกันแล้ว แกยังอยากจะอะไรอีกถึงมาเพ้อเจ้อกับฉัน ถ้าว่างนักก็กลับไปทำงานของแก ก่อนที่คนจะสงสัยว่าแกไปอยู่ที่ไหน!”

“นั่นไง! แกโกรธแบบนี้แสดงว่าฉันคิดถูก! แกต้องรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าซื่อหนานมีฝาแฝด...ใช่ไหม!?”

เต๋อหัวหรี่ตามองฮั้นตี้นิ่ง แล้วสักพักก็เปลี่ยนเป็นเหยียดยิ้มมุมปาก “ใช่...ฉันรู้มาตลอด...แต่คนที่ฉันเจอก่อน เป็นตะวันกล้า ไม่ใช่ซื่อหนาน...”

ฮั้นตี้นิ่งงันมองหน้าเต๋อหัวอย่างตกตะลึง “งั้นเรื่องที่ซื่อหนานท้อง”

“ฉันรู้ว่าเขาท้องได้ ถ้าถามว่ารู้จากไหน...ก็อย่างที่แกคิดนั่นแหละ” เต๋อหัวบอกด้วยน้ำเสียงเฉยชาราวกับเล่าเรื่องธรรมดาสามัญทั่วไป

ฮั้นตี้มองหน้าเต๋อหัวอึ้งๆ ย้อนคิดถึงสิ่งที่เคยได้รับรู้มา “ฉันรู้ว่าแกกับซื่อหนานเคยมีอะไรกันมาก่อน....” เด็กในท้องคงไม่ใช่...

“ตอนนั้นฉันป้องกัน...แล้วเราก็มีอะไรกันก่อนที่ซื่อหนานจะได้รับบาดเจ็บแล้วมารู้ว่าเขามีร่างกายไม่ปกติ แต่พอฉันรู้ว่าเขาท้องได้...” เต๋อหัวตาเป็นประกาย “อยู่ๆ ......ก็นึกถึงตะวันกล้าขึ้นมา” ไอ้สิ่งที่ได้มองห่างๆ คิดว่าคงไม่มีวันได้มาครองครอบอย่างถูกต้อง...สุดท้ายก็มีวิธีที่จะได้มา...

“แก...” ฮั้นตี้มองหน้าเต๋อหัวอย่างพูดอะไรไม่ออก จู่ๆ เรื่องเมื่อตอนมหาลัยก็ย้อนเข้ามาในหัว มันจะมีห้องห้องหนึ่งที่เต๋อหัวไม่อนุญาตให้เขาเข้าไป แต่เขาที่ทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว เลยแอบเข้าไปในห้องนั้นแล้วเห็นเข้ากับภาพของเด็กผู้ชายคนหนึ่งในชุดเสื้อสีขาว กางเกงสีน้ำเงิน กำลังยื่นยิ้มใต้แสงอาทิตย์...แต่ยังไม่ทันพิจารณาดีๆ ก็ถูกเต๋อหัวเข้ามาเห็นเข้าซะก่อน จำได้ว่าตอนนั้นโดนต่อยจนตัวช้ำไม่ได้ไปมหาลัยสามวัน...

เต๋อหัวคิดว่าเขาตอบคำถามฮั้นตี้มามากเกินพอแล้ว รู้ดีว่าถ้าบอกเรื่องนี้ให้ฮั้นตี้รู้ อีกฝ่ายจะต้องโกรธมาก เพราะงั้นถึงไม่ได้บอก แต่ต่อให้ไม่บอก เต๋อหัวก็รู้ดีว่า สุดท้ายฮั้นตี้ก็สามารถสืบเรื่องนี้ได้เอง เอาเถอะ...ยังไงซะวันนี้ก็มาถึง แต่ว่า รู้แล้วยังไงละ...เรื่องที่ควรยุ่งเขาก็ให้ยุ่ง แต่เรื่องที่ไม่ควร ก็ไม่ควรเข้ามาก้าวก่าย “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่แกจะเข้ามายุ่งได้ แกมีหน้าที่ที่จะต้องรวบรวมคนในพรรคของแกให้หันมาเข้าร่วมกับสมาคมอี้หลานของเราให้ได้ก็ไปทำซะ ส่วนเรื่องของฉัน...ฉันจัดการเอง”

ฮั้นตี้ได้สติมองหน้าเต๋อหัวอย่างสับสนปนโกรธ “แกใช้ฉันเป็นเครื่องมือ แก...”

“แกบอกเองว่าอยากได้เขา”

ฮั้นตี้ชะงักมองหน้าเต๋อหัวอย่างเจ็บใจ ใช่...เขาเป็นคนบอกเอง แต่ไม่คิดว่าที่เต๋อหัวยอมทำตามคำขอเขาเพราะมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง แต่ว่า...ไอ้การทำแบบนี้มันเกินไปหรือเปล่า รู้ทั้งรู้ว่าซื่อหนานท้องได้ แล้วจะยังให้เขาทำเรื่องอย่างว่า...

เต๋อหัวเห็นใบหน้าสับสนของฮั้นตี้แล้วหลุดยิ้มเย็นออกมา “มันไม่มีทางอื่นอีกแล้วที่จะดึงตะวันกล้ามาที่นี่ มันมีแค่วิธีนี้วิธีเดียวที่ต้าเฉียงจะยอมนำตัวลูกชายคนเล็กกลับมา...และนายก็อยากได้เขาพอดี...ก็ดีไม่ใช่หรอ? เพราะแกก็ได้ของแถมมาด้วย จริงไหม”

ฮั้นตี้กำมือแน่น ทันทีที่ได้ยินอย่างนั้นก็อยากจะลุกขึ้นไปต่อยคนตรงหน้าให้รู้แล้วรู้รอด แต่เขายังอยากรู้เรื่องอื่นๆ อีก เรื่องอื่นๆ ...ที่เขายังไม่รู้! ขืนต่อยกับมันตอนนี้คงไม่ได้รู้...เรื่องที่อยากรู้ ใจเย็นไว้ก่อน ใจเย็นไว้ ฮั้นตี้บอกตัวเอง หลับตาลงข่มความเดือดพล่านในใจเอาไว้....

เต๋อหัวยกยิ้มมุมปาก ยกชาขึ้นดื่มด้วยท่าทางสบายๆ เช่นเคย ฮั้นตี้รู้แล้วทำไม เขาไม่แคร์...เพราะที่เขาแคร์...คือแผนการนับจากนี้ต่างหาก

ฮั้นตี้หัวเราะ “แกทำทั้งหมดเพื่อดึงคนคนเดียวมาอยู่กับแกที่นี่? คิดว่าเขารู้แล้วยังอยากจะอยู่กับแกหรอวะ...” เรื่องที่มันทำไว้กับตระกูลหลง มีหรือเขาจะไม่รู้...รวมถึงเรื่องเลวๆ ที่มันทำกับซื่อหนานด้วย แค่คิดถึงตรงนี้เขาก็ปรี๊ดขึ้นมา เส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบๆ ตอนนั้นเขารู้แต่ไม่ได้แย้งอะไร เพราะความแค้นบังตา แต่วันนี้ต่างออกไป ยิ่งคิดถึงเรื่องนั้นเขายิ่งนึกเสียใจ ที่ไม่เคยค้านเต๋อหัวในเรื่องนั้น ฮั้นตี้กำมือแน่น...

เต๋อหัวหรี่ตามองฮั้นตี้ “ฉันบอก...ว่าเรื่องนี้มันเรื่องของฉัน แกเองก็มีเรื่องของแกที่จะต้องจัดการ ไปจัดการเรื่องของตัวเองเถอะ”

“เรื่องของฉัน ฉันจัดการแน่! และแก...ก็อย่ามายุ่งแล้วกัน...” พูดจบฮั้นตี้ก็ลุกขึ้นยืนก้าวเท้าจะเดินออกจากห้อง แต่เต๋อหัวพูดดักขึ้นมาทำให้คนเลือดร้อนหันมองอย่างเดือดดาล

“แกว่าไงนะ?” ฮั้นตี้ถามย้ำเสียงแข็ง แววตาวาวโรจน์สีเดียวกับสีตาของเต๋อหัวจ้องอีกฝ่ายราวกับจะเผาไหม้ให้แหลกเป็นผุยผง

“ลูกในท้องของซื่อหนาน...ฉันคิดว่ามันไม่ใช่เวลาที่เด็กจะมาเกิดในช่วงเวลานี้ เข้าใจที่ฉันจะบอกไหม” เต๋อหัวบอกเสียงเรียบ ดวงตาอ่อนลงนิดหน่อย แต่ฮั้นตี้ไม่สังเกตเห็นเพราะความโกรธกำลังบังตา

และความโกรธครั้งนี้มันก็ห้ามเอาไว้ไม่อยู่แล้ว ฮั้นตี้พุ่งตรงเข้าไปหาเต๋อหัวอย่างเดือดดาล ต่อยเข้าที่ใบหน้าซีกขวาของเต๋อหัวเต็มแรง ร่างสูงบนเก้าอี้เซล้มลงไปกองกับพื้น โดยไร้การโต้ตอบ และป้องกัน

ฮั้นตี้ดึงคอเสื้อเต๋อหัวไว้แน่น ใบหน้าคมขึ้นสีแดงลามไปทั้งหน้าทั้งคอ เพราะโกรธจัด “พูดออกมาแบบนี้ได้ยังไง! แกคิดว่าฉันจะต้องฆ่าเด็กในท้องซื่อหนานงั้นหรอ!”

“ซื่อหนานไม่คิดจะเก็บเอาไว้อยู่แล้วตั้งแต่แรก แต่ที่เขาต้องเก็บมันไว้ เพราะพ่อของเขาฮั้นตี้! แกอย่าฝันหวานให้มาก”

“เรื่องนี้เอาไว้บอกตัวเองเถอะ! ถ้าตะวันกล้ารู้ว่าแกทำเลวอะไรไว้กับพี่ชายเขา ทำอะไรไว้กับปู่ของเขามันจะเป็นยังไง!”

“ถ้าใจเย็นลงเมื่อไหร่ ก็เอาคำพูดของฉันกลับไปคิดว่าที่ฉันพูดมันหมายถึงอะไร”

ฮั้นตี้ปล่อยมือแล้วหัวเราะออกมา “สำหรับฉันมันอาจจะเป็นจุดอ่อน แต่ก็ใช่ว่าฉันจะมีคนเดียว...เพราะแกก็ไม่ต่างกัน!”

“..........”

“เลิกสั่งสอนฉัน แล้วใช้เวลาที่มีอยู่อันน้อยนิดของแก จัดการเรื่องของแกเถอะเต๋อหัว...” พูดจบ ฮั้นตี้หมุนตัวเดินออกจากห้องโดยไม่หันกลับไปมองอีก เขาไม่คิดเลยว่าคนคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่แคร์ ไม่สนใจใครมาทั้งชีวิตแบบนั้น จะทำเรื่องบ้าๆ พวกนี้ขึ้นเพื่อต้องการแค่คนคนเดียวให้มาอยู่ใกล้ตัวเอง ที่เขาบอกว่าพวกโลกส่วนตัวสูง เวลามีรักจะคลั่งเอามากๆ เขาชักจะเห็นด้วยแล้วสิ...

ฮั้นตี้สูดลมหายใจเข้าลึกเดินออกมาจากห้องแล้วพบเข้ากับท่านชินเหลียงที่กำลังนั่งดื่มชาอยู่มุมห้อง ก็กล่าวลาอย่างไร้อารมณ์แล้วรีบเดินออกไป ขณะเดียวกันก็หยิบโทรศัพท์ออกมาพิมพ์ด่าคิมสันไปด้วย...

‘ไอ้ตอแหล!’

มันเหมือนจะทำงานให้เขา ทำเป็นไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น แต่ความจริงแล้วมันสืบเรื่องของเขาให้เต๋อหัวตลอด ไอ้บ้าเอ้ย! เสียแรงที่เขาไว้ใจ! ฮั้นตี้ยิ่งคิดยิ่งเดือดในใจ เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าแล้วเดินผ่านช่องทางลับออกจากตึกนี้เพื่อเดินทางกลับบ้าน บอกตัวเองให้ใจเย็นๆ แล้วรอวันที่จะได้กลับไปจัดการคิมสันที่เมืองไทย! งานนี้มันต้องมีคนเจ็บมากกว่าหนึ่ง!

ภายหลังฮั้นตี้เดินออกไปแล้ว คนที่หลบอยู่ในห้องลับที่เข้าไปตรวจสอบกลไกของห้องลับ และซ่อมมันก็โผล่หน้าออกมา บทสนทนาเมื่อครู่ที่สองพี่น้องคุยกัน เขาได้ยินเต็มๆ สองหูรู อันที่จริง...เรื่องนี้เขาก็พอจะรู้มาตลอด แต่ไม่คิดว่าเจ้าเด็กน้อยที่พวกเขาโอ๋มาตั้งแต่เด็กมันจะรู้เรื่องเร็วแบบนี้ สงสัยพวกเขาจะประเมินมันต่ำเกินไป เฮอะๆ ดูท่าเขาจะเสียพนันให้กับคิมสันมันแล้ว เอียนถอนหายใจแล้วเดินมาหาเต๋อหัวพร้อมกับยื่นทิชชู่ให้อีกฝ่ายใช้เช็ดคราบเลือดตรงมุมปาก

เต๋อหัวรับเช็ดเงียบๆ แล้วเดินกลับไปนั่งบนเก้าอี้ตามเดิม หมัดเมื่อกี้หนักใช่ย่อย และทำเขามึนหัวนิดๆ อยู่เหมือนกัน

เอียนมองเพื่อนแล้วยกแขนขึ้นกอดอก “มันก็ดีอยู่หรอกที่บอกความจริงไป...แต่บอกไม่หมดนี่ระวังมันจะกลับมาอาละวาดแกอีกนะเต๋อหัว” ไอ้ที่บอกฮั้นตี้ไปมันก็ดีอยู่หรอก แต่ก็ยังมีส่วนที่เหลือที่เต๋อหัวยังเก็บไว้เป็นความลับ แล้วยังโกหกฮั้นตี้ได้แบบหน้าตายสุดๆ เชื่อเขาเลยจริงๆ ถ้าจะมีศัตรูละก็...อย่าได้ริมีมันเป็นศัตรูเชียว เอียนคิดในใจอย่างหวาดๆ

เต๋อหัวไม่พูดอะไรเพียงเช็ดเลือดเงียบๆ แล้วสักพักท่านชินเหลียงก็เดินเข้ามาพร้อมกับยื่นถ้วยยาให้เต๋อหัวดื่ม เต๋อหัวรับไปดื่มโดยไม่พูดไม่จา แม้ขมจนอยากจะคายทิ้ง แต่ก็กลั้นใจดื่มจนหมด

“แก้ช้ำใน...” ท่านชินเหลียงบอก เพราะเมื่อกี้ที่ตุบตับกันน่ะ น่าจะ 4-5 ครั้งได้ ท่านชินเหลียงเห็นถ้วยยาเกลี้ยงเปล่า จึงเผยสีหน้าพึงพอใจแล้วหันไปถามเอียนเรื่องซ่อมห้อง

“เรื่องกลไกเป็นยังไงบ้าง”

“ไม่ได้เสียหายมากครับ แต่พวกเขาเองก็เกือบจะไขเข้าไปได้เหมือนกัน” เอียนบอกด้วยสีหน้าราบเรียบ จากนั้นก็ย่นคิ้วเข้าหากันว่าทำไมพวกเขาถึงเกือบจะไขเข้าไปได้ แสดงว่าต้องมีคนช่วยพวกเขาอีกแน่

“พวกเขาต้องมีคนช่วย” เต๋อหัวตอบ จากนั้นใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มเช็คว่ามีเลือดไหลไหม พอเลือดหยุดไหลแล้วจึงลุกขึ้นยืน “ฉันอยากให้นายสืบให้ได้ว่าใครช่วยพวกเขา”

“ได้...” เอียนพยักหน้าตกลง เพราะเขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าใครลูบคมเขา “แต่การที่มีคนบุกเข้ามาที่นี่ จะต้องมีคนสงสัยแน่ว่าทำไมถึงมีคนบุกเข้า หรือไม่ก็อาจจะรู้ว่าตราอยู่ที่นี่...เราอาจจะต้องหาที่ซ่อนอื่น”

“ฉันจะจัดการเอง แต่คงต้องฝากท่านชินเหลียงดูแลอย่างเข้มงวดในช่วงนี้ไปก่อน”

“ได้ๆ อั้วดูแลให้ลื้อได้อยู่แล้ว...” เต๋อหัวได้ยินอย่างนั้นก็โค้งศีรษะขอบคุณผู้อาวุโส จากนั้นก็หันมาชวนเอียนให้เดินออกไปด้วยกัน ขณะกำลังจะเดินไปลานจอดรถ จู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเขาลืมใครคนหนึ่งไว้บนห้องรับแขกข้างห้องโถง จึงรีบบอกลาเอียนแล้วเดินย้อนกลับไปหาตะวันกล้า และหมิงตู้อย่างรวดเร็ว

ตะวันกล้านั่งหงอยอยู่บนโซฟามานาน และเขาก็เบื่อเต็มทีแล้ว แต่เต๋อหัวก็ยังไม่กลับมา ห่วงพ่อก็ห่วง ห่วงตัวเองก็ห่วง จะเอายังไงต่อดีวะเนี่ย ขณะที่คิดหนักอยู่นั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออกโดยฝีมือของเต๋อหัว ร่างสูงเดินเข้ามาในห้องก็มองหาตะวันกล้า พอเห็นอีกฝ่ายปกติดี ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร จึงหันไปหาหมิงตู้

“ไม่มีอะไรผิดปกติใช่ไหม”

“ไม่มีครับ” หมิงตู้ตอบนอบน้อม

เต๋อหัวไม่ถามอะไรอีกชายหนุ่มหันไปหาตะวันกล้า “ฉันจะไปส่งนายที่บ้าน...” พูดจบร่างสูงก็เตรียมจะหมุนตัวเดินนำ แต่นึกขึ้นมาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังแกล้งป่วยจึงหมุนตัวกลับไปอุ้มร่างโปร่งขึ้นในท่าเจ้าสาว

ตะวันกล้าเบิกตากว้างแวบหนึ่ง แล้วเปลี่ยนสีหน้าเป็นราบเรียบ พูดด้วยเสียงที่พยายามเรียบนิ่งที่สุด “ฉันอยากนั่งรถเข็น...”

เต๋อหัวไม่พูดอะไรเพียงกระชับกอดคนในอ้อมแขนแน่น แล้วหันไปสั่งให้หมิงตู้เข้าไปเอารถเข็นในห้องโถงจัดเลี้ยงตามมาที่รถ จากนั้นก็พาตะวันกล้าเดินออกไปทั้งแบบนี้

ตะวันกล้าแอบทำหน้างอง้ำไม่พอใจเต๋อหัว เมื่อกี้เขาบอกชัดว่าอยากจะนั่งรถเข็น ทำไมอีกฝ่ายถึงไม่หยุดรอหมิงตู้ แล้วให้เขานั่งรถเข็นไปที่รถกันเล่า ทำไมจะต้องอุ้มเขาลงไปทั้งแบบนี้ด้วยวะ

“ฉันอยากนั่งรถเข็นลงไปไม่ใช่ให้นายอุ้มฉันลงไป”

เต๋อหัวเหลือบมองคนในอ้อมแขนที่กำลังถลึงตามองเขาอย่างเคืองๆ แล้วตอกกลับไปเสียงเรียบเรื่อย แต่โคตรไร้เหตุผล “ฉันขี้เกียจรอ”

“แต่จะลงไปทั้งแบบนี้น่ะหรอ! เกิดใครมาเห็นเข้า แล้วฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน” นี่เขาไม่คิดไว้หน้าภรรยาของเขาบ้างหรอ?

“ก็เอาไว้ที่คอของนาย...”

ตะวันกล้าอ้าปากค้างมองเต๋อหัวอย่างไม่เชื่อสายตา ให้ตายสิ...นอกจากเขาจะเป็นคนเย็นชาแล้วยังหน้ามึนด้วยหรอเนี่ย! ที่อุ้มเขาเพราะหวังดี หรืออยากจะแกล้งกันกันแน่?! ตะวันกล้าเม้มปากแน่น ในใจเต็มไปด้วยถ้อยคำด่ากราด แต่ต้องข่มกลั้นเอาไว้ ขืนพูดออกไป ก็มีแต่เปลืองน้ำลาย

เต๋อหัวเหลือบมองคนในอ้อมแขนที่เงียบไปอย่างผิดสังเกต ตาคมจับจ้องที่ริมฝีปากเม้มเข้าเม้มออก คล้ายอยากจะพูด แต่ก็ตัดใจไม่พูด แล้วเปลี่ยนเป็นทำปากขมุบขมิบอยู่คนเดียวแทน เต๋อหัวกระตุกยิ้มมุมปากน้อยๆ มองเงาร่างของพวกเขาสองคนสะท้อนบนเงาประตูลิฟต์ตรงหน้าเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร เพียงแต่ซึมซับบรรยากาศเล็กๆ นี้ไว้ด้วยความพอใจเท่านั้น...

ทางด้านหมิงตู้เดินเข้ามาเก็บรถเข็นของคุณชายซื่อหนาน แล้วเข็นมันตรงไปที่ประตูห้องโถง ทว่า กำลังจะก้าวเท้าออกไป แต่ดันได้ยินเสียงคุ้นหูของผู้หญิง และผู้ชายดังขึ้นซะก่อน ร่างโปร่งจึงหยุดชะงักยืนฟัง

“เห็นไหมคะ ว่าเขาไม่ได้แค่ซูเหมยอย่างที่คุณว่ามาเลยสักนิด” ซูเหมยพูดขึ้นด้วยท่าทางน่าสงสาร น้ำเสียงฟังดูก็รู้ว่าไม่ได้มีความเสียใจปะปนอยู่ในนั้นเลย

....เสียงนายหญิงซูเหมย?

“ไม่หรอกน่า ที่เขาทำเป็นเพราะซื่อหนานเป็นเพื่อนร่วมงานของเขาหรือเปล่า” มาซาชิพูดปลอบๆ ขณะเดียวกันก็โอวเอวคอดเข้ามาใกล้ ขณะยืนมองเต๋อหัวอุ้มซื่อหนานเข้าไปในลิฟต์

“ซูเหมยก็แอบเสียใจอยู่เหมือนกันนะคะ....ท่าทางเขาเป็นห่วงเป็นใยคุณชายนั่นมากกว่าภรรยาอย่างซูเหมยซะอีก”

“ไม่เอาน่าซูเหมย คุณอย่าคิดมากเลย”

“ไม่ให้คิดมากได้ยังไง ขนาดในงาน ซูเหมยร้องให้เขาช่วยแทบตายเขากลับไม่ช่วย และเอาแต่สนใจคุณชายนั่น”

“มันเป็นเรื่องของผลประโยชน์คุณอย่าคิดมากเลย”

“ถึงงั้นก็เถอะค่ะ...สภาพแบบนั้นเขาคงจะไปต่อกันที่อื่น คืนนี้ซูเหมยคงนอนเหงาบนเตียงคนเดียว” ซูเหมยออดอ้อนพลางใช้เนินนมเนียนของเธอดันเข้าที่แขนแกร่งอย่างสื่อความหมาย มาซาชิมองตาซูเหมยแล้วเหยียดยิ้มมุมปาก จับมือเรียวเล็กขาวผ่องขึ้นมาจุมพิตเบาๆ

“ผมจะไม่ปล่อยให้คุณนอนเหงาคนเดียวแน่นอน ไปเถอะ...ผมจองห้องหรูเอาไว้ คุณต้องชอบแน่....” พูดจบทั้งคู่ก็เดินเลี่ยงจากไปอีกทาง

หมิงตู้หลับตาลงเดินฟังเสียงฝีเท้าค่อยๆ ห่างออกไป พร้อมๆ กับข่มอารมณ์กรุ่นร้อนภายในเอาไว้เต็มที่ ข่มเอาไว้ไม่ให้ไปเปิดโปงหญิงร้ายชายเลวที่กำลังชวนกันไปต่อสองต่อสอง! ให้ตายสิ! เขารู้ว่าซูเหมยเป็นนายหญิงที่โคตรแย่ แต่ไม่คิดว่าจะแย่ถึงขั้นจับผลัดจับพลูเล่นชู้กับมาซาชิแบบนี้....ผู้หญิงอะไร...ร่านไม่เลือก นั่นมันคู่ค้าของนายท่านนะ แล้วเธอยัง...โธ่เอ้ย! แล้วทำไมเขาจะต้องมารับรู้อะไรแบบนี้ด้วยวะ หมิงตู้คิดอย่างเซ็งๆ พลางคิดว่าต่อให้ตายยังไง เขาก็ต้องบอกเรื่องนี้กับนายท่านให้ได้!

ขณะที่ทางด้านเต๋อหัวกำลังก่อเกิดเค้าลางวุ่นวาย ทางด้านฮั้นตี้ที่กำลังนั่งรถกลับคอนโดหรูของตัวเองก็กำลังวุ่นวายใจไม่แพ้กัน...

ฮั้นตี้ก้มหน้าลงมองภาพถ่ายอัลตราซาวด์ของเด็กแฝดอย่างสับสน ภาพถ่ายที่ไม่รู้ว่าคิมสันเข้าไปเอามันมาได้ยังไงอย่างไร แต่มันก็ทำให้เขาฟุ้งซ่าน ว้าวุ่นไปทั้งใจ เกิดคำถามมากมายว่าหากซื่อหนานไม่ท้องแล้วเขาจะวุ่นวายใจแบบนี้ไหม แต่พอคิดย้อนไปถึงวันหลังจากที่เขามีอะไรกับซื่อหนาน วันที่เขาหลุดปากพูดกับเต๋อหัว....

‘ฉันขอ...นายห้ามมีอะไรกับเขาอีก แค่ครั้งนั้นครั้งเดียวพอ สำหรับแผนที่เราต้องการ...’

‘ทำไม?’

‘เพราะฉันไม่อยากให้มีไง ไม่ต้องถามมากได้ไหม’ แค่คิดว่าคนที่เขาครอบครองเมื่อคืนก่อนจะตกเป็นของเต๋อหัว ข้างในเดือดปุดพร้อมระเบิดออกมาแล้ว

เต๋อหัวในตอนนั้นไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ฮั้นตี้ก็รู้แล้วว่าไอ้อาการแบบนั้นน่ะมันแสดงว่ายอมทำตามที่เขาขอร้อง ดังนั้น พยัคฆ์หนุ่มจึงค่อนข้างวางใจ...และรู้ว่าเต๋อหัวไม่มีทางทำอะไรซื่อหนานแน่นอน

และเด็กแฝดสองคนนี้...

จากข้อมูลที่คิมสันส่งมาให้นับจากอายุครรภ์แล้วยังไงๆ ก็ไม่พ้นว่าเป็นของเขาอยู่ดี...ที่เขามั่นใจแบบนี้ เพราะเขาจำได้ดี จำได้ดีถึงวันที่เขามีอะไรกับซื่อหนาน วัน...วันที่...เดือน...เวลาเริ่มต้น และสิ้นสุดอันแสนสั้น แต่ลบเท่าไหร่ก็ลบไม่ออกจากความทรงจำของเขา วันนั้นที่ทำลงไป เขาทำมันด้วยความแค้นทั้งหมดที่มี และอยากจะเอาชนะล้วนๆ พอมารู้ความจริงว่าเขาเองก็แค่ไอ้โง่ถูกพี่ชายต่างพ่อหลอกใช้จนทำเขาท้องอีกที ความรู้สึกทุกอย่างก็ตาลปัตรไปหมด...

กลายเป็นเขาที่เกลียดเต๋อหัวเข้าเต็มๆ ขณะเดียวกัน....ความรู้สึกลึกๆ ในใจกลับ...

“เฮ้อ...ฝาแฝดงั้นหรอ...” ลูบๆ ภาพในโทรศัพท์มือถือ

“ถ้าเป็นเด็กผู้ชาย...” ซูมภาพ

“ก็คง...” ลูบเบาๆ

“.......” ลูบอีก...

“...จะหล่อเหมือนฉันนี่แหละนะ” กระตุกยิ้มพอใจ...

....กลับดีใจแปลกๆ อยู่ข้างใน....จนไม่รู้ว่าเขาควรจะเกลียดเต๋อหัวต่อไปไหม…

ฮั้นตี้ดูภาพถ่ายในมือซูมเข้าซูมออกชื่นชมอย่างพออกพอใจอยู่สักพักใหญ่ๆ จู่ๆ ก็มีข้อความเข้ามาจากคิมสัน ฮั้นตี้จึงกดดูข้อความนั้น แล้วเบิกตาโพลง นี่มัน...

‘ภาพถ่ายยั่วๆ คืนนี้เขานอนด้วยกัน....’

ฮั้นตี้ขบกรามแน่นมองเงาสีดำสองร่างคล้ายกำลังโอบกอดกันบนม่านสีครีมอย่างเดือดดาล โกรธจนต้องปาโทรศัพท์ทิ้งลงบนพื้นรถ

เสียงเอะอะดังมะเทิ่งทำบอดิการ์ดรีบเลื่อนกระจกลงถามนายว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า แต่พอเห็นฮั้นตี้โบกมือบอกปัดก็รีบเลื่อนกระจกปิด

ฮั้นตี้พ่นลมหายใจออกแล้วมองโทรศัพท์บนพื้นอย่างโกรธๆ แต่สักพักนึกขึ้นได้ว่ามีภาพถ่ายสำคัญอยู่ในนั้นก็รีบยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูใกล้ๆ อย่างตกใจ พอลองกดเปิดปรากฏว่ามันไม่ติด ฮั้นตี้สูดลมหายใจเข้าลึก...แล้วสบถออกมาอย่างเจ็บใจ

“โธ่เว้ย!”

...นอนด้วยกันจริงหรอวะ....ยังไม่ทันจะดูชัดๆ เลย!

 

 

===========================

หึๆๆ ตอนหน้าเรามาดูความตลกของฮั้นตี้กันค่ะ แล้วก็...ลุ้นกับตะวันกล้ากันต่อว่าจะหาตรามังกรได้ไหม!>

#ดวงตะวันกับมังกร

ติดตามข่าวสารได้ที่>>>ไอเรนเยีย 

ความคิดเห็น