ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 6 พอคนเราเปลี่ยนไป มุมมองมันก็เปลี่ยนตาม

ชื่อตอน : บทที่ 6 พอคนเราเปลี่ยนไป มุมมองมันก็เปลี่ยนตาม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 28 มิ.ย. 2564 08:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6 พอคนเราเปลี่ยนไป มุมมองมันก็เปลี่ยนตาม
แบบอักษร

6

พอคนเราเปลี่ยนไป มุมมองมันก็เปลี่ยนตาม

 

 

เช้าวันใหม่ อากาศแจ่มใส ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ที่หน้าคฤหาสน์บ้านเมเซเฟียร์ เรย์ที่ตอนนี้อยู่ในชุดนักเรียนที่เป็นเสื้อเชิ้ตสวมทับด้วยเสื้อนอกสีน้ำเงินเนื้อผ้าดีปักตราโรงเรียนที่กระเป๋าเสือกับกางเกงขายาวสีเทาทึบกำลังยืนอยู่ข้างรถคัดหรู เตรียมตัวจะขึ้นรถไปโรงเรียนโดยมีเอลล่าและรอเรนซ์มายืนรอส่ง

“ตั้งใจเรียนด้วยนะลูก” เอลล่ายิ้มบอก

“...” รอเรนซ์ไม่พูดอะไร แค่มามองเรย์อยู่อย่างนั้น

“ไปก่อนนะคร้าบ” เรย์โบกมือให้พ่อแม่ด้วยความรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างบอกไม่ถูก ในชีวิตก่อนที่เขายังเป็นวัชระอยู่ เขาไม่เคยมีพ่อแม่มายืนส่งเขาไปโรงเรียนอย่างพร้อมหน้าแบบนี้มาก่อน ชีวิตปัจจุบันนี้ของเขา เรย์ เมเซเฟียร์ มันช่างต่างกับตัวเขาในโลกโน้นราวฟ้ากับเหวเลยจริง ๆ

เด็กหนุ่มเดินขึ้นรถทางประตูที่คนขับรถเปิดรอไว้ให้เขาอย่างดี เมื่อเห็นว่าเรย์ขึ้นรถไปนั่งที่เรียบร้อยแล้ว ชายคนขับรถชาววัลแคนที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ทุกประการยกเว้นมีหูและหางเหมือนหมาป่าก็ทำการปิดประตูแล้วเดินไปนั่งประจำที่หลังพวงมาลัยรถ จากนั้นเขาจึงสตาร์ทเครื่องแล้วขับรถออกจากคฤหาสน์ตระกูลเมเซเฟียร์ไป

รถคันหรูสีดำสุดคลาสสิกแล่นไปบนถนนด้วยความเร็วที่ไม่ช้าไม่เร็ว เรย์ที่นั่งอยู่ในนั้นทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง มองทิวทัศน์ของเมืองซิลเวอร์ดัสท์ เมืองหลวงแห่งอาณาจักรดีคอนที่ดูคล้ายกับเมืองในยุคกลาง แต่กลับมีถนนรถราและเสาไฟมนตรา บ้านเรือนทุกหลังมีอุปกรณ์ที่คล้ายคลึงกับเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างหลอดไฟ ทีวี ตู้เย็น และพัดลมใช้อย่างแพร่หลาย เพียงแต่ถึงพวกมันจะใช้เหมือนกันหรือแม้แต่มีชื่อเหมือนกัน แหล่งพลังงานที่ใช้ขับเคลื่อนอุปกรณ์พวกนั้นกับถูกแทนที่ด้วยพลังงานเวทแทนที่จะเป็นพลังงานไฟฟ้า

นวัตกรรมมนตราส่วนใหญ่บนโลกใบนี้สามารถกล่าวได้ว่าทัดเทียมกับเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันของดาวโลกได้เลยทีเดียว บางอย่างล้ำหน้าไปด้วยซ้ำ เพียงแต่สไตล์และภาพลักษณ์ของสิ่งประดิษฐ์เวทอาจจะดูคลาสสิก ดูขลัง และเป็นแฟนตาซีมากกว่าพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า แม้แต่เครื่องจักรพลังมนตราที่ถูกผลิตโดยการใช้วิศวกรรมมนตราของโลกใบนี้ยังมีสไตล์เอนไปทางสตรีมพังค์ยิ่งกว่าอะไร นั่นคือดูทันสมัยของที่นี่แล้ว

พูดง่าย ๆ คือชีวิตความเป็นอยู่ที่โลกนี้ก็สะดวกสบายไม่แพ้ที่โลกโน้น เอาจริง ๆ ถ้าเขาใช้เวทมนตร์ได้คล่องเหมือนหายใจเข้าออกเมื่อไหร่ ชีวิตเขาจะดีที่สุดเท่าที่เคยเป็นมาใน 2 ชีวิตนี้ด้วยซ้ำ...แต่นั่นคือถ้าเขาไม่วอนออกไปหาเรื่องเจอดีที่เขตอันตรายนอกกำแพงเมืองล่ะนะ ทว่าดูจากแผนการในอนาคตของเขาแล้ว เรื่องนั้นมันคงเลี่ยงไม่ได้

เรย์ถอนหายใจแล้วสลัดเรื่องดังกล่าวออกไปจากหัว ตัวเขาตอนนี้ยังอ่อนแอเกินกว่าจะคิดไปไกลถึงอะไรพวกนั้น ร่างกายเขายังไม่พร้อมจะปะทะกับด้านโคตรแฟนตาซีและโคตรฮาร์ดคอร์ของโลกนี้ หนทางข้างหน้ายังอีกไกล

“ถึงแล้วครับคุณหนู”

ไม่นานหลังจากนั้น คนขับรถก็เอ่ยแจ้งเรย์ขึ้นมาดังนั้นเมื่อรถเคลื่อนตัวมาถึงหน้าประตูทางเข้าโรงเรียนแสนโอ่อ่า ป้ายใหญ่หน้าโรงเรียนเขียนชื่อไว้ว่า [ ซิลเวอร์แอชไฮสคูล ] นี่คือโรงเรียนเอกชนระดับหัวกะทิของอาณาจักรที่ถ้านักเรียนไม่ฉลาดพอ บ้านก็ต้องรวยพอถึงจะเข้าเรียนได้ เรย์เป็นพวกที่พึ่งคุณสมบัติอย่างหลังเพื่อเข้าเรียนที่นี่ แต่หลังจากนี้ไปเขาจะพยายามทำตัวให้เป็นพวกแรกเพื่อไม่ให้พ่อกับแม่เขาผิดหวังไปในตัวเขาไปมากกว่านี้ก็แล้วกัน

คนขับรถขับพาเรย์เข้าไปส่งถึงข้างในโรงเรียน เมื่อเสร็จหน้าที่แล้วเจ้าตัวถึงได้ขับรถออกจากโรงเรียนไป ส่วนตัวเรย์นั้นก็ต้องเดินไปทางอาคารเรียน มุ่งหน้าไปยังห้องเรียนของเขาตามประสา เดินผ่านครูอาจารย์และเหล่าเพื่อนนักเรียนทั้งหลาย

โรงเรียนซิลเวอร์แอชนั้นมีการตกแต่งที่หรูหราและคลาสสิก บรรยากาศยอดเยี่ยม ถนนทางเดินปูอิฐ พื้นที่สะอาดสะอ้าน ตึกอาคารสวยงามถูกสร้างขึ้นมาอย่างดี มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการเรียนการสอนสารพัด ก็ถือเป็นโรงเรียนคุณหนูที่คุ้มค่าเทอมโคตรแพงหูฉี่ดี

โชคดีที่ความจำของเรย์ยังไม่พร่าเลือนเกินไปถึงจะมีความทรงจำของวัชระมากินพื้นที่ในสมองไปซะเยอะก็ตาม เขาสามารถเดินตามทางที่แสนคุ้นเคยขึ้นไปยันถึงห้องเรียนของเขาที่อยู่บนชั้น 2 ของอาคารเรียนหลักได้โดยสวัสดิภาพ

[ 1-E ]

ปีหนึ่งห้อง E หรือที่รู้จักกันดีในชื่อห้องบ๋วยหรือห้องของพวกลูกคุณหนูไม่เอาถ่าน ส่วนที่มาของชื่อนั้นก็ไม่ยากจะเข้าใจ ในห้องนี้มันมีแต่พวกลูกคุณบ้านรวยที่จ่ายเงินมานั่งขี้เกียจในโรงเรียนไปวัน ๆ เพื่อให้ได้ใบจบไปงั้น อย่าได้หวังว่าจะหาเด็กดีเจอในห้องนี้ เพราะมันเสียเวลาเปล่า แม้แต่พวกครูอาจารย์ก็ยังไม่หวังอะไรจากเด็กห้องนี้เลย ฟังดูน่าสลดใจดีไหมล่ะ

แอ๊ด~

เรย์เปิดประตูห้องเข้าไปอย่างไม่มากพิธี และสิ่งที่เฝ้ารอเขาอยู่ข้างไหนก็คือภาพอันเละเทะของห้องเรียนและเสียงที่ดังกระแทกโสตประสาท โต๊ะเรียนในห้องโดนจับเลื่อนไปวางต่อกันตรงนั้นตรงนี้ตามใจ แล้วแต่ว่าใครจะอยากจะจับกลุ่มคุยกันกับใคร ไม่มีความเป็นระบบระเบียบ พวกนักเรียนในห้องบ้างนั่งอยู่บนโต๊ะเรียน บ้างก็นั่งเก้าอี้แต่เอนตัวเอาเท้าขึ้นพาดโต๊ะเรียนอย่างสบายใจ มันยังดีว่ายังมีคนนั่งเก้าอี้ดี ๆ เป็นกับเขาอยู่เหมือนกัน แต่นั่นไม่ได้ช่วยให้ภาพลักษณ์ของนักเรียนในห้องนี้ดูดีขึ้นมากสักเท่าไหร่ เสียงคุยกันในห้องมันดังโหวกเหวกซะจนเรย์แทบจะอยากหันหลังเดินหนีกลับทางเก่าไป แต่เขาก็ได้แต่ทำใจแล้วเดินเข้าไปในห้องก่อนจะปิดประตู

ตอนแรกที่เรย์เพิ่งเดินเข้ามา คนในห้องก็ยังไม่ได้มีท่าทีตอบสนองอะไรเพราะเห็นว่าคนที่เข้ามาไม่ใช่อาจารย์ แต่พอพวกเขามองดี ๆ แล้วพบว่าคนที่เข้ามาในห้องคือเรย์ เพื่อนร่วมห้องที่ลาป่วยหยุดเรียนไปเป็นเดือน คนที่รู้จักเขาหลาย ๆ คนก็เดินเข้ามาทักทาย ความสนใจของคนส่วนใหญ่ในห้องเบนมาที่เขาในทันที

“อ้าวเรย์ กลับมาแล้วเหรอ” 

“ที่หายหน้าไปนานนี่นายป่วยจริงหรือป่วยการเมืองเนี่ย”

“ได้ข่าวลือมาว่าที่นายหยุดเรียนไปเพราะโดนฟ้าผ่าจนเจ็บหนักไม่ได้สติ อันนี้ข่าวจริงหรือล้อเล่นเนี่ยพวก”

“ดีจังนะ นายได้หยุดเรียนตั้งนาน พวกฉันต้องมาโรงเรียนทุกวัน เบื่อเป็นบ้า”

เรย์พยายามพูดตอบกลับคำถามและคำทักทายจากเพื่อนร่วมชั้นทั้งหลายของเขาอย่างใจเย็นพลางก็เดินไปนั่งที่โต๊ะเรียนของเขาซึ่งอยู่หลังห้อง หลังจากที่เขาคุยตอบส่ง ๆ กับคนในชั้นไปได้สักพัก พวกนั้นก็เลิกสนใจอะไรเขาและกลับไปคุยกับคนในกลุ่มด้วยกันเองหรือทำอะไรก็แล้วแต่ที่ทำอยู่ก่อนหน้านี้ต่อ

ส่วนเรย์ก็ลอบถอนหายใจ เขารู้สึกไม่สบายสักนิดที่ต้องมาอยู่ในห้องเด็กเกแบบนี้ แต่จนกว่าจะมีการย้ายห้องหลังการเปลี่ยนเทอม เขาก็ต้องทน ๆ อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ไปก่อน ตอนนี้เขารู้สึกแปลกแยกอย่างกับว่าตัวเองเป็นเด็กเรียนแสนมืดมนที่นั่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มเด็กเกรียนโรงเรียนมัธยมยังไงยังงั้น

...เอ หรือเขาไม่ได้แค่รู้สึกไปเองแต่มันใช่อย่างที่ว่านั่นเลยกันแน่นะ

“เรย์ เรย์! เฮ้พวก!”

ตอนที่เรย์ไม่ทันสนใจนั่นเอง เด็กหนุ่มชาวฮิวม่าหรือก็คือมนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีหูมีหางสัตว์เหมือนเขาก็เดินมานั่งลงที่โต๊ะตัวติดกับเรย์ ซึ่งมันเป็นแค่โต๊ะตัวเดียวในห้องที่โดนเลื่อนมาต่อกับโต๊ะของเขา เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าเจ้าของโต๊ะเป็นเพื่อนคนสนิทจริง ๆ ของเรย์เพียงหนึ่งเดียวในห้องนี้

เรย์หันไปมองอีกฝ่ายแล้วก็ทักกลับ “ไงออลสัน ไม่ได้เจอกันนานนะ”

“นายฟื้นตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ไหงไม่เห็นโทรมาบอกกันบ้างเลย” ออลสันว่า ใบหน้ายิ้มดูจะอารมณ์ดีที่เห็นเรย์มาโรงเรียนสักทีหลังจากที่ทิ้งให้เขานั่งเหงาอยู่ในห้องคนเดียวมาเป็นเดือน

“โทษที ตอนฉันฟื้นมามันเบลอ ๆ เลยไม่ทันคิดถึงเรื่องโทรไปบอกนาย” เรย์บอก

“เป็นฉันถ้าโดนฟ้าผ่าใส่กลางหัวแบบนั้นก็คงเบลอเหมือนกัน ว่าแต่นายดูซึม ๆ นะเนี่ยวันนี้ หายดีแล้วแน่ป่าว ไหวไหมเนี่ยเพื่อน”

“ไหว นายไม่ต้องห่วงหรอก”

ออลสัน...หมอนี่เป็นเพื่อนสนิทกับเขามาตั้งแต่สมัยมิดเดิ้ลสคูล เพราะมีรสนิยมและเรื่องที่ชอบหลาย ๆ อย่างคล้ายกัน พวกเขาสองคนก็เลยสนิทและเที่ยวเล่นด้วยกันมาได้หลายปีแล้ว จะว่าไปสาเหตุที่เขาได้ไปที่โรงประมูลทาสเมื่อ 2 ปีก่อนจนซื้อตัวไอช่ามามันก็เพราะไอ้หมอนี่เป็นคนชวนเขาไปด้วยนี่ เขาควรต้องขอบคุณมันไหมเนี่ย?

เรย์โดนออลสันชวนคุยยาวไปจนถึงตอนที่ครูประจำชั้นชายเดินเข้ามาในห้องและทำการเริ่มโฮมรูมขึ้นท่ามกลางเสียงคุยจ้อกแจ้กจอแจของพวกนักเรียนที่ไม่มีความสนใจหรือเคารพใด ๆ ต่อครูอาจารย์ แต่คุณครูประจำชั้นก็ชินกับเรื่องนี้จนไม่รู้จะชินยังไงแล้ว เขาเลยแค่ทำหน้าที่ของเขาไป ไม่สนใจท่าทีของนักเรียนในห้องพอ ๆ กัน

‘ที่นี่มันมุมมืดของโรงเรียนชัด ๆ’ เรย์คิดในใจ

...และการเรียนวันแรกหลังจากทีหยุดเรียนไปนานของเรย์ก็เริ่มขึ้น

วิชาเรียนในโรงเรียนของโลกนี้ถ้าเทียบกับที่โลกก่อนของเขาแล้วจะว่าคล้ายมันก็คล้าย แต่ก็ไม่ได้เหมือนกันซะทีเดียว มันมีพวกคณิตศาสตร์ พละศึกษา ประวัติศาสตร์ เป็นวิชาหลักเหมือน ๆ กัน แต่วิชาหลักอีกตัวมันเป็นวิชาเวทมนตร์พื้นฐานแทนที่จะเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ และวิชาสายศิลป์-ภาษาอย่างดนตรี ศิลปะ วรรณกรรม คหกรรม หรือภาษาศาสตร์ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่วิชาเลือก

ตารางเรียนของวันนี้มีวิชาหลักมาถึง 3 วิชา คือคณิต ประวัติศาสตร์ และเวทมนตร์ ซึ่งด้วยพิษจากการที่เมื่อก่อนเขาไม่เคยตั้งใจเรียนแถมยังเพิ่งขาดเรียนมาเป็นเดือน เรย์ก็เลยได้แต่นั่งงงอยู่ในคาบคณิตศาสตร์และประวัติศาสตร์ไปตามระเบียบ ดูเหมือนเขาต้องกลับไปอ่านหนังสือและศึกษาด้วยตัวเองเพื่อไล่ตามบทเรียนให้ทันโดยด่วน

โชคยังดี ในส่วนของวิชาเวทมนตร์ในชีวิตประจำวัน เขาได้อ่านบทเรียนในหนังสือมาหมดแล้วตั้งแต่เมื่อสองวันก่อน วันนี้เรย์เลยยังพอจะรู้สึกว่าตัวเองเรียนรู้หนังสือเรื่องอยู่บ้าง ไม่ได้แค่มานั่งโง่ที่โรงเรียนทั้งวันอย่างเดียว ส่วนวิชาสุดท้ายของวันซึ่งเป็นวิชาศิลปะ...มันก็แค่วิชาวาดภาพนั่นแหละไม่มีอะไรให้พูดถึงมาก นอกจากเรื่องที่มันเป็นวิชาเลือกที่เรียนคละห้อง เขาเลยไม่ต้องทนรับมลพิษทางเสียงจากเด็กห้อง E เหมือนตอนเรียนพวกวิชาหลัก 

โดยสรุปแล้วการมาโรงเรียนครั้งแรกในรอบสิบปี...เอ้ย แค่รอบเดือนสิ เขายังเผลอจำตัวเองผิดเป็นวัชระอยู่เรื่อยเลย...เอาเป็นว่าการมาเรียนวันนี้มันจบลงแค่นั้น ทั้งวันไม่ได้พบเจอเหตุการณ์พิเศษอะไร แต่ข้าวกลางวันที่โรงอาหารของโรงเรียนนี้อร่อยมาก แถมแพงมากด้วยเช่นกัน อันนี้แค่อยากบอกเฉย ๆ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่พูดถึงเมื่อก่อนหน้าหรอก อย่าใส่ใจ

“เรย์ เดี๋ยว ๆ รอฉันด้วย” 

ตอนเรย์กำลังเดินออกจากอาคารเรียน เตรียมจะติดต่อกับทางบ้านให้ส่งคนมารับ ออลสันก็วิ่งตามหลังมาเรียกเขาไว้ ทำให้เด็กหนุ่มต้องคิ้วกระตุกขึ้นมานิดหนึ่ง เจ้าหมอนี่ทำตัวติดกับเขามาทั้งวันแล้ว ชวนเขาคุยตลอดทั้งคาบในทุกคาบเรียน แม้แต่ในคาบวิชาศิลปะที่เป็นวิชาเลือก มันก็ดันลงเรียนวิชาเดียวกับเขาเลยตามมารังควานได้ นี่มันก็เลิกเรียนแล้วนะ หมอนี่ยังจะมาอะไรกับเขาอีกเนี่ย

“ว่าไง ออลสัน” เรย์ควบคุมน้ำเสียงของตัวเองไม่ให้ห้วนจนถูกดูออกว่ากำลังรำคาญ 

“นายหายไปเป็นเดือน เราไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันตั้งนาน เย็นนี้มาด้วยกันกับฉันหน่อยไหม” ออลสันเอ่ยชวนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“...ไม่เอาล่ะ วันนี้ฉันรู้สึกเหนื่อย ๆ อยากรีบกลับไปพัก” เรย์บอกปัดหน้านิ่ง

“ไม่เอาน่าเพื่อน มาด้วยกันหน่อย ที่ที่ฉันจะไปวันนี้ถ้าไปคนเดียวมันเหงานะเว้ย” ออลสันเข้ามากอดคอเรย์แล้วพูดรบเร้าเขาไม่เลิก

“ถ้างั้นนายก็ไม่ต้องไปสิ จะได้หมดเรื่อง”

“ได้ที่ไหนล่ะ ก็คนมันอยากไปนี่หว่า มาด้วยกันหน่อยเถอะน่า”

“...” 

เจอแบบนี้เรย์ก็ถึงกับต้องแอบกรอกตามองบน เมื่อก่อนเขากับออลสันสนิทและเป็นเพื่อนเที่ยวเล่นทำตัวเหลวไหลมาด้วยกันตลอด เรื่องที่เขาเปลี่ยนไปแล้วไม่มีใครนอกจากตัวเขาเองที่รู้ในตอนนี้ เพราะฉะนั้นมันก็ไม่แปลกที่ออลสันจะมาชวนเขาไปเถลไถลเหมือนทุกที ปกติถ้าเป็นเมื่อก่อน โดนมันมาเซ้าซี้ขนาดนี้ถึงไม่อยากไปเขาก็คงไปให้มันแหละ แต่ตอนนี้เขาไม่ใช่เรย์คนเดิมไง ไหนจะเรื่องสอบเรื่องอะไรอีก เขาไม่มีอารมณ์ไปเที่ยวเล่นหรอก

ถึงจะแอบสงสารเจ้าเพื่อนเก่าเพื่อนแก่คนนี้ที่ต้องโดนเทก็เถอะ แต่ไม่อยากไปก็คือไม่อยากไป จะมาบังคับเขาได้ไง

เรย์เตรียมจะพูดปฏิเสธอย่างเด็ดขาดไป แต่ไอ้อินเตอร์เฟสเจ้ากรรมก็ดันเด้งขึ้นมาห้ามเขาซะก่อน

‘ห๊ะ? มีเควสอีกแล้วเหรอ?’ 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Gekko : เนื้อเรื่องคงเรื่อย ๆ ไปอีกสักพักจนกว่าจะปิดเทอม ซึ่งก็อีกแค่ไม่กี่ตอนเท่านั้น ชิลล์ ๆ กันไปก่อนนะครับ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว