akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 8 ลักพาตัว

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 8 ลักพาตัว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 61.5k

ความคิดเห็น : 77

ปรับปรุงล่าสุด : 14 มิ.ย. 2559 20:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 8 ลักพาตัว
แบบอักษร

8

ลักพาตัว

 

ก๊อกๆๆ

          ประตูห้องพักคนไข้ถูกเปิดขึ้นโดยเจ้าของร่างที่สวมใส่ชุดกราวน์สีขาวสะอาด รอยยิ้มอ่อนโยนเผยให้เห็นบนใบหน้าหล่อเหลา ก่อนที่ร่างสูงจะก้าวเดินเข้ามาในห้อง

          “สวัสดีครับ คุณกวาง”

          ภูมินทร์ขยับกายเข้าไปหาคุณแม่ลูกอ่อน กรณัฐยังประคองไทกะและโทระไว้ในอ้อมกอด เขาส่งยิ้มให้กับชายหนุ่ม

          “แล้วพี่ใหญ่ล่ะครับ”

          เพราะในห้องมีเพียงกรณัฐและลูกชายทั้งสองเท่านั้น เจ้าลูกเสือตัวน้อยยังคงงัวเงียซุกอกมารดา เท้าเล็กขยับเบาๆ นายแพทย์หนุ่มได้แต่ระบายยิ้มอย่างเอ็นดู เลื่อนมือไปจะสัมผัสกับขนนุ่มบางเบาที่เกิดขึ้นบนตัวของหลานชาย

          “จะทำอะไร”

          กายสูงชะงักมือไปทันที เมื่อได้ยินเสียงของพี่ชาย พยัคฆ์ไม่ได้หายไปไหน เขาแค่เข้าไปในห้องน้ำ ภูมินทร์หันไปมองพี่ชาย

          “ผมแค่จะมาตรวจเจ้าตัวเล็กเฉยๆเองครับพี่ใหญ่”

          “ก็รีบตรวจสิ”

          ดวงตามองอย่างดุๆ ภูมินทร์ดูก็รู้ว่าพยัคฆ์กำลังหวงทั้งเมียทั้งลูก ฝ่ายคุณหมอที่ร่วมสายเลือด ไม่ได้รู้สึกปลอดภัยสักเท่าไหร่นัก แต่ก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อดูแลแฝดทั้งสอง

          “ทุกอย่างปกติดี เด็กๆแข็งแรงดีครับ”

          คุณหมอหนุ่มเอ่ยบอกพร้อมกับรอยยิ้ม ปลายนิ้วสวยสะกิดเล่นที่เท้าเล็ก     ไทกะยกเท้าหน้าตบเข้าที่หลังมือของภูมินทร์ ชายหนุ่มหัวเราะออกมาเบาๆกับความน่ารักของเจ้าลูกเสือตัวน้อย

          “พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้วล่ะครับ”

          “จริงเหรอ”

          พยัคฆ์คลี่ยิ้มอย่างดีใจ เขาเข้ามาหาภรรยาและลูกชาย ก้มลงไปจูบหน้าผากมนและแบ่งปันความรักนั้นให้กับเจ้าลูกชายทั้งสองที่อยู่ในร่างของลูกเสือโคร่ง

          “งั้นเดี๋ยวผมไปทำงานต่อก่อนนะครับ”

          “อืม”

          เมื่อหมดหน้าที่ ภูมินทร์ก็ตัดสินใจหมุนกายเดินออกจากห้องพัก ดวงตาคมฉายแววสงสัย เมื่อเขารู้สึกเหมือนเห็นเงาอะไรบางอย่างในขณะที่เดินออกจากห้อง

          “สุนัข?

          ชายหนุ่มเอียงคอเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันได้เดินตามเงาที่วิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว นางพยาบาลก็เดินมา

          “คุณหมอคะ คนไข้ช็อกค่ะ”

          เหตุการณ์เร่งด่วนไม่ได้ทำให้ภูมินทร์เดินตามไปหาสิ่งที่เขาสงสัย ด้วยความที่เป็นหมอชีวิตของคนไข้ย่อมสำคัญที่สุด

          เพียงแค่ชั่วพริบตาที่มุมของทางเดิน ร่างของหมาป่าตัวใหญ่ก็แปรเปลี่ยนมาอยู่ในร่างของมนุษย์ชายตัวสูง เขาพรูลมหายใจออกมาเล็กน้อย หมุนกายจะเดินกลับไปที่ลิฟต์ โดยที่ผ่านหน้าห้องพักที่มีแฝดเสือโคร่งตัวน้อยอยู่ข้างใน

          ราชิดหรี่ตาลงเล็กน้อย เมื่อรับรู้ถึงเสียงหัวเราะที่เกิดขึ้นในห้องพัก เขารีบก้าวเดินเพื่อให้รีบผ่านจากห้องนั้น ซึ่งเป็นจังเดียวกับที่นาคินทร์กำลังเดินมา ชายหนุ่มเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วย เขาเหลียวไปมองชายตัวสูงพอๆกับเขาที่เดินหายเข้าไปในลิฟต์เสียแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรมากมายนักเพราะความสนใจของเขาอยู่ภายในห้องพักคนไข้เสียมากกว่า

          ตึง

          ประตูลิฟต์ปิดลง ราชิดพรูลมหายใจออกมาเพียงแค่เล็กน้อย รู้สึกได้เลยว่าเขาอาจจะกำลังระแวงมาเกินไป เขาแค่จะมารับยาแก้ปวดท้องที่โรงพยาบาลเท่านั้น แต่ก็เหมือนว่าจะไปเจออะไรดีๆ เข้าเสียแล้ว

          Rrrr

          ภายในลิฟต์มีเพียงแค่เขาคนเดียวเท่านั้น เขาก้าวเดินออกจากลิฟต์ พร้อมกับกดรับโทรศัพท์ รายชื่อคนที่โทรมา ทำให้เขาต้องระบายยิ้ม

          “ว่าไงริท”

          [นายเป็นไงบ้าง ทำไมยังไม่กลับมาสักที]

          “ใกล้แล้วล่ะ ตอนนี้กำลังออกจากโรงพยาบาลน่ะ”

          [อย่าไปเถลไถลแล้วกัน]

          “เป็นห่วงเหรอ

          เขาถามพร้อมกับรอยยิ้ม แค่นึกถึงหน้าเพื่อนสนิทคนนี้ ราชิดก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมาทันที ทางปลายสายไม่ได้ตอบกลับสักคำ มีเพียงเสียงหัวเราะเบาๆเท่านั้นที่ดังในลำคอ

 

-------+++++-------

 

          วันเวลาผ่านไปไวราวกับโกหก ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพอลไม่ได้มีความคืบหน้าเกินกว่าเพื่อนร่วมเตียง แต่วิรุจน์ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ เพราะพอลไม่ใช่คนรักของเขา แค่นับว่าเป็นเพื่อนก็น่าจะเกินพอ

          วิรุจน์กับพอลติดต่อกันบ้างเป็นบางครั้ง ตั้งแต่มีเซ็กส์กันคราวก่อน เขาก็ไม่ได้มีเซ็กส์กับพอลอีกมาร่วมสองเดือน อาการเจ็บปวดก็ไม่ได้มีมากมายอะไรนัก แน่นอนว่าคนเบื่ออะไรง่ายๆอย่างวิรุจน์ไม่มีจิตใจมาคิดถึงพอลตลอดเวลา

          ถ้าให้คิดถึงหมอนั่น เลือกมีเซ็กส์แบบไตรมาสดีกว่า

          เขาเคยยื่นข้อเสนอให้กับพอลไปแล้ว เรื่องที่ขอมีเซ็กส์กับพอลทุกสามเดือน แทนการคิดถึงกัน พอลไม่ได้ปฏิเสธ วิรุจน์ก็ไม่ได้มองว่ามันเสียหายตรงไหน อีกอย่างตอนทำมันก็ไม่ได้รู้สึกแย่ การทำข้างหลังกับผู้ชายมันก็ทำให้เขาเสร็จได้เหมือนกัน

          วิรุจน์ไม่แคร์

          Rrrr

          “โอ๊ะ”

          ยังไม่ทันจะเข้านอน โทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาเสียอย่างนั้น เขาหยิบมาดู ก็พบว่าเป็นพอลที่โทรเข้ามา         

          “นึกว่าใคร นายนี่เอง….ทำไม โทรมาคิดถึงฉันเหรอ”

          วิรุจน์หยอดใส่ด้วยน้ำเสียงที่อารมณ์ดี แล้วหย่อนกายลงปลายเตียง หยิบผ้าขนหนูมาเช็ดผมที่เปียกชื้น ริมฝีปากก็เหยียดยิ้มรอคำตอบ

          [พรุ่งนี้ฉันจะเข้าไปหานายที่บริษัท]

          “อุ๊คิดถึงจนถึงขั้นต้องมาหาถึงที่เลยเหรอเนี่ย ฮ่าๆๆ”

          [เสียงหัวเราะของนายมันน่ารำคาญ]

          “ถ้าอย่างนั้นก็วางสายไปสิ โทรมาทำไมล่ะครับคุณชาย”

          [ฉันไม่ชอบรอข้อความจากใคร]

          “อ๋อ ก็เลยโทรมา จะได้ให้ฉันรับฟังคำสั่งจากนายทันทีอย่างงั้นสิ”

          [พรุ่งนี้ตอนนายนายเลิกงาน ฉันจะไปหา]

          “คิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงได้สั่งฉันเนี่ย”

          [แล้วนายคิดว่าฉันเป็นใครล่ะ]

          วิรุจน์กรอกตาไปมาอย่างเซ็งๆ เขาไม่อยากจะโต้วาทีกับพอลไปมากกว่านี้ คุยกันทีไร เหมือนจะกวนประสาทใส่กันทุกที

          [ฉันจะวางแล้ว]

          เสียงทุ้มดังขึ้น อย่างตัดบทสนทนาทั้งหมด ราวกับไม่ต้องการฟังว่าวิรุจน์จะพูดอะไรกลับมา

          “เดี๋ยวก่อน”

          […]

          พอลยังไม่ได้วางสาย วิรุจน์ระบายยิ้ม แล้วกระซิบใส่โทรศัพท์

          “ฝันหวานนะคุณชาย”

          ตี๊ด

          วิรุจน์รอการตอบกลับมา แต่สิ่งที่ได้รับคือการวางหูใส่ เขาอึ้งไปครู่หนึ่ง

          “คนเขาอุตส่าห์บอกฝันหวาน มารยาทมีบ้างไหมเนี่ย อย่างน้อยก็ควรจะบอกฝันดีกลับ ไม่ก็ขอบใจเป็นผู้ชายที่ห่วยแตกจริงๆ  ขอให้ชาตินี้ไม่มีหญิงมาแล”

          ครืดดดด

          วิรุจน์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่ามีข้อความหนึ่งฉบับส่งมาแทน

 

          คงกำลังด่าฉันอยู่ล่ะสิระวังคืนนี้จะฝันร้าย

 

        เขาได้แต่กำโทรศัพท์เอาไว้แน่น แล้วหัวเราะแห้งๆออกมา

          “ฝันร้ายงั้นเหรอฝันไปเถอะไอ้คุณชายพอล”

          วิรุจน์ปิดโทรศัพท์ แล้ววางไว้ที่โต๊ะ เขาเช็ดผมจนแห้ง แล้วจึงเข้านอน การทะเลาะกับพอลก็ไม่ใช่เรื่องแย่มากมายนัก นานๆทีมีคนมาให้หงุดหงิดใจก็ดีเหมือนกัน ชีวิตจะได้ถือว่ามีสีสันและรสชาติ

 

-------+++++-------

 

วันรุ่งขึ้นวิรุจน์มาทำงานเหมือนปกติ เพียงแต่พี่ชายและบิดาของเขาเดินทางไปต่างจังหวัด แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ชายหนุ่มก็ยังทำเหมือนทุกวันที่ผ่านมา จนกระทั่งถึงเวลาเลิกงาน

“เฮ้นี่มันนานแล้วนะ”

วิรุจน์ยกข้อมือมองนาฬิกา พอลยังไม่มาตามนัด จึงกดโทรหา

“ตัวเองเป็นคนนัดเองไม่ใช่หรือไง”

          เขาเริ่มหงุดหงิด ยันกายลุกขึ้นยืน เดินไปรินน้ำใส่แก้ว เขาเลิกงานรอพอลมาเกือบหนึ่งชั่วโมงแล้ว

          “คุณชายพอล ฉันจะรอนายอีกแค่สิบห้านาทีเท่านั้น ถ้าไม่มาก็เรื่องของนายแล้วนะ”

          ความตั้งใจจะอยู่รอพอลเหลืออีกแค่สิบห้านาที ชายหนุ่มยกน้ำขึ้นดื่มดับความกระหาย จนในที่สุด การรอคอยก็สิ้นสุดลงพร้อมกับอารมณ์ที่ขุ่นมัว เขาเก็บกระเป๋าเอกสารแล้วออกจากบริษัทเพื่อขับรถกลับบ้าน

วิรุจน์กำลังขับรถอย่างเซ็งจัด เพราะว่าพอลบอกว่าให้เขารอที่บริษัท  แต่ชายหนุ่มก็ไม่มาตามที่นัด

          …ไอ้คนไม่มีมารยาท

          เขาด่าพอลในใจโดยที่ไม่คิดว่ามันคือสิ่งที่ผิด ก็ในเมื่อร่างสูงนั้นทำกับเขาแบบนี้เองก็สมควรที่จะโดนด่าในใจแล้ว แถมพอโทรไปก็ติดต่อไม่ได้ มันน่าเจ็บใจจนอยากจะทุ่มเก้าอี้ใส่คนตัวสูงที่ชอบทำหน้าเย็นชา

          Rrrr

          เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น แทบจะเพิ่มความหงุดหงิดให้กับวิรุจน์เป็นเท่าตัว เพราะชายหนุ่มคิดว่าพอลคงจะโทรมา แต่ทว่าพอหยิบมามองดูรายชื่อคนโทร เขาก็ขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ

          “ครับคุณแม่”

          [รุจน์ นี่ลูกอยู่ไหน?]

          “ผมใกล้จะถึงบ้านแล้วครับ”

          [รุจน์ รีบกลับมานะลูก เกิดเรื่องใหญ่แล้ว]

          เสียงของมารดานั้นเต็มไปด้วยความเครียดและกังวล เสียงของเธอสั่นเทาจน

วิรุจน์ใจคอไม่ดี เขาไม่อยากจะคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ก็พอจะเดาออกว่ามันคงเป็นเรื่องที่ไม่ดีนัก

          “เกิดอะไรขึ้นครับคุณแม่”

          [ไทกะฮึก ไทกะ]

          “ไทกะเป็นอะไรครับคุณแม่!

          ชายหนุ่มแทบจะเหยียบเบรกรถที่เขากำลังขับ เพราะว่าใจของวิรุจน์นั้นร้อนรน

จนแทบบ้า พอได้ยินว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับหลานชายของเขา

          [ไทกะไทกะหายไปตารุจน์ แม่ให้คนหาทั่วบ้านแล้ว แต่ว่าไม่พบ แม่ไม่รู้จะทำยังไงดีแล้ว]

          “คุณแม่ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ คุณแม่ได้โทรหาพี่ใหญ่กับคุณพ่อหรือยังครับ?

          [ยังเลยลูก แม่โทรหารุจน์ก่อน รุจน์รีบกลับมาที่บ้านนะ เดี๋ยวแม่จะโทรหาคุณพ่อ]

          “ครับคุณแม่ ผมฝากคุณแม่ดูแลโทระกับคุณกวางด้วยนะครับ ผมจะรีบกลับเดี๋ยวนี้”

          วิรุจน์กดวางสาย เท้าเรียวกดเหยียบคันเร่งจนแทบมิด ใจของเขามันร้อนรนจนแทบจะเผาไหม้ แค่คิดว่าหลานของเขาได้หายตัวไป เขาก็แทบจะคลั่งตาย วิรุจน์ใช้เวลาเพียงไม่นานก็มาถึงบ้าน เขารีบลงจากรถ วิ่งเข้าไปในตัวบ้าน เห็นกรณัฐนั่งน้ำตาคลอ โอบกอดโทระเอาไว้

          “ไทกะหายไปได้ยังไงครับ?

          ร่างบางในตอนนี้ไม่มีจิตใจจะเอ่ยอธิบายอะไรทั้งนั้น เขาทั้งเครียด ทั้งกลัว ได้แต่กอดร่างเล็กไว้ในอ้อมอก

          ลูกชายคนหนึ่งของเขาหายไป เขาจะไม่ยอมปล่อยให้อีกคนต้องหายไปเด็ดขาด

          “หนูกวางเข้าไปอาบน้ำแค่แป๊บเดียว ออกมาจากห้องน้ำ ไทกะก็หายไปแล้ว”

          ดาวิกาเอ่ยตอบลูกชาย วิรุจน์เข้ามาจับไหล่เล็ก

          “ใจเย็นๆ นะครับคุณกวาง ไทกะต้องปลอดภัยครับ”

          ถึงแม้จะพูดแบบนั้น  แต่วิรุจน์ก็กังวลไม่แพ้คนตัวเล็ก ยิ่งเห็นหลานชายที่นอนหลับตาพริ้ม แต่ก็พอจะเห็นคราบน้ำตาที่หางตา ยิ่งทำให้ชายหนุ่มกังวล

          “คุณแม่โทรไปบอกพี่ใหญ่แล้วใช่ไหมครับ?

          “อืม คุณพ่อกับตาใหญ่กำลังมา”

          พี่ชายของเขาคงจะร้อนรนไม่ต่างกัน แค่คิดว่าพี่ใหญ่เขารู้เรื่องที่ไทกะหายตัวไป ก็คงจะแทบคลั่ง

          “ตอนนี้ คุณพ่อก็ให้คนออกตามหาไทกะแล้ว”

          “พวกเขาจะเจอไทกะใช่ไหมครับ?

          คนตัวเล็กเงยหน้าถาม วิรุจน์คลี่ยิ้มให้ ทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยความกังวลเกี่ยวกับหลานชายตัวน้อย

          “แน่นอนครับ พวกเขาต้องเจอไทกะแน่ๆ คุณกวางไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”

          Rrrr

          วิรุจน์หลับตาลง ใครมันช่างโทรมารบกวนในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ พอเห็นชื่อคนที่โทรมา ร่างสูงโปร่งก็แทบจะปรี๊ดแตก เขาเดินหลบมุมไปคุยอีกทาง

          “โทรมาทำไม! วันนี้นายผิดนัดฉัน แล้วจะโทรมาทำไม!

          ด้วยความที่เครียดเรื่องหลานชายที่หายตัวไป ทำให้วิรุจน์แทบจะตะคอกปลายสาย แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้สะทกสะท้าน

          [นายดูจะอารมณ์เสียเหลือเกินนะ]

          “มันก็แน่อยู่แล้วไม่ใช่หรือไงฮะ!

          [ตอนแรกฉันว่าจะเข้าไปที่บ้านของนาย]

          “ตอนนี้ที่บ้านฉันกำลังยุ่งมาก ฉันไม่มีอารมณ์มาต้อนรับแขกอย่างนายหรอกนะ!

          [อย่างนั้นเหรอหึ อันที่จริงตอนนี้ฉันก็เปลี่ยนใจแล้ว]

          “หมายความว่ายังไง?

          วิรุจน์ขมวดคิ้วฉับ เขาไม่เข้าใจในสิ่งที่พอลพูด เพราะน้ำเสียงนั้นมันดูเจ้าเล่ห์และดูเหมือนกำลังกุมชัยชนะบางอย่าง

          [ดูเหมือนว่าฉันจะเจอสิ่งที่น่าสนใจจนขี้เกียจจะโทรคุยกับนายแล้ว]

          “ฮะ? พูดบ้าอะไรของนาย!

          [มันก็คงเป็นเรื่องที่บ้าจริงๆ ที่ฉันเห็นมาหมาป่าตัวใหญ่คาบลูกเสือโคร่งไว้ในปาก”

          “!!!

          วิรุจน์เบิกตากว้าง แทบไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน

          “นะ นายว่ายังไงนะ”

          [ก็ตามนั้น]

          “พอล อย่ากวนฉัน นายรู้อะไรก็บอกมาให้หมด”

          อารมณ์ของวิรุจน์ในตอนนี้เต็มไปด้วยความกังวล หลานชายของเขาหายตัวไป โดยที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนลักพาตัวหลานชายของเขาไป

          [ฉันก็บอกนายไปแล้ว ตามที่ฉันเห็น]

          “งั้นหมายความว่า มีหมาป่าคาบหลานฉันไป นายเห็นใช่ไหม นายรู้ใช่ไหมว่ามันอยู่ไหน”

          [อืม ฉันกำลังขับรถตามมันอยู่]

          “จริงเหรอฉันจะรีบตามนายไปเดี๋ยวนี้”

          [เดี๋ยวก่อน แล้วตอนนี้นายอยู่ไหน]

          คำถามของพอล ทำให้วิรุจน์ชะงัก เขาไม่รู้พอลจะถามไปทำไม แต่ชายหนุ่มก็ตอบคำถามแต่โดยดี

          “ฉันอยู่ที่บ้านแล้ว”

          [งั้นก็ไม่ต้องมา]

          “ทำไมล่ะ!

          วิรุจน์แทบจะตะโกนถาม เขาเป็นห่วงไทกะมาก ทำไมพอลถึงไม่ยอมให้เขาไปหาหลาน พอลเอ่ยเสียงเรียบ

          [ดูแลคนที่บ้านของนายเถอะ เรื่องหลานนาย ฉันจะจัดการเอง]

          ความอุ่บวาบเกิดขึ้นที่ใจของวิรุจน์โดยที่ไม่ทราบสาเหตุ เขาเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้น

          “แต่ไทกะเป็นหลานฉัน”

          [วันนี้คุณเสือกับคุณลุงไม่อยู่บ้านไม่ใช่เหรอถ้านายไม่อยู่ที่นั่น แล้วลูกเสือหายไปอีกตัวจะทำยังไง]

          “พูดให้มันดีๆหน่อย นั่นมันหลานฉันนะ”

          [หึ]

          เขาได้ยินเพียงเสียงหัวเราะในลำคอของพอลเท่านั้น แต่นั่นก็ทำให้วิรุจน์ระบายยิ้มบางเบา

          “งั้นฉันจะโทรให้ภูตามนายไป”

          [แล้วแต่นาย]

          “ขอบใจนะ

          [อืม]

          “แล้วก็

          […]

          “ระวังตัวด้วย”

          พูดจบ วิรุจน์ก็กดวางสาย เขาเอนหลังพิงเสา ในใจเป็นกังวล ถึงเขากับพอลจะชอบทะเลาะกัน แต่พอลเองก็กำลังเสี่ยงอันตรายไปช่วยหลานของเขา หากเขาจะไม่ห่วงใยอีกฝ่ายเลย ก็คงจะเป็นเรื่องที่โหดร้ายจนเกินไป เขาเองก็ไม่ได้เกลียดพอล อีกฝ่ายก็เคยให้ความช่วยเหลือพี่ชายเขาเอาไว้

          วิรุจน์กดโทรศัพท์ติดต่อภูมินทร์ เพียงไม่นาน น้องชายคนเล็กของบ้านก็รับสาย

          “ภูนายรู้เรื่องไทกะแล้วใช่ไหม”

          [ครับ คุณแม่โทรมาบอกผมแล้ว ผมกำลังรีบกลับบ้านครับ]

          “ไม่ต้อง นายรีบโทรหาพอล แล้วติดต่อหมอนั่นให้ได้ พอลรู้ว่าไทกะอยู่ไหน”

          [เดี๋ยวนะครับ ไม่ใช่ว่าคุณพอลเป็นคนลักพาตัวไทกะหรอกนะครับ]

          “ไม่ใช่หรอกพี่คิดว่าไม่ใช่”

          [แล้วเราจะแน่ใจได้ยังไงครับ ว่าคุณพอลไม่ได้ทำ]

          “ตอนนี้เราไม่มีทางเลือก นายต้องรีบตามพอลไป อย่างน้อย ไทกะก็อยู่กับหมอนั่น”

          [ครับพี่รุจน์ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้]

          “ฝากไทกะด้วยนะ แล้วก็ดูแลตัวเองด้วย”

          [ครับ]

          ภูมินทร์ตอบรับอย่างหนักแน่น วิรุจน์เองก็มีสีหน้าเคร่งเครียด เขาคาดหวังในตัวน้องชาย หวังว่าน้องชายของเขาจะต้องช่วยไทกะกลับมาได้อย่างปลอดภัย

 

 

-------+++++-------

 

         

          ลูกเสือโคร่งตัวน้อยได้ถูกพามาที่บ้านของริท ชายหนุ่มคิดไม่ถึงว่าเพื่อนตัวสูงของเขาอย่างราชิดจะไปจับลูกเสือตัวน้อยมาจริงๆ  ทั้งราชิดและริทต่างก็มีสายเลือดของหมาป่าไหลเวียนในร่างกาย พวกเขาทั้งสองสามารถกลายร่างเป็นหมาป่าได้ และกลับมาในร่างมนุษย์ได้เช่นกัน ตอนนี้ราชิดพาลูกเสือโคร่งขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน เพราะกลัวว่าเขาจะลงมือทำร้ายเด็กน้อย ทั้งที่ใจจริงเขาไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น เขาก็แค่ต้องการให้เพื่อนตัวสูงของเขาตัดใจเรื่องที่อยากเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนเป็นคนรัก

          ปัง!

          ประตูบ้านถูกเปิดขึ้นอย่างแรง ริทตกใจ หันไปมอง เพราะไม่คิดว่าจะมีคนบุกรุกโดยการพังประตูเข้ามาแบบนี้

          “แกเป็นใคร?

          เขาถามออกไปอย่างไม่เป็นมิตร ร่างสูงใหญ่ยืนตระหง่านอยู่หน้าประตู แต่เพียงครู่ก็เดินเข้ามา ดวงตาของริทวาวโรจน์ด้วยความโกรธจัด

          “ฉันถามว่าแกเป็นใคร กล้าดียังไงถึงเข้ามาในบ้านของฉัน!

          ทั้งน้ำเสียงและท่าทางไม่ต่างกับสัตว์ร้ายที่กำลังโมโห พอลยังคงยืนนิ่ง ริทเองก็หงุดหงิดจนแทบจะคลั่ง เพราะปกติเขาก็เป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอกับคนที่ทำหน้านิ่งไม่ตอบคำถาม นี่มันเหมือนกับกวนประสาท และชวนให้เขาหงุดหงิด จนแทบจะทนไม่ไหว

          “ฉันต่างหาก ที่จะต้องถามว่าแกเป็นใครแล้วกล้าดียังไงถึงได้กล้ามายุ่งกับเผ่าพันธุ์ของฉัน”

          “!!!

          ริทตกใจ เขาผงะไป เมื่อเห็นลายพลาดกลอนที่ปรากฏบนใบหน้าหล่อนั้นเพียงครู่ ดวงตานั้นก็ไม่ต่างกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเสือโคร่ง เพียงแต่เสือโคร่งตัวนี้ไม่เหมือนกับลูกเสือโคร่งที่ราชิดไปขโมยมา

          เสือโคร่งขาว

          “เหอะพูดอะไรของนาย ฉันไม่เห็นจะรู้เรื่อง เข้ามาในบ้านคนอื่นค่ำมืดแบบนี้ รู้ไหมว่ามันเรียกว่าบุกรุก”

          ริทยังทำเนียนไม่รู้อะไร เขามองพอลอย่างไม่เกรงกลัว หากอีกฝ่ายคือเสือ เขาก็คือหมาป่าที่ไม่คิดจะอ่อนข้อให้กับใครทั้งนั้น เขาไม่คิดจะกลัว

          เพราะเสือมันก็แค่แมวตัวใหญ่เท่านั้นและแน่นอนว่า แมวกับหมา มันก็ไม่ถูกกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว…       

          “ฉันจะไม่อ้อมค้อมส่งเด็กคนนั้นมาให้ฉันซะ”

          ร่างสูงใหญ่ก้าวเดินเข้ามาในบ้าน ริทกรอกตาไปมา เสียงคนเดินลงมาจากบันได ทำให้เขารู้ว่าราชิดคงกำลังลงมา พอลตวัดสายตาไปมองร่างสูงที่เข้ามาหาริท

          “หึ

          สายตาของพอลทำให้ราชิดรู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ชายหนุ่มตัวสูงใหญ่ กำลังจ้องมองพวกเขาสองคนด้วยสายตาที่ไม่มีความเกรงกลัวแต่อย่างใด ทั้ง  ที่อีกฝ่ายก็มีเพียงคนเดียว แถมยังบุกรุกเข้ามาถึงถิ่นของพวกเขา

          “อายุของพวกนาย ถ้าให้เดาก็คงจะไม่มากนัก แต่ฉันก็ชื่นชมในความใจกล้าชั่วช้า ที่ลักพาตัวเด็กเล็กๆ ได้ลงคอ”

          ราชิดกำมือแน่น เขาอยากจะแทบจะพุ่งเข้าไปหาเรื่องกับพอล แต่ร่างของเขาก็ต้องชะงัก เมื่อรับรู้ได้ถึงความผิดปกติของชายหนุ่ม

          ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา

          “ออกไปซะ! ก่อนที่พวกฉันจะหมดความอดทนกับนาย”

          ริทแทบจะตะคอก เขาไม่ชอบหน้าผู้ชายคนนี้ แล้วก็ไม่คิดจะถูกชะตา

          “หึหมดความอดทนทางนี้มากกว่าที่ควรจะพูดอย่างนั้น”

          พอลบอกเสียงเรียบ ดวงตาไม่ได้มีความสะทกสะท้านแต่อย่างใด ร่างกายสูงใหญ่ ก้าวเดินรุกล้ำเข้าไปในอาณาเขตของหมาป่ามากขึ้น

          “ส่งเด็กคนนั้นมาให้ฉันเดี๋ยวนี้!

          กลายเป็นว่าหมาป่าวัยรุ่นทั้งสองกำลังถูกผู้ชายที่อายุมากกว่าเกือบสิบปีข่มขู่ พอลมองทั้งสองราวกับเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ

          “นายพูดถึงเรื่องอะไร? ฉันไม่เห็นจะเข้าใจ”

          ราชิดยังคงไม่ยอมรับง่ายๆ ตอนนี้เด็กที่เขาลักพาตัวมาก็อยู่ชั้นสองของบ้าน กว่าจะพามาได้ก็ยากลำบาก เรื่องอะไรจะยอมให้ใครก็ไม่รู้มาพาไปได้ง่าย ๆ

          “ฉันไม่มีเวลามาล้อเล่นกับพวกนายหรอกนะ

          “เหอะฉันก็ไม่ได้ล้อเล่นเหมือนกัน”

          ราชิดยักไหล่ ทำหน้าไม่สบอารมณ์ ในขณะที่พอลเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว

          พลั๊วะ!

          เพียงแค่ชั่วพริบตา ฝ่ามือใหญ่ก็ตะปบฟาดเข้าใส่ใบหน้าของราชิดอย่างเต็มแรง เลือดสีแดงสดไหลอาบที่แก้มสาก มันเป็นรอยเหมือนกับโดนเสือทำร้าย

          “ฉันไม่คิดจะเสียเวลากับพวกสุนัขชั้นต่ำที่ขโมยแม้แต่เด็กทารกไปพาเด็กคนนั้นมาหาฉัน ถ้าไม่อยากจะเจ็บตัวมากกว่านี้”

          ริทเข้าไปประคองร่างของราชิด ยิ่งได้ถูกเหยียดหยาม เขาก็ยิ่งโมโห ริทกระซิบบอกราชิด

          “นายไปพาเด็กคนนั้นหนีไปซะ ทางนี้ฉันจะจัดการเอง”

          “ห๊ะแล้วนายล่ะ จะไม่เป็นอะไรหรือไง”

          “ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะเสียเปรียบไอ้แมวบ้านั่นหรอกนะ”

          “แต่ว่า

          “ฉันบอกให้ไปก็ไปสิ”

          พอเห็นริทยืนยันแบบนั้น เขาก็ได้แต่พยักหน้า แล้วรีบหมุนกาย กลายร่างเป็นหมาป่าวิ่งขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน พอลขมวดคิ้ว ขาเรียวยาวจะก้าวเดินตามราชิดไป แต่ริทก็มาขวาง

          “ฉันไม่ยอมให้นายไปง่ายๆ หรอกนะ เจ้าแมวยักษ์”

          แรงปะทะจากหมัดหนักๆ กระแทกเข้าใส่แก้มของพอลโดยที่ร่างสูงไม่ทันได้ตั้ง

ตัว แต่ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรให้ผู้ชายตัวใหญ่บาดเจ็บมากนัก อาจจะเป็นด้วยเพราะขนาดของความสูงและแรงที่ส่งมา

          “ฉันเองก็ไม่มีอารมณ์มาเล่นกับพวกลูกหมาเสียด้วย”

          “อ๊อก!!

          ถ้าหากคิดว่าริทเร็วแล้ว พอลนั้นเร็วกว่าหลายเท่า มือใหญ่นั้น เพียงแค่ชั่วพริบตาก็บีบกำคอของริทจนรอบ ปลายเล็บแหลมคมกดจิกที่ต้นคอขาว จนเลือดซึมไหลเป็นทางลงมา

          “อึก!!

          เลือดสีแดงสดไหลออกจากมุมปากของชายหนุ่ม เขาพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากปีศาจตรงหน้า หูหมาป่าเริ่มเผยออกมาพร้อมกับหาง เพราะไม่สามารถควบคุมสติของตัวเองได้ ร่างของริทลอยขึ้นจากพื้น มือบางพยายามดึงกระชากมือของพอลให้หลุดออก แต่ร่างสูงก็ไม่ได้สะทกสะท้าน

          “หยุดนะครับ!

          เสียงของผู้มาใหม่ ทำให้พอลชะงัก เขาหันไปมองชายหนุ่มที่เกาะขอบประตูพร้อมกับหอบหายใจ

          “หึ! งั้นนายก็มาดูแลเจ้านี่ต่อจากฉันแล้วกัน”

          พอลปล่อยร่างของริทจนอีกฝ่ายร่วงลงสู่พื้น ก่อนที่ชายหนุ่มก็กลายร่างเป็นเสือโคร่งขาวตัวใหญ่ที่น่าเกรงขาม

          “นั่นคุณจะไปไหนครับ?

          “อยากให้ฉันไปช่วยเด็กนั่นไม่ใช่เหรอ?...งั้นนายก็อย่าให้เจ้าหมาบ้านั่นมาสร้างเรื่องก็แล้วกัน”

          เอ่ยจบ พอลก็พุ่งทะยานขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน ภูมินทร์พุ่งเข้ามาหาริท เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วง

          “นายเป็นอะไรมากหรือเปล่า?

          พรวด!

          สิ่งที่ได้รับตอบแทน คือ เลือดที่พ่นออกจากปากของริท เขาจงใจพ่นมันใส่หน้าของภูมินทร์ด้วยความหมั่นไส้ ร่างสูงอึ้งไปพักหนึ่ง แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดหน้าตัวเอง

          “นายทำอะไรของนาย!

          “ฉันไม่ต้องการความเห็นใจจากพวกนายหรอกนะ!

          “ฉันก็ไม่ได้เห็นใจนายสักนิด!

          “แล้วนายจะมาห้ามเจ้านั่นทำไม คิดว่าฉันจะสู้ไอ้บ้านั่นไม่ได้หรือไง!

          ริทกัดฟันกรอดๆ ดูเจ็บแค้น ท่าทางไม่ต่างกับสุนัขที่จนตรอกและพร้อมจะออกอาละวาด ภูมินทร์ถอนหายใจออกมา ไม่คิดว่าจะต้องมาเจอคนประเภทนี้ ในสถานการณ์ที่เขาและอีกฝ่ายเป็นศัตรูกัน

          “นายทำแบบนี้ทำไม? ไทกะยังเด็กอยู่เลย พวกนายลักพาตัวหลานฉันมา ต้องการอะไรกันแน่!

          “นี่ไม่ฉลาดหรือว่าโง่

          “ห๊ะ!

          “แน่นอนว่าก็ต้องล่าเหยื่อเพื่อกินน่ะสิ”

          ริทตอบอย่างยั่วโมโห ในบรรดาสามคนพี่น้อง ภูมินทร์คือน้องชายคนสุดท้องที่อารมณ์เย็นและใจดีมากที่สุด แต่ในขณะนี้ร่างสูงกำลังขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจกับสิ่งที่ได้ยิน

          “นายกำลังบอกว่านายจะกินหลานของฉันอย่างนั้นเหรอ

          “ถ้าใช่! แล้วนายจะทำไม?

          ริทจ้องมองกลับอย่างไม่คิดเกรงกลัว ร่างสูงมีใบหน้าที่เคร่งเครียด เขาไม่ใช่ประเภทที่ชอบใช้ความรุนแรงเสียด้วย ภูมินทร์พรูลมหายใจออกปาก ปลดเนคไทของตัวเอง แล้วมัดเนคไทนั้นกับข้อมือเล็ก ริทได้แต่อึ้งไม่คิดว่าเขาจะต้องมาถูกมัดมือด้วยสิ่งของที่เป็นแค่เนคไท แต่มันก็แน่นมากพอให้เขากระชากมันไม่ออก เรี่ยวแรงของเขาในตอนนี้เหมือนโดนพรากออกจากร่างไปตั้งแต่ถูกพอลทำร้ายร่างกาย เขาก้มมองมือของตัวเอง แล้วถามชายตัวสูงอย่างไม่พอใจ

          “ทำบ้าอะไรของนาย!

          ภูมินทร์ไม่ตอบ แต่ผลักร่างของริทให้นั่งลงบนโซฟา

          “กล่องยาอยู่ไหน?

          “ห๊า!

          “ฉันถามว่ากล่องยาอยู่ไหน?

          คำถามนั้นดูจริงจังและเหมือนกำลังดุ คนอายุน้อยกว่าได้แต่เม้มปากแน่น เขาหันหน้าหนี แล้วเอ่ยเสียงเรียบ

          “ใต้ทีวี”

          ภูมินทร์เดินไปที่โทรทัศน์ ริทเม้มปากแน่น เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่กระชากศีรษะคนตัวสูงให้ขาดไปเลย แล้วเขาจะได้ตามไปช่วยราชิด แต่เพราะว่าสงสัยในสิ่งที่คนตรงหน้าจะทำ ริทจึงได้แต่นั่งนิ่ง รอดูสถานการณ์

          “ถ้าไม่อยากเจ็บตัว ก็อยู่เฉย ๆ แล้วกัน”

          คำพูดของภูมินทร์ดูไม่ค่อยน่าฟังเท่าไหร่นัก เขามองชายหนุ่มที่เปิดขวดแอลกฮอล์แล้วเทมันใส่สำลี

          “นายจะทำอะไรเนี่ย โอ๊ย!

          เขาร้องออกมาด้วยความแสบ เพราะแอลกฮอล์ล้างแผลมาโดนบาดแผลที่คอของเขา ตอนที่เขาพยายามขยับตัวหนี ภูมินทร์ถอนหายใจออกมา

          “ดื้อ”

          ประโยคสั้นๆ แต่ก็ได้ใจความ ริทเบิกตากว้าง จ้องมองภูมินทร์อย่างไม่พอใจ

          “ฉันจะเช็ดรอบๆ แผล แต่นายหนี  แล้วนายจะโทษว่าเป็นความผิดฉันหรือไง”

          ริทอ้าปากค้าง ภูมินทร์มองอย่างระอา เหมือนมองว่าเขาเป็นเด็ก เขาอายุยี่สิบ

แล้ว ไม่ใช่เด็กตัวเล็กๆ ที่จะให้คนแก่มาดุแบบนี้

          “ไม่ต้องมายุ่ง”

          “ถึงจะแผลแค่นี้ แต่ถ้าไม่ทำความสะอาดก็ติดเชื้อได้”

          “โอ๊ย!

          ภูมินทร์ส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมๆ เมื่อริทขยับตัวหลบ ชายหนุ่มเม้มปากแน่น ยอมนั่งอยู่นิ่งๆ ปล่อยให้คนแปลกหน้าทำแผลให้

          “ถามจริงเถอะ นายกับฉัน เราเป็นศัตรูกัน นายมาทำแผลให้ฉัน คิดอะไรอยู่กันแน่”

          ริทยังคงหวาดระแวง เขาไม่ไว้ใจภูมินทร์ ร่างสูงแกะพลาสเตอร์ยาออก แล้วแปะลงที่บาดแผลบริเวณลำคอ

          “ไม่รู้สิ ฉันเป็นคนชอบทำแผลล่ะมั้ง”

          “พิลึกคน”

          ภูมินทร์ไม่ตอบ เขาทำแผลจนเสร็จ แล้วนำกล่องยาไปเก็บ ก่อนจะกลับมานั่งลงข้างๆ กับริท

          “นี่มัวแต่ใจเย็นยืดยาดแบบนี้ ไม่กลัวว่าเด็กคนนั้นจะเป็นอันตรายหรือไง?

          “กลัวสิ แต่ถ้าฉันไม่เฝ้านายตรงนี้ แล้วนายไปลอบทำร้ายคุณพอลอีก ไทกะก็อาจจะมีโอกาสได้รับอันตรายมากกว่าเดิม ดังนั้น ฉันจึงต้องเฝ้านายไว้”

          ร่างสูงบอกเสียงเรียบ เขาขยับกรอบแว่นตาเพียงเล็กน้อย ริทพรูลมหายใจออกมา

          “แก้มัดให้ฉันได้แล้ว”

          ริทยื่นข้อมือของตัวเองไปตรงหน้าภูมินทร์ ร่างสูงส่ายหน้า ริทขมวดคิ้วฉับ มองหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ

          “แก้สิ!

          “ไม่ล่ะ”

          “ฮึ่ย”

          ริทเบ้ปากอย่างเซ็งจัด ถ้าไม่ติดว่าเรี่ยวแรงของเขาในตอนนี้ไม่ค่อยมีล่ะก็ เขาก็พุ่งเข้าไปกัดคอของภูมินทร์ไปแล้ว

          “นายน่ะไม่รู้สึกกลัวฉันบ้างหรือไง?

          “กลัว? ทำไมต้องกลัว?

          คนตอบไม่ได้คิดจะกวนประสาท แต่เอ่ยตอบกลับไปตามความเป็นจริง ริทพรูลมหายใจออกมาอย่างเซ็งจัดกับท่าทางของภูมินทร์

          “เห็นนี่ไหม แล้วก็นี่อีก”

          เขาเอ่ยบอก พร้อมกับเหลือบตาขึ้นมองไปทางใบหูหมาป่า และหางของหมาป่า ภูมินทร์มองตามแล้วเอ่ยต่อ

          “นายต้องการจะพูดอะไร?

          “นายก็เห็นว่าฉันไม่ใช่คนธรรมดา นายเป็นคนธรรมดา ก็ควรจะกลัวฉันบ้าง!

          “นายคิดอย่างนั้นเหรอ?

          ภูมินทร์กระตุกยิ้ม ก็พอจะเข้าใจอยู่หรอก ว่าในสายตาคนอื่น เขาก็คงเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น หากจะพูดถึงสัญชาตญาณสัตว์ป่า เขาก็ไม่สามารถบอกได้ว่าตัวเองมีมากเหมือนกับพี่ชายคนโตและคนกลาง

          “ก็ใช่นะสิ มนุษย์อ่อนแอแบบนาย ฉันกัดครั้งเดียว ก็คงตายแล้ว”

          “อืมฉันคงไม่ยอมให้นายกัดได้ง่ายๆ หรอกนะ”

          ภูมินทร์เอ่ยขึ้น ไม่ได้รู้สึกตกใจแต่อย่างใด เขาเองก็เป็นอมนุษย์ กลายร่างเป็นเสือได้ เพียงแต่เขาไม่ค่อยได้ทำเท่านั้น

          “ออกไปจากบ้านฉันได้แล้ว!

          ยิ่งคุยกับภูมินทร์ ริทก็ยิ่งหงุดหงิด แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่ชอบทำร้ายร่างกายใครถ้าไม่จำเป็น

          “ฉันจะกลับก็ต่อเมื่อ คุณพอลกลับมาพร้อมกับไทกะ”

          “เหอะป่านนี้เจ้าเด็กนั่น คงโดนเพื่อนฉันกินไปแล้วล่ะ!

          แววตาของภูมินทร์แทบจะลุกโชน ชายหนุ่มที่ใจดีแปรเปลี่ยนไป ใบหน้าหล่อ

เหลาเผยให้เห็นลายพลาดกลอนบนใบหน้า เขาจ้องหน้าริทอย่างน่ากลัว จนริทผงะไป

เพราะไม่คิดว่าผู้ชายคนนี้ก็มีสายเลือดของเสือเช่นเดียวกับทารกน้อยนั้น

          “นาย

          “เป็นเด็กดีแล้วกันนะ”

          ภูมินทร์วางมือบนศีรษะเล็ก แล้วลูบมันเบาๆ ราวกับลูบหัวเด็กน้อย ริทแยกเขี้ยวใส่อย่างไม่พอใจ ภูมินทร์จึงชักมือกลับทันที

          “ไม่ลูบหัวก็ได้”

          “ฉันไม่ใช่สุนัขเฝ้าบ้านนายนะ!

          “แต่ก็เป็นหมาป่า”

          “มันไม่เหมือนกัน!!!

          ริทจ้องหน้าภูมินทร์อย่างเอาเรื่อง ภูมินทร์ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ เขาไม่อยากจะโต้เถียงกับเด็กที่พูดไม่รู้เรื่อง

          เด็กดื้อจริงๆ

         

         100%

 

ตอนนี้ยาวเป็นพิเศษ เนื้อหาบางส่วนในภาค1 จะปรากฎในภาค 2

 

ติดแฮชแทก   #สามีผมเป็นเสือ  

 

ฝากทวิตเตอร์ของอากิด้วยน้า 

 

 

                            

 

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}