I-Rain-Yia/ฉ่ำพร/นางเนียร
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

[นัดที่ 9] พบปะในงานเลี้ยงน้ำชา (ครบ)

ชื่อตอน : [นัดที่ 9] พบปะในงานเลี้ยงน้ำชา (ครบ)

คำค้น : ตะวันกล้า ซื่อหนาน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.6k

ความคิดเห็น : 34

ปรับปรุงล่าสุด : 17 พ.ค. 2563 20:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[นัดที่ 9] พบปะในงานเลี้ยงน้ำชา (ครบ)
แบบอักษร

นัดที่ 9 

พบปะในงานเลี้ยงน้ำชา 

“งานเลี้ยงน้ำชาหรอครับ?”

จะมีสักวันไหมที่เขาจะได้พักอยู่บ้าน...ตะวันกล้าคร่ำครวญในใจนึกอยากกลับไปให้กระถินด่ายังดีกว่าต้องเผชิญหน้ากับพวกมาเฟียที่นี่ เฮ้อ แต่มาคิดได้ตอนนี้ก็ดูจะสายไปแล้ว

“ครับ...งานนี้มีผู้นำจากทุกพรรคเข้าร่วม เป็นงานเลี้ยงสำคัญมากที่ไม่เข้าร่วมไม่ได้”

ตะวันกล้าถอนหายใจ “พอเจอผู้คนมากๆ แล้ว ผมหวั่นใจว่าตัวเองจะหลุดคาแรคเตอร์จริงๆ” ตะวันกล้าพูดจบก็ยกโกโก้ขึ้นดื่มอย่างเซ็งๆ

พลันภาพดวงตาสีดำอมเทาอันคมกริบของเต๋อหัวก็ผุดวาบเข้ามาในหัว ทำตะวันกล้าต้องถอนหายใจอีกรอบ แววตาคู่นั้นที่มอง และมือที่สัมผัสกัน มันไม่ได้ทำให้ตะวันกล้ารู้สึกดีเลยสักนิด เพราะเขาสัมผัสได้เพียงความเย็นชาว่างเปล่า และ...เลเซอร์ที่พร้อมจะเจาะทะลุทะลวงใจของเขา ถึงการกระทำนั้นจะอ่อนโยน แต่แววตาของเขาก็น่ากลัวทำเขาแทบหยุดหายใจหลายครั้ง

ภายหลังพูดคุยกับเต๋อหัวแบบนั้น ตะวันกล้าก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เขาเริ่มหวาดระแวงว่าเต๋อหัวอาจจะรู้แล้วว่าเขาไม่ใช่ซื่อหนาน กังวลมากจนต้องปรับทุกข์กับซือซื่อ กับพ่อ แต่คุยกับทั้งสองคนแล้วมันก็ไม่หาย เพราะตะวันกล้ายังคาใจอยู่เรื่องหนึ่ง เขาเลยตัดสินใจโทรหาซื่อหนาน ถามพี่ชายให้รู้เรื่องว่าอีกฝ่ายพูดคุยตกลงอะไรไว้กับเต๋อหัวบ้าง เขาจะได้รับมือกับอีกฝ่ายถูก รวมถึง...โล่งใจไม่น้อยที่พี่ชายไม่ได้ชอบเต๋อหัวในเชิงชู้สาว เพราะถ้าชอบในแง่นั้นคงเป็นอะไรที่น่าลำบากใจ...สำหรับเขาถ้าจะดำเนินตามแผนดึงอีกฝ่ายออกจากวงจรนี้

“แล้วผมต้องเตรียมตัวอะไรบ้างครับ” ตะวันกล้าเงยหน้าขึ้นถามพ่อที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ฝั่งตรงข้าม

ต้าเฉียงเหลือบตามองลูกชายคนเล็กแล้วยกยิ้ม “แค่ทำตัวเป็นซื่อหนาน และอย่าตกใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็พอ”

“ทำไมหรอครับ พ่อจะทำอะไร”

ต้าเฉียงไม่ตอบแต่มองไปที่ซือซื่อ คนสนิทข้างกายจึงตอบแทนเจ้านาย “ลอบเข้าไปในห้องลับของท่านชินเหลียงครับ”

“อะไรนะครับ ทำไมละ”

“เราสงสัยน่ะสิครับว่าตรามังกรอาจจะอยู่กับท่านชินเหลียง”

ต้าเฉียงพับเก็บหนังสือพิมพ์วางมันลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าแล้วหยิบแก้วชาขึ้นมาจิบชาอุ่นๆ “มันเป็นแค่ข้อสันนิษฐาน แต่เราก็ปล่อยผ่านไม่ได้...นี่ถ้าวันนั้นซื่อหนานไม่เสี่ยงชีวิต ใช้ตัวเองเป็นเกราะกันกระสุนปกป้องท่านชินเหลียงเอาไว้...พ่อก็คงไม่รู้ว่าห้องในคาสิโนเหนือฟ้านั่นมันมีห้องลับซ่อนอยู่...แถม...ห้องนั้นได้ยินว่ามีแค่ไม่กี่คนเข้าไปได้ หนึ่งในนั้นก็คือเต๋อหัว...”

“แต่ตรามังกรสำคัญมาก ทำไมเต๋อหัวจะต้องเอามันไปเก็บไว้กับท่านชินเหลียงด้วยละครับ”

“เพราะเขาถูกท่านชินเหลียงช่วยเอาไว้หลายเรื่อง ก่อนจะเข้ารับตำแหน่งเป็นผู้นำพรรคน่ะสิ” พูดจบต้าเฉียงก็ถอนหายใจออกมาแล้วจิบชาอีกครั้ง พอพูดถึงเรื่องนี้ก็อดนึกถึงเรื่องเมื่อก่อนไม่ได้...

“ท่านชินเหลียงช่วยอะไรเขาไว้หรอครับ”

“ก่อนเข้ารับตำแหน่ง เต๋อหัวต้องพิสูจน์ตัวเองว่าคู่ควรต่อตำแหน่งผู้นำพรรคมังกรดำหลายอย่าง และหนึ่งในคนที่มอบบททดสอบให้คือปู่ของลูก หวงตี้”

หวงตี้...? อ่า...เหมือนเขาจะเคยอ่านประวัติของของท่าน...ท่านเป็นคนที่เลี้ยงดูซื่อหนานมาตั้งแต่เล็ก เป็นคนเข้มงวด และเลือดเย็น...

“ทำไมหรอครับ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น”

“หวงตี้มอบบททดสอบยากๆ ให้เขา และทำเขาเกือบไม่ผ่านการทดสอบ เพราะไม่อยากให้เขาได้รับตำแหน่งผู้นำพรรค แต่ชินเหลียงเข้ามาช่วยไว้ ทำให้เต๋อหัวสามารถรับตำแหน่งที่ว่างมานานปีได้”

“......”

“ชินเหลียงจึงกลายเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของเต๋อหัวในหลายๆ เรื่อง เต๋อหัวค่อนข้างไว้ใจเขามาก และด้วยความสัมพันธ์นี้เอง เลยทำให้ปู่ของลูกไม่พอใจ และหวาดกลัวว่าอำนาจของตัวเองจะถูกลดทอน เลยสั่งทำเรื่องบางอย่างที่ทำให้เต๋อหัวไม่พอใจมาก”

“ทำอะไรหรอครับ”

“วันนั้นเป็นวันงานเลี้ยงน้ำชา...มันไม่ใช่งานที่เป็นความลับอะไรหรอก เพราะไม่ว่าใครก็รู้เรื่องนี้ แต่ก็ทำให้หาคนผิดได้ยาก”

“เกิดอะไรขึ้นหรอครับ...”

“แม้ไม่มีหลักฐาน แต่คนที่น่าสงสัยที่สุดก็คือเขา ที่สำคัญเรื่องนี้ซื่อหนานเองก็ให้ความร่วมมือด้วย”

ตะวันกล้าได้ยินอย่างนั้นก็นิ่งไป พลางย้อนคิดถึงเรื่องที่ซื่อหนานพูดกับเขา มันค่อนข้างสอดคล้องกับความต้องการที่อีกฝ่ายบอกเขาว่าอยากได้ตำแหน่งนั้น ซื่อหนานนะซื่อหนาน นี่พี่จะร้ายกาจเกินไปแล้ว

“เต๋อหัวรู้เรื่องนี้ไหมครับ”

“รู้...แต่เขาไม่ได้ตอบโต้อะไร แต่เพราะไม่ได้ตอบโต้นี้เองที่ทำให้หวงตี้ไม่สบายใจ”

“ทำไมหรอครับ”

“พ่อเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะหลังจากเกิดเรื่องนั้น ปู่ของลูกก็อาการทรุดนอนติดเตียงจากนั้นก็จากพวกเราไป”

ตะวันกล้าติดใจ “ผมว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆ ที่ทำให้ปู่ทรุด” มันอาจจะเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจของปู่มาก ถึงทำให้ล้มป่วยได้

“พ่อก็คิดแบบนั้น แต่สืบเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จนพ่อต้องโยนเรื่องนี้ให้ซื่อหนานสืบแต่ทางนั้นก็ดูเหมือนจะไม่เจออะไร”

“มีแต่อะไรน่าสงสัยเต็มไปหมด” ตะวันกล้าพึมพำเสียงเบา พลันหวนคิดถึงเรื่องที่คุยกับซื่อหนาน ท่าทางของพี่ชายค่อนข้างแสดงออกไปทางชิงชังเต๋อหัวราวกับกิ้งกือไส้เดือนตอนที่บอกว่าอำนาจนั้นควรจะเป็นของเขา แต่พอถามถึงเรื่องที่ชอบเต๋อหัว ซื่อหนานกลับมีน้ำเสียงที่ต่างออกไป...

ต้าเฉียงวางแก้วลงบนโต๊ะ “วงการมาเฟียก็แบบนี้ มีนอกมีในนับไม่ถ้วน”

ตะวันกล้าถอนหายใจ “ผมจะลองถามเรื่องนี้กับซื่อหนาน เผื่อเขาจะมีระแคะระคายอะไรกับเรื่องนี้บ้าง”

“เอาสิ...ส่วนเรื่องงานเลี้ยงเย็นนี้ เตรียมตัวไว้ให้ดี พ่อไปด้วยไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง”

“ครับ”

“...พ่อไปทำงานก่อน ไปซือซื่อ ฉันยังไม่เคลียร์งานเมื่อเช้าที่นายบอกมาเลย” ต้าเฉียงผุดลุกยืนเดินออกไปพร้อมซือซื่อ ทิ้งให้ตะวันกล้านั่งครุ่นคิดเกี่ยวกับสิ่ง จนกระทั่งมีคนมาเก็บเครื่องดื่มบนโต๊ะ แล้วหันมาถามตะวันกล้าว่าอยากรับอะไรเพิ่มไหม

ตะวันกล้าเงยหน้ามองคนถามแล้วกระตุกยิ้ม “ไม่...เอาไปเก็บได้เลย”

“ครับ...”

“เดี๋ยว...อย่าเพิ่งไป ทำไมไม่เคยเห็นหน้านายมาก่อนเลย”

“เอ่อ...ผมเป็นคนครัวครับ ทำงานส่วนมากในครัว คุณชายอาจจะไม่คุ้นหน้า” ชายหนุ่มร่างสูง ผมเรียบแปล้ สวมแว่นสายตา มีกระบนหน้า และท่าทางกระมิดกระเมี้ยนของอีกฝ่ายทำตะวันกล้าหลุดยิ้มออกมา เพราะท่าทางของเขาช่างต่างกับรูปลักษณ์ภายนอกเหลือเกิน

พอรู้ตัวว่าตัวเองหลุดยิ้มออกมา จึงรีบปรับสีหน้าเป็นเรียบเฉยแล้วเอ่ยถามชื่ออีกฝ่ายไป “ชื่ออะไร”

“ชื่อเป่าซาครับ” อีกฝ่ายตอบพร้อมกับเผยยิ้มกว้างเห็นฟันขาวเรียงสวย

“เป่าซา? นายต่อสู้เป็นหรือเปล่า หน่วยก้านท่าทางใช้ได้”

เด็กหนุ่มตอบอ้อมแอ้ม “ไม่ครับ”

“หรอ...อืม...แล้วมีเมนูไหนบ้างที่ทำอร่อย พวกของว่างที่กินแล้วคิดอะไรออกน่ะ พอจะมีไหม” ตะวันกล้าแหย่ อย่างอารมณ์ดี เพราะเห็นหน้าเขาแล้วเหมือนพวกเด็กเนิร์ดที่ชอบโดนแกล้งในภาพยนตร์แนวไฮสกูลไม่มีผิด จะต่างกันก็แค่...เขามีรูปร่างที่ใหญ่เท่านั้น

“เอ่อ...” เป่าซานิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วขยับปากพูดด้วยตาเป็นประกาย “มีครับ ผมจะทำให้คุณชายทาน คุณชายจะรับไหม”

“อื้ม ทำมาแต่ไม่ต้องเยอะนะ”

“ครับ!” รับคำสั่งเสร็จเรียบร้อยเป่าซาก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างรีบร้อน ตะวันกล้ามองตามด้วยความเอ็นดู พอเห็นว่าอีกฝ่ายเดินจากไปไกลแล้ว คุณหมอหนุ่มจึงหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วกดโทรหาพี่ชาย รอไม่นานทางนั้นก็กดรับพร้อมกับเสียงถามกลับมานิ่งๆ

(ว่า?)

“ซื่อหนาน...เย็นนี้ผมต้องร่วมงานเลี้ยงน้ำชากับท่านชินเหลียง แล้วพ่อจะลองให้คนลอบเข้าไปในห้องของท่านชินเหลียง เพื่อค้นหาตรามังกร”

(........ก็ดีแล้วหนิ แต่ระวังเต๋อหัวจะจับไต่ได้ละว่าเป็นฝีมือของพ่อกับแก...)

“เรื่องนี้เราจะระวังไม่มาก ถ้ามันไม่ได้ผล คงต้องใช้แผนที่เราวางเอาไว้”

(เฮอะ...ต่อให้วางแผนมาดีแค่ไหน แต่ฉันก็รู้สึกว่ามันจะไม่สำเร็จ...)

“ยังไม่ลองเลย พี่ก็ตีตนไปก่อนไข้แล้ว”

(นั่นเพราะนายยังไม่รู้จักเต๋อหัวดีพอ! หมอนั่นมันเลวยิ่งกว่าเลว!)

“แต่พี่ก็ชอบความสามารถของเขาไม่ใช่หรอ”

(นั่นมันคนละเรื่องกัน...)

“ครับๆ ที่ผมโทรมาบอกเนี่ยก็เพื่อจะบอกความคืบหน้า แล้วก็...อยากถามพี่เรื่องหวงตี้”

(........) ตะวันกล้ามองหน้าจอโทรศัพท์แล้วกรอกเสียงถามใหม่

“ซื่อหนาน...ฟังอยู่หรือเปล่า”

(อยากรู้เรื่องอะไร)

“การตายของปู่...พ่อบอกว่าพี่สืบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง พี่พอจะมีข้อมูลอะไรบ้างหรือเปล่า”

(ไม่มี...) อีกฝ่ายตอบเสียงแผ่ว (ฉันมีงานที่จะต้องทำต่อแค่นี้แหละ...)

ติ๊ด!

“อ้าว เดี๋ยวฉันก่อนสิ!” ตะวันกล้าโวย เพราะยังไม่ได้ถามเรื่องที่สงสัยซื่อหนานก็วางไปก่อนแล้ว

ภายหลังวางโทรศัพท์จากตะวันกล้า ซื่อหนานก็นั่งเหม่อคิดถึงเรื่องที่ไม่อยากคิดขึ้นมา มันเป็นเรื่องเมื่อหลายปีก่อน ช่วงเต๋อหัวจะเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ แล้วหวงตี้ไม่เห็นด้วยที่จะให้เขารับตำแหน่งประธานสภา เพราะคนที่หวงตี้มุ่งหวังคือเขาไม่ใช่เต๋อหัว

“ปู่จะไม่ยอมให้หลานพลาดบัลลังก์นี้ไปเด็ดขาด! เราต้องทำอะไรสักอย่าง ให้มันไม่ได้เข้ารับตำแหน่ง!” เขาจำได้ว่าปู่หัวเสียมาก เดินไปเดินมาในห้องของเขาไม่หยุด  

ซื่อหนานมองปู่หงุดหงิดงุ่นง่านแล้วใจก็เริ่มร้อนตาม “แล้วเราจะทำยังไงดีละครับ ไม่ว่าใครก็ต่างยกมือให้มัน ขนาดห่านกงกงที่บอกจะช่วยเรา เขายังยกมือให้เต๋อหัวเลย”  

ปู่ทำเสียงขึ้นจมูกเอามือไพล่หลังแล้วพูดออกมาอย่างดูถูกดูแคลน “นั่นเพราะมันขี้ขลาด! คนขี้ขลาดอย่างมันไม่ควรค่าให้พูดถึงหรอก ส่วนเราจะเป็นคนที่จัดการเรื่องนี้เอง”  

“ปู่....แสดงว่าปู่มีแผนอะไรใช่ไหม”  

ปู่ไม่ตอบแต่ยกยิ้มมุมปากแล้วหันมาหาเขาพร้อมกับจับไหล่ทั้งสองข้างของเขาไว้ “รับรองว่ามันต้องเป็นของหลาน” ตอนนั้น...เขาเชื่อปู่หมดใจ แต่สุดท้ายมันกลับไม่ใช่อย่างที่คิดฝันไว้ เพราะแผนลอบฆ่าของพวกเขาพลาด!  

ภายหลังเต๋อหัวออกมาจากโรงพยาบาลก็เรียกปู่เข้าไปคุย ไม่รู้ว่าทั้งคู่คุยอะไรกัน แต่พอปู่ออกมาก็ทรุดล้มป่วยติดเตียง ซื่อหนานรู้ดีว่านี่ต้องเป็นฝีมือของเต๋อหัวจึงเข้าไปต่อว่า แทนที่เต๋อหัวจะไล่เขาออกจากห้อง แต่อีกฝ่ายกลับ…สารภาพออกมาหน้าตาเฉย... 

“เขาถูกพิษ...”  

“แก!!!!”  

“ถ้านายอยากให้เขาหาย...ก็ทำให้ฉันสนุกสักเดือนซิ”  

“ว่าไงนะ”  

“แล้วฉัน...จะให้ยาถอนพิษ”  

แล้วเขา...ก็ทำเรื่องบ้าๆ นั่นไปเพราะความเป็นห่วงปู่! ยอมเป็นของเล่นให้มันหนึ่งเดือนเต็ม แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยปู่อย่างที่คิด เพราะมันกลับเป็นการเร่งเวลาให้ตายเร็วเพราะมัน! ไอ้สารเลวนั่นได้ทำเรื่องระยำไว้กับเขาแล้วมัน...เอาไปบอกปู่!  

ซื่อหนานขบกรามแน่น ดวงตาคลอหน่วยด้วยน้ำใส ยิ่งคิดยิ่งแค้นใจจนอยากจะฆ่ามันให้ตาย! ซื่อหนานกำมือแน่นจนสั่น...  

“มึง! กูจะฆ่ามึงให้ตาย!!!”  

“ของแบบนี้นายแคร์?”  

“มึง!!!”  

“ที่มาโวยวายเพราะฉันไม่ได้ไปหานาย?” อีกฝ่ายถามย้อนด้วยใบหน้านิ่งเฉย แววตาที่มองมาไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ นั่นยิ่งทำให้ซื่อหนานเจ็บไปทั้งใจ  

เจ็บที่กลายเป็นไอ้หน้าโง่ให้ย้ำยีเล่น!  

“นี่เป็นแค่การลงโทษเล็กๆ น้อยๆ ของคนคิดทรยศ...กับคนอื่นฉันไม่ทำแบบนี้หรอกนะซื่อหนาน...แต่กับนาย...ที่ฉันทำก็แค่....อยากจะทดลองไว้ก่อนจะเอาไปใช้งานจริง”  

คำพูดนั้นตราตรึงเขามาจนถึงทุกวันนี้...

แล้วเรื่องอัปยศที่เกิดขึ้น เขาจะเอาไปบอกใครได้...เพราะงั้นจะต้องไม่มีใครรู้เรื่องนี้เขาจะไม่มีวันบอกใคร ไม่บอกใครเด็ดขาด! ซื่อหนานปาดน้ำตาแล้วลุกขึ้นยืน มองโทรศัพท์ในมือแล้วชะงักนิ่งไปครู่ใหญ่

ทบทวนสิ่งที่คิดถึงเมื่อครู่...ความเย็นเยือกก็กระจายทั่วสรรพางค์ มือไม้อ่อนแรงทำโทรศัพท์มือถือร่วงหล่นบนพื้นเสียงดัง

นนทภพได้ยินเสียง จึงผละจากการทำซุปในครัวมาหาซื่อหนาน พอเห็นอีกฝ่ายยืนนิ่งตัวแข็งทื่อจึงกะจะเดินเข้าไปถามด้วยความเป็นห่วง แต่ซื่อหนานกลับหมุนตัววิ่งขึ้นบันไดโดยไม่ฟังคำทัดทานเขา หมอนนทภพส่ายหัวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาประกอบกลับคืนแล้วตะโกนไล่หลังให้ซื่อหนานอย่าวิ่งขึ้นบันได...ทว่า ตอนนี้ซื่อหนานคงไม่ได้ยินหรอก เพราะเขากำลังคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ แล้วกำลังรัวแป้นพิมพ์ติดต่อไปหาคนรู้จักของตะวันกล้าที่ให้ข้อมูลติดต่อเอาไว้...

“ฉันอยากให้นายช่วยสืบเรื่องหนึ่งให้...” ซื่อหนานพิมพ์เสร็จก็กดเอ็นเตอร์

ไม่กี่นาทีถัดมา ข้อความก็เด้งขึ้น “เรื่องอะไรหรอครับ”

“เรื่องของหยางเต๋อหัว...ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน! ฉันอยากรู้ทั้งหมด” ซื่อหนานพิมพ์บอกความต้องการ

ข้อความเด้งถาม “ละเอียดแค่ไหนครับ”

“ละเอียดยิบ”

“อ้อ ได้สิ แต่รอนานหน่อยนะครับ เพราะผมเองก็มีคิวงานส่วนตัว รวบรวมละเอียดยิบขนาดนั้น คงต้องใช้เวลานานถึง...3 เดือน”

ซื่อหนานกำลังจะพิมพ์ว่าขอเร็วที่สุดชะงักนิ่ง อยากจะต่อรองให้เหลือสัก 1 เดือน แต่อีกฝ่ายเป็นเพื่อนตะวันกล้าที่อาสามาช่วยฟรีๆ และดูท่าทางจะไม่ใช่คนที่ทำงานเพื่อเงิน แต่ทำเพื่อความชอบ ต่อให้ยื่นเงินหนาเป็นก้อนให้ก็คงไม่เอา

“ได้ ตามนั้น” ซื่อหนานพิมพ์ตอบ จากนั้นก็ปิดแล็ปท็อปแล้วถอนหายใจออกมาด้วยความหนักใจ ขอละ...ขออย่าเป็นอย่างที่เขาคิดก็พอ...

ที่ฉันทำก็แค่....อยากจะทดลองไว้ก่อนจะเอาไปใช้งานจริง... 

งั้นหรอ...

เต๋อหัว...คิดจะทำอะไรกันแน่? ซื่อหนานเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี รู้สึกเหมือนพวกเขาทั้งหมดกำลังตกอยู่ในหลุมพรางของมือที่มองไม่เห็นยังไงไม่รู้

“ซื่อหนาน...”

ซื่อหนานสะดุ้งเฮือกหันไปมองเจ้าของเสียงที่เรียกชื่อ เห็นนนทภพยืนอยู่หน้าห้องก็ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย “มีอะไร”

“ถึงเวลาอาหารแล้ว กินข้าวเสร็จเราจะได้ไปโรงพยาบาลกันครับ”

ซื่อหนานทำหน้าเหม็นเบื่อ นำแล็ปท็อปไปเก็บแล้วลุกขึ้นเดินตามหมอนนทภพออกไป พูดถึงเรื่องไปโรงพยาบาลแล้วซื่อหนานยังคิดไม่ตกเลยว่าเขาจะไม่ไปดีไหม เพราะเขาไม่อยากไปแล้ว เหตุผลสั้นๆ ง่ายๆ เขาไม่ชอบเป็นจุดสนใจ

ขณะนั่งกินข้าวด้วยกันในครัว นนทภพที่กินข้าวเสร็จก่อนหยิบกระดาษรายการที่ต้องทำวันนี้ขึ้นมาวางบนโต๊ะ แล้วอธิบายการตรวจให้ซื่อหนานเข้าใจ

“วันนี้เราจะไปฝากครรภ์ ตรวจครรภ์ และอัลตราซาวด์”

ซื่อหนานยิ่งฟังยิ่งขมวดคิ้วไม่ชอบใจวางช้อนลงบนโต๊ะแล้วเงยหน้าพูดกับนนทภพด้วยสีหน้าจริงจัง “ฉันไม่อยากไป”

นนทภพชะงักขณะเก็บเอกสารใส่กลับเข้าไปในแฟ้ม “ซื่อหนาน คุณสัญญากับผมแล้ว”

ซื่อหนานเชิดหน้าหนีมองไปทางอื่น แล้วยังไง ถึงเขาจะไม่ชอบผิดคำพูด แต่สำหรับเรื่องนี้ยังไงๆ มันก็ยังพิลึกสำหรับเขาอยู่ดี

นนทภพหรี่ตามองซื่อหนานอย่างครุ่นคิด เหตุผลอะไรที่ทำให้ซื่อหนานไม่อยากไปโรงพยาบาล พอมองอีกฝ่ายอย่างใจเย็นๆ มองดีๆ แล้ว นนทภพก็พอจะเข้าใจถึงความกังวลใจของซื่อหนาน

“ไม่เป็นไรซื่อหนาน ทุกคนที่โรงพยาบาลจะไม่รู้ว่าคุณท้อง นอกจากผม เพื่อนของผม และพยาบาลหนึ่งคุณที่จะคอยดูแลเคสของคุณ เรื่องนี้พ่อของคุณเป็นคนช่วยผมจัดการด้วยนะ พยาบาลคนนั้นไม่มีทางนำเรื่องของคุณไปป่าวประกาศบอกต่อกับใครแน่นอน”

“แต่การไปโรงพยาบาลทุกครั้ง และเข้าไปที่แผนกสูตินารีเวช ก็ไม่พ้นที่ใครจะเห็นอยู่ดี”

“ถ้าคุณกังวลเรื่องนี้ ไม่ต้องห่วง เพราะผมได้เตรียมแผนเอาไว้แล้ว ไม่มีใครรู้แน่ว่าคุณท้อง”

ซื่อหนานมองนนทภพอย่างไร้คำโต้แย้ง พลางค่อนขอดอีกฝ่ายในใจ...จิ๊...ดักไว้ทุกทางจริงๆ ...พอหาเหตุผลมาปฏิเสธไม่ได้ คนท้องก็ได้แต่เดินทางไปโรงพยาบาลกับคุณหมอหนุ่มด้วยความจำยอม

ที่โรงพยาบาล ซื่อหนานถูกพาตัวเข้ามาที่แผนกสูตินารีเวชโดยนั่งรถเข้ามาตรงทางเข้าสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ คนท้องหน้าบึ้งตึงตลอดเวลาที่ทำการตรวจตามขั้นตอนต่างๆ ของทางโรงพยาบาล แม้แต่คนรอบข้างก็ยังสัมผัสได้ หมอนนทภพเองก็สังเกตเห็นบรรยากาศกดดันรอบกายของร่างโปร่ง จึงพยายามสร้างบรรยากาศรื่นเริงขึ้นในห้องตรวจขั้นสุดท้ายของวันนี้....นั่นก็คือ อัลตราซาวด์ แต่ดูเหมือนจะมีแค่เขา หมอชาเพื่อนสนิท และพยาบาลมาลีเท่านั้นที่หัวเราะกันแค่สามคน ส่วนซื่อหนานยังคงนั่งนิ่งด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ จนกระทั่งตรวจอัลตราซาวด์แล้วภาพสีขาวดำปรากฏขึ้นบนจอ คนที่นอนเปิดท้องเหมือนถูกบังคับให้ตรวจถึงมีสีหน้าที่เปลี่ยนไป

“ว้าว...” หมอชาร้องขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

หมอนนทภพเองก็ไม่ต่างกัน “นั่นมัน...”

“อะไร” ซื่อหนานขมวดคิ้วมุ่นอย่างงุนงง หมอชาจึงหันมาไขข้อสงสัยของอีกฝ่าย

“คุณท้องแฝดครับ ทั้งคู่สมบูรณ์มากด้วย”

“อะไรนะ” ซื่อหนานหันกลับไปมองบนหน้าจอแล้วหมอชาก็ชี้บอกตำแหน่งของสิ่งมีชีวิตตัวน้อยในนั้น อธิบายให้ซื่อหนานฟังว่าตรงนี้คือคนหนึ่ง และตรงนี้คืออีกคนหนึ่ง

“ซื่อหนาน...คุณได้ลูกแฝด” คุณหมอผู้ดูแล หันมาจับไหล่ซื่อหนานอย่างเริงร่าราวกับเป็นคนท้องซะเองก่อนจะหันไปพูดกับหมอชา “ฉันคิดไว้อยู่แล้วว่าเขาอาจจะท้องแฝด...”

“คิดอยู่แล้ว? แต่ไม่บอกกันนี่นะหมอ” ซื่อหนานถามเสียงเรียบ หรี่ตาลงนิด ไม่พอใจเล็กน้อยที่อีกฝ่ายปกปิดเขา

นนทภพชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะฉีกยิ้มเจื่อนๆ ขอโทษ “มันเป็นแค่การตรวจเบื้องต้นจากการจับชีพจร ตะวันกล้าเองเขาก็คาดเดาเอาไว้เหมือนกันนะ แต่เราไม่มั่นใจเลยไม่ได้บอกคุณ เพราะต้องการให้มันชัวร์ก่อน ถึงจะบอก” ซื่อหนานข่มอารมณ์ไม่พูดอะไร หันหน้าไปมองบนจออัลตราซาวด์มองดูตัวอ่อนในท้องที่เริ่มขยับแขนขาไปมาอย่างประหลาดใจ เจ้าสิ่งมีชีวิตสองตัวนี้อยู่ในร่างกายเขา? รูปร่างหน้าตาเหมือนเอเลี่ยนซะไม่มี

หมอนนท์มองหน้าซื่อหนานที่จ้องหน้าจอตาไม่กระพริบก็นึกโล่งใจที่คุณชายมาเฟียไม่อาละวาด คุณหมอหนุ่มเหลือบตาไปทางเพื่อนชายคนสนิท พยักหน้าให้อีกฝ่ายเป็นการส่งสัญญาณ จากนั้นหมอชาก็เริ่มอธิบายถึงพัฒนาการทารกในครรภ์

“ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่อวัยวะบนใบหน้าของทารกเริ่มสมบูรณ์แล้วครับ” หมอชาทำการขยายภาพแล้วเลื่อนภาพไปมา จนเจอเข้ากับใบหน้าเกือบสมบูรณ์สีขาวของทารกคนหนึ่งใกล้ๆ

“พัฒนาการในช่วงนี้ของเขาคือสมองและกล้ามเนื้อประสานกัน ช่วงนี้คุณมะ...เอ้ย คุณซื่อหนานอาจจะต้องระมัดระวังในการรับประทานอาหารหน่อยนะครับ อย่างไรก็ดีให้ทานอาหารที่มีประโยชน์มากๆ จะดีต่อตัวเด็ก ซึ่งเรื่องนี้คงไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ เพราะคุณมีหมอนนท์คอยดูแลอยู่แล้ว”

ซื่อหนานแค่นเสียงเฮอะในลำคอ ปรายตามมองนนทภพเล็กน้อยแล้วพูดกับหมอชา “ไม่ต้องพูดแล้ว ฉันไม่อยากรับรู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขา...ถ้าอยากจะพูดก็คุยกับหมอแล้วกัน เสร็จหรือยัง? เสร็จแล้วใช่ไหม ฉันอยากลุกขึ้นนั่งแล้ว” ซื่อหนานบอกเสียงเรียบ

พอได้ยินอย่างนั้นพยาบาลก็รีบมาช่วยประคอง แต่ซื่อหนานผลักมือออกแล้วลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง...พยาบาลมาลีหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย รีบก้าวถอยห่างอย่างรู้ตัว

“จะคุยอะไรก็คุย ฉันจะไปรอที่ด้านนอก” ด้านนอกที่ว่าคือนอกห้องอัลตราซาวด์ถัดมาอีกห้อง ไม่ได้ออกไปนั่งรอที่หน้าห้องตรงล็อบบี้แต่อย่างใด

ภายหลังซื่อหนานเดินออกไป นนทภพจึงหันมาขอโทษหมอชาและหมอมาลีเรื่องซื่อหนานที่อีกฝ่ายสร้างความอึดอัดใจให้ ต่อจากนั้นพวกเขาก็พูดคุยเรื่องการตั้งครรภ์ของซื่อหนานอย่างตื่นเต้น ไม่คิดว่าผู้ชายท้องได้แล้วยังจะท้องแฝดอีกด้วย เคสแบบนี้ยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษเพราะเสี่ยงครรภ์เป็นพิษได้

หลังจากคุยกันอยู่นานนนทภพยกนาฬิกาขึ้นดูแล้วเห็นว่าเวลานี้ใกล้เที่ยงแล้วจึงบอกลาหมอชา และพยาบาลมาลีหลังจากที่รับยาจากหมอชามา

“ไปก่อนนะ แล้วเจอกันใหม่ เดี๋ยวรีบพาซื่อหนานไปกินข้าวก่อน”

“อื้ม เจอกัน”

นนทภพเดินออกมาหาซื่อหนาน อีกฝ่ายมองเขาตาขวาง คาดว่าคงจะไม่พอใจที่เขาพูดคุยนาน แม้ไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่นนทภพก็สัมผัสได้จึงกล่าวคำขอโทษแล้วพาซื่อหนานแวะทานอาหารที่ร้านข้างทาง คราแรกอีกฝ่ายจะไม่ยอม แต่พอท้องเปล่งเสียงร้องออกมาเท่านั้นแหละ

“หิวขนาดนี้แล้วยังปฏิเสธอีก” ซื่อหนานรู้สึกเสียหน้า แต่ก็ยังเชิดหน้าขึ้นอย่างคนไม่ยอมรับ นนทภพจึงถอนหายใจแล้วปลดล็อกประตูให้ซื่อหนานลงจากรถ

“ที่นี่ทำอาหารสะอาด ผมมาสำรวจแล้ว คุณกินได้แน่นอน ผมรับรอง” พูดจบคุณหมอหนุ่มก็ลงจากรถ ซื่อหนานเห็นอย่างนั้นก็ลงจากรถตามนนทภพ ทั้งคู่เดินเข้ามาในร้านอาหารก็เป็นจุดสนใจของผู้คนในร้านทันทีเพราะชายหนุ่มทั้งสองมีรูปร่างหน้าตาโดดเด่นดึงดูดสายตาได้เป็นอย่างดี นนทภพรู้ดีว่าซื่อหนานไม่ชอบตกเป็นเป้าสายตาจึงเลือกโต๊ะอาหารริมน้ำลับตาคนเพื่อให้อีกฝ่ายได้นั่งอย่างสบายใจ

นนทภพหยิบเมนูขึ้นมาสั่งอาหารเมื่อพนักงานเดินมารอจดเมนู สั่งเสร็จก็หันมามองซื่อหนานที่กำลังนั่งมองแม่น้ำอยู่จึงเอ่ยเตือนเรื่องที่ควรระมัดระวังกับอีกฝ่ายอย่างจริงจัง

“ซื่อหนาน คุณกำลังท้อง แถมยังท้องแฝด เป็นท้องที่เสี่ยงต่อครรภ์เป็นพิษ ยังไงช่วงนี้ควรกินระวังหน่อย ช็อคโกแลตที่อยู่ในตู้เย็นผมอาจจะต้องจำกัดการกินของคุณ”

ซื่อหนานได้ยินอย่างนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น “จำกัดการกิน?” ตั้งแต่ท้องมาจนถึงตอนนี้ เขาไม่เคยไม่ได้กินของที่อยากกิน อยากกินเท่าไหร่ก็ต้องกิน อยู่ๆ นนทภพจะมาจำกัดการกินของเขา แบบนี้มันเกินไปหน่อยหรือเปล่า แค่เอเลี่ยนสองตัวในท้องจะกังวลอะไรนักหนา พวกเขายังไม่ลืมตาดูโลกเสียหน่อย

“เด็กในครรภ์ควรได้รับการดูแลอย่างเข้มงวด เพราะถ้าคุณครรภ์เป็นพิษ คุณก็อาจจะได้รับอันตรายด้วย”

“นี่นาย...แค่เด็กสองคนที่ยังไม่เกิด จะดูแลมันทำไมกันนักหนา กินเยอะๆ ล้วนเป็นเรื่องดี นายไม่รู้หรอ? ไม่ว่าหมอจะห้ามยังไง ฉันก็ต้องได้กิน!”

“ซื่อหนาน....” นนทภพครวญ แต่พอดีกับอาหารมาเสิร์ฟตนจึงหยุดพูดไปก่อน ไว้ค่อยคุยเรื่องนี้กันทีหลัง

ซื่อหนานพอเห็นอาหารมาเสิร์ฟก็รีบก้มหน้าก้มตากินอย่างหิวโหย และกินหมดไปสามจานลวด ของหวานอีก 2 อย่าง น้ำหวานอีก 1 นนทภพแม้อยากจะห้ามปราม แต่ก็กลัวว่าการห้ามของเขาจะเป็นการชวนทะเลาะจนร้านเขาพัง คุณหมอหนุ่มจึงได้แต่ข่มใจไว้ก้มหน้ากินของหวานตรงหน้าที่เหลืออยู่อีกมากด้วยความอ่อนใจ

“อ้อ...”

“ครับ?”

“นายคมอะไรนั่นจะเริ่มงานวันเสาร์นี้ใช่ไหม”

“ครับ”

“ฉันจะเป็นคนมอบหมายงานให้เขาเอง นายไม่ต้องเข้ามายุ่งละ...”

นนทภพทำหน้าสงสัย กำลังจะอ้าปากถามแต่ซื่อหนานดันยกมือขึ้นเรียกพนักงานมาสั่งไอศกรีมเพิ่มอีก 2 ถ้วย นนทภพได้ยินอย่างนั้นหน้าก็คล้ำลงทันที ให้ตายสิ...เมื่อไหร่ซื่อหนานจะหยุดกินนะ

ทั้งคู่กันข้าวกันอยู่นาน มีหยุดพูดคุยเรื่องบ้าน และของที่ซื่อหนานอยากได้มาเติมแต่งบ้าน ดูเหมือนว่าที่คุณพ่อมือใหม่จะอารมณ์ดีขึ้นเพราะกินอิ่มหนำสำราญจึงพูดคุยไม่หยุด หมอนนท์กระตุกยิ้มบางเบา รู้สึกว่าซื่อหนานจะมีชีวิตชีวามากกว่าตอนที่เจอกันครั้งแรกเสียอีก...

ขณะที่ทั้งคู่คุยกันอย่างออกรส ไม่ได้สังเกตเลยว่าที่โต๊ะด้านหลังนนทภพมีชาวชาวต่างชาติคนหนึ่ง ผมดำ สวมแว่นตา ใบหน้ามีกระและสิวกำลังพิมพ์ข้อความบางอย่างที่พพวกเขากำลังสื่อสารกันใส่ลงในโทรศัพท์แล้วกดส่งให้ใครอีกคนที่อยู่ฮ่องกง เพื่อบอกข่าวที่เจ้าตัวอยากจะรู้นักรู้หนามาตลอดหลายวัน ภายหลังแอบฟังคนทั้งคู่คุยกันจนพอใจ ชายดังกล่าวก็ยกมือเรียกพนักงานมาคิดเงิน จากนั้นก็ผุดลุกออกไป....

คิมสันขึ้นมาบนรถได้ก็ออกรถแล่นไปบนท้องถนน ขณะกำลังขับรถชายหนุ่มก็ดึงอุปกรณ์บนหน้าออกแล้วโยนทิ้งไปที่เบาะหลัง จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ที่ร้องเสียงดังไม่หยุดขึ้นมากลับรับสาย

“ตื่นเต้นจนต้องโทรกลับมาเลยว่างั้น?” คิมสันแซวคนในสาย

(ท้องทีเดียวสองคน ไอ้คนทำมันต้องเก่งมาก) ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่ามันกำลังตื่นเต้นมาก แต่ไอ้ประโยคมั่นอกมั่นใจของมันนี่สิ น่าหมั่นไส้ชะมัด คิมสันกลอกตามองบน “เขามีเชื้อแฝดไหมวะฮั้นตี้ เฮ้อ...แล้วเรื่องงานเลี้ยงน้ำชานี่แกจะทำยังไง”

(ฉันจะพิสูจน์เรื่องที่ฉันคิด....)

คิมสันเปิดไฟเลี้ยวก่อนเลี้ยวรถเข้าปั๊ม “ฮั้นตี้...พี่ชายแกใช่คนที่แกจะไปลูบคม?”

(ฉันไม่กลัว!)

“ที่แกไม่กลัวเพราะมันก็ไม่มีทางฆ่าแกไงตี้” เห็นเต๋อหัวร้ายๆ เลวๆ แบบนั้น มันก็ไม่ได้เลวถึงขั้นทำร้ายครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ของมันหรอก เขารู้ดีว่าเต๋อหัวเอาใจใส่ฮั้นตี้มันมากแค่ไหน เอาใจใส่ไม่พอนะ มันโคตรจะตามใจด้วยซ้ำ พอตามใจมากๆ มันถึงเป็นแบบนี้ไง อยากได้อะไรก็ได้ เอาแต่ใจตัวเองอย่างกับอะไรดี

(ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเต๋อหัวมันกำลังปิดบังอะไรพวกเรา มันมีแผนอะไรกันแน่ ทำไมมันไม่บอกเรา แกก็รู้ว่าฉันไม่ชอบความรู้สึกของการเป็นไอ้โง่!!)

คิมสันถอนหายใจ “เอาไงก็เอา แต่อย่าล้ำเส้นมากละ” ฮั้นตี้ไม่พูดอะไรเพียงกดตัดสายคิมสันโดยไม่รับปาก คิมสันมองโทรศัพท์ในมือแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ชัดเจนว่ามันไม่ฟังที่เขาพูด....

ฮั้นตี้วางสายจากคิมสันเสร็จก็เรียกเลขาฯ ส่วนตัวมาช่วยเลือกสูทว่าเขาควรจะใส่สูทตัวไหนไปงานเลี้ยงดี เลือกกันอยู่นานในที่สุด เขาก็ได้สูดสีเทามาสวม ภายหลังได้ชุด คุณชายพยัคฆ์ก็แต่งตัวมายืนหน้ากระจก หันซ้ายหันขวามองสำรวจตัวเองในกระจก...

“นายคิดว่างานนี้จะมีอะไรเซอร์ไพรส์ไหมชิงหวิน”

ชิงหวินเดินเข้ามาจัดเสื้อให้เจ้านาย แล้วถอยออกไป “ไม่ทราบสิครับ แต่ที่ๆ แน่ ท่านต้องระวังให้มาก”

ฮั้นตี้กระตุกยิ้มเดินไปหยิบนาฬิกา Rolex ขึ้นมาใส่ “วงการนี้ต่อให้ระวังตัวยังไง สุดท้ายก็ต้องโดนลูกหลงด้วยอยู่ดี...”

ไม่ว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่เขาจะต้องรู้ให้ได้ว่าสิ่งที่เขาคิดมันถูกต้องไหม...

 

โรงน้ำชาเหนือฟ้า 

งานเลี้ยงสีแดง...

นี่เป็นประโยคแรกในความรู้สึกของตะวันกล้าเมื่อเห็นบรรยากาศตรงหน้าที่ถูกตกแต่งด้วยโคมแดง ผ้าสีแดง และเครื่องเรือนสีน้ำตาลเข้มกลมกลืนกัน ทุกคนในงานสวมสูทตัวเก่งของตัวเองยืนดื่มไวน์ และแชมเปญ พูดคุยกันอย่างออกรส พอเห็นตะวันกล้าถูกเข็นเขามา ก็ตรงมาที่เขา ทักทาย และพูดคุยกับพ่อของเขาอย่างเห็นอกเห็นใจ พ่อทักทายพวกเขาพอเห็นวิธีจากนั้นก็พาเขาไปที่ลิฟต์เพื่อขึ้นไปหาท่านชินเหลียงบนชั้นสอง

ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก บรรยากาศช่างแตกต่างจากชั้นล่างลิบลับเพราะที่นี่เหมือนร้านอาหารในโรงแรมหรู ส่วนด้านล่างเหมืองโรงน้ำชาในหนังจีนที่เขาเคยดูผ่านตา

“ไอ้หยา! มากันเลี้ยว มาๆ อั้วกำลังรอลื้ออยู่พอดีอาเฉียง” ชายแก่ท่าทางใจดีผมขาวโพลนในชุดเสื้อลายมังกรสีทองบนผ้าสีน้ำเงินเดินเข้ามาคล้องแขนพ่อของเขาอย่างอารมณ์ดี ผู้ชายอาวุโสคนนี้คือท่านชินเหลียง

ท่านชินเหลียงกับพ่อพูดคุยกันอยู่หลายประโยค ทักทายกันพอใจแล้วก็หันมาพูดกับเขา

“อาหนาน...ลื้อเป็นไงบ้าง อั้วได้ยินมาว่าลื้อได้รับบาดเจ็บ...ไอ้หยา มาให้อั้วตรวจดูหน่อยสิว่าเป็นยังไงบ้าง เผื่ออั้วจะช่วยอะไรลื้อได้” ชินเหลียงหันมารัวคำถามใส่ตะวันกล้าไม่หยุดด้วยความเป็นกันเอง

ตะวันกล้าปั้นหน้านิ่งแล้วตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ “ดีขึ้นมากแล้วไม่ต้องตรวจหรอก....”

“ไอ้หยา ได้ยังไงกัน ลื้อเองอั้วก็เห็นเหมือนคนในครอบครัว มาๆ มานั่งตรงนี้ เดี๋ยวอั้วจะตรวจให้ลื้อ” ชินเหลียงเอ่ยชวนพร้อมกับบอกให้คนเอาเก้าอี้ออกจะได้เหลือที่ว่างให้เขาเข้าไปนั่งรวมโต๊ะกับคนอื่นๆ

“ให้ท่านชินเหลียงตรวจหน่อยเถอะซื่อหนาน ท่านชินเหลียงเป็นแพทย์แผนจีนที่เชี่ยวชาญมากคนหนึ่ง นายเองก็รู้ ไม่เห็นต้องกังวลอะไร” ‘หลิวฟาง’ ผู้ชายหน้าสวยพูดกับเขายิ้มๆ ชายหนุ่มร่างโปร่งปราดเปรียวคนนี้เป็นลูกชายของ หลีอู๋ไป่ ผู้นำพรรคมังกรหยก และหลิวฟางก็เป็นว่าที่ผู้นำพรรคมังกรหยกเหมือนกับซื่อหนาน เขากับหลิวฟางเจอกันมาแล้วรอบหนึ่งในวันแรกๆ ที่เขามาถึงฮ่องกง

“นั่นสิ ท่านชินเหลียงเคยตรวจรักษาผู้คนมาไม่น้อย ความสามารถของท่านชินเหลียง ไม่ว่าใครก็ประจักษ์เห็นด้วยตามาแล้วทั้งนั้น ให้ท่านชินเหลียงตรวจ แล้วกินยาของท่าน ไม่นานนายจะต้องหายดีกว่าการกินยาฝรั่งแน่นอน” ‘หวังโจวลี่’ คุณชายมาเฟีย ผู้นำพรรคมังกรขาว ฉายามัจจุราชยิ้มในชุดสูทสีขาวที่นั่งข้างหลิวฟางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล หวังจะเกลี่ยกล่อมให้เขายอมรับการตรวจรักษาของท่านชินเหลียงให้ได้

ตะวันกล้ากวาดตามองพวกเขาเหล่านั้นอย่างหงุดหงิดใจ คนพวกนี้เหมือนจะหวังดีแต่ความจริงแล้วกลับซ่อนแผนการเอาไว้มากมาย ยิ่งพูดแบบนี้ก็ยิ่งกดดันให้เขาต้องตัดสินใจ แต่ที่ตะวันกล้าไม่กล้าตัดสินใจ เป็นเพราะเขาไม่ได้ป่วยจริง ถ้าตรวจแล้วไม่พบอะไร ไม่เท่ากับว่าแผนที่พวกเขาทำมาพังหรือ?

“ชักช้าทำไมละซื่อหนาน หรือนายไม่อยากหายป่วยเร็วๆ?” ฮั้นตี้เดินเข้ามากระเซ้าด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ ก่อนยกแก้วแชมเปญขึ้นจิบของเหลว คุณชายพยัคฆ์ที่ถูกเชิญมาร่วมงานเป็นจุดสนใจของเหล่าพรรคมังกรทันที

“นี่เป็นเรื่องของสภาเราไม่ทราบว่าประธานสภาพยัคฆ์มาข้องเกี่ยวอะไรด้วย” หลิวฟางพูดแขวะอีกฝ่ายที่อยู่ดีๆ ก็เข้ามาร่วมด้วยโดยไม่ได้รับเชิญ

“ตายจริง...นึกที่นี่เป็นงานเลี้ยงสังสรรค์ที่ไม่ว่าจะใครก็สามารถมาร่วมสนุกกันได้ซะอีก หรือนายว่าไงเต๋อหัว” ฮั้นตี้หันไปถามเต๋อหัวที่นั่งนิ่งไม่พูดไม่จาอย่างท้าทาย

ทุกคนหันไปมองเต๋อหัวเป็นจุดเดียว พอเห็นประธานสภามังกรหลงยิหวาของพวกเขาไม่สนใจตอบคำถามของฮั้นตี้ก็รู้ได้ทันทีว่าเต๋อหัวไม่เชิงอนุญาตแต่ไม่อยากเข้ามายุ่งด้วย แสดงว่าอีกฝ่ายอยากทำอะไรก็ทำ ขอแค่ไม่ล้ำเส้นกันก็พอ ดังนั้น ทุกคนจึงเงียบไม่พูดอะไร นอกจากคอยดูว่าซื่อหนานจะยอมรับการตรวจหรือไม่

ตะวันกล้าเงยหน้ามองผู้เป็นพ่ออย่างขอความเห็น พอพ่อพยักหน้าตนจึงถอนหายใจออกมาแล้วพยักหน้าให้ท่านชินเหลียง พลางคิดว่าทุกคนคะยั้นคะยอเขาให้เข้ารับการรักษากับท่านชินเหลียง ไม่ใช่ว่ารู้แล้วหรอกนะว่าเขาไม่ป่วยจริง หรือจะรู้กันแล้ว แต่แสร้งทำเป็นไม่รู้?

“เมื่อก่อนลื้อก็เคยตรวจชีพจรกับอั้วนะอาหนาน...ตรวจถูกและจัดยาให้ลื้อถูกด้วย ไม่กี่วันหลังจากนั้นที่ลื้อกินยาของอั้ว ลื้อก็หายเป็นปกติ ลื้อไว้ใจอั้วได้”

“จริงไหมอาเฉียง”

“ตามที่ท่านชินเหลียงจะเห็นสมควรเลยครับ”

“ดี...ยื่นแขนลื้อมาอาหนาน”

ตะวันกล้ายื่นแขนออกไปหาท่านชินเหลียง ชายอาวุโสจับชีพจรของเรา แล้วหลับตาลงอย่างครุ่นคิด ตะวันกล้าใจเต้นตึกตัก ส่วนคนอื่นๆ จ้องมาที่เขาและท่านชินเหลียงเป็นตาเดียว ที่จ้องอย่างสนอกสนใจ คงไม่พ้นรอฟังจากปากของท่านชินเหลียงว่าเขาป่วยจริงหรือเปล่า”

“อื้ม...อาการดีขึ้นไม่น้อยอย่างที่ลื้อว่าจริงๆ เพียงแต่ถ้าอยากหายเร็วๆ คงต้องกินยาบำรุงของอั้ว เดี๋ยวอั้วจะจัดการให้”

“ขอบคุณท่านชินเหลียง” ต้าเฉียงทำเคารพ ตะวันกล้าก็ทำตามด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ฮั้นตี้เลิกคิ้วขึ้นมองท่านชินเหลียงอย่างแปลกใจ รู้ทั้งรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ป่วยจริง แต่ก็แสร้งทำเป็นตามน้ำตามกันงั้นหรอ?

คุณชายพยัคฆ์ยกแก้วทรงสูงขึ้นจิบแชมเปญแล้วเหลือบมองไปทางเต๋อหัวที่ยกชาขึ้นดื่มช้าๆ ด้วยท่วงท่าสง่างามไม่สนใจผู้คน แต่ฮั้นตี้รู้ดีว่าท่าทางแบบนั้น อีกฝ่ายกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ ฮั้นตี้เหลือบมองซื่อหนานตัวปลอมที่นั่งนิ่งแล้วกระตุกยิ้มมุมปาก วันนี้เราจะได้รู้กันว่าสิ่งที่ฉันคิดมันเป็นความจริงหรือเปล่า….

 

 

 

 

=====================

ลุ้นต่อตอนหน้าจ้ะ^^ อิอิ 

#ดวงตะวันกับมังกร

ติดตามข่าวสารได้ที่เพจไอเรนเยีย 

ความคิดเห็น