Akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 7 เพื่อนร่วมเตียง

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 7 เพื่อนร่วมเตียง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 61.2k

ความคิดเห็น : 133

ปรับปรุงล่าสุด : 08 มิ.ย. 2559 20:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 7 เพื่อนร่วมเตียง
แบบอักษร

7

เพื่อนร่วมเตียง

 

          “ฉันจะขับรถกลับบ้าน ถ้านายไม่ตื่นขึ้นมา ก็หาทางกลับเอาเอง”

          เจ้าของรถเอ่ยบอก โดยที่ไม่หันไปมองร่างที่นอนหลับอยู่บนเบาะ วิรุจน์นอนหันหน้าไปทางหน้าต่าง ทั้งที่ยังนอนคว่ำ ทำให้พอลไม่เห็นว่าอีกฝ่ายตื่นหรือยัง

          รถยนต์หยุดจอดที่หน้าบ้านหลังใหญ่ แน่นอนว่าพอลไม่คิดจะสนใจว่าวิรุจน์จะลุกหรือไม่ เขาไม่ใช่คนขับรถ จะได้มีหน้าที่ขับไปส่งเจ้าตัวถึงที่บ้าน หากต้องการจะกลับ ก็ควรจะกลับเอง

          พอลลงจากรถ เขาจะเดินเข้าบ้าน แต่ความรู้สึกบางอย่างบอกกับเขาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันค่อนข้างจะผิดปกติ เขาจึงตัดสินใจหมุนกายเดินกลับไปเปิดประตูรถฝั่งที่วิรุจน์นอนอยู่

          เขาหรี่ตาลง เมื่อวิรุจน์ยังคงหลับตา แต่คิ้วทั้งสองกลับขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกโบ นาฬิกาข้อมือบอกเวลาว่าดึกมากแล้ว

          “ตัวร้อน”

          เพราะความสงสัย เขาจึงได้ยกมือไปทาบเข้ากับหน้าผาก พอลถอนหายใจอย่างเอือมระอา

          “ตื่นนายมีไข้”

          แม้จะพยายามเขย่าตัว แต่วิรุจน์ก็ยังคงนอนไม่ได้สติ มีเพียงเสียงครางในลำคออย่างแผ่วเบาเท่านั้น พอลชั่งใจคิดเพียงครู่ เขารั้งกายที่ไม่ได้สติ อุ้มพาดบ่า ศีรษะตกห้อยมาตามแรงโน้มถ่วงโลก สะโพกขาวมีเพียงสูทสีดำที่คลุมปิด เพราะวิรุจน์ยังไม่ได้ใส่กางเกง

          “น่ารำคาญจริงๆเลย”

          ถึงปากจะพูดแบบนั้น แต่เขาก็อุ้มวิรุจน์เข้าบ้านในยามวิกาล จะเรียกว่าเป็นความโชคดีก็ได้ ที่น้องสาวของเขาหลับไปแล้ว มีเพียงคนรับใช้ไม่กี่คนที่เข้ามา

          “คุณพอลมีอะไรให้พวกผมช่วยไหมครับ”

          “ไปเอายาลดไข้มา”

          “คุณพอลจะให้ผมเปิดห้องให้อีกไหมครับ”

          “ไม่ต้อง วุ่นวาย มาที่ห้องฉันเลย”

          เขาขี้เกียจให้เปิดห้องใหม่ เพราะเขาไม่ได้คิดจะให้วิรุจน์พักยาวอยู่แล้ว พอฟื้นก็คิดว่าจะไล่กลับทันที

          ตุบ!

          เขาโยนร่างที่ไร้สติลงไปบนเตียงของตัวเองทันทีเมื่อเข้ามาในห้อง พอลยกมือนวดไหล่ตัวเองเพียงครู่ เพราะตัวของวิรุจน์ก็ไม่ใช่เบาๆ

          พอลมองช่วงล่างที่เปิดให้เห็นอย่างชัดเจน เพราะสูทที่คลุมได้ถูกเหวี่ยงไปอีกทางเสียแล้ว สุดท้ายก็ต้องหยิบผ้าห่มมาปิดให้

          ก๊อกๆๆ

          เขาเดินไปเปิดประตู แล้วรับถาดใส่ยาและน้ำจากคนชายวัยกลางคน ก่อนจะปิดประตูแล้วกลับมาหาวิรุจน์ที่นอนหน้าแดง เหงื่อเต็มหน้า

          “อ้าปาก”

          เขาสั่งอย่างเอาแต่ใจ แต่วิรุจน์ก็พลิกกายนอนตะแคง ใบหน้าซุกกับหมอน ทำให้พอลหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย จับใบหน้านั้นให้หันกลับมา เขาบีบปากของวิรุจน์ แล้วกรอกเม็ดยาลงไป หยิบน้ำมากรอกตาม

          “แคกๆๆๆ”

          ทันทีที่พอลปล่อยมือ วิรุจน์ก็สำลัก พ่นทั้งน้ำและยาจนเลอะไปหมด
          “เจ้าบ้า”

          เขาแทบจะกัดฟันพูด รู้สึกไม่พอใจที่วิรุจน์ทำพฤติกรรมแบบนี้ พอลแสยะยิ้มเพียงนิด แล้วใช้มือบีบจมูกสวย จนวิรุจน์ต้องอ้าปาก เพื่อรับอากาศเข้าร่างกาย และสิ่งที่พอลทำก็คือกรอกยาลดไข้เข้าไปในปากวิรุจน์อีกครั้ง แล้วตามมาด้วยน้ำเปล่า ก่อนจะใช้มืออีกข้างกดปิดปากเอาไว้

          “กลืนมันลงไป”

          “อึก”

          คนที่ไข้ขึ้นสูง ได้แต่ทำตามสัญชาตญาณของร่างกาย เขากลืนทั้งน้ำทั้งยาลงไปในคอ พร้อมกับร่างกายที่ดิ้นไปมาอย่างกระสับกระส่าย พอเห็นอีกฝ่ายกลืนยาเรียบร้อย พอลจึงยอมปล่อยมือ

          “เท่านี้ก็สิ้นเรื่อง”

          “แฮกๆๆ”

         มีเพียงเสียงหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนของวิรุจน์ เขาออกจากห้องแล้วเรียกแม่บ้านคนหนึ่งที่เป็นหญิงวัยกลางคน

“เข้าไปจัดการให้เรียบร้อย แล้วก็อย่าบอกเรื่องนี้กับไอรีน”

“ค่ะ คุณพอล”

 

-------+++++-------

 

ไข้ของวิรุจน์ลดลงแล้ว ชายหนุ่มพลิกกายนอนหงาย บิดกายไปมาเล็กน้อยในยามเช้า เขาสวมใส่ชุดนอนสีฟ้าอ่อน

ซ่า!

เสียงสายน้ำไหลตกกระทบพื้น เข้าสู่โสตประสาทการได้ยิน เขาลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า กลิ่นตัวเฉพาะของเจ้าห้องของยังติดอยู่บนเตียง

กลิ่นของพอล

เขาขมวดคิ้วทันที ยันกายนั่งพิงหัวเตียง แล้วมองไปรอบๆ ชายหนุ่มไม่ได้โวยวาย บรรยากาศภายในห้องตกไว้อย่างเรียบๆ ไม่ได้มีอะไรสนใจสักเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยก็มีรูปภาพที่วิรุจน์รู้สึกสะดุดตา

“อูย

ทันทีที่ก้าวลงจากเตียง ความปวดร้าวที่สะโพกก็แล่นลงมาถึงปลายเท้า ในใจก็คิดถึงเจ้าคนที่ทำให้เขาต้องเป็นแบบนี้

“เอ๋รูปตอนเด็กๆเหรอเนี่ย”

วิรุจน์หยิบกรอบรูปขึ้นมาดู จากภาพ พอลน่าจะอายุประมาณสิบขวบ ไม่เกินนี้ ชายหนุ่มอยู่ในชุดที่สวมใส่สำหรับขี่ม้า ข้างกายก็มีม้าสีขาวงดงาม

“ยิ้มแบบนี้ ก็น่ารักดีเหมือนกันแฮะ”

ไม่คิดว่าพอลจะยิ้มได้น่ารักขนาดนี้ เขาก็เคยคิดอยู่ว่าตอนเด็กพอลจะเป็นยังไง แต่ดูแล้วก็น่าจะเหมือนกับเด็กปกติทั่วไป

“เสียมารยาท”

เสียงทุ้มดังขึ้นจนวิรุจน์แทบจะสะดุ้ง เขาหันไปก็เจอกับพอลที่เดินออกจากห้องน้ำมา ชายหนุ่มใส่ชุดคลุมอาบน้ำ

“ขอโทษด้วยแล้วกัน ก็แค่ตามันเห็น แล้วอยากดู”

พอลไม่ตอบอะไร วิรุจน์วางกรอบรูปลง เจ้าของห้องหย่อนกายนั่งลงที่ปลายเตียง หยิบผ้าขนหนูที่พาดบ่ามาเช็ดผมตัวเอง

“เมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้น แล้วฉันมาอยู่ในห้องนายได้ยังไง”

“ถ้านายมีสมอง เรื่องแค่นี้ก็ไม่น่าจะคิดไม่ออก”

“นี่คุณชาย พูดขนาดนี้ ด่าว่าฉันโง่เลยก็ได้นะ”

ความเคืองเริ่มเกิดขึ้น วิรุจน์มองซ้ายมองขวา หาเสื้อผ้าของตัวเอง

“เออนี่ แล้วเสื้อผ้าฉันล่ะ”

พอลทำหูทวนลม เขายังคงนั่งเช็ดผมต่อไป วิรุจน์เข้าไปกระชากผ้าออกจากมือพอล

“หูตึง? ถามทำไมไม่ตอบ”

“อยู่เงียบๆไม่เป็นหรือไง รำคาญหูชะมัด”

ปกติพอลไม่ชอบอยู่ที่ที่มีเสียงดังมากอยู่แล้ว เพราะเขาไม่ชอบเสียงที่มารบกวนเขา แต่วันนี้ก็ต้องมาเจอวิรุจน์ยิงคำถามใส่ตั้งแต่เช้า

“งั้นนายก็ตอบมาให้หมดสิ”

ก๊อกๆๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้น วิรุจน์เลิกคิ้ว เมื่อพอลพยักหน้าเล็กน้อยไปทางประตู

“อะไร?

“จะเอาเสื้อผ้าไม่ใช่เหรอ”

การสนทนาสิ้นสุดลง วิรุจน์เดินตรงไปเปิดประตู ก็พบกับแม่บ้านวัยกลางคนที่ยืนส่งยิ้มให้

“เสื้อผ้าของคุณค่ะ”

“ขอบคุณครับ”

รอยยิ้มหล่อถูกส่งไปให้ ตามประสานิสัยของเขา ก่อนจะก้มมองเสื้อผ้า แถมยังมีแปรงสีฟันอันใหม่ยังไม่ได้แกะกล่องแถมมาให้อีกด้วย วิรุจน์หมุนกายเข้ามาให้ห้อง แล้วเดินมาตบไหล่พอล

“ฉันจะเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า นายแต่งตัวเสร็จแล้วก็เล่าให้ฉันฟังด้วยว่าเมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้น”

พฤติกรรมที่วิรุจน์ทำกับพอล ไม่ต่างกับเพื่อนคนหนึ่ง ยกเว้นก็แค่ความสัมพันธ์บนเตียงที่เกินเลยไป เขาเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำ ในขณะที่พอลเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า แล้วเปลี่ยนชุดเช่นกัน

“นายมีไข้ ฉันเลยพาเข้ามาในบ้าน”

“จริงเหรอเนี่ย”

คนที่ทำท่าตกใจเกินเหตุก็คือวิรุจน์ พอลหรี่ตาลง มองอย่างไม่ค่อยพอใจ

“ทำไม? มันน่าตกใจตรงไหน”

“ก็ไม่คิดว่าคุณชายพอลจะเป็นคนใจดีขนาดนี้น่ะสิ”

“ฉันก็แค่ไม่อยากให้มีคนมาตายในบ้านฉันก็เท่านั้น”

“งั้นคนที่เปลี่ยนชุดให้ฉัน เช็ดตัวให้ฉัน ก็คือนาย?

ถามไปก็แทบไม่อยากจะเชื่อ พอลหัวเราะในลำคอ แล้วเอ่ยขึ้น

“ฉันเนี่ยนะ ไม่มีวันซะหรอก”

“ได้ฟังแบบนี้ก็รู้สึกดีขึ้นมาเลยแฮะ”

ถ้าเลือกได้ วิรุจน์ก็ไม่อยากให้ใครมาเห็นเขาตอนหมดสภาพเหมือนกัน แต่เมื่อวานคงจะโหมใช้ร่างกายมากเกินไป เขาถึงได้ไม่สบาย แต่ก็ถือว่าร่างกายของเขาฟื้นตัวได้เร็ว

“หายดีก็กลับไปได้แล้ว”

“อะไรกัน อยู่ๆก็จะไล่กลับเนี่ยนะ ใจร้ายชะมัด”

“แล้วเมื่อกี้ใครบอกว่าฉันใจดี”

“ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ต่างหาก”

พอลไม่อยากจะสนใจ เขาเดินออกจากห้องนอน วิรุจน์ระบายยิ้มแล้วเดินตาม บางทีการได้ปั่นหัวพอลมันก็เป็นเรื่องที่น่าสนุก พอคิดถึงเรื่องที่จะเอาคืนด้วยเรื่องที่ลามก เขาอาจจะสู้กำลังพอลไม่ได้ แต่ถ้าเอาคืนด้วยการยั่วโทสะ มันก็อีกเรื่อง

“เดี๋ยวนะ ฉันนอนที่ห้องนายทั้งคืนเลยเหรอ?

วิรุจน์รีบเดินตามให้ทันพอล พอลตอบรับในลำคอเหมือนรำคาญ

“แล้วนายนอนตรงไหน หรือว่าเสียสละไปนอนที่โซฟา โอ้โหนายนี่ดีจริงๆเลยนะ”

          เสียงของวิรุจน์ไม่ได้ความรู้สึกเหมือนซาบซึ้งอย่างจริงใจสักเท่าไหร่ ชายหนุ่มยังคงยิ้มแย้มตามสไตล์ของตัวเอง

          “นั่นมันห้องของฉัน ทำไมฉันจะต้องไปนอนที่โซฟา”

          “งั้นก็หมายความว่า ฉันกับนายนอนเตียงเดียวกันทั้งคืนเลยน่ะสิ”

          ปลายชี้นิ้วแตะที่คางของตัวเองราวกับครุ่นคิด วิรุจน์ยังคงเอ่ยถามต่อ

          “แล้วนายแอบลวนลามอะไรฉันหรือเปล่า”

          “อย่างนายไม่เห็นมีอะไรให้น่าลวนลาม”

          “จริงอ่ะ”

          พอลไม่ตอบ เขาเดินลงบันได ราวกับไม่สนใจวิรุจน์ ชายหนุ่มยักไหล่เล็กน้อย แล้วอยู่ๆก็นึกอะไรออก

          “ฉันไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองหรือเปล่านะ เมื่อคืนฉันรู้สึกหายใจไม่ค่อยออกล่ะ เหมือนจะโดนฆาตกรรมยังไงไม่รู้”

          พอได้ยิน พอลก็กระตุกยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะเอ่ยขึ้น

          “นายคิดมากไปเองต่างหาก”

          วิรุจน์ยกมือขยี้ผมตัวเองเบาๆ บางทีเขาอาจจะฝัน หรือไม่ก็เป็นเพราะร่างกายตัวเองอยู่ในสภาวะไม่ค่อยแข็งแรง

          “อ้าว พี่รุจน์”

          เสียงใสของหญิงสาว เรียกให้วิรุจน์หมุนกายไปมอง เธอกำลังเดินลงมาจากบันได ในขณะที่เขายืนอยู่ที่พื้นด้านล่างเรียบร้อยแล้ว

          “พี่รุจน์มาได้ยังไงคะเนี่ย”

          “พี่คิดถึงน้องไอรีนมั้งครับ”

          ชายหนุ่มระบายยิ้มสวย ไอรีนยิ้มเขินแล้วเดินลงมาจากบันได

          “พี่รุจน์ก็อย่าล้อเล่นกับไอรีนแบบนี้สิคะ”

          “แล้วถ้าเป็นเรื่องจริงขึ้นมา น้องไอรีนจะโกรธพี่หรือเปล่าครับ”

          วิรุจน์รุกเข้าหาตามวิสัยของตน พอลมองทั้งคู่แล้วเอ่ยขึ้น

          “ไอรีน นี่ก็สายมากแล้ว ไปกินข้าวเถอะ”

          “ค่ะ พี่พอล”

          หญิงสาวหันมาคลี่ยิ้มให้กับวิรุจน์ ก่อนจะเดินนำหน้าไป วิรุจน์เดินตามไป แล้วหยุดเมื่อเดินถึงพอล เขาจับไหล่แกร่ง แล้วพูดขึ้น

          “นี่ไม่อยากได้ฉันเป็นน้องเขยบ้างเหรอ”

          ทันที่จบประโยค วิรุจน์ก็ผละออก พร้อมกับรอยยิ้ม รีบเดินตามไอรีนไป คิ้วหนาทั้งสองกระตุกเข้าหากัน แต่พอลก็ไม่ได้พูดอะไร เขาเดินตามทั้งคู่เข้าไปในห้องอาหาร

          “อ่อ จริงสิคะ ไอรีนทราบมาว่า คุณกวางคลอดเจ้าตัวเล็กแล้ว”

          “ครับ น่ารักมากเลย”

          “แล้วเป็นเด็กผู้หญิง หรือว่าเด็กผู้ชายคะ”

          เธอไม่ค่อยรู้ข่าวอะไรมากนัก แค่ได้ยินจากโทรศัพท์ของบิดาว่าลูกสะใภ้ของศาลทูรคลอดหลานแล้วก็เท่านั้น

          วิรุจน์อ้าปากจะเอ่ยตอบ แต่พอลก็ตอบแทน

          “เป็นตัวผู้สองตัว”

          ชายหนุ่มตัวสูงโปร่งที่นั่งอยู่ข้างๆ หันขวับไปมองพอลอย่างไม่ค่อยพอใจ แต่พอลก็ระบายยิ้ม อย่างไม่ค่อยน่ามองนัก

          “หมายความอย่างไงเหรอคะพี่พอล”

          “ลูกเสือโคร่งสองตัว ก็เท่านั้นเอง”

          “จริงเหรอคะ ตอนแรกไอรีน นึกว่าจะเป็นมนุษย์ซะอีก”

          “เลือดพ่อคงแรงล่ะมั้ง”

          พอลปรายตามองวิรุจน์เพียงครู่เท่านั้น วิรุจน์พยายามสูดลมหายใจเข้าปอดให้ลึกๆ เขาไม่อยากมีเรื่องกับพอลต่อหน้าของไอรีน

          “แล้วตกลงพี่รุจน์ มาที่บ้านไอรีน ตั้งแต่เช้า มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”

          “พี่มาตั้งแต่เมื่อคืนต่างหากครับ”

          “เอ๊ะ”

          ไอรีนค่อนข้างแปลกใจ แม้วิรุจน์จะเคยมาที่บ้านของเธอบ้าง แต่ว่าพวกเขาก็ไม่ได้สนิทกันมากมายนัก เธอค่อนข้างจะแปลกใจที่เห็นชายหนุ่มในบ้าน

          “จะไปสนใจทำไม กินข้าวไปเถอะ”

          พอลตัดบท วิรุจน์เหลือบตามอง เขาเอ่ยขึ้นต่อ

          “จะทำแบบนั้นได้ยังไง น้องนายยังสงสัยอยู่แบบนี้”

          “มันไม่ใช่เรื่องของนาย แค่ฉันยอมให้กินข้าวเช้าด้วย ก็ดีมากแค่ไหนแล้ว”

          เขาพูดเสียงไม่ดังมากนัก ราวกับต้องการให้วิรุจน์ได้ยินเท่านั้น วิรุจน์หัวเราะเบาๆ แล้วเอ่ยขึ้น

          “ไอรีนอย่าคิดมากเลยครับ พี่กับพอล เป็นเพื่อนกัน”

          วิรุจน์ไม่เอ่ยเปล่า แต่แขนยาวก็ตวัดไปโอบคอของพอลอย่างแรง โดยที่พอลไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้กายใหญ่เอนไปหาทางวิรุจน์

          “เอ๊ะ ไอรีนไม่รู้เรื่องนี้เลยนะคะ”

          “แหม ก็พี่ชายน้องไอรีนเป็นคนซึนนี่ครับ เขาเป็นไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว”

          “นั่นสินะคะ บางครั้งไอรีนก็ไม่เข้าใจพี่พอล”

          “ปล่อย”

          พอลกล่าวเสียงเรียบ วิรุจน์ยอมผ่อนแรง แล้วโอบไหล่พอลไว้หลวมๆ พอลก้มมองมือขาวที่จับไหล่เขาอยู่

          “ปกติไอรีนไม่เคยเห็นพี่พอล พาเพื่อนมานอนที่บ้านเลยค่ะ ไอรีนดีใจจริงๆ ที่พี่พอลกับพี่รุจน์เป็นเพื่อนกัน”

          “ไม่เห็นเป็นเรื่องน่าดีใจ”

          เจ้าของบ้านขยับกายเล็กน้อย วิรุจน์ยอมผละมือออกจากไหล่ของพอล เขายกน้ำขึ้นจิบ มองสองพี่น้องสนทนากัน

          “ไอรีนว่าเป็นเรื่องที่ดีออกนะคะ ต่อไปเวลาที่พี่พอลเครียด พี่พอลจะได้มีเพื่อนไว้คุยด้วย”

          “อย่ามาทำเป็นรู้ดีไปหน่อยเลย”

          บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย วิรุจน์ไม่ค่อยชอบสิ่งที่พอลทำกับไอรีน ถึงแม้พยัคฆ์ที่เป็นพี่ชายแท้ๆของเขา จะชอบพูดจาไม่ดีกับเขา แต่มันก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างเวลาที่พอลพูดกับไอรีน

          “ไอรีนขอโทษค่ะ”

          ไอรีนก้มหน้าต่ำลง พอลไม่ตอบกลับ วิรุจน์สงสารหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับเขา เขาหันไปพูดกับพอล

          “นายน่าจะพูดดีๆกับน้องนาย”

          “นั่นมันเรื่องของฉัน”

          วิรุจน์เบ้ปากอย่างเซ็งจัด เขาตักกับข้าวใส่ในจานของไอรีน

          “ทานเยอะๆนะครับ อย่าทำหน้ายุ่งสิครับ เดี๋ยวไม่น่ารักน้า”

          เธอเงยหน้าขึ้น จิตใจที่ดำดิ่งเหมือนมีคนมาช่วยฉุดดึงขึ้นมา ไอรีนค่อยๆคลี่ยิ้มให้กับวิรุจน์

          “ขอบคุณค่ะพี่รุจน์”

          “อีกอย่าง ไอรีนไม่ต้องกังวล เรื่องนายพอลเนี่ย พี่จะจัดการเอง”

          “เอ๋?

          วิรุจน์หันไปมองพอล ชายหนุ่มยกน้ำขึ้นดื่ม

          “พี่กับพอลสนิทกันมาก นอนด้วยกันมาตั้งหลายครั้งแล้ว”

        สำหรับคนเป็นเพื่อนกันในมุมมองของไอรีน ก็ไม่ได้รู้สึกแปลก เพราะเธอก็นอนเตียงเดียวกับเพื่อนสาว  แตกต่างจากชายตัวสูงที่กำลังดื่มน้ำ

          “แคกๆๆ”

          วิรุจน์ยกมือปิดปากกลั้นขำ ไม่คิดว่าการพูดเล่นออกไป จะทำให้ผู้ชายจริงจังอย่างพอลถึงกับสำลักน้ำได้ พอลหันขวับมามองวิรุจน์ ดวงตาดูน่ากลัว แต่วิรุจน์ก็โต้ตอบกลับด้วยรอยยิ้มอย่างคนที่ไม่รู้สึกสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย

 100%

8/6/59

 

ติดตามการอัพได้ที่เพจ  https://www.facebook.com/akikoneko17fiction/ 

         

 

 

 

 

ความคิดเห็น