ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เล่มที่ 3 ตอนที่ 70 ความสกปรก

ชื่อตอน : เล่มที่ 3 ตอนที่ 70 ความสกปรก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 398

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 17 พ.ค. 2564 12:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เล่มที่ 3 ตอนที่ 70 ความสกปรก
แบบอักษร

     “นี่...ไม่ว่าหวงช่างจะคิดอย่างไร แต่ว่าการไม่เชื่อฟังพระบรมราชโองการมันเป็นเรื่องจริง นี่จะให้บ่าวรายงานกับหวงช่างอย่างไรเล่า” 

        หลังจากตื่นตระหนกตกใจ หวางต้าจ่งก็เป็นห่วงชีวิตของตัวเองด้วย 

        อารมณ์ของฮ่องเต้นั้นขุ่นมัวแปรปรวน ถ้าเขากลับไปมือเปล่า แล้วจะรายงานอย่างไร? 

        “มา มา พวกเจ้ารีบนำร่างของท่านอาจารย์ซุนหยู่ไปด้วย” หวางต้าจ่งยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูก หันหลังกลับพลางร้องสั่งบ่าวที่ติดตามมาด้วยกันกับเขา 

        บ่าวที่ติดตามมานั้นก็กลัวที่จะถูกลงโทษด้วยเช่นกัน แม้ยังมีอาการหวาดกลัว พวกเขาก็เดินเข้ามาข้างหน้าด้วยอาการสั่นเทา พยายามจะห่อศพของซุนหยู่ เก็บทั้งสิ่งของสีแดงและขาวบนพื้น 

        ซุนเจี๋ยและซุนฉินโมโหเกรี้ยวกราดผลักบ่าวพวกนั้นออกไป 

        “พวกเจ้ากำลังทำอะไร! คนก็ได้ไปแล้ว พวกเจ้ายังต้องการที่จะเอาศพของเขาเอาเขียนบทความหรือ!” 

        หลังจากที่ฮูหยินติ้งกั๋วกงได้เห็นแล้ว นางกำลังจะลุกขึ้นมา แต่กลับต้องล้มลงเพราะขาของนางอ่อนแรง ทำได้เพียงตะโกนออกมาด้วยเสียงแหบห้าว “อย่าขยับ ข้าจะดูว่าใครที่กล้าขยับศพของหลานชายข้า” 

        ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยน้ำตา ยามเอ่ยถามอย่างทุกข์ใจ “คนก็ได้ไปแล้ว แม้แต่ศพของเขา พวกเจ้าก็ไม่ยอมปล่อยหรือ” 

        “ต้องการย้ายร่างของหลานชายของข้า นอกเสียจากข้ามตัวข้าไปก่อนเถอะ” ดวงตาของติ้งกั๋วกงเป็นสีแดง เสียงของเขากระด้างห้วนสั่นสะท้าน แขนของเขากางออกเพื่อกันบ่าวเหล่านั้นไม่ให้เข้าใกล้ แม้แต่ร่างกายยังดูเหมือนภูเขาขวางป้องกันอยู่เบื้องหน้าสมาชิกของจวนติ้งกั๋วกงทั้งหมด 

        เมื่อมองดูครอบครัวที่น่าสังเวชเช่นนี้ หวางต้าจ่งจะไม่นึกถึงซุนหยู่ได้อย่างไร? เพียงแต่ว่าถ้าเขาส่งคนไปไม่ได้ เขาก็กลัวที่จะต้องเสียชีวิตเช่นกัน 

        “กั๋วกงแหย่ บ่าวก็ไม่มีวิธีเช่นกัน ท่านก็รู้อุปนิสัยของหวงช่าง หากหวงช่างโกรธขึ้นมา มันไม่ใช่สิ่งที่เจ้าและข้าที่จะทนได้นะ” 

        หลังจากครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว หวางต้าจ่งยังกล่าวอีกว่า “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน บ่าวจะสั่งคนกลับไปที่วังเพื่อรายงานให้กับหวงช่าง ว่าหวงช่างจะทรงมีรับสั่งว่าอย่างไร?” ถ้าหวงช่างมีเมตตา อย่างนั้นก็ถือว่าแก้ปัญหาความยากลำบากให้เขา ท้ายที่สุดแล้วทำให้ติ้งกั๋วกงโกรธขึ้นมา เขาเองก็ไม่มีผลดีเท่าใดนัก 

        ติ้งกั๋วกงกัดฟันพูดและพยักหน้า “ถ้าเป็นเช่นนั้น รบกวนหัวหน้าจงด้วย” 

        หวางต้าจ่งรีบกล่าวว่า “ไม่กล้า” และหันไปรอบๆ สั่งให้บ่าวกลับไปที่วังเพื่อขอความประสงค์จากฮ่องเต้ 

        บ่าวผู้นั้นไม่กล้าที่จะเข้าเฝ้าฮ่องเต้เช่นกัน ทว่าเขาไม่อาจปฏิเสธได้ เจ้าตัวจึงทำได้เพียงร้องไห้ด้วยสีหน้าโศกเศร้าและสาวเท้าออกไป 

        ทุกคนกำลังรออยู่ที่ลานบ้านท่ามกลางอากาศหนาวเย็น 

        ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่หิมะจางๆ โปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง หิมะตกแล้ว จากนั้นก็ละลายลงทำให้พื้นเปียกปอนไปหมด 

        แต่ทุกคนกลับไม่ยอมหลบเข้าไปในบ้าน ลานกว้างมีเพียงเสียงร้องไห้ระงมของสมาชิกผู้หญิง บ้างเป็นเสียงต่ำ บ้างเป็นเสียงสูงหรือเป็นเสียงร้องไห้อย่างปวดใจ 

        ป้าหญิงใหญ่ฟื้นขึ้นมา ครั้นสภาพน่าสลดใจของลูกชายฉายเข้าสู่ครรลองสายตา นางก็ร้องไห้ขึ้นมาและสลบกลับไปอีกรอบ ป้าหญิงสองกอดกับซุนซื่อร้องไห้อย่างปวดใจ 

        ฉินหยีหนิงประคองท่านยาย ขณะน้ำตาของนางก็ดูเหมือนเส้นขาด ไม่อาจหยุดน้ำตาลงได้ 

        พี่ใหญ่ฆ่าตัวตายด้วยความโปร่งใส ไม่ใช่เพราะกำลังฟ้องร้องต่อฮ่องเต้สารเลวหรือ? 

        เพียงแค่ว่าพวกเขามีความจงรักภักดีและรักชาติหยั่งรากลึกเข้าไปในกระดูกของพวกเขาก็เท่านั้นเอง รวมทั้งไม่สามารถพูดได้หลายคำและไม่กล้าที่จะพูดก็เท่านั้นเอง 

        ไม่พูด พวกเขาแค่ใช้ความตายเพียงเพื่อแสดงคำพูดออกมา ต่อจากนั้นพวกเขาก็กลายเป็นคนที่มีความผิด 

        ฉินหยีหนิงไม่รู้ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร แต่นางเกลียดชังฮ่องเต้สารเลวจนมีอาการปวดฟัน 

        นางอดไม่ได้ที่จะนึกถึงฉินหวยหยวน 

        พี่ใหญ่เคยเป็นคนที่ได้รับความนิยมชมชอบ ทั้งได้รับความเคารพนับถือ เหตุใดฉินหวยหยวนจะไม่ใช่? 

        อยู่ในช่วงเวลาที่โลกกำลังวุ่นวาย สิ่งที่ยากลำบากที่สุดในการคาดเดาและการต่อต้านนั้น ไม่สามารถคาดเดาชะตากรรมชีวิตได้ 

        สองเค่อต่อมา มีเสียงย่ำฝีเท้าสับสนเดินเข้ามา แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่บ่าวที่ไปถามฮ่องเต้เมื่อสักครู่ แต่เป็นทหารองครักษ์ของฮ่องเต้หลายคนก็เดินมาด้วย 

        บ่าวคนนั้นเมื่อได้ฟังพระประสงค์ของฮ่องเต้แล้ว ก็คำนับแสดงความเคารพด้วยความมั่นใจ ก่อนเอ่ยว่า “หวงช่างทรงมีรับสั่ง ให้บ่าวอธิบายต่อติ้งกั๋วกงให้เข้าใจขอรับ” 

        หวางต้าจ่งพยักหน้าเป็นเชิงให้บ่าวพูดออกมา 

        เสียงร้องบริเวณลานบ้านค่อยๆ จางหาย ทุกคนจ้องมองบ่าวที่มาบอกข่าว 

        “ฮ่องเต้ตรัสว่า 'พวกเจ้าจวนติ้งกั๋วกงอ้างตนว่าเป็นคนซื่อสัตย์ แต่ไม่เต็มใจที่จะเสียสละซุนหยู่เพียงแค่คนเดียว เห็นได้ชัดว่าเสียสละซุนหยู่เพียงแค่คนเดียวนั้น ก็สามารถทำให้ต้าโจวหายโกรธได้ ก็ไม่แน่เมืองซีฮวาก็อาจจะถอนทหารกลับไปด้วยก็เป็นได้ เชลยหนึ่งหมื่นจะได้รับการปลดปล่อยตัวกลับบ้าน แต่ซุนหยู่รู้เพียงว่าตนนั้นมีอำนาจบาตรใหญ่ ไม่ว่าเขาจะชนตัวเองจนตายแล้วหรือว่าจะเป็นศพ ถูกทำลายเป็นชิ้นๆ แล้ว จำเป็นต้องนำศพและสมองมาให้ครบโดยไม่มีตำหนิเพื่อส่งไปให้แคว้นต้าโจว ใครกล้าที่จะต่อต้านคำสั่ง จะได้รับโทษฐานเป็นกบฏ” 

        เสียงของบ่าวผู้นั้นเฉียบคม มิหนำซ้ำยังเลียนแบบสำเนียงหงุดหงิดของฮ่องเต้ด้วยความสมจริง เพียงแต่ว่าเสียงของเขานั้นยิ่งพูดยิ่งอ่อนแอลง เพราะทุกคนจ้องมองเขาด้วยสายตาจะกินเนื้อคน 

        หวางต้าจ่งโบกมือ สั่งให้บ่าวถอยออกไป จากนั้นคำนับให้กับติ้งกั๋วกง พลางกล่าวด้วยความลำบากใจ “กั๋วกงแหย่ ท่านเป็นหัวหน้าของครอบครัว แต่ท่านต้องเข้าใจว่าคำพูดของฮ่องเต้ก็มาถึงจุดนี้แล้ว คนนั้นบ่าวจะต้องเอากลับไปให้ได้ ท่านคิดดูให้ดีว่าสามารถที่จะทนต่อโทษทรยศและไม่เชื่อฟังคำสั่งครั้งใหญ่ได้หรือไม่ ท่านอาจารย์ซุนไปแล้ว แต่ติ้งกั๋วกงแหย่กับลูกและหลานคนอื่นๆ ยังมีชีวิตอยู่นะขอรับ” 

        มือทั้งสองของติ้งกั๋วกงกำหมัดแน่น ข้อต่อของเขาเป็นสีขาวซีด หน้าผากเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความโกรธ เขาไม่สามารถพูดอะไรได้เลย 

        สมาชิกครอบครัวที่เป็นผู้หญิงร้องไห้เสียงดัง 

        ทหารองครักษ์ของฮ่องเต้ก้าวเข้าไปข้างหน้าผลักพี่ห้าและพี่แปดซึ่งยืนขวางอยู่หน้าศพให้ถอยห่าง พวกเขาเก็บร่างกายรวมทั้งเลือดเนื้อที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นลงไปในกล่อง ทั้งนำซากศพที่เหลือของซุนหยู่นำไปไว้ในโลงไม้บางที่เตรียมไว้ชั่วคราว 

        เมื่อหวางต้าจ่งทำธุระเสร็จแล้ว เขาจึงยกมือขึ้นและรีบออกไปในทันที 

        ติ้งกั๋วกงค่อยๆ เงยหน้า บ่นพึมพำว่า “ท้องฟ้ากำลังจะทำให้ต้าโจวล่มสลาย” ทันใดนั้นเลือดก็พุ่งออกมา ดวงตาเหลือกขึ้น ร่างกายสูงใหญ่เอนล้มไปด้านหลัง 

        “ท่านปู่!” 

        “กั๋วกงแหย่!” 

        สถานการณ์วุ่นวายสับสนในฉับพลัน 

        เหตุการณ์สำคัญในจวนติ้งกั๋วกงแพร่กระจายออกไปทั่วเมืองหลวงภายในหนึ่งชั่วยาม ฝูงชนต่างร้องคร่ำครวญ คนที่คร่ำครวญและตกใจนั้นมีไม่น้อย นอกจากนั้นจำนวนทหารที่เศร้าโศกโกรธเคืองก็ไม่น้อยด้วยเช่นกัน 

        ฉินหวยหยวนรีบมาในทันทีเมื่อได้รับข่าว 

        ฉินหยีหนิงและฉินฮุ่ยหนิงได้ติดตามซุนซื่อเข้าไปในเรือนข้างๆ พวกนางยุ่งอยู่กับการเชิญหมอมาดูแลสมาชิกครอบครัวที่เป็นผู้หญิง 

        ไม่ต้องพูดถึงฮูหยินติ้งกั๋วกง ป้าหญิงใหญ่และป้าหญิงสอง หรือแม้แต่ติ้งกั๋วกงก็อยู่ในอาการสาหัส อีกประการหนึ่งเรื่องสำคัญของจวนติ้งกั๋วกงย่อมไม่มีใครสามารถตัดสินใจได้ 

        ฉินหวยหยวนพาซุนเจี๋ยกับซุนฉินมารวมตัวกัน พวกเขายกทับหลังขึ้นที่ลานหน้าบ้าน ตั้งเป็นห้องโถงวิญญาณ วางเสื้อผ้ารองเท้า ถุงเท้าของซุนหยู่ในโลงศพ พร้อมทั้งให้คนรายงานความตาย ปกป้องวิญญาณ เผากระดาษและร้องไห้ ทั่วทั้งจวนติ้งกั๋วกงถูกประดับตกแต่งด้วยสีขาว บรรยากาศถูกความโศกเศร้าปกคลุมในทันตา 

        ในเวลาเดียวกันเมื่อฮ่องเต้และหวงโฮ่วเห็นซากอันน่าสลดหดหู่ของซุนหยู่ในกล่องผ้า ภายในมีเพียงสีขาวปะปนกับสีแดงของเลือด ทั้งสองกลับขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ 

        “หวงช่าง ฝ่าบาทคิดว่าซุนหยวนหมิงหมายความว่าอย่างไร? หรือเป็นเพราะว่าเขาไม่พอใจเพคะ? ฝ่าบาทสั่งให้เขาทำ แต่เขากลับใช้ชีวิตของเขาเพื่อเผชิญหน้ากับฝ่าบาท” ปีศาจหวงโฮ่วปิดจมูกด้วยผ้าเช็ดหน้าหอม มืออีกข้างโบกพัดด้วยความขยะแขยง 

        แต่เดิมฮ่องเต้ก็มีความสงสัยอยู่แล้ว ครั้นได้ยินคำพูดของหวงโฮ่ว จึงส่งผลให้ความโกรธเคืองยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม 

        “เจิ้นคิดว่าซุนหยวนหมิงเรียนจนโง่ไปแล้ว เอาเถอะ แค่หวังว่าจะผ่านราชทูตต้าโจวนี้ไปก่อน เข้ามา” 

        “บ่าวมาแล้ว” หวางต้าจ่งคำนับด้วยรอยยิ้มประจบ 

        ฮ่องเต้พูดอย่างหงุดหงิด “เจ้า ไปเชิญราชทูตต้าโจวมาที่นี่ด้วยตนเอง บอกกับเขาว่าเจิ้นจัดงานเลี้ยงรับเชิญ รวมถึงซุนหยู่ก็เตรียมพร้อมแล้วด้วย” 

        หวางต้าจ่งรีบถอยออกไป 

        ฮ่องเต้ต้องการความสันติกับพยายามคลายความโกรธของต้าโจวด้วยศพ และกล่องหัวใจครึ่งดวงกล่องนี้ 

        ทว่าเฉินมองแล้ว เขาย่อมเห็นเป็นเพียงศพก็เท่านั้น จึงกล่าวหาฮ่องเต้ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว “มันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่ามีความคิดที่สับสนต่อหวงไท่โฮ่ว ต้องการกินดิบ แน่นอนว่ายิ่งสดยิ่งดีกว่า คนเป็นฆ่าใหม่ๆ ถึงจะเรียกว่าสดใหม่ เป็นศพเช่นนี้ถูกส่งกลับไป มันจะไม่ส่งกลิ่นโชยเหม็นหลังจากขนส่งไปหรือ? พวกเจ้าจะให้หวงไท่โฮ่วเสวยได้อย่างไรเล่า?” 

        ฮ่องเต้ก็รู้เหตุผลนี้ ถึงกระนั้นเขากลับยังโน้มน้าวด้วยรอยยิ้ม 

        ราชทูตออกไปอย่างโกรธแค้นและศพก็ไม่ได้ถูกนำไปด้วย 

        ฮ่องเต้ไม่กล้าทำอะไรต่อหน้าราชทูต ทว่าเมื่ออีกฝ่ายคล้อยหลัง ฮ่องเต้ก็คว่ำโต๊ะล้มลงพร้อมตะโกนสั่งหวางต้าจ่ง “โยนซุนหยู่ทิ้งในป่าเสีย เจิ้นเห็นแล้วหงุดหงิด” 

        หวางต้าจ่งตกใจ รีบก้มศีรษะก้มหน้า พลางทำตามที่ได้รับคำสั่ง 

        โชคดีที่หวางต้าจ่งยังมีความเป็นมนุษย์อยู่ แม้พูดว่าเขาจะโยนทิ้ง แต่เขาได้สั่งคนที่ไว้ใจให้ส่งจดหมายถึงติ้งกั๋วกง กำชับให้คนของตระกูลซุนรีบจัดการอย่างรวดเร็ว อย่าได้ให้สุนัขจิ้งจอก หมาป่าคาบไปกิน 

        เมื่อซุนเจี๋ยและซุนฉินฟังแล้ว พวกเขาถึงกับควบคุมตนเองไม่ได้ ร่ำไห้ออกมาอีก ดวงตากลายเป็นสีแดง ยกมือตบหน้าอกครั้งแล้วครั้งเล่า 

        ฉินหวยหยวนกล่าวอย่างเหน็ดเหนื่อย “ไม่ว่าจะกรณีใด เรื่องสำคัญที่สุดก็คือจะต้องพาหยวนหมิงกลับมาให้ได้และนำศพใส่โลงก่อน ส่วนที่เหลือจะต้องได้รับการพิจารณาในระยะยาว พวกเจ้าก็ไม่ใช่เด็กแล้วและความจริงหลายอย่างต่างก็เข้าใจ อุปนิสัยของฮ่องเต้เป็นเช่นนี้ มิหนำซ้ำพวกเจ้าเองไม่ใช่แค่ตัวคนเดียว จวนติ้งกั๋วกงต่างก็เป็นครอบครัวเดียวกัน และจะต้องไม่มีข้อผิดพลาดอีกแล้ว” 

        “ท่านลุงพูดถูก” ซุนเจี๋ยเช็ดน้ำตาแล้วพูดว่า “ข้าจะพาคนไปกับม้าเร็ว น้องชายแปด เจ้าอยู่ที่นี่เพื่อเฝ้าระวัง” 

        “ได้” ซุนฉินเช็ดใบหน้าเช่นกัน 

        หลังจากซุนเจี๋ยออกไป ซุนฉินค้อมตัวคำนับขอบคุณฉินหวยหยวนด้วยความซาบซึ้ง “เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นเรื่องใหญ่ ข้ากับพี่ห้าต่างก็ตื่นตระหนกแล้ว ในบ้านก็ไม่มีใครคอยตัดสินใจให้ พวกเราก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรถึงจะดี ถ้าไม่ใช่ท่านคอยให้ความช่วยเหลืออยู่...” 

        “อ่า” ฉินหวยหยวนโบกมือ “เราเป็นครอบครัวเดียวกัน” 

        ซุนฉินพยักหน้าด้วยความซาบซึ้ง เอ่ยตอบรับเพียง “ขอรับ” 

        ฉินหวยหยวนถอนหายใจ พร้อมตักเตือนว่า “เจ้าบอกคนในบ้าน ต้องควบคุมปากของตนเอง บางคำไม่สามารถคิดในใจและไม่สามารถพูดออกมาได้ ฮ่องเต้กำลังโกรธอยู่ หากเรื่องถูกแพร่กระจายออกไป มันคือความหายนะทั้งครอบครัว” 

        “ขอรับ” ซุนฉินพยักหน้าพร้อมเม้มริมฝีปาก 

        ฉินหวยหยวนตบไหล่ของซุนฉินและกล่าวว่า “หวงช่างอยากให้ขุนนางตายและขุนนางก็ต้องตาย นี่เป็นหนทางของขุนนาง” 

        ซุนฉินได้ยินคำพูด มองดูน้ำตาที่ถูกลมพัด ทำให้น้ำตาร่วงผล็อยลงมาอีกหน 

        ตอนนั้นซุนเจี๋ยนั่งม้าเร็วรีบคว้าร่างซุนหยู่กลับมาได้ ในที่สุดเขาก็สามารถนำร่างของญาติผู้พี่มาใส่โลงศพ 

        ฉินหวยหยวนมองร่างซุนหยู่ในโลงศพ เขารู้สึกเย็นชาและเศร้าโศก ราวกับกระต่ายและสุนัขจิ้งจอกที่เคยเป็นพันธมิตรกัน แต่เมื่อกระต่ายตายไปเพราะถูกล่า สุนัขจิ้งจอกโศกเศร้าเพราะสูญเสียพันธมิตร เมื่อคิดถึงพรสวรรค์ของอีกฝ่ายในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ สุดท้ายแล้วก็มีจุดจบเช่นนี้ อดไม่ได้ที่จะหม่นหมองจนต้องถอนหายใจ 

        ขณะเดียวกัน ซุนซื่อได้ดูแลฮูหยินติ้งกั๋วกงทานยา ฮูหยินติ้งกั๋วกงก็ได้เรียกแม่นมเปาเพื่อถามสถานการณ์ของติ้งกั๋วกงกบเรือนข้างนอก 

        แม่นมเปาได้เปลี่ยนชุดเป็นสีธรรมดา สวมผ้าผูกรอบเอวสีขาว คำนับและเอ่ยขึ้น “กั๋วกงแหย่ แม่นางถางได้ดูอาการให้แล้วเจ้าค่ะ บอกว่าเป็นเพราะกังวลและโกรธจนส่งผลต่อหัวใจ ทำได้เพียงทานยาและดูแลอย่างช้าๆ เมื่อสักครู่นี้ได้ฟื้นขึ้นมาแล้ว หลังทานยาแล้วก็หลับไปอีก ส่วนเรื่องข้างนอกนั้นกูแหย่พาคุณชายห้ากับคุณชายแปดคอยจัดการอยู่ และได้นำร่างคุณชายใหญ่เข้าโลงแล้ว” 

        “เจ้าบอกว่าศพของหมิงเกอร์นำกลับมาแล้วหรือ?” 

        “ใช่เจ้าค่ะ” แม่นมเปากลัวว่าฮูหยินติ้งกั๋วกงจะเป็นลมอีกครั้ง นางจึงไม่กล้าที่จะพูดว่าศพนั้นถูกทิ้งขว้างกระทั่งต้องแย่งกับสุนัขป่า 

        ฮูหยินติ้งกั๋วกงคิดเพียงว่าเป็นฮ่องเต้ที่ส่งคนกลับมาและหลับตาลงอย่างทุกข์ตรม 

        ซุนหยู่เสียชีวิตเพราะฆ่าตัวตายอย่างทารุณ ทำให้หลังจากเจ็ดวันก็ถูกฝังแล้ว 

        ในหลายวันนี้ ฉินหยีหนิงกับฉินฮุ่ยหนิงได้ติดตามซุนซื่อเพื่อดูแลคอยช่วยเหลือฮูหยินติ้งกั๋วกง 

        ถ้าไม่ใช่เพราะอีกสี่วันก็จะเป็นปีใหม่เล็กแล้ว ซุนซื่อคงยังไม่ยอมกลับไปจวนฉินอีก 

        อย่างไรก็ตามในฐานะภรรยา ท้ายปีใกล้เข้ามาเยือน นางย่อมไม่สามารถอยู่บ้านตัวเองได้ 

        เพียงแต่ไม่คิดเลยว่า ทันทีที่ทั้งสามเข้าไปในห้องโถงใหญ่ของเรือนสื่อเซี่ยว พวกนางกลับถูกล่าวไท่จุนต่อว่าทันที 

------------------------ 

หากชื่นชอบนิยายเรื่อง “หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน” สามารถเข้าไปติดตามความสนุกต่อได้ที่ 

https://www.kawebook.com/story/3659 

ขอให้เพลิดเพลินไปกับนิยายนะคะ ^^ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว