ลิตเติ้ลมักเกิ้ล / ตรงนู้นก็ไล่มาเล่นตรงนี้
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.15 [รสจูบของแวมไพร์]

ชื่อตอน : Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.15 [รสจูบของแวมไพร์]

คำค้น : แวมไพร์ , ไวท์กัปตัน , ปุณณ์โน่ , เงินออกัส , midnight society , midnight , society , vampire , lovesick , ผีดิบ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 31 พ.ค. 2559 19:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.15 [รสจูบของแวมไพร์]
แบบอักษร

 

 

Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก

ตอนที่ 15 [รสจูบของแวมไพร์]

 

ภายในห้องนอนกว้างที่กลายเป็นสนามรัก (ของคนเมา) เมื่อคืนนี้ ไวท์และกัปตันนอนแผ่อย่างหมดแรง แต่ดูไปดูมาเหมือนจะมีแค่กัปตันคนเดียวกระมังที่หมดสิ้นพลังงานทุกหยาดหยด ไวท์เวเรี่ยนยังสามารถตื่นขึ้นมานั่งสูบบุหรี่ได้หน้าตาเฉย เหมือนไม่ได้รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าหรือทุกข์ร้อนใดๆ ทั้งสิ้น

 

ซิก้าที่อยู่ในมือ เป็นบุหรี่ราคาแพง ก้นเป็นแบบกรองไม้ รุ่น BLACK TUBE SUMATRA ไวท์สั่งมันมาเป็นพิเศษจากแหล่งผลิตบุหรี่ชั้นดี มันไม่ฉุน ไม่ทำร้ายปอด และกลิ่นก็ไม่ทำให้เขาหงุดหงิดด้วย

นี่สิถึงจะเรียกว่าบุหรี่สำหรับการผ่อนคลายอย่างแท้จริง

ร่างสูงนั่งไขว่ห้างในชุดคลุมสีดำตัวยาว และเสยผมตัวเองหลังจากที่สูบบุหรี่เข้าไปเต็มปอด ควันจางๆ ถูกพ่นออกมาเป็นรูปหัวใจตามแบบที่เขาถนัด ไวท์เคยแข่งกับออกัสพ่นควันบุหรี่ออกมาเป็นรูปต่างๆ แต่ก็ไม่มีรูปไหนที่เขาจะทำได้สวยเท่ารูปหัวใจอีกแล้ว

 

เด็กไทยที่ยังนอนสลบไสลอยู่บนเตียงทำให้เขาเกิดความคิดอะไรบางอย่างขึ้นมา นี่คือครั้งแรกของเขาเลยมั้งที่มีอะไรกับเด็กผู้ชาย แถมเป็นมนุษย์อีกต่างหาก ไวท์ไม่ได้ตระหนกตกใจอะไรมากนักกับเรื่องนี้ เพราะมันก็คือเรื่องธรรมดาของคนยุโรปอยู่แล้ว แต่ที่แปลกคือทำไมเขาถึงได้รู้สึกดีกับเด็กคนนี้ต่างจากเมื่อก่อน

ต่างจากตอนที่เห็นหน้ากันวันแรก ก็เกลียดกันจะเป็นจะตาย

ราวๆ 1 สัปดาห์ที่เด็กใหม่มาอยู่ภายใต้การปกครองของเขา เด็กนั่นไม่ได้เกรงกลัวเขาเลยสักนิด มิหนำซ้ำยังกล้าหาญมาล็อคคอจูบเขาถึงสองครั้ง จะว่าแปลกก็คงไม่ใช่ ต้องเรียกว่าบ้าเสียมากกว่า ไม่เคยมีใครกล้าทำกับเขาแบบนั้นหรอก

ไม่เคยมี

รอยยิ้มบางๆ ระบายขึ้นบนใบหน้า ไวท์เวเรี่ยนดับบุหรี่แล้วจิ้มมันลงไปในถังทราย ร่างสูงโปร่งลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินไปหยุดดูหน้ากัปตันใกล้ๆ ผิวขาวเนียน ริมฝีปากอิ่มยังแดงก่ำหลังจากที่ถูกเขาดูดดื่มอย่างรุนแรง เนื้อตัวมีแต่รอย kiss mark ของเขา และมีรอยเลือดเล็กๆ เปรอะอยู่บนที่นอน

 

โทษทีนะเสียงขอโทษพึมพำดังออกมาจากลำคอของท่านชาย  นิ้วเรียวลูบไล้ลงบนพวงแก้มใส แล้วเดินหายเข้าไปในห้องทำงาน มือใหญ่ควานหาสำลีและอุปกรณ์ทำแผลพื้นฐานที่พอจะยังมีหลงเหลืออยู่ในลิ้นชัก และเดินกลับออกมาพร้อมผ้าขาวชุบน้ำอีกผืนหนึ่ง

ช่างภาพนิ่วหน้าเล็กน้อยด้วยความเจ็บปวด เมื่อสำลีชุบแอลกอฮอลล์แตะลงไปที่มุมปาก ไวท์ไม่ได้ยินเสียงความคิดด่าทอเขา ได้ยินแต่เสียงบ่นรำคาญที่เขามากวนในยามจะนอน ท่านชายเผลอยิ้มออกมาให้กับเด็กที่มีความคิดบ้าบอแบบนั้น ไม่ว่าจะถูกห้ามปรามหรือทำโทษรุนแรงอย่างไร กัปตันก็ไม่เคยเข็ดเลยสินะ

กัปตันเสียงทุ่มเอ่ยเรียก

“......” ไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆ กลับมา เด็กตัวขาวได้แต่นอนบิดตัวด้วยความหงุดหงิด และนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อรู้สึกเจ็บปวดที่สะโพก ไวท์เวเรี่ยนนึกขอโทษขอโพยอยู่ในใจ ที่เขาเผลอทำให้กัปตันเจ็บได้มากขนาดนั้น มิสเตอร์อลาสเตอร์วางอุปกรณ์ทำแผลแล้วลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะทำงาน ก่อนจะใช้โทรศัพท์บ้านต่อสายลงไปข้างล่าง เพื่อขอข้าวต้มและยาแก้อักเสบสักเม็ด เผื่อว่ากัปตันตื่นขึ้นมาแล้วจะมีอาการระบมเกิดขึ้น

 

เขาไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าในบ้านหลังนี้มียาแก้อักเสบรึเปล่า

 

แวมไพร์ไม่จำเป็นต้องกินยาของมนุษย์เท่าไหร่ เพราะยาพวกนั้นไม่ค่อยมีปฏิกิริยาอะไรกับร่างกายเขา ส่วนมากก็จะใช้แค่ยาสมานแผลภายนอก ซึ่งก็จะใช้เมื่อนานๆ ครั้งเท่านั้น

แวมไพร์หนุ่มยกมือขึ้นกุมหัวใจตัวเอง ที่อยู่ดีๆ มันก็ดันเต้นแรงขึ้นมาเมื่อจ้องริมฝีปากกัปตันเสียอย่างนั้น อาวุธรบที่หลับไปแล้วตื่นตัวขึ้นมาอีก แต่เขาไม่สามารถทำอะไรได้ไปมากกว่านี้เพราะร่างกายของกัปตันคงจะรับมือไม่ไหว ท่านชายแห่งปราสาทอลาสเตอร์ส่ายหัวให้กับตัวเองอย่างอารมณ์เสียและเดินหายเข้าไปในห้องน้ำเพื่อจัดการธุระตัวเองให้เรียบร้อย

 

 

 

#เสียงจากกัปตัน

 

กลิ่นข้าวต้มหอมฉุยลอยมาติดจมูกผมเข้าอย่างจัง ผมลืมตาตื่นขึ้นมาทั้งๆ ที่ยังปวดหัว (และเนื้อตัว) อยู่ สภาพร่างกายบอบช้ำหลังจากผ่านสมรภูมิรบกับไอ้ท่านชายมาเมื่อคืนนี้ แรงคน (ที่เหมือนแรงควาย) ของมันทำให้ผมหมดแรง ไม่สามารถพูดได้ด้วยซ้ำ คอแห้งเป็นผุยผงเหมือนกินทรายเข้าไปทั้งหาด ร่างกายเปลือยเปล่า ดีหน่อยตรงที่มีเสื้อคลุมตัวบางมาสวมไว้ให้ (ใครสวมให้วะ) และโต๊ะตัวเล็กวางข้าวต้มปลาก็วางอยู่ไม่ไกลจากเตียงนอนเท่าไหร่นัก

 

ถ้าให้วัดกันโดยปกติ ผมควรต้องร้องไห้ที่สูญเสียความเป็นชายประหนึ่งนางเอกนิยายที่ถูกพระเอกพรากพรหมจรรย์ แต่นี่ไม่เลย ความหิวแม่งมีมากกว่าความโกรธ เลยเป็นเหตุให้ผมคลานมาช้าๆ ด้วยความเจ็บปวด และนั่งลงซดข้าวต้มที่เพิ่งจะทำเสร็จใหม่ๆ

 

ผมไม่รู้ว่าไวท์เวเรี่ยนหายไปไหน

 

ไอ้หมอนั่นแหละ ที่เผด็จศึกผมเมื่อคืน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาร้อนแรงมาก ผมทั้งเจ็บและมีความสุข มันอาจจะเป็นความคิดที่แปลกประหลาดไปสักหน่อยสำหรับผู้ชายทั้งแท่งอย่างผมที่เพิ่งได้ประสบพบเจอเรื่องอย่างว่าเมื่อคืนนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต เอาไว้ให้ได้เจอหน้าไอ้หมอนั่นก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวผมก็คงรู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป

ข้าวต้มนี่อร่อยมาก จนผมกินหมดในเวลาอันรวดเร็ว

กินยาที่วางอยู่ข้างๆ นั่นซะด้วยเสียงทุ่มเอ่ยขึ้นจากทางหน้าประตู

 

ผมรีบรวบเสื้อคลุมของตัวเองแน่นแล้วมองกลับไป ไอ้ไวท์นั่นแหละที่ยืนพิงประตูอยู่แล้วมองมาทางผมด้วยแววตาที่แบบว่า...

เอิ่ม อธิบายไม่ถูก

ไม่ได้เป็นอะไรมาก

เหรอ แล้วเมื่อคืนใครร้องครางเป็นลูกหมาเลย

มึงน่ะสิ!ผมคว้าหมอนได้แล้วปาใส่

ไอ้หมอนั่นเอาแต่หัวเราะหึหึ แล้วเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะหยิบเม็ดยาแคปซูลยัดปากผมแล้วกรอกน้ำเปล่าตามลงมาจนผมสำลัก

 

แค่กๆ มึง จะฆ่ากูรึไง แค่กๆ

ถ้าฉันจะฆ่านาย ฉันไม่ใช้วิธีนี้หรอกมันตอบด้วยสายตาเจ้าเล่ห์

 

แค่ริมฝีปากของฉัน ก็ฆ่านายได้ง่ายๆ แล้ว

บ้า!!!

หึหึ

สายตานั่นทำเอาใจผมร้อนวูบวาบ วินาทีแรกที่เริ่มมีแรง ผมคิดแค่ว่าต้องออกไปจากห้องนี้ ก่อนที่พี่เงิน (หรือคุณออกัสเตียน) จะมาเห็น ไม่งั้นผมแย่แน่

โอ๊ะ

 

แค่ลุกขึ้นเท่านั้น แขนขาผมอ่อนเปลี้ยไปหมด มันไม่มีแรงเลย ผมถึงกับทรุดตัวล้มลงที่พื้นอย่างหมดแรง ไอ้หมอนั่นมันทำอะไรกับผมวะ มันไม่ได้มอมยาผมใช่มั้ยเมื่อคืนนี้

กินเหล้าไม่เป็นแล้วยังอวดเก่ง คงเป็นครั้งแรกสินะที่นายดื่มเยอะขนาดนั้นไวท์พูดแล้วยื่นมือมารับผม

ฝันไปเถอะ ผมไม่ส่งมือให้เขาหรอก

หวืดดด~~~

กลายเป็นเขาเองที่หิ้วแขนผมจนตัวลอยขึ้นมาวางบนเตียงอย่างง่ายดาย คนอะไรก็ไม่รู้แรงเยอะชะมัดเลย ถ้าจะบอกว่าเขาสามารถฆ่าหมีด้วยมือเปล่าผมก็เชื่อ เพราะว่าดูจากเมื่อคืนนี้แรงเขาเยอะมาก

 

เอ่อ ... นี่ผมพูดอะไรออกไป

เจ็บรึเปล่า

เจ็บอะไร

ก็ก้นนายไง

จะบ้าเหรอ ไม่เจ็บโว้ย แล้วก็จำอะไรไม่ได้ด้วย ไม่ต้องพูดถึงมันแล้วนะ!ผมโหวกเหวกโวยวาย

ท่านชายไวท์ส่ายหัวแล้วเดินไปหยิบเสื้อผ้าของเขามาให้ผมใส่ ใส่ซะ เสื้อผ้าของนายฉันให้แม่บ้านเอาไปซัก

เห้ย! ได้ไง กูซักเองได้ เอ่อ แล้ว ...เชี่ย แล้วเขาไม่เห็นเหรอวะ ว่ากูกับมึง...

แบบว่า...

 

เห็นสิไวท์ตอบในสิ่งที่ผมกำลังคิดอยู่ในใจ

แล้วมึงให้เข้ามาได้ยังไง!!!

 

นี่ ฉันไม่โรคจิตขนาดให้คนมาเห็นนายนอนแก้ผ้าหรอกนะ อย่างน้อยก็ใส่เสื้อคลุมให้แล้วน่ามันพูดอย่างไม่รู้สึกทุกข์ร้อน ผมรีบใส่เสื้อและกางเกงอย่างลวกๆ ถึงได้เห็นว่าตามเนื้อตัวมีแต่รอยจ้ำแดงๆ เต็มไปหมด ไม่รู้ว่ากี่วันมันถึงจะหาย แล้วผมควรจะทำยังไงกับรอยพวกนี้ดี

ไปถามน้ำเงินซะ เขารู้ว่าควรจะจัดการกับรอยพวกนี้ยังไง

แน่นอนสิ พี่เงินเป็นหมอนี่ เขาต้องรู้อยู่แล้ว

 

งั้นเหรอไอ้บ้านั่นยักคิ้ว

ฉันว่าเป็นเพราะเขาเคยมีประสบการณ์มาก่อนมากกว่านะ

หมายความว่าไงผมถามอย่างไม่ได้ต้องการคำตอบ

 

พอตั้งหลักได้ ก็ลองลุกขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ลำบากหน่อยแต่ก็พอจะทรงตัวยืนได้ ไอ้คุณไวท์ยืนมองว่าผมจะทำอะไรต่อไป ผมไม่พูดอะไรอีก และดึงผ้าปูที่นอนออกเตรียมตัวเอาไปซัก

จะทำอะไรน่ะ

ก็มันเปื้อน

ฉันจะให้คนมาจัดการเอง

 

ไม่! แค่นี้กูก็อายพอแล้วผมวีนเสียงดังลั่น แล้วรื้อผ้าปูที่นอนออกมาถือไว้อย่างรวดเร็ว ไวท์เวเรี่ยนส่ายหัวแล้วเดินเข้ามาแย่งผ้าปูที่นอนออกไปจากมือผม

บอกว่าไม่ต้องไง

 

ไม่เอา เอาผ้าคืนกูมาเดี๋ยวนี้

ฉันเป็นคนทำ ฉันต้องรับผิดชอบเอง

 

ย้ำทำไมวะ! ลืมๆ มันไปเถอะผมผลักอกเขาแล้วนั่งลงอย่างเซ็งๆ

 

ไวท์เงียบแล้วนั่งลงใกล้ๆ กัน

ผมขยับตัวออก ไม่ต้องมารู้สึกผิด กูนี่แหละผิดเองที่ไม่ฟังตอนที่มึงบอกให้ออกจากห้องไป ใครจะไปรู้ล่ะวะว่าเวลาเมาแล้วมึงจะ...ประโยคหลังผมพูดด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ

ไวท์ยิ้มบางๆ แล้วโยนผ้าปูที่นอนไปกองไว้ที่มุมห้อง นายก็ดูมีความสุขดีนี่

สุขบ้าอะไร เจ็บจะตายห่า!ผมเหวใส่

เราต่างคนต่างเงียบกันไปทั้งคู่ ความอึดอัดเกิดขึ้นในใจผมแปลกๆ เลยลุกขึ้นแล้วเดินออกมาจากห้องนั้นอย่างเงียบๆ ทางเดิน 3 ชั้นกว่าจะถึงห้องนอนของผมที่ชั้นล่างมันดูไกลมากสำหรับวันนี้ แต่ละย่างก้าวมีแต่ความเจ็บปวดทรมานที่สะโพก แม้ว่าจะกินยาแก้อักเสบไปแล้วก็ตาม

 

สงสัยต้องขอยาจากพี่เงินอีกสักสองสามเม็ด ไม่งั้นผมนอนไม่หลับแน่นอน

เหรอ? ไม่ใช่เลยครับ หลังจากที่ผมประคองร่างตัวเองมาถึงห้องนอนได้สำเร็จ ผมก็ผล็อยหลับไปอีกครั้งด้วยความอ่อนเพลีย ไม่ได้อาบน้ำหรือแม้กระทั่งจะล้างหน้าด้วยซ้ำ หลับลึกซะจนไม่รู้ว่าเวลาได้ล่วงเลยมาจนถึงเที่ยงคืนของอีกวันนึงแล้ว

 

หลับแทบจะซ้อมตาย

เสียงฝีเท้าของคนด้านนอกที่คุยกันอย่างมีความสุขทำให้ผมต้องลืมตาขึ้นมาอย่างหงุดหงิด ทุกทีเลยสิน่าบ้านนี้ พอตกดึกทีไร เป็นต้องออกมาครึกครื้นกันตลอด

 

ผมคว้าผ้าเช็ดตัวแล้วเดินไปอาบน้ำ แต่งตัวชุดใหม่ให้เรียบร้อยด้วยเสื้อแขนยาวกางเกงขายาว ปกปิดร่องรอยบางอย่างที่ไม่อยากให้คนอื่นเห็นเอาไว้ในร่มผ้า แล้วเดินออกมาข้างนอกเงียบๆ

มองออกไปทางริมหน้าต่าง พี่เงินกับคุณออกัสเดินไปทางป่าหลังปราสาทด้วยกันอีกแล้ว ผมรีบคว้าเสื้อคลุมยาวๆ มาสวมกันตัวทาก แล้ววิ่งตามออกไปด้วยความอยากรู้

สองคนนั้นเดินไวชะมัด

จะให้วิ่งตามเขา ผมคงตามไม่ทันหรอก แถมจะให้ตะโกนเรียกให้หยุดรอล่ะก็ฝันไปเลย เพราะคอผมแห้งจนไม่รู้จะแห้งยังไงแล้ว

สิ่งที่ทำได้ ก็แค่เดินตามรอยเท้าไปเรื่อยๆ พร้อมทั้งฟังเสียงคนทั้งสองเดินคุยกันมุ้งมิ้งๆ แบบไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ เรากำลังมุ่งหน้าไปทางลำธารที่พี่เงินชอบมาเลี้ยงม้าประจำ จริงสินะ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ผมยังไม่เคยเห็นม้าที่พี่เงินเลี้ยงเลยนี่นา

 

คราวโน้น พี่เงินบอกว่าม้าเพิ่งออกลูกใหม่ด้วย ผมอยากเห็นจัง

เขาสองคนเดินไปหยุดด้วยกันที่ลำธารที่ผมพอจะมองเห็นอยู่ไกลๆ คุณออกัสโอบไหล่พี่เงินแล้วโน้มหน้าลงไปจูบอย่างดูดดื่ม! ผมมองไม่ผิดแน่ สองคนนั้นจูบกัน แถมมือคุณกัสยังลูบไล้ตัวพี่เงินจนอ่อนระทวยไปเสียอีก

น นี่เค้าสองคน...

บอกทีว่าผมตาฝาดไป

ยังไม่ทันไร เรื่องช็อคที่ 2 ก็ตามกันมาติดๆ มองออกไปในระยะไม่ห่างจากตัวเขาทั้งสองคนมากนัก มีม้าสี่ตัวเดินมา 2 ตัวน่าจะเป็นพ่อแม่ อีก 2 ตัวน่าจะเป็นลูกม้าที่พี่เงินบอกว่าเพิ่งคลอด เพราะมันยังดูไม่แข็งแรงนัก ตอนแรกผมคิดว่ามันคงเป็นม้าสีขาวธรรมดา แต่เมื่อเพ่งมองดีๆ แล้วกลับไม่ใช่ ม้าสี่ตัวนั้นสูง ใหญ่ และสง่างาม ที่สำคัญคือ มันมีเขา!

 

มันคือม้ายูนิคอร์น!

ผมแทบจะตาเหลือกที่เห็นภาพนั้น สองขาแทบสิ้นไร้เรี่ยวแรง แต่ยังต้องบังคับตัวเองให้เดินเข้าไปใกล้อีกเพื่อดูอีกทีให้แน่ใจว่าผมไม่ได้หูตาพร่ามัวไปจริงๆ พี่เงินก้มลงเทน้ำอะไรบางอย่างลงไปในถ้วยทองคำ แล้วม้าสี่ตัวนั้นก็ก้มลงดื่ม ผมเห็นคุณออกัสคุยกับพวกมันด้วย แล้วม้าก็ดูมีปฏิกิริยาที่เหมือนจะพูดคุยกันรู้เรื่องด้วยล่ะ

ช็อคโลก!

 

อ้าว กัปตัน เดินมาทำอะไรที่นี่พี่เงินหันมาเห็นผมก่อนจึงเอ่ยทักขึ้น

ผมหันมามองหน้าพี่ช้าๆ ด้วยความตื่นตะลึงที่ได้เจอยูนิคอร์นใกล้ๆ ตัวเป็นๆ มันตัวใหญ่มากทีเดียว แถมสวยมากๆ ซะด้วย พี่เงินดูไม่รู้สึกแปลกใจอะไรเหมือนว่าชินเสียแล้วกับภาพเหล่านี้ แต่สำหรับผมที่เพิ่งมาใหม่ สาบานได้ว่าถ้ามีภาพม้าตัวนี้หลุดออกไป พวกเราดังแน่ๆ

ตื่นเต้นว่ะ

ห้ามถ่ายเด็ดขาดคุณออกัสก็เป็นอีกหนึ่งคนที่มักจะดักคอผมเสมอไม่ว่าผมคิดจะทำอะไร โทรศัพท์มือถือที่ไม่ค่อยจะมีสัญญาณในมือถูกดึงไปใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อของเขา และบอกว่าจะคืนให้ผมหลังจากที่เรากลับถึงปราสาทแล้ว

พี่เงิน ทำไมพี่ต้องโกหกผมด้วย

 

โกหกไรวะ?” พี่สงสัย

ก็เรื่องม้า แล้วไหนจะเรื่องที่พี่กับคุณกัส... เอ่อ

อ๋อสัตวแพทย์หัวเราะ ไม่ได้โกหกนี่ แค่ไม่ได้บอกเฉยๆ

แล้วทำไมพี่ไม่บอกเล่า ToT”

ถ้าฉันบอก แกก็ไม่กล้ามาน่ะสิ แต่จริงๆ ม้ายูนิคอร์นไม่ได้น่ากลัวนะ เขาใจดีจะตาย แค่อย่าไปทำอะไรให้เขาโกรธแค่นั้นเอง

แค่นั้น?

 

แค่นั้นเอง อย่างนั้นเหรอ?

พี่เงิน  มันไม่ใช่แค่นั้นสิพี่ นี่มันม้ายูนิคอร์นนะพี่ ม้ายูนิคอร์นผมพยายามพูดเรียกสติพี่กลับคืนมา

แต่อีพี่กลับยักไหล่ใส่ผม แล้วยังไงวะ

เห้ย ก็มันเป็นสัตว์ประหลาดไง มันมีอยู่แค่ในเทพนิยายนะ เทพนิยายพ่อมดแม่มด พวกผู้วิเศษ สวรรค์ หรือไม่ก็แวมไพร์

อาฮะอีพี่ก็ยังไม่รู้สึกแปลกใจใดๆ อีก

 

ผมทึ้งหัวตัวเองอย่างขัดใจ ทำไมมันโง่อย่างนี้วะ จบสัตวแพทย์มาเขาเคยสอนมึงเลี้ยงม้ายูนิคอร์นไหมเล่า!

ปัดโธ่!

 

ลองอยู่ดูก่อนสักเดือนนึงเถอะนะกัปตัน ถ้านายไม่ชอบจริงๆ ฉันจะบอกพี่ไวท์ให้เองเรื่องส่งนายกลับเมืองไทย แต่เราไม่อยากให้คนนอกเข้ามาที่นี่มาก เพราะความลับของเราเป็นสิ่งที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้ เรายอมให้นายเข้ามาที่นี่เพราะน้ำเงินเป็นคนรับปากกับพี่ไวท์ด้วยตัวเอง อีกอย่าง ข้างนอกพวกล่าแวมไพร์มันเยอะ เราไม่อยากเสี่ยงคุณออกัสพูดกับผมในขณะที่ให้หญ้าม้าไปด้วย

ล่าแวมไพร์?”

ใช่ เอ้า น้ำเงินยังไม่ได้บอกนายหรอกเหรอ

 

เดี๋ยวครับ...หมายความว่ายังไงกันนี่

เสียงสะบัดขนของม้ายูนิคอร์นทำให้ผมต้องละสายตาหันไปมอง ม้าตัวที่ใหญ่ที่สุดกำลังสาวเท้าเข้ามาใกล้คุณออกัสขึ้นเรื่อยๆ ผมมองมันด้วยความสนใจ และรู้สึกว่ามันช่างสง่างามเหลือเกิน จะดีแค่ไหนนะถ้าหากว่าผมจะได้ลองสัมผัสขนมันดูสักครั้ง

 

เท้าผมไปไวกว่าความคิดเสมอ เมื่อมันเข้ามาใกล้ในระยะที่ผมได้เห็นเขาสีเงินของมันชัดๆ แล้ว ก็อดที่จะเดินเข้าหาไม่ได้จริงๆ พี่เงินยกมือห้ามเป็นสัญญาณไม่ให้ผมเข้าใกล้ไปมากกว่านั้น แต่ผมไม่ฟังหรอกครับ โอกาสดีๆ มาถึงแล้วนี่นา

เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ม้าตัวนั้นยกขาหน้าขึ้นทั้งสองข้างอย่างไม่พอใจ เสียงฮึดฮัดร้องดังและทำท่าเหมือนจะถีบผม ผมรีบเอามือปิดหน้าเตรียมรับชะตากรรมว่าวันนี้โดนม้ากระทืบแน่ๆ แล้ว ถ้าหากว่าจะไม่มีแขนของใครบางคนมากระตุกข้อมือผมให้ล้มกลิ้งหลุนๆ ลงไปทับกันหลายตลบนั่นเสียก่อน

เสียงม้าร้องด้วยความหงุดหงิดดังขึ้นนานสองนาน จนกว่าพี่เงินจะปลอบมันลงได้

อยากตายรึไง เด็กโง่

 

ผมลืมตาขึ้นมาช้าๆ พบว่าตัวเองนอนทับแผงอกของใครบางคนอยู่ เขานอนนิ่งเนื้อตัวมีใบหญ้าเปรอะเปื้อนเสื้ออยู่สองสามใบ ม้ายูนิคอร์นไม่ชอบคนแปลกหน้า ถ้าไม่คุ้นเคยห้ามเข้าใกล้เด็ดขาด

คุณไวท์

ก็ฉันน่ะสิ เห็นว่าใครล่ะ

ผมรีบลุกขึ้นและปัดฝุ่นออกไป ใบหน้าร้อนวูบวาบเมื่อได้อยู่ใกล้กับเขาอีกครั้ง (แบบไม่ได้เมา) กลิ่นตัวของเขามีฟีโรโมนดึงดูดหัวใจผมอย่างประหลาด มันมีเสน่ห์เอามากๆ เลย

คนตัวสูงยิ้ม แล้วพูดกับผมต่อว่า ฉันหล่อมากล่ะสิ

 

หลงตัวเองไปอีก

มันเป็นเรื่องธรรมดาของแวมไพร์ ธรรมชาติสร้างพวกเรามาให้มีหน้าตาดีกว่ามนุษย์ทั่วไปเพื่อใช้ดึงดูดเหยื่ออยู่แล้ว นายไม่แปลกใจเลยรึไง ว่าทำไมทั้งฉันและออกัสถึงได้หล่อผิดมนุษย์มนา

โห ผมเพิ่งเคยเห็นคนที่อวยตัวเองได้เท่าคุณนะ

เขาหัวเราะหึหึ และลุกขึ้นไปหาม้ายูนิคอร์นอีกตัว ที่มีชื่อเรียกว่า คุณวิคตอเรีย

เป็นยังไงบ้างครับ สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของเรา เราไม่ได้เจอกันนานเลยนะ

ดู ... คนไรวะ คุยกับม้าได้ด้วย

แต่เมื่อกี้เขาพูดถึงแวมไพร์นี่นา

 

...เออ ใช่ ทั้งคุณออกัสและไวท์เวเรี่ยนพูดถึงแวมไพร์ เหมือนผมจะจับใจความได้ว่า เขากำลังจะบอกว่าพวกเขาเป็นแวมไพร์อย่างนั้นเหรอ

ผมเข้าใจอะไรผิดรึเปล่า

ไม่ผิดหรอกท่านชายพูด ฉันคิดว่านายควรจะรู้ ว่าตอนนี้นายไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับมนุษย์ แต่นายกำลังอยู่กับพวกเรา ตระกูลอลาสเตอร์ แวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์ผู้สืบทอดเชื้อสายโดยตรงจากท่านเคาท์ แดรกคิวล่า

ฮะ!?

นายไม่แปลกใจรึไง ว่าทำไมฉันถึงได้ดักความคิดนายได้ตลอดเวลา

เออว่ะ

ก็เพราะว่าฉันได้ยินเสียงความคิดของนายไง ไม่ว่านายจะด่าฉัน จะชมว่าฉันหล่อ หรือบ่นว่าหิวไส้แทบขาด ฉันก็ได้ยินหมด รวมถึงม้ายูนิคอร์นพวกนี้เขาก็ได้ยินและฟังเข้าใจด้วย

ม หมายความว่ายังไง ค คุณออกัสด้วยเหรอครับ

 

คนร่างโปร่งที่ยืนอยู่ข้างพี่เงินพยักหน้าช้าๆ

นี่ผมกำลังเผชิญหน้ากับอะไรอยู่เนี่ย ฉันถึงบอกแกไง ว่าอย่าคิดอะไรแผลงๆ เด็ดขาด แกก็ไม่เชื่อพี่เงินพูดซ้ำด้วยเสียงเอือมๆ

ทำไม ไม่เชื่อรึไงไวท์ถาม

ก็ไม่เชื่อดิวะ ใครที่ไหนจะไปเชื่อ อยู่ดีๆ โผล่มาบอกว่าตัวเองเป็นแวมไพร์ แน่จริงดูดเลือดให้ดูดิ

หึเขายิ้มมุมปาก จะให้ฉันลองกับใครดีล่ะ

สองเท้านั้นสาวเข้ามาใกล้ผม จนผมเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าไม่น่าเลยกู ไม่น่าพูดอย่างนั้นเล้ยยย~

เอ่อ ช่างเถอะ

ช่างได้ยังไง

 

ก็ ไม่อยากรู้แล้ว

แล้วไม่สงสัยเหรอ ว่าทำไมเวลาที่ถูกฉันจูบ นายถึงเสียงหายไวท์ก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าว

เป็นหวัดกะทันหันมั้งผมถอยหลังทีละก้าว

ควรพิสูจน์อีกครั้งนะ จะได้รู้กันไปเลย ว่าฉันใช่แวมไพร์รึเปล่าเขายิ้ม และนั่นก็ทำให้ผมได้เห็นเขี้ยวที่มุมปากของเขาเป็นครั้งแรก

ขนลุก

เอ่อ ... ผมคิดว่าคงได้เวลากลับปราสาทแล้วสองเท้าผมหันขวับเพื่อพาตัวเองไปยังที่ที่ปลอดภัย แต่มือของไวท์เวเรี่ยนกลับไวกว่า เขากระชากเสื้อผมจนเซหลุนๆ ไปปะทะแผงอก และมองมาด้วยสายตากรุ้มกริ่ม จะหนีไปไหน

ไม่ได้หนีนะ

 

งั้นก็อยู่พิสูจน์กันก่อนเป็นไง ว่าฉันใช่แวมไพร์จริงๆ รึเปล่า

ผมเชื่อแล้ว

นายยังไม่เชื่อ

เชื่อแล้วโว๊... อื้อ!

ริมฝีปากร้อนของเขาฝังลงมาที่ปากของผม ไม่ทันแล้วครับ...ผมห้ามไม่ทันแล้ว เขี้ยวเล็กๆ ของเขาดันริมฝีปากผมให้ร้อนและรู้สึกถึงเลือดฝาดเบาๆ ไวท์เวเรี่ยนดูดเม้มมันลงคอไปจนหมดสิ้นด้วยสีหน้าอันพึงพอใจ แขนผมสั่นริกและตัวร้อนผ่าว ความรู้สึกพวกนี้มันช่างบ้าบอเสียจริง

 

ดวงตาของเขาเปลี่ยนสีเป็นแดงวาวโรจน์อยู่ชั่วครู่ ก็กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม

 

ริมฝีปากนั้นถอนออกไปอย่างช้าๆ เชื่อรึยัง

เสียงทุ้มเอ่ยถามแผ่วเบา

“.....” กูก็คงต้องเชื่อมึงแล้วล่ะ

เห้ย! เสียงกู -0-

 

หึหึเขาหัวเราะ

ถ้าอยากได้เสียงคืน ก็ตามมาเอาที่ห้องฉันละกัน

“.....” เอาเสียงกูคืนมาาา!

ฮื้อออ อีกแล้วโว้ยยยย!

 

 

 

 

 ----- โปรดติดตามตอนต่อไป -----

 

ความคิดเห็น