I-RISRED ไอริสเรด
facebook-icon Twitter-icon

ถ้าชอบผลงานเรื่องนี้ อย่าลืม "คอมเม้น" และ "กดถูกใจ" ให้ริสด้วยนะคะหรือถ้าใครอยากติดตามอ่านผลงานเรื่องอื่นๆของริสสามารถจิ้มที่รูปโปรไฟล์ได้เลยค่ะ ริสมีผลงานหลายแนว หลายอารมณ์ให้ได้เสพ 😍😘

[4] : สนทนาประสาพี่น้อง

ชื่อตอน : [4] : สนทนาประสาพี่น้อง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.8k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ค. 2562 20:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[4] : สนทนาประสาพี่น้อง
แบบอักษร

 

[4] 

'I-RIS RED' 

 

”เจ้าไม่เป็นอะไรจริงๆ ใช่ไหม?” ลี่จูถามขึ้นเมื่อพาฟางซินเดินเข้ามาในห้องส่วนตัวของเธอ 

”เป็นไรเจ้าค่ะ แค่เจ็บหัวเข่านิดหน่อยเองเจ้าค่ะ” ฟางซินพูดพร้อมกับยกกระโปรงขึ้นจนเห็นแผลที่หัวเข่า ก่อนจะปล่อยชายกระโปรงลงเหมือนเดิม 

”ได้ข่าวว่าท่านอี้หลานซื้อตัวเจ้าหรือ” 

”เจ้าค่ะ” 

”ว่าแล้วทำไมเมื่อคืนถึงไม่โผล่มาให้ข้าเห็นหน้าเลย” ลี่จูพูดขึ้นก่อนทิ้งตัวนั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ที่เต็มไปด้วยเครื่องประทินโฉมมากมาย 

”ข้าขอโทษเจ้าค่ะ” ฟางซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาก่อนจะก้มหัวขอโทษลี่จู 

”เจ้าจะขอโทษข้าเรื่องอะไร” ลี่จูเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย 

”ก็ที่ข้าแย่งแขกของรุ่นพี่ ท่านอี้หลินเป็นแขกของรุ่นพี่ไม่ใช่หรือเจ้าคะ ข้าเห็นรุ่นพี่อยู่กับท่านอี้หลานบ่อยๆ” ฟางซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ใบหน้ายังคงก้มมองพื้นไม่กล้าสบตาลี่จู 

”จะขอโทษข้าทำไม ข้าไม่คิดอะไรมากอยู่แล้ว เจ้าอย่ากังวลไปเลย” ลี่จูส่งยิ้มให้ฟางซินผ่านกระจกเงาตรงหน้า ก่อนจะหันไปหยิบเอาเครื่องบำรุงผิวขึ้นมาทาหน้า 

ฟางซินมองลี่จูก่อนจะส่งรอยยิ้มโล่งใจให้ อย่างน้อยเธอก็ได้เป็นศัตรูกับคณิกาชั้นสูง มันค่อยโล่งใจหน่อย แค่มีศัตรูเป็นพวกรุ่นพี่ระดับกลางก็แย่พอแล้ว ขนาดวันนี้วันแรกยังเกือบจะโดนตบเลือดกบปาก ดีที่รุ่นพี่ลี่จูเข้ามาห้ามศึกทัน แต่ก็ใช่ว่าจะรอดไปทุกครั้ง สักวันคงได้โดนตบจริงๆ เป็นแน่ 

ณ วังหลวง ... 

อี้หลานเข้ามาสอนลูกขุนนางในวังเฉกเช่นทุกวัน แต่จะมีที่แปลกไปคือรอยยิ้มบนหน้าของนักปราชญ์หนุ่มที่ยังคงยิ้มไม่หยุดหย่อน ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จนเหล่าลูกศิษย์ต่างมองแบบงงๆ บางคนก็คิดว่าอี้หลานอาจจะเมาค้าง บางคนก็คิดว่าเขาอาจจะรู้มากไปจนเสียสติแล้วก็ได้ เพราะปกติเวลาสอนก็เอาแต่ทำหน้าโหดใส่ลูกศิษย์จนลูกศิษย์กลัวจนหัวหด แต่วันนี้มาแปลกคำดุสักคำยังไม่มีหลุดมาจากปากนักปราชญ์หนุ่มเลย 

”ดูท่าวันนี้พี่ข้าจะอารมณ์ดีนัก” 

เสียงของหญิงสาวดังขึ้น ก่อนจะปรากฏเป็นของหญิงหน้าตางดงามราวกับเทพธิดาในอาภรณ์สีแดงที่ปักลายหงส์จนเด่นเป็นสง่า เนื้อตัวเต็มไปด้วยเครื่องประดับตกแต่งจนอลังการเดินเข้ามา จนเหล่าลูกศิษย์ของอี้หลานต่างพากันคุกเข่าก้มหัวคำนับกันชุลมุน 

”ถวายบังคมฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ” ตัวแทนลูกศิษย์คนหนึ่งพูดขึ้น 

”พวกเจ้าอ่านตำราต่อเถอะ เดี๋ยวพี่ชายข้าจะกินหัวพวกเจ้าเอา” อี้หลินพูดขึ้นอย่างหยอกล้อก่อนจะเดินตรงไปหาพี่ชายตัวเองที่ยืนอยู่ริมระเบียงด้วยสีหน้าแจ่มใส 

”ข้าได้ข่าวว่าท่านพี่ไม่กลับจวนเมื่อคืน” อี้หลินเปิดฉากพูดขึ้นทันทีที่เดินไปถึงตัวของอี้หลาน 

”แหมๆ เจ้านี่รู้ข่าวไวนะ” อี้หลานพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงติดเล่น 

”ก็ข้าเป็นฮองเฮานิ” อี้หลินยืดตัวตรงผายไหล่อย่างสง่าผ่าเผยทันทีที่พูดจบเพื่อแสดงถึงความมีอำนาจของตน แค่ข่าวแค่นี้เธอจะไม่รู้ได้อย่างไร เป็นถึงฮองเฮาหูตามีทั่วบ้านทั่วเมืองละ 

”แล้วมาที่นี้พระสวามีมิว่าอันใดหรือ ปกติตัวติดกันอยู่ตลอดเวลาแทบจะจับแยกกันไม่ได้” 

”ฮ่องเต้พาหยางซิ่วไปล่าสัตว์ด้วยที่นอกเมือง ข้าเบื่ออยู่ตำหนักก็เลยหนีนางกำนัลมา” อี้หลินพูดขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่ทุกข์ร้อนใดๆ ก่อนจะหันหลังพิงกับระเบียง 

”เจ้านี่มันยังชอบหาเรื่องให้ตัวเองเดือดร้อนไม่เปลี่ยนเลยนะ หนีออกมาคราวที่แล้วไม่เข็ดหรือไง สงสัยคราวนี้เจ้าคงไม่รอดโดนล่ามโซ่เป็นแน่แท้” 

อี้หลานพูดด้วยน้ำเสียงเชิงดุ คราวที่แล้วอี้หลินก็หนีออกมาสุดท้ายโดนฮ่องเต้ขังไว้ในห้องไม่ให้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันตั้งสามวัน แต่คราวนี้คงโดนจับล่ามโซ่เป็นแน่น้องสาวคนนี้ของเขาไม่เคยเข็ดจริงๆ 

”แหมๆ ไม่หรอก ข้าตีหน้าเศร้านิดหน่อยก็รอดแล้ว” อี้หลินพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ ใช่อาจจะรอดจากการโดนล่ามโซ่แต่ไม่รอดอย่างอื่นนะสิ คืนนี้เธอคงได้หมดเรี่ยวแรงอีกแน่ๆ 

”แล้วเมื่อคืนท่านพี่ไปไหนมา ถึงไม่กลับไปนอนที่จวน นอนค้างที่ใดมา?” อี้หลินถามต่อทันทีเพราะที่เธอมาที่นี้เพราะตั้งใจจะมาถามเรื่องนี้ด้วยละ 

”ข้านอนค้างที่หอนางโลม” อี้หลินตอบเพียงสั้นๆ แต่ใบหน้ากลับเปื้อนยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง 

”หึ!ใครกันนะที่ทำให้ท่านพี่ของข้าถึงกลับนอนค้างอ้างแรมด้วยได้” 

อี้หลินหัวเราะในลำคอออกมาทันทีที่อี้หลานพูดจบ นางโลมคนไหนกันที่ทำให้พี่ชายของเธอนอนค้างด้วยได้ ถึงพี่เธอจะชอบเที่ยวหอนางโลมแทบทุกคืนแต่ก็ไม่เคยนอนค้างกับนางโลมพวกนั้นเลยสักครั้ง นี่มันผิดปกติเกินไปแล้ว แสดงว่านางโลมคนนั้นจะต้องถูกใจพี่ชายเธอไม่น้อยเลยทีเดียว 

”ดูท่าข้าคงจะได้พี่สะใภ้ก็คราวนี้ละมั้ง นางอายุเท่าไหร่ละ” อี้หลินถามเสริมต่อทันทีเมื่อเห็นว่าอี้หลานยังคงเงียบไม่พูดเอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้อากาศให้สายลมท้องฟ้าอยู่ได้ แลดูเหมือนคนเสียสติไม่มีผิด 

”อายุ 1X” 

”ห๊ะ! 1X ดะ...เด็กเกินไปหรือเปล่า อย่าบอกนะว่าเด็กอายุ 1X เป็นนางโลม” 

อี้หลินพูดออกมาจนเสียงดังด้วยท่าทีตกใจ ยามได้ยินอายุของนางโลมที่พี่ชายตัวเองสนใจ หัวใจเธอแทบจะวาย นี่เธอจะมีพี่สะใภ้ที่อายุน้อยกว่าเธอตั้ง 8 ปีเลยหรือ มันคงจะรู้สึกแปลกไม่น้อยยามที่ต้องเรียกพี่สะใภ้ ที่สำคัญเด็กอายุ 1X เนี้ยนะเป็นนางโลม มันไม่ผิดบาปเกินไปหรือ 

”เปล่าๆ นางเป็นเด็กรินสุราเท่านั้น” อี้หลินตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มือก็โบกพัดไปมาอย่างสุขใจ โดยไม่ได้ตื่นตระหนกไปกับท่าทีของอี้หลินแม้แต่น้อย 

”แล้วในเมื่อนางเป็นเด็กรินสุรา แล้วทำไมถึงนอนกับท่านพี่ได้ละ กฎของหอนางโลมห้ามไว้มิใช่หรือ?” อี้หลินเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย 

”ก็ข้าซื้อนางไงละ นางเลยต้องมานอนกับข้า” อี้หลานยังคงตอบด้วยท่าทีมีความสุข 

”นี่ท่านพี่ซื้อเด็กอายุ 1X มานอนด้วย โอ๊ย! ข้าจะเป็นลม” 

อี้หลินล้มแทบจับเมื่อได้ยินคำพูดของพี่ชาย นี่พี่ชายเธอตัณหากลับไปชอบกินเด็กๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ หมดกันชื่อเสียงที่สะสมมานานของพี่เธอ ต่อไปคงถูกเรียกว่าเฒ่าหัวงูเป็นแน่ๆ 

”ยาหอมไหม?” อี้หลานพูดขึ้นพร้อมกับลวงเข้าไปในเสื้อก่อนจะหยิบยาหอมมาให้อี้หลิน 

สูด! อี้หลินรับยาหอมมาก่อนจะรีบสูดหายใจเข้าลึกๆ ทันที เธอจะเป็นลมจริงๆ นะเนี้ย เธอก็นึกว่าสาวที่ไหนที่ทำให้พี่ชายเธอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แบบนี้ 

”เจ้าไม่ต้องกังวลอะไรหรอก ข้ากับนางยังไม่ได้ทำเรื่องอย่างว่าแบบที่เจ้าคิดหรอก” อี้หลานพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพราะรู้สึกได้ว่าน้องสาวตัวเองกำลังคิดไปไกลเสียแล้ว 

”ท่านชอบนางหรือไม่?” อี้หลินถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง 

”ไม่รู้สิ ข้ายังแยกไม่ออกว่าข้าเพียงแค่หลงนางหรือชอบนางกันแน่” 

”ข้าไม่เคยเห็นท่านพี่เป็นเช่นนี้มาก่อน ท่านรู้ตัวหรือไม่ว่าท่านแปลกไป” 

”ข้าแปลกขนาดนั้นเลยหรือ” อี้หลานพูดพร้อมกับมองสำรวจตัวเองไปมาเพื่อหาจุดแปลก 

”ก็ท่านพี่เล่นยิ้มหน้าบานตลอดเวลาขนาดนี้จะไม่แปลกไปได้อย่างไร ปกติข้าเห็นท่านทำแต่หน้าขรึมตลอดเวลา” อี้หลินพูดพร้อมกับหยิกแก้มอี้หลานไปมาด้วยความมันเขี้ยว 

”นี่ละนะ ความรักมักทำให้คนดีกลายเป็นคนบ้า” อี้หลินพูดเสริมต่อด้วยน้ำเสียงติดเล่น พร้อมกับส่งรอยยิ้มยียวนไปให้อี้หลาน 

”ความรักหรือ?” อี้หลานพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ก่อนจะเหม่อมองไปยังวิวทิวทัศน์อย่างครุ่นคิด เขาก็ไม่แน่ใจสักเท่าไหร่ว่านี้คือความรักหรือเปล่า เขายังพูดมันได้ไม่เต็มเสียงด้วยซ้ำ 

”ยังไงก็รีบๆ รู้ใจตัวเองไวๆ ก่อนมันจะสายไปละ” อี้หลินพูดขึ้นก่อนจะเสมองออกไปยังวิวทิวทัศน์ด้านนอกเช่นกัน คำพูดที่ทำให้คนฟังคิดตามอย่างไม่เข้าใจนัก ว่าคนพูดต้องการจะสื่ออะไร 

”เจ้าต้องการจะสื่ออะไร ข้าไม่เข้าใจ” อี้หลานถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ คิ้วหนาขมวดเข้าหากันจนแทบจะพัน 

อี้หลินไม่ตอบอะไรเอเพียงแค่หันมายิ้มให้พี่ชายเท่านั้น ยิ่งทำให้อี้หลานสับสนเข้าไปอีก สรุปน้องสาวเขาฟังที่เขาพูดหรือเปล่า ประโยคที่เขาพูดมันเป็นประโยคคำถามนะ แต่คำตอบคือรอยยิ้มแล้วแบบนี้เขาจะเข้าใจไหม 

”นักปราชญ์ผู้รอบรู้อย่างท่าน แค่คำพูดของข้าแค่นี้ยังไม่รู้เลยหรือ” อี้หลินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ใบหน้าก็เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มดูถูก 

”อย่ามาทำหน้าตาแบบนั้นใส่ข้าเชียวนะ ดูถูกข้าหรือ?” 

ฟึ่บ! 

ป๊อกๆ! 

”โอ๊ย! ข้าเจ็บนะ กล้าทำร้ายร่างกายฮองเฮาเชียวหรือ ข้าสั่งขังคุกมืดสัก 3 วันดีไหม” 

อี้หลานเก็บพัดก่อนจะนำด้ามพัดเคาะลงบนหน้าผากของอี้หลินไปสองทีอย่างหมั่นเคี้ยว จนอี้หลินร้องอุทานออกมามือเรียวก็รีบจับหน้าผากตัวเองที่ขึ้นเป็นรอยแดงทันที ก่อนจะเอ่ยขู่พี่ชายด้วยน้ำเสียงไม่พอใจและสีหน้าที่ขุ่นเคือง 

”เอาสิ ข้าก็อยากจะไปนอนเล่นในคุกเหมือนกัน เผื่อข้าจะได้ประสบการณ์ใหม่” อี้หลานพูดท้าทายอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรด้วยท่าทีสบาย ใบหน้ายังคงเปื้อนด้วยรอยยิ้มท้าทาย 

”จิ๊! ทำไมท่านต้องเกิดมาเป็นพี่ข้าด้วยนะ” 

อี้หลินจี๊ปากออกมาอย่างไม่พอใจ ยามมองใบหน้าที่ไม่ทุกข์ร้อนกับคำขู่ของเธอสักนิด แต่จะพูดไปเธอก็จับพี่ชายตัวเองขังคุกไม่ลงหรอก ไม่แปลกที่คนตรงหน้าเธอจะไม่กลัวเธอสักนิด 

. 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น