I-RISRED ไอริสเรด
facebook-icon Twitter-icon

ถ้าชอบผลงานเรื่องนี้ อย่าลืม "คอมเม้น" และ "กดถูกใจ" ให้ริสด้วยนะคะหรือถ้าใครอยากติดตามอ่านผลงานเรื่องอื่นๆของริสสามารถจิ้มที่รูปโปรไฟล์ได้เลยค่ะ ริสมีผลงานหลายแนว หลายอารมณ์ให้ได้เสพ 😍😘

[1] : เด็กสาวในหอนางโลม

ชื่อตอน : [1] : เด็กสาวในหอนางโลม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 9k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.ค. 2562 21:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[1] : เด็กสาวในหอนางโลม
แบบอักษร

[1] 

'I-RIS RED' 

 

ค่ำคืนอันแสนเหน็บหนาวคืบคลานมาถึง ท่ามกลางตลาดที่กลางวันครึกครื้นไปด้วยร้านค้า แต่ตอนนี้กลับมีแสงไฟจากหอนางโลมที่เปิดอยู่เต็มสองข้างทางเท่านั้นที่ยังคงแสดส่องอยู่ มีทั้งหอระดับสูงและระดับล่างเพื่อรองรับลูกค้าจากหลากหลายอาชีพและหลายฐานะ ท้องถนนเต็มไปด้วยบุรุษน้อยใหญ่ที่ชอบท่องราตรีและชอบเสพความสำราญใจจากสตรีงามโดยไร้ข้อผูกมัด 

“ข้าแพ้เจ้าอีกแล้ว” ชายหนุ่มในชุดผ้าไหมเงาวาวดูดีเอ่ยขึ้น ก่อนจะโบกพัดในมือไปมาอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย 

“แหมๆ ท่านอี้หลานนักปราชญ์ผู้รอบรู้ ดันมาแพ้เกมหมากล้อมแก่สตรี รู้ถึงไหนอายถึงนั้น” หญิงงามพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใส เรียวปากสวยยกยิ้มขึ้นมาอย่างขบขัน 

“ไม่ต้องมายิ้มเย้ยหยันข้าเลยนะลี่จู” อี้หลานพูดขึ้นพร้อมกับชักสีหน้าเคืองขุ่นใส่ลี่จู 

“มิได้ๆ ข้ามิได้เย้ยหยันท่านสักนิดท่านนี่ชอบคิดไปเองเสียจริง ข้าไปนำสุรามาให้ท่านดื่มให้หายหงุดหงิดดีกว่า” 

ลี่จูลุกเดินออกไปยังด้านในเพื่อไปนำสุราขาวมาให้นักปราชญ์หนุ่มที่กำลังนั่งหน้ามุ้ยเพราะแพ้เกมหมากล้อมให้แก่สตรี อี้หลานกวาดสายตามองไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดมอง ก่อนจะหันลงไปมองชั้นล่างที่เต็มไปด้วยบุรุษและสตรีมากมายที่กำลังนั่งคุยกันจนเสียงดัง แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อสายตาดันไปเจอเข้ากับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่อายุไม่น่าจะเกิน 18 ปีเพราะตัวยังเล็กอยู่เลย 

เด็กผู้หญิงคนนั้นมีใบหน้าที่น่ารักสมวัย ไม่ถึงกับสวยจนตราตรึงใจ แต่ภาพโดยรวมก็น่ามองอยู่ไม่น้อย อี้หลานจ้องมองอย่างสงสัย เด็กคนนี้เด็กเกินกว่าจะมาเป็นนางโลม แต่แล้วทำไมถึงมาอยู่ที่นี้ได้ ดวงตาคู่คมยังจ้องเด็กที่กำลังรินสุราให้แขกดื่มอย่างไม่ละสายตา คิ้วหนาก็ขมวดเข้ากันอย่างครุ่นคิดอะไรอยู่ 

“เด็กคนนั้นชื่อฟางซิน” 

ลี่จูเดินเข้ามานั่งลงที่เดิมก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สายตาก็มองตามอี้หลานลงไปยังชั้นล่าง 

“เอ๊ะ! เจ้ารู้ได้ยังไงว่าข้ามองใครอยู่” อี้หลานถามขึ้นอย่างสงสัย 

“ก็ท่านจ้องซะขนาดนั้น ไม่มีใครดูไม่ออกหรอก ขนาดเจ้าตัวเขายังรู้สึกเลย” ลี่จูพูดพลางส่งสายตามองไปทางฟางซินที่กำลังเงยขึ้นมามองเธอกับอี้หลานอยู่ 

อี้หลานหันไปมองตามลี่จูก็ต้องรีบหันหน้ากลับทันทีเมื่อเห็นว่าฟางซินเงยหน้ามองเขาอยู่ นี่เขาจ้องนางจนนางรู้ตัวเลยหรอแต่ระยะห่างจากชั้นสองกับชั้นหนึ่งมันก็ห่างกันพอสมควร แถมคนยังเยอะขนาดนี้ นางรู้ได้อย่างไรว่าเขาจ้องมองนางอยู่หรือว่านางอาจจะมีญาณทิพย์เลยรับรู้ได้ 

“มีอะไรหรอฟางซิน?” เพื่อนสาวที่นั่งข้างๆฟางซินเอ่ยถามเมื่อเห็นเพื่อนของเธอเอาแต่เงยหน้าขึ้นไปมองยังชั้นสอง 

“อ๋อ! ปะ…ปะ เปล่าหรอก” ฟางซินละสายตาจากชั้นสองทันทีก่อนหันไปตอบเพื่อนแล้วเทสุราให้แขกตรงหน้าต่อ 

ฟางซินยังคงแอบมองไปยังอี้หลานอยู่บ่อยครั้ง เพราะเธอรู้สึกได้ว่าเขามองเธอ แถมเมื่อกี้พอเขาหันมาเห็นเธอกำลังมองเขาอยู่เขาก็รีบหันกลับอย่างลนลาน ถ้าเขาจะแอบมองเธอจริงๆบางทีเขาควรไปหัดแอบมองให้มันเนียนๆกว่านี้ แบบที่เขามองเธอเมื่อกี้มันเรียกว่าจ้อง จ้องเสียจนเธอรู้ตัวเลยละ 

“เด็กคนนั้นเป็นนางโลมหรอ?” อี้หลานถามขึ้นอย่างสงสัยเพราะเด็กคนนั้นดูจากอายุแล้วมันน่าจะเด็กเกินไป 

“อ๋อ! เปล่าหรอก ฟางซินเป็นเพียงเด็กรินสุราให้แขกเท่านั้น” 

อี้หลานถอนหายใจออกมาเบาๆ ทำไมเขาถึงได้รู้สึกโล่งใจเมื่อได้ฟังคำของลี่จูจบ อาจเป็นเพราะเขาไม่อยากให้เด็กคนนั้นเป็นนางโลมก็ได้แต่พอได้รู้ว่านางไม่ใช่ ทำให้รู้สึกสมหวังและโล่งใจ ใบหน้าหล่อหันไปมองที่ฟางซินอีกครั้งอย่างห้ามตัวเองไม่อยู่ ใบหน้าเล็กของฟางซินยังคงประดับด้วยรอยยิ้มที่สดใสยามพูดคุยกับแขก มันชวนให้น่ามองเสียจริงๆ 

“ท่านสนใจนางหรอ?” ลี่จูพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าอี้หลานยังคงจ้องมองฟางซินไม่เลิก 

“ไม่หรอก เด็กแบบนั้นไม่ได้ทำให้ข้าสนใจหรอก” อี้หลานพูดขึ้นก่อนจะละสายตาจากฟางซินแล้วหันมาเอ่ยถามลี่จูด้วยน้ำเสียงราบเรียบ 

“แล้วเด็กคนนั้นมาอยู่ที่นี้ได้ยังไงละ” 

ลี่จูขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างสับสน ไหนบอกไม่สนใจแล้วทำไมยังถามเรื่องเด็กคนนั้นละ แบบนี้หรือเปล่านะพวกปากไม่ตรงกับใจหรืออาจจะเป็นพวกไม่รู้ใจตัวเอง มองก็รู้ว่าสนอกสนใจในตัวฟางซิน ลี่จูได้แต่ยิ้มออกมาอย่างเหนื่อยใจ ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ 

“ฟางซินถูกขายมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว พ่อแม่ของนางยากจนมากจนต้องขายนางกิน นางน่าสงสารยิ่งนัก แต่เพราะนางยังเด็กเกินไปตอนนี้จึงเป็นเพียงเด็กรินสุราเท่านั้น แต่อีกไม่กี่ปีนางก็คงหนีไม่พ้นนางโลม” 

“มีคนยากจนถึงขนาดขายลูกกินเพียงนี้เลยหรือ ข้าไม่เห็นยักรู้” อี้หลานเอ่ยขึ้น 

“หึ! โลกภายนอกเมืองหลวงนั้น ยังมีมุมที่โหดร้ายอยู่มากมายท่านนักปราชญ์” ลี่จูพูดขึ้นก่อนจะหันมองออกไปด้านนอก 

“ข้าอยากจะไปห้องน้ำเสียหน่อย ขอตัวสักครู่” 

อี้หลานพูดขึ้นก่อนจะลุกขึ้นแล้วหันตัวเดินลงไปยังชั้นล่าง โดยมีลี่จูมองตามลงมาจากชั้นสอง ก่อนจะตรงไปยังห้องน้ำด้านหลังหอ 

ชายหนุ่มเดินเข้ามาทำธุระส่วนตัวของตนในห้องน้ำอย่างไม่รีบร้อน ทุกคนในห้องน้ำต่างยิ้มให้อี้หลานอย่างเป็นมิตรเพราะใครๆก็รู้จักอี้หลานทั้งนั้น ตอนนี้เขาเป็นนักปราชญ์สอนลูกหลานของขุนนางในรั้ววัง มีชื่อเสียงมากมายว่าเป็นผู้รอบรู้และเป็นที่เคารพของคนทั่วไปอย่างมาก 

ร่างสูงเดินออกมาจากห้องน้ำ แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นเงาของใครบางคนที่คุ้นตายืนอยู่ห่างจากห้องน้ำไม่มากนัก ร่างสูงก้าวเท้าเดินเข้าไปหาทันทีอย่างไม่รอช้าเมื่อเห็นว่าฟางซินกำลังยืนจดๆจ้องๆกระดาษแผ่นหนึ่งอยู่ด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยเข้าใจ 

“คำนี้มันอ่านว่า ข้าอยากรู้จักเจ้าเป็นการส่วนตัว” 

อี้หลานยื่นหน้าเข้าไปอ่านกระดาษในมือฟางซินก่อนเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ จนฟางซินที่กำลังจดจ่อกับกระดาษอยู่ถึงกับสะดุ้งตัวถอยหลังหนีทันที 

“ขะ...ขะ ขอบใจเจ้าค่ะ” ฟางซินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงติดๆขัดๆสีหน้ายังคงตกใจอยู่เล็กน้อย 

“เจ้าอ่านมันไม่ออกหรอ ข้าเห็นเจ้ายืนจ้องมันอยู่นานแล้ว” อี้หลานเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย 

“ข้าเป็นเพียงเด็กรินเหล้า อนาคตก็เพียงแค่นางโลมชั้นล่าง เลยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้หนังสือ แม่เล้าจึงไม่ได้ส่งข้าเรียนเจ้าค่ะ” ฟางซินตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ใบหน้าแสดงถึงความเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด 

“แล้วเจ้าอยากเขียนหรืออ่านเป็นไหมละ ข้าจะสอนให้” 

อี้หลานเสนอที่จะเป็นคนสอนให้ฟางซินทันที เพราะอดที่จะสงสารไม่ได้ เด็กวัยนี้ควรได้เรียนเขียนอ่าน อนาคตเขาอาจจะไม่ได้เป็นเพียงแค่นางโลมชั้นล่างก็ได้ใครจะรู้ เพราะฉะนั้นมีวิชาความรู้ติดตัวไว้มันจะดีกว่า 

“เออ...แต่ว่า” 

“ไม่ต้องแต่หรอก แค่บอกมาว่าเจ้าอยากเรียนหรือไม่อยากแค่นั้น” อี้หลานพูดขัดขึ้นอย่างหงุดหงิดทันทีเมื่อเห็นว่าเด็กสาวยังคงลังเลเหมือนกลัวอะไรบางอย่าง 

“ยะ...ยะ อยากเจ้าค่ะ” ฟางซินตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ใบหน้ายังก้มมองพื้นโดยหาได้มองใบหน้าอี้หลาน 

“ก็แค่นั้น งั้นข้าจะสอนเจ้าเอง” อี้หลานพูดขึ้นก่อนโบกพัดในมือไปมาอย่างพอใจ 

“เออ เดียวเจ้าค่ะ แต่ว่าข้าจะเอาเวลาตอนไหนเรียน ในเมื่อข้าทำงานตลอดเวลา” 

ฟางซินเงยหน้าสบตากับอี้หลาน ถึงจะกล้าๆกลัวๆก็เถอะ เธออยากเรียนแต่มันติดตรงที่ว่าเธอจะเอาเวลาตอนไหนไปเรียนในเมื่อทำงานแทบจะทุกเวลาแบบนี้ จะก้าวขาวออกจากหอยังแทบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ จะออกไปไหนได้ก็ต่อเมื่อไปเป็นสาวใช้ช่วยรุ่นพี่ถือของเท่านั้น 

“ไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้ามีวิธีแล้วกัน” อี้หลานพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าฟางซินทำหน้าเป็นกังวล 

“ไว้พรุ่งนี้เจอกัน แม่นางน้อย” อี้หลานพูดเสริมต่อก่อนจะยื่นมือหนาไปขยี้หัวฟางซินอย่างหมั่นเขี้ยวแล้วหันหลังเดินกลับออกไป 

ฟางซินได้แต่ยืนมองแผ่นหลังกว้างของอี้หลานที่เดินออกไปจนพ้นสายตา ก่อนจะใช้มือเรียวจับผมตัวเองที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที ใบหน้าก็ขึ้นสีแดงก่ำ เมื่อนึกถึงรอยยิ้มเมื่อกี้ที่อี้หลานยิ้มให้เธอ ช่างเป็นรอยยิ้มที่ทรงเสน่ห์ยิ่งนัก 

. 

. 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น