akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 4 ความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยว

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 4 ความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 60k

ความคิดเห็น : 112

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ค. 2559 20:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 4 ความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยว
แบบอักษร

4

ความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยว

 

ถ้าไม่นับรวมครั้งที่เขาโทรผิดจนพอลโทรกลับ ก็เรียกได้ว่าพอไม่ได้ติดต่อวิรุจน์มาเลย จนเวลาล่วงเลยไปเกือบสองเดือนกว่าแล้ว แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น วิรุจน์ก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับผู้ชายเย็นชาแถมยังนิสัยเสียนั้นสักเท่าไหร่

Rrrr

          เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ กรวัฒน์ขมวดคิ้วฉับ เงยหน้ามองร่างสูงโปร่งที่ส่งยิ้มให้กับเขาแล้วเดินไปหยิบโทรศัพท์มากดรับสาย

          “เดี๋ยวพี่มานะน้องเหมียว”

          เขามองตามวิรุจน์ที่เดินไปนอกห้อง แล้วก้มมองหนังสือที่วางอยู่ตรงหน้า อันที่จริงก็ไม่ได้อยากจะสนใจอีกฝ่ายเท่าไหร่ แต่เพราะอีกฝ่ายอาสาจะมาช่วยติวหนังสือให้ทั้งๆที่เขาไม่ได้ขอ ก็เลยไม่อยากจะขัดใจ

          “โทรมามีอะไร?

          นี่คือคำทักทายแรกที่เขาเอ่ยกับบุคคลปลายสาย คนที่โทรมาแสยะยิ้ม

          [นี่คือคำพูดที่สัตว์เลี้ยงควรพูดกับเจ้านายหรือไง?]

          “ขอโทษที  แต่ฉันไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของนาย”

          วิรุจน์เอนหลังพิงประตูห้อง เหลือกตาขึ้น ไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้าน

          [อาการกำเริบอีกล่ะสิ]

          พอได้ฟังคำพูดของพอลแล้ว วิรุจน์ก็เงียบไป

          “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันทำไมฉันต้องเป็นแบบนั้นด้วย”

          [นี่ไม่รู้จริงๆหรือไง ถ้าทำพันธะวิญญาณแล้ว นายกับฉันก็เหมือนเป็นคนคนเดียวกัน]

          น้ำเสียงปลายสายนั้นเรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ต่างกับวิรุจน์ในตอนนี้ที่แทบจะกัดฟันกรอดๆ

          “ฉันจะไปรู้ได้ยังไงฮะ!

          จะเรียกว่าไม่รู้ หรือว่าไม่ใส่ใจก็คงไม่ผิด พออาการที่เจ็บปวดทรมานหายไป

วิรุจน์ก็ไม่คิดจะสงสัยอะไรทั้งนั้น และเขาก็ไม่คิดจะไปคิดถึงบุคคลที่สร้างความหงุดหงิดใจให้กับเขาด้วย

          [เอาเป็นว่าวันเสาร์นี้ ฉันจะกลับไทย เจอกันที่โรงแรมเดิมแล้วกัน]

          “เฮ้! เดี๋ยวก่อนสิ”

          วิรุจน์พยายามจะเรียกอีกฝ่าย แต่ดูเหมือนว่าพอลจะตัดสายไปแล้ว ชายหนุ่มกัดปากตัวเองแน่น

          “นี่นายคิดว่านายเป็นใครฮะเจ้าบ้าไร้มารยาทชะมัด”

          ร่างสูงโปร่งพ่นลมหายใจออกจมูกอย่างเซ็งๆ ก็ไม่คิดจะทำตามคำสั่งของอีกฝ่าย แต่พอคิดไปคิดมา เขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าทำไมเขาจะต้องมีอาการป่วยด้วย

 

-------+++++-------

 

          ทุกอย่างเหมือนเรื่องตลก หรือไม่วิรุจน์ก็คงจะบ้าไปแล้ว เขาให้คำตอบนั้นกับตัวเอง มือขาวสะอาดวางลงบนแผ่นอก สัมผัสกับรอยแผลเป็นที่ใครบางคนได้ทำเอาไว้ตอนนี้อาการเขาเริ่มกลับมาอีกครั้ง เขาทั้งอึดอัดและทรมาน แต่ทางที่จะรอดพ้นจากความเจ็บปวดนี้ได้ ก็คงจะไม่พ้น การเดินทางไปหาพอลที่โรงแรม

          “คิดว่านายเป็นใครกันฮะ เจ้าบ้าเอ้ย”

          ถึงจะบอกกับตัวเองแบบนั้น แต่วิรุจน์ก็รู้ว่าเขาไม่สามารถหนีไปจากพอลได้ เขากับอีกฝ่ายคงเหมือนมีอะไรสักอย่างที่ผูกติดกัน

          หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ วิรุจน์ก็ขับรถออกจากบ้าน มุ่งตรงไปยังโรงแรมที่พอลได้นัดเขาเอาไว้ เขามาก่อนเวลาที่อีกฝ่ายนัดไว้เล็กน้อย ก็ไม่ได้กระตือรือร้นอยากจะมา แต่ที่มาก็เพราะว่าอาการเจ็บป่วยที่มันกำเริบอีกครั้งต่างหาก

          ชายหนุ่มยืนอยู่หน้าห้องพักโรงแรม เขายกมือเคาะห้อง ไม่นานประตูห้องก็เปิดออก

          “เข้ามาสิ”

          ถ้าไม่ติดว่าสถานะของเขาและพอลเป็นเหมือนคนรู้จัก วิรุจน์คงคิดว่าตัวเองมาขายตัวให้พอลไปแล้ว ความสัมพันธ์เขากับพอลคงเป็นรูปแบบที่บิดเบี้ยวจนน่ารังเกียจ เขาเองก็ไม่อยากยอมรับความสัมพันธ์รูปแบบนี้

          “รู้สึกแย่ชะมัด”

          แม้น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาจะแผ่วเบา แต่คนที่ประสาทสัมผัสที่ดีอย่างพอล เขาก็ได้ยินอยู่ดี ชายหนุ่มหันไปมองผู้มาเยือน

          “รู้สึกแย่เพราะอาการป่วย หรือเพราะเห็นหน้าฉันล่ะ”

          เขากล่าว ในขณะที่กำลังหย่อนกายนั่งลงบนปลายเตียง ยกขาไขว่ห้าง เงยหน้ามองวิรุจน์ที่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา

          “ทำเลยไหมล่ะ”

          วิรุจน์ไม่อยากจะอ้อมค้อม เขาเอ่ยออกไปตามที่คิด เขามาที่นี่ก็เพื่อมามีเซ็กส์กับพอล แล้วจะลีลาถ่วงเวลาไปเพื่ออะไร มีเสร็จแล้วจะได้กลับ

          คิ้วสวยขมวดเข้าหากันทันที เมื่อเขาเห็นพอลหัวเราะ มันไม่ใช่น้ำเสียงหัวเราะแห่งความสุข แต่เหมือนหัวเราะเยาะอะไรสักอย่างมากกว่า

          “หัวเราะอะไรไม่ทราบ”

          พอลหยุดการหัวเราะของเขาที่ไม่ดังมากนัก ชายหนุ่มเงยหน้ามองวิรุจน์ เขาระบายยิ้มจางๆ มันไม่ใช่รอยยิ้มที่น่ามองสักเท่าไหร่ ถึงแม้มันจะช่วยทำให้ใบหน้าที่งดงามนั้นน่าหลงใหลมากก็ตามที

          “ก็ไม่คิดว่านายจะอยากจนถึงขั้นเป็นคนเอ่ยปากบอกกับฉันเอง”

          “จะบ้าหรือไง!

          วิรุจน์เองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้มีความอดทนที่ระดับต่ำสุดเวลาที่อยู่กับพอล เขากระชากคอเสื้อของพอลอย่างหงุดหงิดใจ ไม่อยากจะหงุดหงิด ไม่อยากจะมีเรื่อง เพราะแค่ลำพังอาการทางร่างกายก็พาให้ทรมานมากพอแล้ว หากจะต้องมามีเรื่องกับอีกฝ่ายเพราะความหงุดหงิด คงจะยิ่งพาลให้เขาเครียดเข้าไปใหญ่

          “ปล่อย”

          “ห๊ะนายพูดจาไม่เข้าหูฉันก่อนนะ”

          “ฉันบอกให้ปล่อย”พอลเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ

          “งั้นนายก็ขอโทษฉันก่อนสิ”

          ทั้งคู่สบตากัน แต่สิ่งที่พอลโต้ตอบกลับ ไม่ได้ช่วยให้วิรุจน์รู้สึกดีขึ้นเลย

          “แทนที่จะขอโทษ ฉันควรจะทำแบบนี้กับนายมากกว่ามั้ง”

          ตุบ!

          เพียงแค่ชั่วพริบตา ร่างของวิรุจน์ก็ถูกพอลจับเหวี่ยงลงเตียง ตามมาด้วยพอลที่ตามมาขึ้นคร่อม

          “นี่นาย

          “นายต้องการฉันไม่ใช่หรือไง?

        “ใครบอกว่าฉันต้องการนาย”

          วิรุจน์กระชากเนคไทของพอล ริมฝีปากสวยแสยะยิ้ม พร้อมกับดวงตาที่มองใบหน้าหล่อเหลาของพอล

          “นายต่างหาก ที่ต้องการฉัน”

          เขาเอ่ยบอกอย่างเหนือกว่า พอลได้แต่ขบขันคำพูดของคนใต้ล่าง ฝ่ามือร้อนจับแขนทั้งสองข้างของวิรุจน์ตรึงไว้ข้างศีรษะ

          “คิดไปเอง”

          “คิดไปเอง? บ้าน่า นายเป็นคนจับฉันนอนลงบนเตียงเองแท้ๆนะพอล”

          วิรุจน์กระตุกยิ้ม ในขณะที่พอลหน้านิ่ง เขาปล่อยมือจากวิรุจน์ แล้วเปลี่ยนมาบีบคางแทน

          “อย่ามาต่อปากต่อคำกับฉัน”

          “ขอโทษด้วยที่ฉันไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของนายคุณชายพอล”

          เขาสบกับพอล พร้อมกับฝ่ามือที่ทาบกับแก้มสาก พอลหรี่ตาลง แล้วจับมือของวิรุจน์เอาไว้

          “นายเป็นสัตว์เลี้ยงของฉัน”

          “อึก ก็บอกแล้วไง ว่าไม่ใช่!

          อาการของวิรุจน์เหมือนจะกำเริบ เขารู้สึกหายใจไม่ออก มือที่ทาบกับแก้มของพอลเปลี่ยนมาเป็นโน้มรั้งคอแกร่งให้ต่ำลงมา ริมฝีปากทาบทับกับปากของพอลทันที การเชิญชวนเกิดขึ้นโดยที่พอลไม่ต้องเอ่ยขอ

          ลิ้นร้อนชอนไชเข้ามาในโพรงปากของพอล ชายหนุ่มไม่ได้ปฏิเสธ ลิ้นทั้งสองเกี่ยวตวัดรัดกันอย่างเร่าร้อน เขาเองก็ไม่คิดจะยอมแพ้วิรุจน์ แต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ได้ตอบสนองอะไร

          “อึก”

          ใบหน้าของวิรุจน์เห่อร้อน ใบหน้าเต็มไปด้วยความปรารถนา ดวงตานั้นจับจ้องพอลไม่ละสายตา

          “นาย

          “ทำต่อเองสิ”

          เขาผละออกห่างจากวิรุจน์ ชายหนุ่มกุมมือที่หัวใจตัวเอง เขาทั้งเคืองทั้งโมโหพอล เขาไม่ได้ต้องการพอล แต่ร่างกายของเขาขาดพอลไม่ได้

          ตุบ!

          ฝ่ายที่ถูกผลักให้นอนลงเปลี่ยนเป็นชายตัวสูงใหญ่ เขานอนนิ่ง รอดูว่าวิรุจน์จะทำอะไรต่อไป

          เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ถูกวิรุจน์ปลดเปลื้องออกอย่างบ้าคลั่ง ทั้งหางเสือ หูเสือเผยให้พอลได้เห็น

          วิรุจน์ไม่คิดจะสนใจว่าเขากำลังทำเรื่องน่าอับอายมากแค่ไหน เขารู้แค่ถ้าเขาไม่ทำ เขาอาจจะตายก็ได้

        ความแข็งแกร่งเปิดเผยให้ร่างสูงโปร่งได้เห็น ความงดงามอยู่เบื้องหน้า ชายหนุ่มไม่รอช้า เขารีบถอดกระชากเสื้อผ้าของตัวเองออกบ้าง บนเตียงจึงมีร่างที่เปลือยเปล่าของชายทั้งสอง โดยที่มีวิรุจน์คร่อมอยู่ด้านบน

          ริมฝีปากร้อนผ่าวพรมจูบที่แผงอกของพอล ราวกับต้องการจะปลุกเร้าอารมณ์พอลให้กระเจิง แต่ดูเหมือนพอลเองก็ไม่ได้เป็นเสือโคร่งตัวน้อย ที่จะได้เชื่องยอมให้      วิรุจน์ได้ทำตามใจชอบ

          “อึก”

          นิ้วเรียวยาวเคลื่อนเข้ามาในร่างของวิรุจน์ ส่วนมืออีกข้างของเขาก็จับเข้าที่โคนหาง แล้วรูดมันเบาๆ

          “อ๊า

          เสียงครางหวานดังขึ้นอย่างไม่อาย วิรุจน์ปล่อยให้อารมณ์นั้นครอบงำตัวเอง เขาต้องทำอะไรสักอย่างให้เขาหายจากความทรมานที่ขาดพอลมาร่วมสามเดือน

          “อ๊า!!!

          ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พอลไม่ได้ปล่อยให้วิรุจน์ได้ทำตามใจ เขาจับสะโพกสวยให้กดลงมากลืนกินแท่งเนื้อร้อนของเขาที่ตื่นตัวเต็มที่ทั้งที่วิรุจน์ยังไม่ได้สัมผัสมันแม้แต่น้อย

          “มะ มันเจ็บ”

          คนโดนกระทำอย่างรุนแรงร้องออกมาอย่างเจ็บปวด ช่องทางร้อนไม่ได้ถูกทำให้ผ่อนคลาย วิรุจน์ปรือตามองพอลอย่างอาฆาต

          “ฉันยังไม่พร้อม นายใส่เข้ามาทำไม”

          “ฉันไม่สน”

          “โอ้ย!

          นี่ไม่ใช่การร่วมรัก แต่ควรจะเรียกว่าเซ็กส์ที่ไม่ได้มีการสนใจเลยว่าคู่นอนอีกคนจะรู้สึกอย่างไร พอลไม่ชอบให้ใครอยู่เหนือเขา ร่างกายของวิรุจน์ถูกจับพลิกให้นอนลง และคนที่คุมเกมนี้ก็คือคนที่แข็งแกร่งกว่า

          เลือดผสมจะสู้สายเลือดบริสุทธิ์ได้อย่างไร

        “มะ ไม่เอาแล้ว”

          เวลาผ่านไปพักใหญ่ กับกิจกรรมที่เชื่อมต่อร่างกายกัน แม้ร่างกายที่ทรมานจะรู้สึกดีขึ้น แต่ความเจ็บปวดมันก็ไม่ได้น้อยลง เขายกแขนบังหน้าตัวเอง ความรู้สึกอับอายเริ่มเกิดขึ้น เมื่อช่วงล่างโดนกระแทกกระทั้นไม่หยุดหย่อน เสียงเนื้อกระทบกันดังจนเขาได้ยิน

          “ฉันดีขึ้นแล้ว พอได้แล้ว”

          “หึ”

          พอลไม่คิดจะฟังที่คนอ่อนแอกว่า คำร้องขอนั้นไม่ได้ผล กงเล็บเสือยาวงอกออกมาจากนิ้วของวิรุจน์ เขายกมือตวัดฟาดใส่พอลอย่างแรง

          “คิดจะทำอะไร”

          พอลไวกว่า จับมือของวิรุจน์เอาไว้ ไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้ทำตามใจ เขาตรึงแขนทั้งสองนั้นเอาไว้เหนือศีรษะ แล้วจับกุมมันไว้ด้วยมือข้างเดียว

          “ฉันจะหยุด เมื่อฉันอยากหยุด

          “นี่มันรอบที่สามแล้วนะ ไอ้บ้า”

          เขากัดฟันพูด จ้องมองหน้าพอลด้วยความไม่พอใจ นอกจากเป็นผู้ชายที่เอาแต่ใจ พอลยังเป็นผู้ชายที่มักมากในกาม นั่นคือคำนิยามที่วิรุจน์บอกกับตัวเอง

          “ร่างกายนาย ไม่ได้บอกแบบนั้น”

          เขาจับเข้าที่แก่นกายที่ตื่นตัวเต็มที่ วิรุจน์เม้มปากแน่น  พอลบีบเค้นแท่งเนื้อของเขาจนมันไม่สามารถจะปลดปล่อยความทรมานออกมาได้ สภาพของเขาในตอนนี้คืออยู่ในท่าพลิกคว่ำ มือขยุ้มผ้าปูเตียงไว้แน่น เพราะไม่อาจจะทนต่อความทรมานนี้ได้

          “อยากปล่อยมากเลยเหรอ งั้นก็ขอร้องฉันสิ”

          “พอลยะ อย่าแกล้งฉัน”

          เขาหันไปเอ่ยกับพอล ด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ ร่างทั้งร่างสั่นเทา พอลแสยะยิ้ม เขาใช้มือเพียงข้างเดียวรั้งสะโพกของวิรุจน์เอาไว้ ก่อนจะกระแทกความเป็นชายเข้าจนสุดโคน

          “อ๊า!!!

         

 

-------+++++------

 

 

เวลาผ่านไปนานแค่ไหนวิรุจน์ไม่รู้ เขามีเซ็กส์กับพอล จนร่างกายเรียกได้ว่าแทบจะหมดสภาพ เรี่ยวแรงแทบไม่เหลือ โชคดีที่ครั้งนี้เขาไม่ได้สลบไป แค่เหนื่อยจนต้องปิดตาลงก็เท่านั้น พอลืมตาขึ้น เขาก็อยู่ในสภาพร่างกายที่ไร้เสื้อผ้าปกปิด ยังดีที่เขายังอยู่ใต้ผ้าห่มที่ปกคลุมกายเขาไว้ แต่นั่นก็ไม่สามารถปกปิดความทรมานที่เกิดขึ้นกับเขาได้ เรียกได้ว่าเขาระบมไปแทบทั้งตัว

          “นี่นายเป็นพวกโรคจิตหรือไง?

          วิรุจน์ยันกายตัวเองให้ลุกนั่งพิงหัวเตียงอย่างช้าๆ เขามองพอลที่นั่งอยู่ปลายเตียงหันหลังให้ เห็นเพียงแต่แผ่นหลังกว้างที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้าราคาแพง

          “หูหนวก?...นายคิดว่าฉันเป็นอะไรน่ะฮะ ถ้าคิดจะมีอะไรกัน ก็หัดอ่อนโยนและฟังความต้องการของฉันบ้างสิ”

          วิรุจน์กอดอก เริ่มเบ้หน้า เขาเองก็ไม่ค่อยพอใจกับเซ็กส์ที่เกิดขึ้นสักเท่าไหร่ ถึงมันจะช่วยให้ร่างกายของเขารู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาก็ตามที

          “ไม่คิดว่านายจะไม่รู้อะไรจริงๆ”

          พอลเอ่ยขึ้นอย่างเหนื่อยหน่ายใจ วิรุจน์เลิกคิ้ว มองร่างสูงใหญ่ที่หันมามอง

          “ฉันบอกแล้วไม่ใช่หรือไง ว่าตั้งแต่วันนั้น ชะตาชีวิตนายก็เป็นของฉัน….จะเรียกให้ถูกก็คือ ชีวิตฉันก็คือชีวิตนายการที่นายไม่คิดถึงฉัน คิดจะลืมฉัน ก็เหมือนกำลังจะลืมชีวิตตัวเอง”

          “นี่นายกำลังจะบอกฉันว่า ที่ฉันเจ็บป่วย ก็เพราะไม่คิดถึงนายน่ะเหรอ!

          วิรุจน์แทบจะถลาเข้าไปหาพอล ร่างสูงนิ่ง ไม่เอ่ยตอบอะไร วิรุจน์ยกมือขยี้ผมตัวเองอย่างหงุดหงิด         

          “แล้วทำไมฉันจะต้องไปคิดถึงนาย มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยสักนิดเดียว”

          “นั่นมันก็เรื่องของนาย”

          “แต่เดี๋ยวนะแล้วนายเป็นเหมือนฉันหรือเปล่า”

          พอลไม่ตอบ วิรุจน์กระตุกยิ้มมุมปาก ขยับตัวไปใกล้กับพอล กระแซะหัวไหล่ตัวเองกับร่างของพอล

          “นั่นแหน่ะๆๆ อย่าบอกนะว่าที่นายไม่เป็นอะไรเลย เพราะว่านายคิดถึงฉันอยู่ตลอดน่ะ”

          ว่าพร้อมกับยกคิ้วอย่างผู้ชนะ พอลไม่เอ่ยตอบอะไร แต่ยันกายลุกขึ้น

          “นายก็หายป่วยแล้วนี่ ฉันจะกลับล่ะ”

          “เห….อย่าบอกนะว่านายเขินน่ะ!

          วิรุจน์อมยิ้มอย่างอารมณ์ดี แต่พอลไม่ได้มีอารมณ์ร่วมใดๆ เขาปรายตามอง

วิรุจน์เพียงครู่

          “ไร้สาระ”

          ร่างเปลือยเบ้ปาก กำลังจะอ้าปากพูดต่อ แต่ทว่าเสียงโทรศัพท์ของตัวเองก็ดัง

ขึ้นเสียก่อน เขาขยับกายอย่างยากลำบากเพราะรู้สึกเจ็บสะโพก

          “เอ๊ะ?

          อยู่ๆมารดาของเขาก็โทรมา ไม่รู้ว่ามีธุระสำคัญอะไรหรือเปล่า เพราะปกติ

มารดาของเขาจะไม่ค่อยโทรมารบกวนเวลาส่วนตัว หรืออีกอย่างก็คือ เขากลับบ้านไม่

เป็นเวลาอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าตอนเย็นยังไม่กลับบ้าน หรือว่ากลับบ้านดึก มารดาเขาก็จะไม่โทรตามแต่อย่างใด

          “ครับคุณแม่”

          วิรุจน์กรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ เสียงที่ตอบกลับมาทำให้เขาเบิกตากว้างอย่างตกใจ

          [ตอนนี้แม่อยู่โรงพยาบาล]

          “อะไรนะครับ!!! คุณแม่อยู่โรงพยาบาล”

          [ใจเย็นๆก่อนตารุจน์]

          พอลเดินเข้าไปหาวิรุจน์ที่แสดงท่าทางตกใจ

          “คุณแม่เป็นอะไรครับ เกิดอะไรขึ้น คุณแม่เจ็บตรงไหนครับ!

          [ใจเย็นๆสิเจ้าลูกคนนี้ แม่ไม่ได้เป็นอะไร แต่หนูกวางต่างหากล่ะ]

          “เอ๊ะ! แล้วคุณกวางเป็นอะไรครับ!

          ถึงจะเปลี่ยนคนที่เจ็บป่วย ความกังวลของวิรุจน์ก็ไม่ได้น้อยลง เพราะอย่างไรเสีย เขาก็เป็นห่วงกรณัฐไม่แพ้มารดา

          [ตอนนี้หนูกวางอยู่ห้องคลอด]

          “คลอด!!!

          ดวงตาทั้งสองแทบจะลุกวาวด้วยความดีใจ ร่างกายที่เจ็บป่วยเหมือนจะหายไป วิรุจน์เด้งตัวยืน แต่สักพักก็ทรุด

          “อุ้ย

          [เป็นอะไรหรือเปล่าตารุจน์]

          “เปล่าครับคุณแม่ เดี๋ยวผมจะรีบไปที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลยครับ”

          ร่างสูงโปร่งวางสาย รีบยันกายลุกจากเตียงเดินไปหยิบเสื้อผ้ามาใส่อย่างทุลักทุเล

          “มีอะไร?

          เสียงทุ้มถามขึ้น วิรุจน์ไม่มีเวลามาโมโห หรือว่าไม่พอใจ

          “คุณกวางจะคลอดหลานฉันแล้ว! ฉันจะรีบไปโรงพยาบาล”

          วิรุจน์ใส่เสื้อผ้าอย่างรวดเร็วและเตรียมตัวจะพุ่งออกจากห้อง แต่ทว่ามือหนาของพอลก็เลื่อนมาจับข้อมือวิรุจน์เอาไว้

          “เดี๋ยวฉันไปส่ง”

          “เอ๊ะ?

          ร่างสูงไม่ตอบ แต่ก็ใช้แรงลากวิรุจน์ให้เดินตามไป .ใบหน้ายิ้มแย้มของวิรุจน์และท่าทางดีใจจนเกินเหตุ ทุกอย่างอยู่ในสายตาของพอล

          “ดูนายจะตื่นเต้นซะเหลือเกินนะ”

          พอลอดไม่ได้ที่จะแขวะวิรุจน์ เมื่อเขาทั้งสองขึ้นมาอยู่บนรถ ใบหน้าหล่อนั้นเอียงซบเข้ากับกระจก แต่ไม่วายจะเหลือบตามองพอล

          “ถ้านายไม่พูด มันจะตายเลยหรือไง”

          “เพราะท่าทางนายมันน่ารำคาญ”

          พอลไม่แม้แต่จะหันมามองวิรุจน์ ร่างสูงโปร่งระบายความหงุดหงิดด้วยการถอนหายใจ

          “รู้งี้ ฉันไม่น่าขึ้นรถมากับนายเลยจริงๆ”

          “สภาพแบบนั้น ขับรถเอง คงได้ชนคนอื่นบนถนนกันพอดี”

          “อย่ามาดูถูกฉัน”

          เขากำมือแน่น จ้องมองพอลอย่างไม่ยอมละสายตา เจ็บก้นก็เจ็บ แต่ยังต้องมาต่อปากต่อคำกับผู้ชายนิสัยไม่ดีอีก

          “ฉันก็ไม่ได้ดูผิด”

          “หุบปากของนาย แล้วก็ขับรถต่อไปเลย!

          “ฉันก็แค่ไม่เข้าใจ ว่าจะดีใจอะไรนักหนา หรือว่าเด็กในท้องนั่น เป็นลูกของนาย”

          “นี่จะหาเรื่องกันหรือไงวะ!

          วิรุจน์หันขวับ จ้องมองพอลอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ เป็นช่วงเวลาที่รถหยุดจอดที่ตรงไฟแดงพอดี

          “ฉันก็แค่สงสัย”

          “คุณกวางเป็นคนดี ฉันกับเขาไม่ได้ทำเรื่องต่ำๆแบบนั้น”

          “

          “ถ้านายพูดเรื่องไร้สาระที่ไม่เป็นความจริงแบบนั้นอีกฉันจะฆ่านาย!

          “หึ..

          พอลไม่ได้กลัววิรุจน์ เขาก็แค่ไม่อยากจะคุยกับอีกฝ่ายต่อก็เท่านั้น วิรุจน์เองก็หงุดหงิดเกินกว่าจะหันไปมองหน้ามองพอล จนกระทั่งพอลขับรถมาถึงโรงพยาบาล     วิรุจน์เองก็เหมือนจะอารมณ์ดีขึ้นแล้ว เพราะเขาก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าพอลไม่ใช่ผู้ชายที่พูดจาน่าฟัง เขาไม่ควรเอามาเป็นอารมณ์

          “ขอบใจที่มาส่ง”

          เขาก้าวลงจากรถ แต่พอลก็เดินลงมาด้วย

          “ตามมาทำไม?

          วิรุจน์หันไปถามทันที เมื่อเห็นพอลเดินตามเขามา พอลกระตุกยิ้มอย่างอารมณ์ดี เมื่อเดินไปใกล้วิรุจน์

          “ก็แค่อยากไปดู ว่าเด็กที่เกิดมาหน้าเหมือนนายหรือเปล่า”

          วิรุจน์ถลึงตาใส่พอล

          “ท่าจะบ้า!

 

         

 

         100%

22/5/59

ฉากบางฉาก ปรากฎในภาค 1 

ติดตามการอัพที่เพจ นะคะ

 

https://www.facebook.com/akikoneko17fiction/ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น