I-Rain-Yia/ฉ่ำพร/นางเนียร
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

[นัดที่ 8] ที่แตกต่าง (ครบ)

ชื่อตอน : [นัดที่ 8] ที่แตกต่าง (ครบ)

คำค้น : ตะวันกล้า ซื่อหนาน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.1k

ความคิดเห็น : 60

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ค. 2563 15:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[นัดที่ 8] ที่แตกต่าง (ครบ)
แบบอักษร

นัดที่ 8 

ที่แตกต่าง 

“เงยหน้าขึ้น! ...ฉันอยากมองหน้านายให้ชัดๆ เพราะเสียงของนาย...เหมือนไอ้ชั่วคนหนึ่งที่ฉันเกลียดมันเข้าไส้เลยอยากรู้ว่าหน้ามันเหมือนกันด้วยไหม”  

เสียงกร้าวแข็งของซื่อหนานดังไปทั่วห้อง ท่าทางของร่างโปร่งตอนนี้ราวกับเสือกำลังขู่ศัตรูก็ไม่ปาน แต่สำหรับฮั้นตี้แล้วท่าทางแบบนี้ของซื่อหนานไม่ต่างจากแมวพองขนขู่เจ้าของเลย

“มีอะไรหรอครับซื่อหนาน” นนทภพถือกระดาษและปากกาลงมาเห็นซื่อหนานยืนจ้องหน้า ‘นายคม’ อยู่ด้วยท่าทางไม่พอใจ คุณหมอหนุ่มจึงรีบเข้ามาหาทั้งคู่แล้วอธิบายเรื่องคนแปลกหน้าที่เพิ่งขอเข้ามาทำงานกับเขาวันนี้ “นี่คือนายคมครับ เขามาขอสมัครงานครับ”

“รู้แล้ว หมอหลบไป ฉันอยากจะมองหน้ามันให้ชัดๆ ...” ซื่อหนานดึงหมอหลบให้พ้นทางแล้วสั่งเสียงเข้ม “เงยหน้า!”

ฮั้นตี้ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับซื่อหนานที่กำลังยืนกอดอกจ้องเขาตาเขม็ง เกิดมาไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นร้อนรน และประหม่าขนาดนี้มาก่อน ครั้งแรกเลยนะที่เขาต้องมาถูกทำให้รู้สึกแบบนี้

ขอละ...ขออย่าให้ซื่อหนานจำได้เลยว่าเป็นเขา สู้อุตสาห์ปลอมตัวมาขนาดนี้แล้ว...ทำสีผิวให้เข้มขึ้น ใช้รอยแผลเป็นปลอมลากยาวจากแก้มขวาจรดปีกจมูก ผมยาวรกรุงรัง มีไฝที่ปากล่างด้างซ้าย ทุเรศขนาดนี้แล้วยังจำได้ เขาคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลักพาตัวซื่อหนานแล้วละ ซึ่งนั่นจะเป็นหนทางที่เสี่ยงมากที่สุดที่เขาพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด...

“หน้าไปโดนอะไรมา” ซื่อหนานขมวดคิ้วพิจารณาอีกฝ่ายอยู่นาน พอเห็นแผลบนใบหน้าจึงเอ่ยถามอย่างสนใจ

ฮั้นตี้ยกมือขึ้นลบแผลอย่างลืมตัวแล้วรีบเบี่ยงหลบ “ดะ...โดนคนเมาฟันมาครับ”

ซื่อหนานขยับตัวเข้าไปใกล้นายคมอีกครั้ง คราวนี้ยื่นหน้าไปดูใกล้ๆ ให้หายสงสัย พอดูจนพอใจแล้วก็ผละออก บอกกับตัวเองว่าคงคิดมากไป แม้ส่วนสูง รูปร่าง และน้ำเสียงจะคล้ายกัน แต่ก็มีอีกหลายอย่างที่ผู้ชายคนนี้ไม่เหมือนคนคนนั้น

“มีอะไรหรอซื่อหนาน” นนทภพอดรนทนไม่ไหว ถามขึ้นอย่างสงสัย พร้อมกับจับข้อศอกร่างโปร่งให้ผละห่างจากนายคม เพราะเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะอยู่ใกล้ไปมากกว่านี้

ฮั้นตี้ที่ก้มหน้าอยู่นั้นเหลือบเห็นมือของไอ้หมอหน้าซื่อจับแขนซื่อหนานก็ลมออกหูตาวาวโรจน์จ้องมือข้างนั้นเขม็งราวกับจะให้มือเรียวของไอ้หมอจอมฉวยโอกาสไหม้เป็นจุลเสียให้ได้ แต่ทันทีที่ซื่อหนานและหมอนนทภพหันมามอง เขาก็ต้องรีบเก็บงำความรู้สึกกรุ่นโกรธเอาไว้ภายใต้ใบหน้าซื่อๆ ของนายคมคนจนอย่างนอบน้อม

“เปล่า...ไม่มีอะไร หมอจะรับมันเข้าทำงาน?” อันที่จริงเขาไม่เห็นด้วยที่จะรับใครสุ่มสี่สุ่มห้าเข้ามาในบ้าน แต่สุดท้ายก็เห็นด้วยกับความคิดของนนทภพที่บอกว่าพวกเขาจะอยู่โดยไม่พึ่งพิงหรือผูกมิตรกับชาวบ้านไม่ได้ ขืนอยู่เดี่ยวๆ โดดๆ เด่นๆ อยู่บ้านเดียว นั่นยิ่งกระตุ้นให้ชาวบ้านรอบข้างสงสัยมากกว่าเดิม และความอยากรู้อยากเห็นของคนก็อันตรายมาก ดีไม่ดีอาจนำภัยมาสู่พวกเขา ซื่อหนานจึงจำยอมให้นนทภพประกาศหาแม่บ้าน คนสวน และรับสมัครลูกจ้างดูแลไร่ดอกไม้เพิ่มอีกสามสี่คนจะได้ไม่มีใครสงสัยว่าพวกเขาเป็นใครมาจากไหน

หลังจากติดประกาศได้ไม่กี่วันก็มีนายคมนี่แหละที่มาสมัครเป็นคนแรก แต่ดูจากรูปร่างของนายคมแล้ว จะมาทำงานเป็นคนสวนจริงๆ น่ะหรอ เขาคิดว่ามันไม่เหมาะเท่าไหร่ เพราะงานของคนสวนมันน่าจะเป็นการทำงานที่ไม่คู่ควรกับความสามารถของอีกฝ่าย เพราะนายคมน่าจะมีความสามารถมากกว่าที่จะเป็นคนสวน

“ยังครับ แต่ให้เขาเขียนใบสมัครไว้ แล้วเราค่อยมาพิจารณากันว่าเขาเหมาะที่จะทำงานคนสวนหรือเปล่า”

ซื่อหนานพยักหน้าไม่ถามอะไรอีก “ให้หมอจัดการเรื่องนี้แล้วกัน แต่ถ้าหมดเขตรับสมัครเมื่อไหร่ก็เอาใบสมัครทั้งหมดมาให้ดูด้วย”

“ได้ครับ” นนทภพยิ้มรับ ซื่อหนานมองเมินทำเป็นไม่เห็นสายตาเป็นประกายของคุณหมอหนุ่มหมุนตัวเดินไปนั่งอ่านนิตยสารที่โซฟา รอฟังว่านนทภพจะให้ไอ้คมนี่มันทำอะไรบ้าง

นนทภพหันมานายคมแล้วยื่นใบสมัครให้ “คุณคมเอาใบสมัครไปเขียนนะ เสร็จแล้วก็เอามาให้ผม”

“ดะได้ครับ แต่...” ฮั้นตี้อึกอัก รับกระดาษมาถือไว้แต่ยังไม่ขยับไปไหน เฮอะๆ คงเขียนได้หรอกก็เขาเขียนภาษาไทยไม่เป็น ฟัง พูดและอ่านได้เท่านั้น ส่วนเรื่องเขียนน่ะ... “ผมเขียนไม่เป็นครับ”

นนทภพได้ยินอย่างนั้นจึงยกยิ้มอ่อนโยน “ไม่เป็นไร ผมจะช่วยคุณคมเขียนเอง แค่คุณบอกข้อมูลมาแล้วผมจะเขียนให้เอง โอเคไหม”

“ครับ” ฮั้นตี้พยักหน้าระบายยิ้มบางให้นนทภพ ก่อนจะเดินตามหลังคุณหมอหนุ่มเข้าไปในห้องครัว เพื่อนั่งเขียนประวัติของตัวเอง...

ซื่อหนานมองตามหลังนายคมกับนนทภพเข้าไปในห้องครัวแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาบอดิการ์ดของพ่อที่ปลอมตัวเป็นเพื่อนบ้านรายล้อมอยู่รอบๆ บ้านเพื่อสั่งให้จับตาดูนายคม และสืบหาว่าหมอนี่เป็นคนจากที่ไหน เพราะเซนส์ของเขามันแจ้งเตือนแปลกๆ ว่าหมอนี่ดูมีพิรุธอะไรบางอย่าง...

แค่รูปร่างของหมอนายคมอะไรนี่ก็ทำเขาขนลุกแล้ว เห็นแล้วไม่ถูกชะตา...

อีกด้านหนึ่งฮั้นตี้กำลังแสร้งขอบคุณคุณหมอที่ให้ความช่วยเหลือตัวเอง พร้อมกับเล่าเรื่องราวที่แต่งขึ้นสดๆ ร้อนๆ กับคิมสันเมื่อเช้าให้หมอฟังว่าเขากำลังเดือดร้อนเรื่องเงิน เลยต้องหางานทำเสาร์อาทิตย์เพิ่ม พร้อมกับเสริมอีกว่าเขาไม่มีโทรศัพท์เพราะไม่มีเงินเลยถามคุณหมอว่าจะติดต่อกันอย่างไร

“คุณคมมาที่นี่วันพฤหัสฯ นี้นะครับ ผมจะติดประกาศบอก”

“ครับ ได้ครับ ขอบคุณครับคุณหมอ”

“ไม่เป็นไรครับ...”

“ผมคงต้องขอตัวลาก่อน...มีงานที่บ้านต้องทำ เพิ่งย้ายเข้ามาไม่กี่วัน ยังไม่จัดบ้านเลยครับ” ....เพิ่งย้ายมาสดๆ ร้อนๆ เมื่อเช้านี้แหละ

“คุณคมไม่ใช่คนที่นี่หรอครับ?”

“เอ่อ...เปล่าครับ ผมเป็นคนที่นี่...” ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จอีกรอบ “แต่ถูกเจ้าหนี้ยึดบ้านเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อน เลยต้องย้ายบ้านหนีมาอาศัยอยู่กับคนใจดีแถวนี้ที่พอจะมีบ้านหลังเล็กๆ ให้ใช้ครับ”

นนทภพได้ยินอย่างนั้นก็สงสารแต่แสดงออกมากไม่ได้จึงทำได้แค่พยักหน้ารับรู้ก่อนจะกล่าวลาชายร่างยักษ์แต่ท่าทางน่าสงสารเหมือนสุนัขพันธุ์โกลเด้นท์ที่ถูกเจ้าของนำมาทิ้งไว้ข้างทาง ฮั้นตี้บอกลาหมอนนทภพด้วยความซาบซึ้งใจเต็มเปี่ยม ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป

นนทภพยืนมองตามแผ่นหลังของฮั้นตี้ไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง รู้สึกสงสารอีกฝ่ายจนอยากจะรับเข้าทำงานเสียเดี๋ยวนี้ คุณหมอหนุ่มมองใบสมัครงานในมืออย่างครุ่นคิด

ซื่อหนานเดินเข้ามาหาหมอนนทภพเห็นคุณหมอผู้ใจดีกำลังมองใบสมัครของนายคมอยู่จึงยื่นมือออกไปแย่งมาถือแล้วกวาดตาอ่านลวกๆ

“น่าสงสารจริง” ซื่อหนานพูดลอยๆ

นนทภพพยักหน้า “ครับ เขาเพิ่งถูกยึดบ้านมาด้วยนะ”

“ใช่...คนอะไรจะโชคร้ายขนาดนั้น”

“ใช่ไหมครับ! ซื่อหนานก็คิดอย่างนั้นใช่ไหม! งั้นเรารับเขาเข้าทำงานเถอะครับ” นนทภพมองซื่อหนานตาเป็นประกาย รู้สึกดีใจที่ร่างโปร่งคิดเหมือนกันกับเขา

ซื่อหนานกระตุกยิ้มไม่ตอบ แต่ยกกระดาษสีขาวในมือขึ้นมาแล้วจัดการฉีกมันต่อหน้าต่อตาหมอนนทภพ ทำเอาคุณหมอหนุ่มอ้าปากค้างมองอย่างตกใจปนโกรธนิดๆ

“คุณทำอะไรเนี่ย!”

ซื่อหนานไม่สนใจท่าทางโกรธเคืองของหมอนนทภพ คุณชายมาเฟียเชิดหน้าขึ้นพูด “ฉันไม่ถูกชะตากับมัน เพราะฉะนั้นไม่ต้องรับ”

“หา? แค่ไม่ถูกชะตา คุณถึงขั้นตัดโอกาสคนเลยหรอ” นี่มันเกินไปหน่อยไหม โคตรไม่สมเหตุสมผล

ซื่อหนานสบตากับหมอนนทภพแล้วยิ้มเยาะ “ใช่...แค่เหตุผลเล็กๆ แค่นี้แหละที่ทำให้ฉันตัดโอกาสคนอื่น และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกด้วยนะที่ฉันทำ”

“ซื่อหนาน แต่แบบนี้มันเกินไปหน่อยไหม”

“ฉันจะรับคนสวนที่แก่ๆ เท่านั้น ไม่เอาคนหนุ่ม งานเล็กๆ แค่นั้นไม่จำต้องใช้ควาย ใช้แค่หมาแก่ๆ น่ะ เข้าใจไหมหมอ บอกแค่นี้คงจะคัดกรองคนมาสมัครได้บ้างนะ” พูดจบซื่อหนานก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้านทิ้งให้นนทภพอ้าปากพะงาบตามหลัง จะด่าก็คิดคำพูดไม่ออกได้แต่ยกมือยีหัวตัวเองอย่างหัวเสียแทน โธ่เว้ย! มาเฟียมันงี่เง่าแบบนี้ทุกคนเลยหรือเปล่าวะ!

นนทภพเหลือบตามองเศษกระดาษบนพื้นแล้วถอนหายใจออกมา “ขอโทษด้วยนะครับคุณคม...” ยังไม่ทันได้สัมภาษณ์งานคุณก็ถูกตัดสิทธิ์อย่างไร้เยื่อใยแล้ว...

ฮั้นตี้กลับมาถึงบ้านไม้เล็กๆ ที่เขาและคิมสันแอบซื้อมาจากบ้านข้างๆ อีกทีด้วยเงินก้อนจำนวนหนึ่งพร้อมกับยื่นเงื่อนไขให้คนพวกนั้นช่วยปกปิดตัวตนของเขา รวมไปถึงผู้คนที่อยู่รอบๆ บ้านเขาด้วย เพราะงั้น...ต่อให้ไอ้คนที่กำลังตามเขาอยู่ตอนนี้พยายามสืบว่าเขาเป็นใครมาจากไหนมันก็จะได้ข้อมูลกลับไปบอกเจ้านายเหมือนกันหมดราวกับว่าเขาเป็นคนที่นี่จริงๆ คราวนี้ซื่อหนานจะได้ลดความระแวงในตัวเขาลงได้สักที

ร่างสูงเดินฮัมเพลงเข้ามาในบ้าน เปิดประตู เปิดไฟในห้อง จัดการถอดเสื้อลายสก็อตออกแล้วเดินไปทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาไม้แข็งๆ จากนั้นก็หยิบแอปเปิ้ลในจานขึ้นมาใส่ปากเคี้ยวกร๊วมๆ อย่างเอร็ดอร่อย ตอนนี้...เขานั่งอยู่กับคิมสันที่นั่งเงียบๆ อยู่มุมหนึ่งของห้องที่สามารถเร้นกายไม่ให้คนที่แอบตามมามองลอดจากช่องไม้เข้ามาเห็นคิมสันได้ รออยู่นานประมาณเกือบชั่วโมงหนึ่งได้ คิมสันถึงส่งสัญญาณมือขึ้นบอกว่าพวกมันแล้ว

“ซื่อหนานระวังตัวแจเลยว่ะ”

“ที่เขาระวังเพราะเห็นว่าเหมือนกับฮั้นตี้ ผัวเก่าเปล่าวะ” คิมสันว่าพลางยืดตัวบิดขี้เกียจแล้วเดินไปทรุดตัวนั่งลงข้างฮั้นตี้

ฮั้นตี้มองเพื่อนตาขวาง “ผัวเก่าอะไร ไม่ใช่โว้ย!”

“อ้อ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ เขาจะสนใจทำไมผัวเก่าในเมื่อมีว่าที่ผัวใหม่คอยดูแล”

“ไอ้นั่นไม่ใช่!”

คิมสันเบ้ปากหยิบแอปเปิ้ลขึ้นมากิน เป็นคนหั่นไว้แท้ๆ แต่คนที่ได้กินดันเป็นมัน แถมกินจะหมดแล้วด้วย ฮั้นตี้มองท่าทางของคิมสันอย่างขัดใจแต่ทำก็ไม่ได้เลยฮึดฮัดออกมาอย่างหงุดหงิด ไอ้หมอนั่นไม่มีวันได้เป็นอะไรกับซื่อหนานเกินกว่าหมอและคนไข้หรอก

“อ้อ บอกข่าวร้ายเรื่องหนึ่ง”

“อะไร”

“ก่อนฉันจะออกมาจากบ้านหลังนั้น ฉันแอบเห็นซื่อหนานฉีกใบสมัครนาย อ่านจากสีหน้าก็รู้แล้วว่าซื่อหนานไม่รับนายเข้าทำงานแน่ แล้วคราวนี้จะเอาไงต่อ เพราะหลังจากนายเดินกลับมาที่บ้าน ฉันก็แอบเห็นคนไปสมัครอีกเยอะเลยว่ะ คู่แข่งเยอะแบบนี้เรื่องยากแล้วละเพื่อน”

ฮั้นตี้มองหน้าคิมสัน ไอ้คู่แข่งเยอะน่ะเขาไม่กลัว แต่สิ่งที่เขาติดใจมากที่สุดคือเรื่อง... “ฉีกเลยหรอวะ”

ไอ้ใบสมัครงานของเขาน่ะ...

“อาฮะ”

“....”

คิมสันมองเพื่อนแล้วยกยิ้ม มีแอบนอยด์ว่ะ “เขาทำถึงขนาดนี้แล้วจะยังดันทุรังทำไม ลูกก็ไม่ทันได้โตสักหน่อย กลับไปทำงานก่อนไหม เชื่อว่าตอนนี้ชิงหวินกำลังปวดหัวโคตรๆ”

ฮั้นตี้ไม่สนใจที่คิมสันพูด แต่กับครุ่นคิดถึงแผนการในหัวต่ออย่างรวดเร็ว แม้จะแอบเฟลที่ปลอมตัวขนาดนี้แล้วซื่อหนานยังปฏิเสธเขา แต่เรื่องที่จะต้องแฝงตัวเข้าไปในบ้านหลังนั้นเพื่อจับตาดูซื่อหนานกับนนทภพน่ะ ยังไงก็ต้องทำต่อไป และต้องทำให้สำเร็จด้วย

“คนอย่างฉัน...ไม่เคยอับจนหนทาง”

“ทำหน้าแบบนี้...แสดงว่าคิดอะไรดีๆ ออก”

ฮั้นตี้ไม่ตอบแต่กระตุกยิ้มแล้วสั่งให้คิมสันไปทำเรื่องบางอย่างให้เขา เรื่องบางอย่าง...ที่จะทำให้ซื่อหนานและไอ้หมอหน้าซื่อนั่นรับเขาเข้าทำงาน

“เงินซื้อได้ทุกอย่าง...” แล้วเขาจะซื้อทุกอย่างที่มันจะทำให้เขาสำเร็จตามแผน!

................................. 

ฮ่องกง 

หมิงตู้ส่งรายงานที่เต๋อหัวต้องเซ็นรับรองวันนี้ไว้บนโต๊ะ หลังจากที่เจ้านายเซ็นยอมรับเรียบร้อยก็นำแฟ้มรายงานกลับมาถือไว้พร้อมกับบอกข่าวเรื่องที่ผู้นำพยัคฆ์บินไปดูงานต่างประเทศอาทิตย์หนึ่ง สายข่าวของเขาบอกว่าเทียนฮั้นตี้กำลังไปติดต่องานบางอย่าง อาจจะเกี่ยวกับการค้า ได้ยินว่าเขากำลังควานหาคู่ค้าเพื่อตีตลาดใหม่

“จับตาดูเรื่องนี้ให้ดี ดูให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้ข้ามเส้นมาที่เรา”

“ครับ จะจับตาดูให้ดี...อ้อ...คุณชายซื่อหนานกลับมาทำงานแล้วนะครับ”

เต๋อหัวชะงัก เงยหน้าขึ้นจากแฟ้มรายงานมองหมิงตู้ “กลับมาทำงาน? เขายังไม่หายดีแต่กลับมาทำงาน?”

หมิงตู้ยิ้มแล้วพยักหน้า ตัวเขาเองก็บอกให้ซื่อหนานกลับไปพักที่บ้านแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ยังดึงดันจะทำงานให้ได้ เขาที่มีตำแหน่งเป็นแค่เลขาฯ ตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปห้ามคนมีอำนาจสูงกว่าได้ละ

“เรียกเขาเข้ามา” เห็นสีหน้าจนใจของหมิงตู้แล้วเต๋อหัวก็เข้าใจถึงความลำบากใจของเลขาฯ คนสนิท เขาที่เป็นเจ้านายจะไม่ช่วยได้ยังไง อีกอย่างเขาอยากจะถามซื่อหนานให้แน่ใจว่าจะอยู่ทำงานทั้งที่ร่างกายไม่พร้อมจริง? เขาเองก็ไม่เร่งกดดันอะไร ทำไมถึงรีบร้อนมาทำงานนัก ขณะนั่งเซ็นต์เอกสารไป คิดเรื่องซื่อหนานไป ประตูห้องก็เปิดออกพร้อมกับรถเข็นของซื่อหนานถูกเข็นเข้ามาโดยฝีมือของหมิงตู้

เต๋อหัวเงยหน้าขึ้นมองคนบนรถเข็นที่นั่งหน้านิ่งเย็นชาไร้ความรู้สึกอย่างที่ชอบเป็น “หมิงตู้ออกไปก่อน”

“ครับ” หมิงตู้โค้งศีรษะให้เต๋อหัวแล้วผละตัวเดินออกไป

ทันทีที่หมิงตู้ปิดประตูห้องลง เต๋อหัวจึงพูดขึ้น “ยังไม่หายดีป่วยดี นายยังไม่ต้องมาทำงานก็ได้นะซื่อหนาน” เต๋อหัวว่าพลางเซ็นต์เอกสารไปพลาง

ตะวันกล้ากระตุกยิ้มตามบทที่ซื่อหนานสอนตนดีมาแล้วตอบกลับด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง “ป่วยแค่นี้...ไม่ได้พิการแล้วจะอู้ไม่ทำงานได้ยังไง อีกอย่าง...พอดีเป็นคนไม่ชอบกินแรงคนอื่น ท่านก็รู้...”

เต๋อหัวหยุดเซ็นต์เอกสาร เงยหน้าขึ้นมามองซื่อหนานอย่างชื่นชมแบบไม่มีความรู้สึกชื่นชมปะปนอยู่ด้วย เพราะทุกอย่างที่คนอย่างเต๋อหัวแสดงออก ล้วนเป็นการกระทำจากสมอง ไม่ใช่ความรู้สึก “หืม? ก็ดี...ไหนๆ ก็มาทำงานแล้วระหว่าง 2-3 เดือนที่พักตัว นายเอารายชื่อพวกนี้ไปศึกษาแล้วจัดการให้ที” เต๋อหัวยื่นแฟ้มแฟ้มหนึ่งขึ้นมาตรงหน้าแล้ววางมันลงบนโต๊ะ ไว้รอให้หมิงตู้กลับเข้ามาแล้วค่อยให้อีกฝ่ายถือออกไป

“จัดการอะไร?”

“ทวงหนี้...”

ทวงหนี้?

“งานง่ายๆ ตามอัตภาพ นายคงไม่คิดว่ามันเป็นการดูถูกนายนะซื่อหนาน”

ตะวันกล้ามองหน้าเต๋อหัวแล้วกระตุกยิ้มแสร้งแสดงออกทางสีหน้าว่าไม่พอใจนิดๆ แต่ก็อดทนไว้ไม่อาละวาดออกไป ภายหลังแสดงสีหน้าเล่นละครได้จนพอแล้วตะวันกล้าถึงตอบออกไปว่า “ได้...ตามอัตภาพ”

“ดี ฉันจะเรียกหมิงตู้พานายออกไป ทำงานตรงเวลา เลิกงานตรงเวลา เดี๋ยวจะหาว่าฉันเป็นเจ้านายที่ไม่ดูแลลูกน้องให้ดีจริงไหม”

“ใครจะกล้าว่าท่านกันละ” ตะวันกล้าว่าพลางยิ้มเย็น เต๋อหัวได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มมุมปากน้อยๆ ก่อนจะกดเรียกหมิงตู้เข้ามาพาซื่อหนานออกไป

ตะวันกล้าที่ถูกหมิงตู้พาออกมาจากห้องทำงานของเต๋อหัวพร้อมกับแฟ้มประวัติลูกหนี้ก็เจ็บใจที่ตัวเองโคตรโง่อวดเก่งออกไป เห็นไหม ได้งานมาทำเลย! งานยาก งานไม่ถนัด แล้วเขาจะไปทวงหนี้คนยังไงวะ ทวงแบบไหน คงไม่ใช่ไปข่มขู่แบบในหนังหรอกนะ แค่คิดก็ลำบากใจแล้ว ก็เขาเป็นหมอหนิหว่า ไม่ใช่มาเฟีย! ทำไงดีวะเนี่ย...

ตะวันกล้ากลับมาที่โต๊ะนั่งอ่านรายชื่อที่เต๋อหัวเอาให้แล้วก็ถอนหายใจออกมา คนพวกนี้เป็นชาวบ้านที่มีรายได้น้อยยิ่งกว่าน้อย แล้วแบบนี้พอไปทวงจะได้เงินจากพวกเขาได้ยังไง พวกเขาจะเอาเงินจากที่ไหนมาจ่ายกันละ

ตะวันกล้าคิดอย่างสับสน ก่อนจะเอนตัวพิงเก้าอี้แล้วหลับตาลง วันนี้ที่ตัดสินใจมาทำงานก็มาเพื่อหาความคืบหน้าของตรามังกร คิดว่าเต๋อหัวอาจจะไม่ให้เขาทำงานอะไร เพราะเห็นว่าเขาป่วยอยู่ แต่ดันเป็นเขาที่เป็นฝ่ายคิดผิด...

นึกว่าจะได้นั่งอยู่เฉยๆ กลายเป็นว่าต้องมานั่งไล่ล่าทวงหนี้แทน

ตะวันกล้าถอนหายใจออกมา แล้วหยิบโทรศัพท์ที่เอาไว้ใช้ติดต่อกับซื่อหนานออกมาแล้วพิมพ์ข้อความหาพี่ชายฝาแฝด

‘ผมมาทำงานที่บริษัทตามเดิมแล้ว เผื่อจะได้ข่าวเรื่องตรามังกร’ พิมพ์เสร็จตะวันกล้าก็วางมันลง กลับมานั่งคิดต่อว่าจะจัดการเรื่องลูกหนี้ทั้งหมด 15 คนนี้อย่างไร

ตื๊ดๆ

ตะวันกล้าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอ่านข้อความอย่างงงๆ ปกติซื่อหนานตอบข้อความช้ามาก แต่ครั้งนี้ตอบเร็ว?

‘มันไม่ได้เอาไว้ที่บริษัทหรอก...’

‘มีเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากให้นายสืบ...เรื่องของฮั้นตี้’

ตะวันกล้าขมวดคิ้ว เทียนฮั้นตี้งั้นหรอ เขาได้ยินรายงานจากซือซื่อเมื่อเช้าว่าหมอนั่นไปประเทศแถบตะวันตกเรื่องงานนี่นา ทำไมซื่อหนานถามถึงเขากันละ

‘ฮั้นตี้ไปทำงานที่ต่างประเทศครับ ช่วงนี้เขาเงียบมาก ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร’

ตะวันกล้าพิมพ์ตอบกลับไปสักพักข้อความก็เด้งขึ้นมาใหม่

‘จับตาดูมันให้ฉัน’

‘ครับ’ ตะวันกล้าพิมพ์ตอบ พอเห็นอีกฝ่ายเงียบไปแล้ว ก็เก็บโทรศัพท์กลับเข้าไปในลิ้นชักแล้วถอนหายใจออกมาอย่างลำบากใจกับแฟ้มรายชื่อตรงหน้า ไม่รู้ว่าซื่อหนานมีเรื่องอะไร แต่ที่แน่ๆ เขานี่แหละมีเรื่อง...

ตะวันกล้ากดปุ่มโทรศัพท์เรียกหมิงตู้ให้เข้ามาพบ สักพักเลขาฯ หนุ่มก็เดินเข้ามาถามว่ามีอะไรให้ช่วย ตะวันกล้าจึงเอ่ยปากบอกไป

“ไปตามคนพวกนี้มาให้ฉันทั้งหมด” ตะวันกล้ายื่นแฟ้มให้หมิงตู้ เจ้าตัวก็รับไว้อย่างงงๆ

“ครับ? ลูกหนี้พวกนี้หรอครับ”

“ใช่...จับเป็นละ จับมาให้ฉันคุยกับพวกเขาในห้องนี้”

“ได้ครับ”

“วันนี้เลย...”

“ครับ” หมิงตู้รับคำสั่งแล้วหมุนตัวเดินออกไป เพื่อทำตามคำสั่งของซื่อหนาน

ภายหลังหมิงตู้เดินออกไป ตะวันกล้าก็เปิดคอมพิวเตอร์แล้วเสิร์ชหางานที่ทำแล้วได้เงินได้เท่าๆ กับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นมา และต้องเป็นงานที่ไม่ผิดกฎหมาย ทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้ต้นทุนมาก พอเสิร์ชหาหน้าเว็บนั้นได้แล้ว ตะวันกล้าก็ทำการอ่านอย่างละเอียด แล้วหยิบโทรศัพท์อีกเครื่องที่เอาไว้ใช้ติดต่อกับเพื่อนที่ไทยขึ้นมา เขามีเพื่อนเรียนการเงินและการลงทุน เพราะฉะนั้นโทรไปถามเคล็ดลับหน่อยว่าอะไรที่ทำให้กิจการไปได้ดี น่าจะดีกว่าหาข้อมูลด้วยตัวเองอย่างเดียว...

ตะวันกล้าเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาเห็นว่าใกล้ถึงเวลาเลิกงานแล้วแต่หมิงตู้ไม่มาสักทีก็เริ่มกังวล ขืนมาหลังเลิกงานเขาก็ไม่ได้คุยกับพวกลูกหนี้กันพอดีน่ะสิ ตะวันกล้าคิดแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากะจะโทรเร่งหมิงตู้ แต่ประตูห้องดันเปิดออกซะก่อน และจากนั้นผู้คนจำนวนหนึ่งก็ถูกพาตัวเข้ามาด้วยใบหน้าบวมช้ำ...

เฮ้อ...คนพวกนี้จะเชิญเขามาดีๆ ไม่ได้หรือไงนะ

“นั่ง!” หมิงตู้สั่งลูกหนี้ทั้งหมดให้นั่งลงกับพื้นจากนั้นก็เดินเข้ามาหาซื่อหนาน “คนพวกนี้คือคนที่ติดหนี้ทั้งหมดตามรายชื่อครับคุณชาย”

เหล่าลูกหนี้มองหน้านายเหนือหัวตรงหน้าอย่างหวาดกลัว พวกเขาเริ่มตัวสั่นเมื่อรู้สึกถึงอันตรายมาใกล้ตัว นึกว่าหนีออกไปอยู่แถวชานเมืองแล้วจะรอด แต่ที่ไหนได้สุดท้ายก็ถูกตามตัวเจออยู่ดี แถมคงที่นั่งขรึมอยู่บนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานก็จ้องพวกเขาเขม็งเสียด้วย แบบนี้มีแต่ตายสถานเดียว!

“ขอร้องละครับ...ผมรับรองว่าจะหาเงินมาใช้คืนให้ได้ภายในเดือนนี้ได้โปรดปล่อยผมไปเถอะ ผมอยู่กับแม่แค่สองคน ถ้าผมไม่อยู่แล้วใครจะดูแลแม่ผม ฮือ” ผู้ชายวัยรุ่นคนหนึ่งร้องโวยวายขึ้นพร้อมกับหลั่งน้ำตาออกมา ตะวันกล้าไม่พูดอะไรเพียงมองหน้าเขานิ่งๆ แต่หลังจากที่เขากล้าพูดเป็นคนแรกแล้ว ย่อมมีคนที่สอง สาม สี่ ตามมาเรื่อยๆ ทำให้ตะวันกล้าต้องใช้เสียงเข้าข่มไม่ให้พวกเขาเอะอะโวยวายไปมากกว่านี้

“เงียบ!”

“........”

ทุกคนกลั้นหายใจ นั่งนิ่งตัวแข็งทื่อเมื่อรับรู้ได้ว่าผู้ชายบนรถเข็นกำลังโมโหพวกเขา ต่างคนต่างรีบหุบปากก้มหน้าลงมองพื้นพรมกันอย่างหวาดกลัวตัวสั่นงันงก

“คุณชายเรียกพวกเขามาทำไมหรอครับจะทวงหนี้เขาในห้องนี้?” หมิงตู้ถามซื่อหนานที่ยังคงนั่งนิ่งไม่ทำอะไรอย่างสงสัย

เหล่าลูกหนี้ไม่ว่าหญิงหรือชายได้ยินอย่างนั้นก็ตัวสั่นทันที หากทวงตอนนี้อย่าว่าแบงค์เลยเหรียญเดียวพวกเขาก็ไม่มี

“ไม่ใช่...ฉันจะให้พวกเขา ทำงานให้กับฉัน”

“ทำงาน?”

“ใช่...จากประวัติของพวกเขาไม่มีเงินที่พอจะใช้หรอกนะ ไม่ว่าจะเป็นการทำอาชีพค้าขาย การเป็นคนส่งพัสดุ พนักงานทำความสะอาด ชาตินี้เราคงไม่ได้เงินคืนตราบใดที่พวกเขาทำงานพวกนั้น...เพราะฉะนั้นฉันจะให้พวกเขาทำงานที่ฉันต้องการจนกว่าพวกเขาจะปลดหนี้กันได้หมด”

“งานอะไรหรอครับ”

ตะวันกล้าไม่ตอบหมิงตู้แต่ยกยิ้ม แล้วสั่งให้คนนำของที่เตรียมไว้มาแจกให้พวกเขา จากนั้นตะวันกล้าก็อธิบายการทำงานที่จะทำให้พวกเขาได้เม็ดเงินจำนวนมากภายในเวลาไม่กี่เดือน ถ้าทำตามที่เพื่อนนักลงทุนของเขาแนะนำ ไม่นานพวกเราก็ได้จะเงินคืน

หมิงตู้ฟังสิ่งที่ซื่อหนานพูดออกมาอย่างสนอกสนใจ พร้อมกับมองคุณชายที่แสนเย่อหยิ่งเย็นชาอย่างประหลาดใจ ทวงหนี้คนอื่นด้วยการมอบหน้าที่การงานให้ นี่มัน....

ตะวันกล้าอธิบายกับทุกคนไปจากนั้นก็ยื่นคู่การทำงานให้พวกเขา คู่มือที่เพิ่งพิมพ์เสร็จสดๆ ร้อนๆ เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่เขาต้องแปลจากอังกฤษเป็นไทย แปลจากไทยเป็นฮ่องกงอีกที พร้อมกับกำชับให้พวกเขาปฏิบัติตามกฎที่ว่าอย่างเคร่งครัด

“...ถ้าฉันรู้ว่าใครไม่ทำตามที่บอกแล้วนำเงินมาให้ คงไม่ต้องบอกใช่ไหมว่าจะเจออะไร”

ทุกคนรีบพยักหน้ารับรู้อย่างรวดเร็ว ภายในใจเกิดคำถามมากมายว่าทำไมคุณชายมาเฟียตรงหน้าถึงมอบงานให้พวกเขาทำเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้ ทุกทีจะเข้ามาข่มขู่และฉกฉวยเอาของมีค่าภายในบ้านไปทันที หรือไม่ก็ลากลูกๆ ของพวกเขาไปปู้ยี้ปู้ยำไม่ใช่หรอ ที่กล้าคิดเช่นนี้เพราะเคยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับครอบครัวเพื่อนบ้านให้เห็นบ่อยครั้ง จนคิดว่าครั้งนี้เองก็คงไม่ต่างจากครั้งก่อนหน้า แต่ทำไมกลับกลายเป็นว่าพวกเขาได้งานมาทำเสียละ!

“ทุกคนต้องหาเงินจากวิธีที่ฉันให้ แล้วนำเงินมาคืนให้ฉันทุกสัปดาห์ตามจำนวนที่บอกเอาไว้ในคู่มือ แค่นี้แหละ...หมิงตู้ พาพวกเขาออกไป ฉันอยากพักผ่อนแล้ว”

“ครับ...เฮ้ย! พาพวกมันออกไป” หมิงตู้โค้งศีรษะให้ซื่อหนานแล้วตะโกนบอกลูกน้องให้พาคนพวกนี้ออกไปจากห้อง

หมิงตู้มองลูกหนี้ที่ถูกพาตัวออกไปคนแล้วคนเล่าจนครบทุกคนแล้วหมิงตู้ก็เหลือบมองไปที่ซื่อหนานอย่างประหลาดใจ

แปลก...

...นี่มันการทวงหนี้แบบไหนกัน?

เพราะเก็บงำความสงสัยไว้ไม่ได้ ภายหลังทำงานให้ซื่อหนานเสร็จเรียบร้อยก็หมุนตัวเดินไปหาเจ้านายตัวจริงของเขาที่ห้องทำงานเพื่อรายงานเรื่องนี้ให้เต๋อหัวรับทราบ

“มีอะไร” เต๋อหัวเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารตรงหน้ามองเลขาฯ คนสนิทที่ยืนอึกอักไม่พูดอะไรสักที ท้ายที่สุดเมื่อสบตาคมกริบของเจ้านายเป็นระยะเวลานานจึงเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้เต๋อหัวฟัง

“คุณชายซื่อหนานเรียกลูกหนี้มาพบครับ”

“แล้ว?”

“แล้วมอบหมายงานให้พวกเขา...”

“นายจะบอกว่าเขาไม่ได้ทำตามที่ฉันสั่ง”

“ไม่ใช่ครับ...คือ คุณชายทำตามที่ท่านสั่งเพียงแต่การทวงหนี้ของคุณชายค่อนข้างแปลกอยู่มากครับ”

“.....”

“คุณชายให้คนพวกนั้นทำงานแล้วเอาเงินมาคืนให้ทุกสัปดาห์ครับ”

“หืม?” เต๋อหัวเลิกคิ้วอย่างไม่เชื่อหู “ซื่อหนานทำอย่างนั้น?” แล้วถามย้ำอีกรอบ

หมิงตู้พยักหน้า “ครับ แปลกมากใช่ไหมครับ ปกติคุณชายไม่เคยทำแบบนี้นี่ครับ เขาจะ...”

“เอาละ ฉันรู้แล้ว...ไปบอกเขาให้ฉันทีว่าเย็นนี้ฉันจะไปส่งที่บ้าน จะแวะพาเขาทานอาหารที่โรงน้ำชาเหนือฟ้าของท่านชินเหลียง”

“ครับท่าน” หมิงตู้ยืนตัวตรงโค้งศีรษะให้เต๋อหัวแล้วหมุนตัวเดินออกจากห้อง ทันทีที่ประตูห้องทำงานปิดลง เต๋อหัวก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดส่งข้อความหาเอียน

‘เรื่องที่ฉันให้นายสืบ เป็นยังไงบ้าง’

‘พวกเขาระวังตัวมาก ไม่ให้คนครัวเข้าไปในบ้านเลย ฉันยังไม่มีความคืบหน้าให้นายหรอกนะ แค่งานในครัวก็ยุ่งมากพอแล้ว’

‘หาทางตีสนิทกับซื่อหนานให้ได้’

‘พูดให้ขำหรอวะ ซื่อหนานเป็นคนที่ตีสนิทด้วยง่าย?’

‘ก็ลองดูสิ คราวนี้อาจจะง่าย.....’

เต๋อหัวกดส่งข้อความให้เอียนเสร็จก็กดปิดเครื่องแล้วเก็บโทรศัพท์ไว้ในลิ้นชักตามเดิม ร่างสูงลุกเดินออกไปดูภาพวิวยามเย็นของฮ่องกง มองพระอาทิตย์ที่กำลังเคลื่อนคล้อยลอยต่ำลงแล้วระบายยิ้มออกมา....

หึ...

คราแรกตะวันกล้าจะปฏิเสธการร่วมทานอาหารเย็นกับเต๋อหัว แต่พอคิดไปคิดมาเขาก็ตอบตกลงผ่านหมิงตู้ ร่วมเดินทางมากับชายหนุ่มเพื่อทานข้าวกันที่โรงน้ำชาเหนือฟ้าของท่านชินเหลียงที่ต้าเฉียงพูดนักพูดหนาว่าเขาเป็นคนเก่งมีแต่คนนับถือ และนั่นรวมไปถึงคนที่อยู่ข้างๆ เขาตอนนี้ด้วย ทำให้เขาอยากจะรู้ท่านชินเหลียงตัวจริงที่ไม่ได้เห็นจากในรูปถ่ายเป็นยังไง

“ทวงหนี้วันนี้...”

“หือ?”

“ทำได้ไม่เลว”

ตะวันกล้าได้ยินอย่างนั้นก็นิ่งเฉย “มันเป็นหน้าที่อยู่แล้ว ไม่มีหน้าที่ไหนที่ฉันทำได้ไม่ดี”

“แต่วิธีการที่นายใช้ค่อนข้างจะต่างไปจากเดิมอยู่เดิม”

ตะวันกล้าชะงักไปนิดก่อนกระตุกยิ้มออกมา “แค่เบื่อกับวิธีการเดิมๆ นอกจากจะไม่ได้เงินแล้วยังเสียเวลา”

“สำหรับพวกเรา การทวงหนี้ไม่สำคัญที่เงิน...นายลืมไปหรอซื่อหนาน...” เต๋อหัวพูดเสียงเนิบช้าแล้วหันมาสบตากับคนข้างกาย ดวงตาสีดำอมเทาจ้องหน้าตะวันกล้านิ่ง “เพราะสิ่งที่ขายได้ราคามากกว่าเงินที่พวกเขาติดหนี้...อยู่ในร่างกายของพวกเขา นั่นต่างหากคือสิ่งที่เราต้องการ”

สิ่งที่ขายได้ราคามากกว่าเงินที่พวกเขาติดหนี้? ....อวัยวะงั้นหรอ!? ตะวันกล้าพลันเข้าใจขึ้นมาว่าวิธีการที่เขาใช้มันไม่ถูกต้องในวิถีของมาเฟีย...ตะวันกล้านั่งนิ่ง ความกังวลใจพวยพุ่งขึ้นแล่นทั่วอก...ไม่ใช่ว่าเขารู้แล้วหรอกนะ...

“ไปพักผ่อนที่ไทยเป็นยังไงบ้าง ได้ยินว่าทะเลที่ไทยสวยมาก” เต๋อหัวเห็นตะวันกล้านั่งนิ่งไปจึงเปลี่ยนเรื่องคุย

ตะวันกล้ากลืนน้ำลายลงคอ ดึงสติตัวเองกลับมาแล้วเหยียดยิ้มพูด “ก็งั้นๆ”

“หึ...อย่างนายที่ไม่สนใจธรรมชาติคงจะคิดว่ามันงั้นๆ จริงๆ นั่นแหละ”

ตะวันกล้ามองหน้าเต๋อหัว “หรือท่านสนใจเรื่องพวกนี้?”

เต๋อหัวหันมาสบตากับตะวันกล้านิ่ง “สนใจ...นายอาจจะไม่เคยรู้...ว่านอกจากงานที่ฉันทำอยู่ตอนนี้ ฉันยังมีงานอดิเรกเป็นช่างภาพ...”

“ช่างภาพ?” ช่างภาพเนี่ยนะ...เขาน่ะหรอ? ถ้าบอกว่าเป็นนายแบบยังน่าเชื่อมากกว่า

“ใช่...และฉันก็ชอบถ่ายภาพพระอาทิตย์จรดขอบฟ้ามาก”

“......” ตะวันกล้ามองอีกฝ่ายอย่างประหลาดใจ เมื่อชายหนุ่มพูดถึงเรื่องนี้คล้ายว่าบรรยากาศรอบตัวเต๋อหัวจะผ่อนคลายลง ไม่แน่นตึงเหมือนเมื่อครู่ ไม่คิดเลยว่าผู้นำสภาหลงยิหวาจะมีมุมชอบธรรมชาติแบบนี้กับเขาด้วย

“เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่พะอาทิตย์อยู่ใกล้กับความมืดมากที่สุด”

ดวงตาสีดำอมเทาของเต๋อหัวจับจ้องมาที่เขานิ่ง ตะวันกล้ารู้สึกว่าครั้งนี้แววตาของเต๋อหัวไม่ว่างเปล่าเหมือนเวลาปกติ และสะกิดใจเล็กๆ กับประโยคพูดของเขา ฟังแล้วให้ความรู้สึกประหลาดที่ตะวันกล้าเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร

“ท่านมีอารมณ์ศิลปินกับเขาเป็นด้วยหรอ นึกว่าวันๆ จะนั่งคิดแต่หาวิธีทำลายพวกพยัคฆ์”

“นั่นควรจะเป็นนายที่คิดมากกว่าไม่ใช่?”

ตะวันกล้านิ่งไป เต๋อหัวพูดแบบนี้แสดงว่าเขารู้เรื่องระหว่างฮั้นตี้กับซื่อหนานหรอ? ตะวันกล้ามองหน้าเต๋อหัวแล้วยิ้มเยาะ “ก็ใช่ แต่ในฐานะนายเหนือ ท่านเองก็ต้องคิดด้วยเหมือนกัน”

“ใช่ ฉันคิด”

ทำไมวะ...ทำไมรู้สึกว่าคุยกับผู้ชายคนนี้แล้วเหมือนกำลังถูกต้อนให้จนมุม ไม่สิ ถูกต้อนให้ไปในทิศทางที่เขาต้องการต่างหาก ตะวันกล้ารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ มันช่าง...น่าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เต๋อหัวเป็นคนที่คาดเดาได้ยาก เขาเหมือนจะรู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขา แต่บางจังหวะบางช่วงก็เหมือนเขาไม่รู้อะไรเลย ตกลงว่าเขารู้หรือไม่รู้กันแน่ ตะวันกล้าคิดอย่างหงุดหงิด ตะวันกล้าสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วถามเรื่องที่เขาอยากจะรู้ที่สุดในตอนนี้กับเต๋อหัว

“จะว่าไป...ช่วงนี้ก็มีข่าวเรื่องพรรคมังกรขาวของหวังลี่โจวกำลังเคลื่อนไหวทำเรื่องอะไรบางอย่างกับตระกูลหลี ท่านได้ยินข่าวนี้บ้างไหม” ข่าวนี้เขาเพิ่งได้ข้อมูลมาจากพวกโลเปซประกอบกับสายข่าวของซือซื่อได้ข่าวมารายงานเมื่อเช้า และทั้งสองฝ่ายก็ได้ข่าวมาตรงกัน ไม่แน่ว่ามันจะเป็นเรื่องจริง เรื่องที่ไม่ได้มีแค่พวกเขาที่ทำอะไรลับหลังสภาหลงยิหวา

เต๋อหัวเหยียดยิ้ม “ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไร พวกเขาก็ทำอะไรสภาไม่ได้หรอก ในเมื่อตรามังกร ไม่ได้อยู่ที่พวกเขา”

“นั่นสิ ก็ตรามังกรอยู่ที่ท่าน พวกเขาจะทำอะไรท่านได้...”

“...ใครว่าละ มันไม่ได้อยู่ที่ฉัน”

“….?”

“ตรามังกรไม่ได้อยู่ที่ฉัน” เต๋อหัวเห็นตะวันกล้าทำหน้าสงสัยจึงย้ำให้อีกฝ่ายกระจ่าง ตะวันกล้าได้ยินอย่างนั้นก็เผลอขมวดคิ้วมุ่น ถ้ามันไม่ได้อยู่ที่ผู้นำพรรคแล้วมันอยู่ที่ใครละ

“ถ้าไม่ได้อยู่ที่ท่าน...แล้วมันอยู่ที่ไหน ในเมื่อท่านเป็นผู้นำสภา ตรามังกรก็ควรจะอยู่ท่านไม่ใช่หรอ”

“แต่ก็ไม่ได้แปลว่าฉันจะต้องเก็บมันไว้กับตัว...ซื่อหนาน”

“.......”

นั่นสิ...ตรามังกรเป็นสิ่งสำคัญ เอาไว้กับตัวก็เหมือนเอาระเบิดไว้กับตัว แต่ถ้าไม่ได้อยู่กับเต๋อหัว แล้วมันไปอยู่ที่ไหน?

“นายอยากรู้เรื่องตรามังกร?” เต๋อหัวถามตะวันกล้าตรงๆ ทำเอาตะวันกล้าตั้งรับไม่ทัน คิดว่าอีกฝ่ายจะรู้ว่าเขาหวังอยากได้ตรามังกรกลับคืนเลยปากไวปฏิเสธกลับไปทันที

“ไม่ใช่! ...”

“หึ ไม่ต้องปฏิเสธหรอก ฉันเข้าใจ เพราะว่าจะพรรคไหน...ก็อยากได้ตรามังกรกลับคืนสู่พรรคตัวเอง ไม่ก็รวบรวมตรามังกรและตราพยัคฆ์ทั้งหมด เพื่อมีอำนาจเหนือใคร”

“นั่น...”

“หนึ่งในนั้นก็คือนาย มันเป็นความฝันของนายไม่ใช่หรอซื่อหนาน....ที่อยากจะรวมมันเข้าด้วยกัน นายเคยบอกกับฉันเอง”

ความฝัน...ของซื่อหนาน? ที่อยากจะมีอำนาจเหนือใครคือการรวมอำนาจของทุกคนมาไว้ที่ตัวเองงั้นหรอ?

“นายยังเคยบอกฉันเลยว่าอยากให้ฉัน...ยืนเคียงข้างนายในวันนั้นด้วย”

ตะวันกล้ามองหน้าเต๋อหัวอย่างตกตะลึง นี่มันหมายความว่าไง ซื่อหนาน...ชอบเต๋อหัวหรอ!?

“ทำหน้าตกใจเหมือนไม่เคยพูดไปได้....”

“นะ...นั่นสิ...แค่ตกใจไม่คิดว่าท่านจะจำได้น่ะ” ตะวันกล้าบอกพร้อมกับฝืนยิ้มให้เต๋อหัว

เต๋อหัวกระตุกยิ้มยื่นมืออกไปนาบลงบนแก้มนวลของตะวันกล้าแล้วใช้มืออีกครั้งปัดปรอยผมที่ปรกตาข้างหนึ่งของตะวันกล้าออกแล้วพูดเสียงนุ่ม เนิบ...แต่แฝงไปด้วยความเย็นชา การกระทำที่ควรจะอ่อนโยนกลับสัมผัสไม่ได้ถึงความอ่อนโยนนั้นเลย...สัมผัสไม่ได้เลยสักนิดเดียว

“ไม่ต้องห่วง...เพราะฉันจะช่วยนายในเรื่องนี้เอง ให้มันเป็นไปอย่างที่นายต้องการ” พูดจบเต๋อหัวกระตุกยิ้มเย็น ทำเอาตะวันกล้าขนคอลุกตั้งชัน เพราะรู้สึกไม่ชอบกลกับแววตาสีดำอมเทานั่นเลย

“.......”

ขอสารภาพได้ สารภาพว่าตอนนี้เขากำลังกลัวเต๋อหัวสุดๆ ....เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาพูด...เหมือนไม่ได้พูดกับซื่อหนาน แต่เหมือนกำลังพูดกับเขา เขาที่เป็นตะวันกล้า ไม่ใช่ซื่อหนาน!

 

................................. 

กาญจนบุรี 

นับตั้งแต่มาอยู่ที่บ้านหลังนี้ ซื่อหนานก็ตื่นเช้ามารดน้ำต้นไม้ และดอกไม้หน้าบ้านทุกวัน เพราะหน้าที่นี้ไม่มีคนทำ เขาเลยต้องทำด้วยตัวเอง ส่วนนนทภพจะเตรียมอาหารใส่ปิ่นโตปั่นจักรยานออกไปใส่บาตรที่วัดแถวบ้านทุกเช้า เพื่อให้ชาวบ้านแถบนี้ไม่สงสัยเกี่ยวกับฐานะของพวกเขาจึงต้องทำตัวใช้ชีวิตให้เหมือนกับพวกเขาไปด้วย ซึ่งแรกๆ ซื่อหนานก็ไม่ชินหรอก แต่พอลองทำแล้วมันไม่ยากอะไร ซื่อหนานจึงตื่นเช้ามารดน้ำต้นไม้ทุกวันทั้งๆ ที่ไม่เคยทำ...

ขณะรดน้ำดอกไม้ใกล้รั้ว และกำจัดแมลงที่เกาะอยู่บนดอกไม้ และใบออกไปด้วยอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น ซื่อหนานจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู

“ว่า...” ไม่ต้องดูชื่อบนจอ ซื่อหนานก็เดาได้ว่าใครโทรมา

(พี่ชอบเต๋อหัวหรอ!) ตะวันกล้าถามเสียงกร้าว (พี่ชอบเขา! แล้วก็ขอให้เขารวมอำนาจทุกอย่างให้เป็นหนึ่งเดียว...แล้วพวกพี่จะได้อำนาจทุกอย่างมาครอบครอง!)

ซื่อหนานฟังแล้วถอนหายใจแล้วรดน้ำต้นไม้ต่อพร้อมกับพูดว่า “ใช่...ฉันชอบเขา ชอบในความฉลาดของเขา แต่ฉันไม่ได้อยากอำนาจร่วมกันกับเขา นี่นายไปได้ยินมาจากไหน?”

(เต๋อหัว...)

“หึ โดนเขาปั่นหัวแล้ว....” อ่อนจริงๆ เพราะแบบนี้ไงถึงไม่ควรส่งตะวันกล้าไป คนอย่างตะวันกล้าน่ะหรอจะตามเต๋อหัวทัน

(ก็เขา...)

“เขาอะไร”

(เขาพูดเหมือนพี่อยากจะรวมอำนาจร่วมกันกับเขา....)

ซื่อหนานขมวดคิ้ว หยุดรดน้ำต้นไม้ “ฉันไม่เคยพูด...”

(......แปลก...)

“แปลกอะไร?”

(พี่ไม่เคยพูดแล้วเขาพูดแบบนั้นออกมาทำไม...)

“........เขารู้ว่าฉันอยากรวมอำนาจทุกอย่างมาไว้ที่ตัวเอง” เรื่องนี้เป็นความผิดของเขาเอง เขาที่โกรธเต๋อหัวมากในตอนที่ทำงานร่วมกันใหม่ๆ เพราะคิดไปคนละทาง เลยเผลอพูดออกไปด้วยความโกรธว่าถ้าเขารวมทุกอย่างไว้ที่ตัวเองสำเร็จ เขาจะทำให้เต๋อหัวรู้สึกทรมานยิ่งกว่าอยู่ก้นเหว...ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยังจำได้ขึ้นใจแบบนี้

(บอกตามตรงนะ....เขาเหมือนจะรู้เลยว่าผมไม่ใช่พี่....)

“มันจะรู้ได้ยังไง อย่ามาประสาทเสียไม่เข้าท่า” ถึงพวกเราสองคนจะต่างกันมาก แต่การเล่นละครตบตาของตะวันกล้าก็เนียนมากพอที่เต๋อหัวจะจับไม่ได้ อีกอย่างต่อให้ไม่เนียนพวกนั้นก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไรมากกว่าจะมาตั้งคำถามว่าคนที่อยู่ตรงหน้าตอนนั้นไม่ใช่เขา

(ไม่รู้ แค่รู้สึก มันน่ากลัวมาก ตอนที่เขาพูดแบบนั้นแล้วจ้องหน้าผมนิ่ง...เหมือนเขากำลังคุยกับผม ไม่ใช่พี่)

“มันไม่รู้ฉันมีแฝด มันจะรู้ได้ยังไงว่านั่นไม่ใช่ฉันตัวจริง เลิกกังวล แล้วไสหัวไปทำงานได้แล้ว”

(ครับ...)

ติ๊ด!

ซื่อหนานพรูลมหายใจแล้วส่ายหัวเอือมๆ กับความกังวลฟุ้งซ่านของตะวันกล้าแล้วหมุนตัวมากะจะรดน้ำต้นไม้ต่อ แต่ก็ตกใจผงะถอยหลังเซจะล้มเมื่อนายคมที่ไม่รู้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ยืนอยู่ด้านหลังของเขา

ฮั้นตี้ยืนมือออกไปจับข้อมือของซื่อหนานเอาไว้แล้วดึงกลับมาให้หยัดยืนได้ดังเดิม จากนั้นก็รีบปล่อยมือแล้วกล่าวขอโทษอย่างกลัวๆ

“ขะ...ขอโทษครับ ขอโทษครับ”

ซื่อหนานนิ่งอึ้ง เขาไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนอยู่ด้านหลัง “นายมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

“มะมาเมื่อกี้ครับ หมอนนทภพให้ผมมาฟังผลวันนี้...” ฮั้นตี้ตอบเสียงสั่น ก่อนจะก้าวหลังเว้นระยะห่างกับซื่อหนาน

ซื่อหนานมองนายคมนิ่ง กำลังจะอ้าปากต่อว่าที่อีกฝ่ายเข้ามาในบ้านคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เสียงของหมอนนทภพกล่าวทักทายนายคมเสียก่อน ซื่อหนานจึงกลืนคำด่าลงคอแล้วปล่อยให้นนทภพจัดการแจ้งข่าวร้ายกับนายคมแทน

“นายคมมาพอดี ผมมีข่าวดีจะแจ้ง” นนทภพเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

ซื่อหนานที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็ได้ยินด้วย จึงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ข่าวดีจะแจ้งอะไร ต้องเป็นข่าวร้ายไม่ใช่หรอ “ข่าวดี?”

นนทภพหันไปหาซื่อหนานแล้วพยักหน้า “ใช่ครับ ข่าวสำหรับนายคม จะคงจะเป็นข่าวร้ายสำหรับคุณ”

“ฉัน?”

“ครับ ก็จู่ๆ ชาวบ้านที่มาสมัครเป็นคนสวน เกิดเปลี่ยนใจไม่มาทำงานกับเราแล้วน่ะสิครับ เขาบอกว่าได้งานที่ใหม่ที่ได้เงินดีกว่าเลยไม่ขอมาทำงานด้วยแล้ว”

“ทั้งหมดเลยหรอ”

“ครับ” นนทภพพยักหน้าตอบร่วมด้วย ข่าวนี้เขาเพิ่งได้รับเมื่อเช้านี้เอง ตอนที่ไปทำบุญที่วัดแล้วพบกับกลุ่มคนที่มาสมัครงานด้วยน่ะ “คราวนี้ก็เหลือแค่คุณคมคนเดียว เราคงจ้างใครไม่ได้แล้วนอกจากคุณคมแล้วละ”

ซื่อหนานตวัดตามามองนายคมอย่างหัวเสีย “บังเอิญจริงๆ ที่ชาวบ้านพวกนั้นได้งานพร้อมๆ กัน”

“ครับ คงจะเป็นโชคดีของนายคม” นนทภพบอกยิ้มๆ แล้วหันไปยินดีกับนายคม “ยินดีด้วยนะนายคม นายได้งานแล้ว”

“ฉันยังไม่บอกเลยว่าจะรับมันเข้าทำงาน!” ซื่อหนานตวาดลั่น ก่อนจะมองหน้านายคมอย่างขัดใจ ทำไมเรื่องถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้...

“แต่เราเหลือเขาแค่คนเดียวแล้วนะซื่อหนาน” นนทภพบอกเสียงอ่อน “อีกอย่างเขากำลังเดือดร้อนมาด้วย....”

ซื่อหนานนิ่งคิดมองนายคมที่ยืนก้มหน้าเหมือนเด็กกำลังถูกครูต่อว่าก็นึกหมั่นไส้ขึ้นมา ไม่รู้สิ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่เขารู้สึกไม่ชอบหน้าหมอนี่เอามากๆ เลยไม่อยากรับเข้ามาทำงานด้วย แต่...ถ้าไม่รับหมอนี่แล้วใครจะทำ....ซื่อหนานข่มอารมณ์ตัวเองให้เย็นแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก

“ได้...ฉันจะรับมันเข้าทำงาน แต่มันจะไม่ได้ทำแค่งานเดียว...นายจะต้องทำงานอื่นนอกจากงานสวนเพิ่ม เอาไง จะยังตกลงทำงานอยู่หรือเปล่า”

“ผมทำได้หมดครับ ทำได้หมดเลย ผมกำลังเดือดร้อนเรื่องเงินอยู่จริงๆ” ฮั้นตี้เงยหน้าขึ้นมาตอบอย่างกระตือรือร้น

นนทภพมองหน้าซื่อหนานอย่างเป็นกังวล “ถ้าจะใช้อะไรเขามากกว่าเรื่องงานผมคิดว่าไม่ควรใช้งานเขาหนักมากเกินไป”

ซื่อหนานไม่สนใจที่นนทภพเอ่ยปราม เจ้าตัวเพียงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ก็ดี...จำคำที่นายพูดไว้ด้วยละ” พูดจบร่างโปร่งก็หมุนตัวเดินผละออกไป ทิ้งให้นนทภพมองตามหลังอย่างเหนื่อยใจ

“ขอโทษด้วยที่เขาเอาแต่ใจมากเกินไป”

“ไม่เป็นไรครับ...”

“วันนี้ก็กลับไปพักเถอะ วันเสาร์อาทิตย์ที่จะถึงนี้ค่อยมาทำงาน”

“ครับ ขอบคุณครับ” ฮั้นตี้ฉีกยิ้มให้หมอนนทภพที่เข้ามาตบไหล่ให้กำลังใจ จากนั้นก็มองตามแผ่นหลังของหมอที่กำลังเดินตามซื่อหนานเข้าไปในบ้านด้วยความรู้สึกคลางแคลงใจกับเรื่องที่ได้ยินตอนที่ซื่อหนานคุยโทรศัพท์

“มันไม่รู้ฉันมีแฝด มันจะรู้ได้ยังไงว่านั่นไม่ใช่ฉันตัวจริง เลิกกังวล แล้วไสหัวไปทำงานได้แล้ว”  

มันที่ว่า...ต้องเป็นเต๋อหัวแน่...

ฝาแฝดคนนั้นที่โทรมาหาซื่อหนานกำลังกังวลว่าเต๋อหัวอาจจะรู้ความจริงว่าพวกซื่อหนานสลับตัวกัน? จะบอกว่าเต๋อหัวอาจรู้ว่าพวกเขาสลับตัว? ฮั้นตี้เอะใจกับเรื่องนี้ ร่างสูงหมุนตัวรีบเดินกลับบ้านแล้วส่งข้อความหาคิมสันถามเรื่องเต๋อหัว

‘ฉันไม่รู้...เท่าที่รู้ตอนที่มันมาไทย มันก็มาแค่เยี่ยมหลุมศพแม่แก ฉันรู้แค่นั้น รู้พอๆ กับแก...แต่ถ้าแกอยากรู้แกก็ต้องถามเอียน...เพราะเอียนมันตัวติดกับเต๋อหัวตลอด ส่วนฉันก็อยู่กับแกตลอดนะฮั้นตี้ ฉันจะไปรู้เรื่องของมันได้ยังไง....แต่ถามจริง พวกแกเป็นพี่น้องกัน ทำไมไม่ถามมันไปตรงๆ วะ....’

ฮั้นตี้เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลของเรื่องบางอย่าง ร่างสูงลุกเดินไปเดินมาในห้องแล้วเดินไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดพิมพ์ตอบกลับคิมสัน

‘ฉันว่า...เราไม่ใช่คนร่วมเล่น...’

‘ร่วมเล่นอะไร...’

‘เราเป็นแค่หมากตัวหนึ่งของมันมาตลอดคิมสัน....’

ฮั้นตี้กดปิดโทรศัพท์แล้วล้มตัวลงนอนเอามือก่ายหน้าผาก หลับตาลงนึกถึงคืนวันที่ได้อยู่ร่วมชายคากับเต๋อหัว ช่วงที่เต๋อหัวกำลังเรียนมหาลัยและเขากำลังเรียนมัธยมปลายปีสุดท้าย

“ไปไหนมา...หายหัวไปเป็นอาทิตย์ ไปไหนก็หัดบอกกันบ้างสิวะ”

“ไปทำธุระ...”

“ธุระอะไรที่เมืองไทย ไปไหว้หลุมศพแม่หรอ ทำไมไม่ชวนวะ...อย่ามองกันอย่างนั้น ก็ไม่ยอมบอกว่าไปไหน เลยให้คนของตาช่วยเช็ค...”

“มึงไม่ควรยุ่งกับพวกเขามากเกินไป...” พวกเขาที่ว่าหมายถึงพวกของตา...

“แล้วจะรู้ไหมวะ ก็คนมันห่วงนึกว่าถูกใครฆ่าหมกทะเลไปแล้ว แล้วตกลงไปไหนมา แล้วนั่นถือภาพอะไร”

“มันเรื่องของฉัน...มีหน้าที่เรียนก็เรียนไป” พูดจบเต๋อหัวก็หมุนตัวเดินขึ้นบันไดไป ทิ้งให้ฮั้นตี้มองตามอย่างสงสัยและสะดุดเข้ากับภาพวาดที่อีกฝ่ายถือ...

ภาพวาดประหลาดที่เขาเห็นมันไม่ชัดว่ามันคืออะไร รู้แต่ว่ามันมีสีเหลืองกับสีดำ และมันก็เป็นภาพที่เต๋อหัวหวงมาก...เขารู้แค่นั้น

หลายวันต่อมาหลังจากวันนั้น เต๋อหัวชวนคิมสัน และเอียนมาดื่มเหล้ากันที่ห้องร่วมไปกับเขา พวกเขาสี่คนกำลังดื่มเบียร์อยู่นั้นเต๋อหัวก็พูดขึ้นมา

“จุดอ่อนของมนุษย์คือความรัก...พวกมันเชื่อแบบนั้น” พวกมันที่ว่าคงจะหมายถึงพวกที่อยู่ฮ่องกง...ที่ฆ่าแม่และพ่อของพวกเขา... 

“มันก็ถูกนะเว้ยที่คนเรามีจุดอ่อนที่ความรัก” คิมสันเห็นด้วย พูดจบก็ยกเบียร์ขึ้นจิบ 

“ทำไม กังวลหรอวะ...คนอย่างแกกลัวจะมีความรัก? กลัวจะมีจุดอ่อนงั้นสิ...” เอียนพูดอย่างรู้ทัน  

ตอนนั้นเองที่ฮั้นตี้เหลือบมองเต๋อหัวเต็มๆ ตาด้วยความอยากรู้ว่าพี่ชายต่างพ่อจะมีอาการอย่างไร และใบหน้าเศร้าๆ ของเต๋อหัวก็เป็นอะไรที่ผิดคาดเกินความหมายของเขา... 

“....ไม่กลัว...กลัวแต่มีแล้วไม่คู่ควร”  

ฮั้นตี้ลืมตาขึ้นผุดลุกขึ้นนั่งแล้วนึกถึงบทสนทนาระหว่างเขากับเอียน ก่อนจะลากันเพื่อกลับมาทำหน้าที่ของตัวเองที่ฮ่องกง ซึ่งพวกเขาจะต้องทำเป็นไม่รู้จักกัน ไม่ญาติดีต่อกัน ดังนั้นมันอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเขาจะได้คุยกันดีๆ

“ถ้าแผนของพวกเรา มีพวกเราเป็นแค่หมาก มึงจะว่าไง...”  

“หา? หมากบ้าอะไรวะ เราเป็นคนเล่นกับพวกมัน...เราจะเป็นหมากได้ยังไง”  

เอียนไม่พูดอะไรเพียงหันมายกยิ้มให้เขาแล้วโยกหัวเขาเบาๆ “ก็มีแค่เรื่องแบบนี้ ที่ทำให้รู้ว่ามึงยังเป็นได้แค่น้องน้อยของพวกกู”  

“น้องน้อยห่าอะไร!” ฮั้นตี้โวยวายพร้อมกับผลักเอียนให้ออกห่าง ฝ่ายนั้นไม่พูดอะไรนอกจากหัวเราะชอบใจ  

ฮั้นตี้หลับตาลงแล้วทุบกำปั้นลงบนเตียงอย่างเจ็บใจที่เขาไม่เคยรู้อะไรเลย มีช่วงหนึ่งที่เต๋อหัวไปแถบเอเชียบ่อยๆ เพราะต้องการสืบข่าวของพวกที่อยู่ฮ่องกง และสุดท้ายอีกฝ่ายก็ตัดสินใจไปแลกเปลี่ยนที่ไทย ตอนแรกฮั้นตี้คิดว่าเต๋อหัวเลือกไปที่ไทยเพราะต้องการอยู่ใกล้แม่ แต่มาวันนี้...ฮั้นตี้ก็เริ่มจะเข้าใจเรื่องบางอย่างขึ้นมา....อาจเป็นไปได้ว่าเต๋อหัวรู้อยู่แล้วว่าซื่อหนานมีฝาแฝด! และอาจจะเคยเจอตะวันกล้ามาก่อน!

“เต๋อหัว...” ฮั้นตี้เค้นเสียงพูดชื่อของอีกฝ่ายออกมาอย่างเจ็บใจ...เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับซื่อหนาน ไม่แน่ว่าจะเป็นฝีมือมัน!

..................................... 

 

==============================

เริ่มสนุกขึ้นหรือยังเอ่ย อิอิ...มาลุ้นกันต่อไปค่ะว่าตกลงแล้วเต๋อหัวรู้หรือไม่รู้แล้วตรามังกรไปอยู่กับใครกันแน่...สุดท้ายนี้ เต๋อหัวมีจุดประสงค์อะไรกันแน่ เนื้อเรื่องแตกต่างจากเดิมมาก มีเพิ่มปมใหม่เข้ามา เพราะเฉลยปมเก่าเร็ว หวังว่าทุกคนจะสนุกน้าเเล้วเจอกันตอนหน้าพรุ่งนี้ค่ะ 

#ดวงตะวันกับมังกร 

ติดตามข่าวสารได้ที่เพจ>>> ไอเรนเยีย 

ความคิดเห็น