ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : เป็นห่วง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 เม.ย. 2564 22:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เป็นห่วง
แบบอักษร

การรอคอยที่ยาวนานของผมได้สิ้นสุดลงสักที เมื่อโปรเจคที่ผมทุ่มเทแรงกายแรงใจได้ผ่านสักที คราวนี้ผมก็คงจะได้เป็นบัณฑิตอย่างเต็มตัวขึ้นมาได้แล้ว และตอนนี้ผมกับพายุก็กำลังเดินเข้ามาในผับของเตโชเพื่อที่จะฉลองให้กับการทำโปรเจคของผม 

"มึงเป็นใคร ทำไมมานั่งตรงนี้วะ" มื่อผมเห็นผู้ชายคนหนึ่งนั่งที่โต๊ะประจำของพวกเรา ผมก็รีบเดินเข้าไปถามผู้ชายคนนั้นโดยทันที 

"ผมเอาของมาคืนเจ้าของโต๊ะนี้ครับ" เขาตอบกลับมาด้วยความสุภาพนอบน้อม เมื่อผมเห็นหน้าของเขาผมก็จำขึ้นมาได้ในทันทีว่าเขาก็คือคนคนเดียวกับที่เมาแล้วอ้วกไส่เตโชวันนั้น 

"ของอะไร? คืนใคร? " ผมยังคงซักถามเขาต่อไปด้วยท่าทางจับผิด 

"คือ...ผม..." 

"มีอะไรกันวะ" ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดจบประโยค ก็มีเสียงของเตโชแทรกขึ้นมาซะก่อน 

"ก็เด็กนี่สิ มานั่งที่โต๊ะเรา แล้วก็บอกว่าจะเอาของมาคืนเจ้าของโต๊ะ ของอะไรก็ไม่ยอมบอก" 

ผมนั้นหันไปพูดกับเตโชที่กำลังเดินเข้ามาที่โต๊ะ เตโชมองมาหยุดตรงหน้าผู้ชายคนนั้นแล้วก็ใช้สายตามองอย่างพิเคราะห์พิจารณา ส่วนผู้ชายคนนั้นก็ยืนก้มหน้าทำตัวลีบราวกับคิดว่าตัวเองเป็นลูกแกะตัวเล็กๆ ที่อยู่ในฝูงหมาป่า 

"มึงควบคุมอารมณ์ แล้วอย่ามาหาเรื่องคนของกู" เตโชหันมาบอกกับผมอย่างใจเย็น 

"เมื่อกี้มึงว่ายังไงนะ" 

"นี่เด็กกู! " ผมอึ้งไปเลยสิ ตั้งแต่ที่รู้จักกันมาเตโชไม่เคยออกตัวว่าใครคือเด็กมันเลยสักคน จะมีก็แค่ควงแป๊บๆ ไม่นานก็เลิก แต่กับผู้ชายคนนี้มันกลับกล้าบอกกับพวกผมว่าเขาคือเด็กของมัน แถมมันยังไม่อยู่อธิบายอะไรต่ออีก ตอนนี้มันลากผู้ชายคนนั้นเดินขึ้นไปข้างบนห้องแล้ว ปล่อยให้ผมยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ตรงนี้ต่อไป 

"อะไรของมันวะเนี่ย" ผมหันไปพูดกับพายุ แต่ดูเหมือนพายุจะกวาดสายตามองหาใครสักคนอยู่จนไม่ได้สนใจผม 

"มึงก็อีกคน สนใจกูบ้างก็ได้นะ" ผมจับหน้าของพายุให้หันมามองผมแทน 

"กูก็สนใจมึงบ่อยจนเบื่อแล้วหนิ" มันพูดอย่างรำคาญ 

"มีเด็กแล้วลืมเพื่อนแบบกูเลยหรอวะ อย่าให้กูมีโอกาสบ้างนะ" ผมพูดอย่างน้อยใจ 

"โอกาสอะไร หรือมึงคิดจะแย่งทิวเขาไปอีก" พายุหันควับมาหาเรื่องผมทันที 

"ก็ถ้าทิวเขาไม่ติดอะไร กูก็ไม่ติดอะไรเหมือนกัน" ผมพูดแหย่พายุอย่างขำขัน 

"แต่กูติด อย่าคิดจะมาเข้าใกล้ทิวเขาเป็นอันขาดนะ ไม่งั้นมึงตายแน่" พายุพูดคาดโทษผมอย่างเอาเป็นเอาตาย 

"เออ กูรู้แล้วว่าตอนนี้มึงทั้งรักทั้งหลงทิวเขามากแค่ไหน กูไม่เลวขนาดแย่งหัวใจใครมาเป็นของตัวเองหรอก" เมื่อผมเห็นมันจริงจังแบบนั้น ผมก็พูดอย่างจริงจังกลับไปเพื่อให้มันได้สบายใจ 

แล้วเราก็นั่งกินเหล้าด้วยกันต่อไป แต่สายตาของพายุก็ยังมองหาทิวเขาไม่เลิก ผมที่นั่งตรงนี้ก็กลายเป็นอากาศไปในทันที เรานั่งกันนานพอสมควรก่อนที่เตโชจะพาผู้ชายคนนั้นคงมาอีกครั้งด้วยสภาพที่มันเอาเสื้อของตัวเองมาคลุมร่างกายของผู้ชายคนนั้นไว้ 

"ลงมาแล้วหรอวะมึง เป็นไง หมดไปกี่รอบแล้ววะ" ผมพูดแซวเล่นขำๆ ตาก็พลางสำรวจรูปร่างหน้าตาของผู้ชายคนนั้น 

"คงดุเดือดกันน่าดู" ครั้งนี้พายุเป็นคนเสริม 

"นี่สายน้ำ เด็กกู.... ส่วนนี่คิมหันต์ เพื่อนพี่" เตโชพูดตัดบทแนะนำผู้ชายคนนั้นให้พวกผมรู้จัก 

"สวัสดีครับ" เขายกมือขึ้นมาไหว้ผมอย่างสวยงาม 

"หวีดดีครับ เด็กมึงนี่น่ารักดีเหมือนกันเนอะ" ผมก็ยังไม่วายไปพูดแซวเตโช แต่ถ้าสายน้ำเป็นเด็กของเตโช แล้วคนนั้นล่ะเขาเป็นอะไรสำหรับสายน้ำ แล้วถ้าเขารู้ว่าสาบน้ำเป็นเด็กเพื่อนผม เขาคงเจ็บปวดใจตายแน่ๆ 

"แล้วก็นี่พายุ" เตโชยังแนะนำพายุให้สายน้ำรู้จัก 

"สวัสดีครับ" สายน้ำก็ไหว้อย่างนอบน้อมอีกตามเคย 

"อือ มึงรีบพาเด็กมึงมานั่งได้แล้ว กูจะแดกเหล้าต่อ" พายุตัดบทแบบดื้อๆ แล้วก็ยกแก้วเหล้าขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด 

"เต เด็กร้านมึงไปไหนวะ ทำไมไม่มาดูแลแขก" พายุถามเตโชขึ้นมาอย่างหัวเสีย 

"เด็กร้านกู? มึงหมายถึงคนไหนล่ะ" 

"ก็คนนั้นไง คนที่ชื่อ ทิวเขาไง" 

"นั่นไง" เตปรายสายตาไปทางพนักงานหน้าตาน่ารักคนนั้น เขาก็คือคนคนเดียวกับที่ผมและพายุพึ่งเถียงกันไปในก่อนหน้านี้นั่นเอง 

"เปิดห้องVIPให้กูด้วย" พายุลุกขึ้นเตรียมจะเดินไปหาทิวเขาในทันที 

"พนักงานร้านกู ถ้าไม่เต็มใจมึงก็ไม่มีสิทธิ์บังคับ เข้าใจกฎของร้านกูใช่มั้ย" เตพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งโทนต่ำ จนดูเยือกเย็น 

"เออ กูรู้ ยังไงมันก็ต้องยอมกูอยู่แล้ว" พูดจบพายุก็เดินไปหาทิวเขาทันที 

พอพายุไปผมก็ไม่ต่างอะไรกับส่วนเกินที่นั่งตรงนี้ ก็เตเอาแต่สนใจสายน้ำไม่ยอมมองมาทางผมเลยสักนิด แถมยังพูดจากระหนุงกระหนิง นั่งกอดนั่งหอมกันจนผมแทบจะสำลักความหวานตายกลางโต๊ะ 

"จะทำอะไรก็เกรงใจกูที่นั่งหงอยอยู่ตรงนี้บ้าง กูมีเพื่อนอยู่สองคน คนนึงก็ลากเด็กขึ้นไปบนห้อง ส่วนอีกคนก็ยังจะมาจูบเด็กให้กูปวดใจเล่นอีก" ผมพูดแทรกขัดจังหวะเตขึ้นมา 

"ถ้ามึงอยากมึงก็ไปหาดิ กูว่ามีคนสนใจมึงเยอะแยะ" เตพูดอย่างไม่สนใจ 

"เออ กูไปก็ได้ กูไม่อยู่เป็นก้างให้พวกมึงแล้ว" พูดเสร็จผมก็เดินออกไปจากโต๊ะทันที 

ผมคงไม่ทนนั่งเป็นอากาศไร้ตัวตนอยู่ตรงนั้นหรอกครับ ถึงแม้ผมจะพูดเหมือนน้อยใจเพื่อนทั้งสองแต่พวกมันรู้ดีครับว่าผมไม่ได้คิดแบบนั้น ผมดีใจที่เพื่อนของผมจะได้มีความรัก และความสุขเป็นของตนเอง และนี้ผมก็พลอยมีความสุขไปกับพวกมันแล้วล่ะครับ 

ผมเดินเรื่อยเปื่อยมาเรื่อยๆ จนต้องมาหยุดตรงบาร์ที่ผมเคยนั่งดวลเหล้ากับผู้ชายคนนึง ผมกำลังเห็นเขากระดกขึ้นดื่มอย่างเอาเป็นเอาตาย โดยที่ไม่สนใจว่าสภาพร่างกายของตนเองจะแย่มากแค่ไหนเลยสักนิด 

"มึงจะดื่มจนตายเลยรึไง" ผมยืนมองอยู่นานจึงตัดสินใจเดินไปแย่งแก้วเหล้ามาถือไว้แทน 

"มึงจะมายุ่งอะไรกับกูอีก ตอนนี้กูไม่มีอารมณ์จะมาเถียงกับมึง" เขามองผมอย่างอารมณ์เสีย 

"ที่มึงเป็นแบบนี้เพราะสายน้ำใช่มั้ย" ผมสรุปแบบรวบลัด 

"ถ้ามึงรู้มึงก็ไปบอกเพื่อนมึงให้เลิกยุ่งกับเพื่อนกูดิ" เขาเริ่มมาโวยวายกับผม 

"คนสองคนเขารักกัน มึงจะไปห้ามอะไรได้" ผมนั่งลงข้างๆ เขา แล้วก็บอกให้เขาทำใจ 

"กูคือพนา คนที่ยืนอยู่ข้างน้ำมาตลอด คนที่หวังดีกับน้ำมากที่สุด ถ้าไอ้คุณชายทิวากรจริงจังกับน้ำจริงๆ กูก็พร้อมจะปล่อยมือจากน้ำ แต่กูไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนั้นว่ะ" พนาบอกกับผมด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความกังวล 

"กูก็คือคิมหันต์ เป็นเพื่อนไอ้เตมานานมาก กูสามารถรับรองได้เลยว่ามันจะต้องรักน้ำมากแน่ๆ มึงไม่ต้องห่วงหรอก เพื่อนกูไม่ใช่คนที่เลวร้ายอะไร" ผมก็พูดเพื่อยืนยันความจริงใจของเพื่อนตัวเอง 

"ถ้ามันทำเพื่อนกูเสียใจ นอกจากที่กูจะเล่นงานมันแล้ว กูจะมาเล่นงานมึงด้วย" พนาหันมาพูดกับผมด้วยสายตาที่ดุดัน 

"มันไม่มีวันนั้นหรอก" ผมก็ตอบกลับไปอย่างไม่เกรงกลัวเช่นกัน 

พนานั่งดื่มเหล้าต่อไปแก้วแล้วแก้วเล่าจนตอนนี้หน้าเขาแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุรา ส่วนผมก็ทำได้แค่นั่งดูเขาดื่มอยู่อย่างนั้นจะเข้าไปห้ามก็โดนเขาดุมาทางสายตา สิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดจึงเป็นการนั่งข้างๆ เขาคอยดูเขาจะเป็นอะไรรึเปล่า แล้วตอนนี้ก็เหมือนพนาจะเริ่มเมาจนแทบจะไม่มีสติหลงเหลืออยู่ แล้วเขาฟุบหมอบลงไปที่โต๊ะทันที 

ผมเห็นแบบนั้นก็เข้าไปพยุงหมายจะพาเขาไปส่งที่บ้าน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมต้องมาดูแลเขาแบบนี้ด้วย ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเราแทบจะต่อยกันอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ผมเหมือนกับว่ากำลังเป็นห่วงเขาอยู่อย่างงั้นแหละ ความจริงผมจะปล่อยให้เขานอนอยู่ตรงนั้นก็ได้นะ แต่ผมกลับเลือกที่จะพยุงเขาขึ้นมาบนรถของตัวเองแทน 

"พนา บ้านมึงอยู่ไหน กูจะได้ไปส่ง" ผมตบที่แก้มของพนาเบาๆ เพื่อเรียกสติ 

"อือ" เขาขานตอบมาอย่างสั้นๆ แล้วก็นอนต่อไป 

ผมที่เห็นแบบนั้นก็ขับรถมุ่งตรงไปที่คอนโดของตัวเองแทน จะให้ผมปล่อยเขาไว้ข้างทางมันก็คงจะไม่ได้ เพราะฉะนั้นคอนโดผมน่าจะเป็นที่เดียวที่ผมจะพาเขาไปนอนในคืนนี้ได้ 

ผมแบกร่างอันหนักอึ้งเข้ามาให้ห้องของตัวเองอย่างอยากลำบาก กว่าจะมาถึงในห้องก็เล่นเอาผมแทบหอบขึ้น ผมวางพนาไว้บนเตียงแล้วก็จัดวางท่านอนให้กับพนาเพื่อที่จะได้นอนอย่างสบายๆ แล้วก็เตรียมจะเดินไปนอนอีกห้องหนึ่งแทน 

"ร้อนจังวะ" แล้วพนาก็ลุกขึ้นมาถอดเสื้อผ้าของตนเองออกจนไม่เหลืออะไร ก่อนที่จะล้มตัวนอนด้วยสภาพล้อนจ้อนแบบนั้น ผมที่ทนเห็นไม่ได้จึงเดินเข้าไปเอาผ้าห่มมาคลุมร่างกายให้กับเขาเอาไว้ 

"อือ" เขาครางอย่างไม่พอใจ แล้วยังดึงกระชากแขนผมจนผมล้มไปนอนทับร่างของเขา 

"กูรักมึงมากนะ ถ้ามันทำมึงเสียใจมึงหันมาหากูนะ" ผมที่ได้ยินแบบนั้นก็รู้ได้ในทันทีว่าเขาหมายถึงสายน้ำ 

ผมขยับตัวจะลุกออกไป แต่ก็ถูกวงแขนอันแข็งแกร่งโอบกอดผมเอาไว้แน่นจนผมแทบจะเคลื่อนไหวร่างหายไม่ได้ ยิ่งผมดิ้นวงแขนนี้ก็ยิ่งรัดผมแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ 

"พนา มึงปล่อยกู กูจะไปนอน" ผมบอกพนาด้วยเสียงที่ราบเรียบ 

"นอนกับกูก็ได้หนิ" พนาบอกด้วยสติที่แทบจะไม่หลงเหลืออยู่ 

"ปล่อยกู" ผมพยายามดิ้น แต่ก็ยังไม่เป็นผลอีก ผมจึงทำได้แค่แน่นิ่งอยู่ในอ้อมกอดของพนาอยู่อย่างนั้น 

พนาพลิกตัวนอนตะแคงข้าง มันจึงทำให้ผมนอนตะแคงข้างใบหน้าซุกลงในอ้อมอกของพนาไปด้วย ผมนอนตัวแข็งทำอะไรไม่ถูก เพราะลมหายใจอุ่นๆ มันอยู่ใกล้ผมมากเกินไป และเสียงหัวใจของพนาที่ผมได้ยินมันอย่างชัดเจนอีก มันทำให้ผมใจเต้นอย่างไม่เป็นจังหวะขึ้นมาทันที 

"มึงจะทำอะไร" ผมร้องถามขึ้นมาอย่างตกใจ เมื่อจู่ๆ พนาก็ใช้มือมาแกะกระดุมเสื้อของผมออก 

"ร้อน" พนาตอบแบสั้นๆ 

"ร้อนแล้วมึงจะมาถอดเสื้อกูทำไง ถ้าร้อนมึงก็ลดอุณหภูมิแอร์ดิ" ผมร้องบอกอย่างไม่เข้าใจ 

"อึดอัด" พนาตอบมาแบบสั้นๆ เหมือนเคย 

"แต่กูไม่อึดอัด มึงไม่ต้องมาถอดชุดกูออกเลย" ผมพยายามขัดขืน แต่ก็นั่นแหละครับ พนาแรงช้างล้ะมั้งนั้นขนาดเมาไม่ได้สติยังมีแรงเยอะมากอยู่เลย 

พนาจับผมแก้ผ้าออกจนไม่เหลืออะไรจนได้ ผมทำได้แค่เอือมๆ กับพฤติกรรมการเมาของพนา ตัวเองไม่เหลือเสื้อผ้าให้ถอดก็เลยต้องมาถอดของคนอื่นด้วยงั้นหรอ คนอะไรเมาได้แปลกขนาดนี้ 

"มาให้กูกอดหน่อยดิ" แล้วพนาก็ดึงผมเข้าไปกอดตามเดิม 

"อะไรของมึงอีกเนี่ย อยากจะถอดเสื้อผ้ากูก็ถอด อยากจะกอดกูก็กอด มึงลืมไปรึเปล่าว่ากูคือคิม คนที่มึงจะต่อยกลางโรงอาหารน่ะ" ผมพูดขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจ 

"น้ำ กูรักมึงนะ" เหมือนสิ่งที่ผมพ่นออกไปมันจะไม่เข้าหูพนาเลยสักนิด แถมเขายังกอดผมไว้แน่นกว่าเดิมอีก สงสัยจะคิดว่าผมคือน้ำคนที่มันรัก 

"กูจะทนเห็นมึงรักกับมันได้ยังไงวะ แค่นี้กูก็ปวดใจจะแย่อยู่แล้ว" พนาพูดมาด้วยน้ำเสียงและแววตาที่แสดงความเจ็บปวดออกมาอย่างชัดเจน 

"มึงทำใจเถอะ น้ำไม่ได้รักมึง" ผมพูดปลอบใจพนาอย่างอ่อนโยน นี่ผมกำลังเป็นห่วงเขาอยู่ใช่มั้ย แค่เห็นความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้าที่ออกมาจากแววตาของเขามันทำให้ผมเป็นห่วงเขาเลยอย่างงั้นหรอ 

"กูรอมึงได้นะ กูไม่อยากให้มึงเจ็บจากมันหรอกนะ แต่กูก็ยังหวังว่ามึงจะกลับมามองกูอีกสักครั้ง" 

พนายังคงพูดยืนกรานว่าจะยังรักสายน้ำต่อไป ผมก็นิ่งอึ้งให้กับความรักที่เขามีให้ต่อสายน้ำ ถึงแม้ว่าผมจะรู้จักเขาได้ไม่นาน และถึงแม้เราจะตีกันแทบตาย แต่ผมรู้ว่าสิ่งที่เขาพูดไปเมื่อสักครู่นี้มันคือความจริงที่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ 

"หัวใจกูที่ฝากไว้ที่มึงกูจะไม่ขอมันคืนกลับมา เพราะกูไม่มีวันที่จะเอาหัวใจไปให้ใครอีกถ้าไม่ใช่มึง หัวใจกูจะเป็นของมึงตลอดไป" 

แล้วพนาก็เข้ามาจูบที่ริมฝีปากของผมอย่างอ่อนโยน ทุกอย่างมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนผมไม่ทันตั้งตัว พนาเข้ามาครอบครองริมฝีปากของผมแล้วก็ลุกล้ำเข้ามาควานหาความหวานข้างในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ ผมก็เปิดโอกาสให้พนาเข้ามาตักตวงความหอมหวานอย่างไม่มีการขัดขืนใดๆ ทั้งสิ้น 

พนาไล้ริมฝีปากลงมาจูบตามโครงหน้าของผมอย่างอ่อนโยน แล้วก็ค่อยๆ ไล่ลงมาจูบตามซอกคอของผมก่อนจะเลื่อนลงมาจูบซ้ำตรงหน้าอกข้างซ้ายบริเวณที่หัวใจของผมมันกำลังเต้นอย่างรุนแรง พนาจูบย้ำตรงบริเวณนั้นซ้ำๆ ราวกับต้องการให้มันฝังลึกลงไปในหัวใจ 

"กูอยากเป็นเจ้าของมึงนะ" 

พูดจบพนาก็ประทับจุมพิตลงมาโดยทันที ครั้งนี้มันเป็นจุมพิตที่ร้อนแรงแต่ก็ซ่อนความอ่อนโยนอยู่ในนั้นด้วย พนาเข้ามาดูดเม้มไปตามซอกคอ มือก็ลูบไล้สำรวจบริเวณต่างๆ ในร่างกายของผม 

แล้วผมก็จับใบหน้าพนาขึ้นมาจูบตอบกลับไปอย่างร้อนแรงไม่แพ้กัน เราต่างก็จูบแลกความหอมหวานจากโพรงปากของกันและกันอย่างดุเดือด ผมปล่อยให้ร่างกายตัวเองทำในสิ่งที่มันต้องการโดยที่ไม่ได้คิดถึงผลที่มันจะตามมาเลยว่าต่อไปผมจะต้องเจอกับอะไรบ้าง 

ผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงได้ยอมปล่อยตัวไปได้มากขนาดนี้ อาจเป็นเพราะแววตาที่เหนื่อยล้าจากเขามันทำให้ผมอยากทำให้เขาหายเหนื่อยล้า ผมก็แค่อยากช่วยให้เขาดีขึ้น อยากทำให้เขาเลิกเจ็บปวดจากการแอบรักเพื่อนของตัวเองสักที ความเจ็บปวดของเขาน่ะผมจะช่วยแบกรับมันเอาไว้เอง 

ความคิดเห็น