ลิตเติ้ลมักเกิ้ล / ตรงนู้นก็ไล่มาเล่นตรงนี้
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.12 [หยุดความคิดของนายซะ!]

ชื่อตอน : Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.12 [หยุดความคิดของนายซะ!]

คำค้น : แวมไพร์ , ไวท์กัปตัน , ปุณณ์โน่ , เงินออกัส , midnight society , midnight , society , vampire , lovesick , ผีดิบ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 14 พ.ค. 2559 11:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.12 [หยุดความคิดของนายซะ!]
แบบอักษร

Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก

PART 2 ไวท์ + กัปตัน / ตอนที่ 2 [หยุดความคิดของนายซะ!]

...........................................................

ท่านชาย ลุกขึ้นแล้วขยับเสื้อเล็กน้อย ก่อนจะเดินนำออกมาที่ประตูด้านหลังปราสาท

ทุกคนลุกขึ้นแล้วเดินตามมาเงียบๆ อย่างเคร่งขรึม บรรยากาศของการสังสรรค์ถูกเปลี่ยนเป็นความกดดันภายในชั่วเสี้ยววินาที รอยยิ้มมลายหายไป มีแต่ความเงียบงันแทรกตัวเข้ามาแทน เสียงฝีเท้าย่ำลงไปที่ใบไม้แห้งและกิ่งไม้ดังกร็อบแกร็บ แต่นั่นไม่ได้ทำให้กัปตันกลัว ตรงกันข้าม กลับทำให้เขาอยากเอาชนะชายผู้นั้นให้ได้เสียด้วยซ้ำ

ช่างภาพตีฝีเท้าขึ้นมาเดินข้างสัตวแพทย์ที่เดินหน้านิ่งอยู่ไม่ต่างกัน พลางเอ่ยถามเสียงแผ่วว่า

“พี่เงิน นี่เราจะเดินไปไหนกันเหรอพี่”

“ป่าต้องห้าม”

“ไปทำอะไร”

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” เขาสองคนคุยกันอย่างเงียบที่สุด

“แต่ฉันขอเตือนแกไว้เป็นครั้งสุดท้าย อย่าด่าคุณไวท์ในใจอีกเด็ดขาด อ้อ...แล้วถ้าเจอม้าลักษณะแปลกๆ ก็ไม่ต้องตกใจ เป็นสัตว์เลี้ยงของคุณออกัสเอง”

กัปตันนิ่งไปนิด แล้วเดินต่อ แม้ว่าในใจจะมีข้อสงสัยอยู่มากมาย แต่ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมาซักไซ้ถามอะไรได้ กลุ่มคนจากปราสาทอลาสเตอร์ใช้เวลาเดินเท้าอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง ก็มาถึงริมน้ำตกใหญ่ที่มีคบเพลิงวางเอาไว้ให้แสงสว่างอยู่สองสามอัน

แต่เท่านั้นมันก็เพียงพอที่จะมองเห็นแล้วว่าน้ำตกนี้สวยงามขนาดไหน

“โห...” กัปตันเผลอร้องออกมาอย่างไม่รู้ตัว เขารีบประกอบเลนส์กล้องแล้วเดินเข้าไปจับภาพดอกไม้ที่ถูกละอองน้ำอย่างตั้งใจ และลั่นชัตเตอร์ดังแช๊ะ

“อั๊ก!” ไม่ได้มีรูปที่สอง ไวท์เวเรี่ยนเดินเข้ามากระชากคอเสื้อช่างภาพของเราจากด้านหลัง และโยนตัวเด็กไทยไปติดต้นไม้

“จะบ้าหรือไงวะ!” กัปตันขึ้นเสียง

“นายน่ะสิบ้า! ดอกไม้ดอกนั้นมีพิษ หรืออยากตาย?”

.

.

#เสียงจากกัปตัน

ผมขยับเสื้อตัวเองแล้วยืนขึ้นตรงๆ ไอ้บ้านี่มันต้องบ้าไปแล้วจริงๆ บอกดีๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องรุนแรงเลย

“แล้วพามาจะให้ทำอะไร ถ้าจะให้ถ่ายรูปน้ำตกล่ะก็ ไม่ต้องขนมาหมดขนาดนี้ก็ได้นะ”

“หึ” หมอนั่นหัวเราะ

.

นี่บอกตรงๆ เลยนะ ตอนนี้ผมเริ่มไม่อยากทำงานที่นี่แล้ว แต่ไอ้ครั้นจะหอบหิ้วกระเป๋ากลับบ้าน แม่ต้องเอ็ดผมแน่ๆ ว่า เป็นเด็กไม่รู้จักโต ไม่ยอมเผชิญหน้ากับปัญหา แล้วก็จะพาผมเข้าไปทำงานในบริษัทของท่าน หลังจากนั้นเรื่องที่จะได้ออกมาเป็นช่างภาพก็อย่าหวัง ลืมมันไปได้เลย

ถ้าไม่ติดปัญหานั้น ผมจะเอากล้องตีปากไอ้คุณไวท์แล้วหนีกลับไทยมันซะเดี๋ยวนี้

“ก็รู้นี่”

ผมถอนหายใจอย่างรำคาญ “แล้วคุณไม่รู้หรือไง ว่าภาพธรรมชาติ เขามักจะถ่ายในตอนเช้า หรือไม่ก็กลางวัน น้ำตกถึงจะได้แสงสวยที่สะท้อนจากดวงอาทิตย์”

“รู้”

“เอ้า”

“แต่ฉันอยากจะรู้ว่า ในเวลาตี 2 แบบนี้ นายจะถ่ายรูปน้ำตกออกมาให้สวยงามได้ยังไง”

หืม นี่มันลองภูมิกันชัดๆ

ผมกัดฟันกรอดอย่างโมโห ส่วนพี่เงินกับคุณออกัสและคนอื่นๆ ยืนดูผมทะเลาะกับมันอยู่ห่างๆ (อย่างห่วงๆ)

“น้ำเงินเล่าให้ฉันฟังว่า นายมีภาพถ่ายวิวที่ชนะการประกวด และถนัดการถ่ายภาพธรรมชาติรองลงมาจากการถ่ายภาพ portrait (การถ่ายภาพบุคคลเสมือนจริง) ดังนั้น ฉันให้เวลานาย 30 นาที นายต้องมีภาพน้ำตกนี่ที่ดีที่สุด 1 ภาพ มาให้ฉันดู นายถึงจะรู้ว่า ควรจะได้ทำงานที่นี่รึเปล่า”

โถ๊ะ! สบาย

แค่ภาพเดียว ทำไมผมจะทำไม่ได้

“มีเวลาแค่ 30 นาทีเท่านั้นไอ้หนู ถ้าพร้อมแล้ว ฉันจะเริ่มจับเวลา” ไอ้นั่นพูดด้วยแววตาเหยียดๆ แล้วเดินถอยออกไปรวมกับคนอื่น

ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกคนถึงได้ดูเกรงใจไอ้ท่านชายคนนี้นัก ความดุที่พี่เงินบอกไว้ ผมว่าจริงๆ แล้วมันคือความกวนตีนซะมากกว่า แล้วไอ้ท่าทางยืนกอดอกมองผมด้วยแววตาเรียบเฉยแบบนั้น มันน่ากระโดดถีบให้ตกน้ำจริงๆ

เขาหันไปคุยซุบซิบอะไรบางอย่างกับคุณออกัส แล้วก็หัวเราะคิกคักกันอยู่สองคน

.

จนผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเป็นตัวตลก

“เดี๋ยวกูจะโชว์เหนือให้มึงดู” ผมฮึ่มฮั่มอยู่กับตัวเอง แล้วก็มองไปรอบๆ

ตรงที่ผมยืนอยู่ตอนนี้ ตำแหน่งไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ดีไม่ดีผมอาจต้องถ่ายภาพจากมุมสูง แล้วช้อนลงไปในน้ำ แต่โชคไม่ดีเลยที่ผมยืมหยิบขาตั้งกล้องมาด้วย แถมกล้องที่ใช้ถ่ายภาพใต้น้ำก็ไม่ได้เอามาอีก ไม่อย่างนั้นคืนนี้คงได้มาการลงน้ำถ่ายภาพกันล่ะ

.

ผมไม่ยอมแพ้หรอก!

.

ผมค่อยๆ เดินเลาะริมตลิ่งลงไปอย่างระมัดระวัง

แช๊ะ

ภาพแรกออกมา เป็นภาพที่ผมฉายแสงลงไปในน้ำ มีปลาสีสวยกำลังนอนหลับอยู่ มันนิ่งจนผมจับภาพได้ชัด แต่นั่นก็ยังไม่ใช่รูปที่สวยจนผมพอใจ

มันน่าจะมีมุมที่ดีกว่านี้

ผมหยิบเลนส์พิเศษออกมาต่อกล้องให้ยาวออกไปอีก เพื่อที่จะใช้ซูมไปยังดอกไม้ที่อยู่ไกล บางทีถ้าผมถ่ายภาพน้ำตกผ่านกลีบของดอกไม้พวกนั้น แสงคบเพลิงในตอนกลางคืนอาจทำให้มันออกมาสวยก็ได้

แช๊ะ

ภาพที่สอง มืดสนิท - -

มุมนี้คงไม่เวิร์คแล้วล่ะ ผมเดินไปบนฝัง แล้วข้ามมาอีกที่ที่มีก้อนหินเรียงตัวกันอย่างสวยงาม แต่ก็ไม่ลืมที่จะหยิบคบเพลิงติดมือมาด้วย 1 อันเพื่อให้ความสว่าง บนต้นไม้ใหญ่นั่น ถ้าผมปีนขึ้นไปแล้วถ่ายภาพน้ำตกที่กระเซ็นเป็นละออง มันอาจจะสวยดีก็ได้

ไม่ลองคงไม่รู้

ผมค่อยๆ จับกิ่งไม้ใหญ่ แล้วดันตัวเองขึ้นไปอย่างยากลำบาก มองไปฝั่งนั้น ไอ้คุณไวท์ยังยืนนิ่งดูผมอยู่เฉยๆ ตอนนี้เวลาผ่านไปเกือบยี่สิบนาทีแล้ว ผมยังไม่มีภาพที่พอใจเลยสักภาพเดียว และคงแย่แน่ถ้าหากว่าผมจะแพ้คำดูถูกของเขา

ใบปริญญาของผมคงจะไม่มีความหมาย

“มุมนี้ดีจริงๆ” ในที่สุดก็ถึงคราวที่ผมต้องยิ้มออกบ้าง เพราะวิวบนต้นไม้นี่สวยมาก ผมหยิบเลนส์กล้องมาต่ออย่างทุลักทุเล เพราะต้องระมัดระวังไม่ให้ตัวเองร่วงลงไปนอนแอ้งแม้งข้างล่างเสียก่อนด้วย

.

ฟู่...

.

เสียงขู่ของอะไรบางอย่างดังขึ้น แต่ผมไม่ได้สนใจ เพราะตอนนี้ทุกคนกำลังเดินเข้ามาใกล้ผมด้วยแววตาตื่นตระหนก คงไม่คิดว่าผมจะทุ่มทุนขนาดนี้สินะ

“ไอ้ตัน ลงมา” พี่เงินตะโกนมาจากข้างล่าง

ผมหาได้สนใจไม่ เพราะตอนนี้ภาพละอองน้ำที่ถ่ายจากมุมสูง จะต้องเป็นภาพที่ดีที่สุดของผมแน่ๆ ผมจะใช้ชื่อภาพนี้ว่า ‘2 Moon’ พระจันทร์ 2 ดวง ดวงที่อยู่บนฟ้า และในน้ำ มันสวยงามไร้ที่ติ

ฟู่...

แกรกๆๆ

“เห้ยยยย” กิ่งไม้ที่ผมนั่งอยู่ ทำท่าเหมือนจะหักอยู่รอมร่อ ผมรีบคว้ากิ่งใหญ่ที่อยู่ใกล้กันเอาไว้ แล้วก็พบว่าไอ้เสียงที่ขู่ฟ่อๆ นั่นมันคือ

“งู!!!

.

เฮือก! กิ่งไม้จะหักยังไม่พอ ยังเจองูแผ่แม่เบี้ยตัวเบ้อเริ่มอยู่ตรงหน้าอีก

“ช ช่วยด้วย” ผมบอกเสียงแผ่วเหมือนคนหมดแรง ถ้าผมเป็นอะไรไปล่ะก็ ไอ้ไวท์เวเรี่ยนจะเป็นคนแรกที่ผมจะมาหลอกมัน

“พี่ไวท์ครับ ผมว่าเราควรช่วยเขาลงมา” เสียงคุณออกัสพูดแว่วๆ ดังมาจากด้านล่าง แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากไวท์เวเรี่ยน ท่านชายแห่งอลาสเตอร์เลยสักแอะ

นานมาแล้ว พี่เงินเคยบอกผมว่า ถ้าเจองูให้อยู่นิ่งๆ และหายใจอย่างเบาที่สุด ห้ามวิ่ง เพราะยิ่งวิ่งยิ่งตาย สภาพแบบนี้ไม่ใช่ภูมิศาสตร์ที่ดีที่ผมจะวิ่งหนีงูเลย กิ่งไม้ก็จะหัก สบตางูก็ไม่ได้เดี๋ยวมันเป่าพิษใส่ คนข้างล่างก็ไม่คิดจะช่วย นี่มันวันซวยของผมจริงๆ นะ นอนก็ไม่ได้นอน แถมยังต้องมาเสี่ยงชีวิตผจญภัยบ้าบออะไรนี่อีก

ฮื่อ

“ตั้งสติไว้นะกัปตัน” พี่เงินตะโกนบอกเสียงสั่นๆ

ไวท์ไม่ได้มองหน้าผม แต่เขากลับจ้องงูตัวนั้นตาเขม็ง

ผมไม่มีทางเลือกอื่นแล้วในตอนนี้ ก่อนตาย ขอถ่ายรูปน้ำตกสะท้อนผ่านดวงตาของงูไว้ก่อนแล้วกัน

คิดแลกตายอย่างนั้นแล้ว ผมจึงมองเงา แล้วเล็งจังหวะดีๆ ก่อนจะยกกล้องขึ้นมาถ่ายไว้อย่างรวดเร็ว

งูก็เร็วพอๆ กับผม มันไหวตัวไวยิ่งกว่าอะไรดี ผมก็ตกใจมากจนขยับตัวแรง และกิ่งไม้ใหญ่ที่นั่งอยู่ก็หักลงมา

.

ตุ้บ!

จุก

อาจจะเป็นเพราะความกลัวหรือหัวไปกระแทกอะไรไม่ทราบ แต่อยู่ดีๆ สติของผมก็ดับวูบไปเลย

.

.

.

.

.

ไม่ใช่เรื่องดีแน่ ที่เด็กคนนั้นเจองูอยู่ในป่าของเรา

แต่ภาพของเขา ก็สวยมากๆ นะพี่ไวท์

นั่นไม่ใช่ประเด็น

จะใช่หรือไม่ก็ช่าง ยังไงเขาก็ถ่ายภาพนี้มาได้

ผมกระพริบตาปริบๆ ตื่นขึ้นมาเพราะกลิ่นฉุนของแอมโมเนีย พี่เงินนั่งอยู่ข้างเตียงด้วยสีหน้าโล่งใจที่เห็นผมตื่นขึ้นมา หน้าประตูมีคุณออกัสกับท่านชายยืนคุยกันอยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ตื่นแล้วเหรอ” เสียงทุ้มเครียดของไวท์เวเรี่ยนดังขึ้น ผมพยักหน้านิดๆ แล้วรับน้ำจากพี่เงินมาดื่ม

“เอาล่ะ บอกฉันมา ว่านายเห็นอะไร”

“จะเห็นอะไรล่ะ นอกจากงู”

“ไม่เห็นอะไรนอกเหนือจากนั้น?”

“ไม่ครับ”

“พี่อาจจะคิดมากไป พี่ไวท์” คุณออกัสพูดขึ้น

ผมนั่งตั้งสติอยู่อีกหลายนาที เมื่อหายจากอาการผะอืดผะอมแล้ว จึงค่อยถามขึ้น “ภาพผมล่ะ”

กระดาษใบหนึ่งถูกแปะลงกลางหน้าผากของผม ผมหยิบมันมาดู เป็นรูปที่อเมซิ่งที่สุดที่ผมเคยถ่ายมา มันคือภาพของน้ำตกแห่งนั้น ที่สะท้อนผ่านเงาดวงตาใหญ่สีเหลืองของงู ซึ่งถ้าภาพนี้ถูกส่งประกวด ร้อยทั้งร้อยผมต้องได้รางวัลแน่ๆ

“ไหนว่าชอบถ่ายภาพธรรมชาติ เรื่องง่ายๆ ทำไมไม่รู้”

“อะไรอีกล่ะ” ไอ้หน้าขาวนี่

“ต้นไม้ที่นายปีนขึ้นไป ต้นใหญ่ก็จริง แต่มันมีเถามะเดื่อเลื้อยขึ้นโอบพันต้น แปลว่ามันตาย หรือใกล้จะตายแล้ว แล้วจะเสี่ยงปีนขึ้นไปให้กิ่งมันหักร่วงลงมาทำไม”

.

กึก

อันนี้ผมเพิ่งรู้จริงๆ แล้วตอนปีนก็ไม่ได้สังเกตด้วย

.

“แต่คุณก็ชอบภาพของผม”

“ชั้นไม่ชอบ”

“แต่น้องชายของคุณชอบ” ผมเถียงกลับ

“แล้วทุกคนในบ้านก็ชอบนะครับ” พี่เงินพูดขึ้นอ่อยๆ

“คุณบอกเอง ว่าถ้าผมสามารถถ่ายภาพที่ดีที่สุดให้พวกคุณพอใจได้ คุณจะรับผมเข้าทำงานที่นี่ ท่านชายแห่งอลาสเตอร์คงไม่คืนคำพูดใช่ไหม” ลองถามย้อนกลับไปอีกครั้ง

.

ไวท์เวเรี่ยนเม้มปากแน่นแล้วมองหน้าผมอย่างไม่พอใจ “กล้าดียังไงมาย้อนฉันแบบนี้!

“ก็มันจริง ถ้าคุณมีแววสักหน่อย คงจะรู้ว่ารูปนี้ของผมส่งประกวดได้สบายๆ”

.

เขายืนนิ่ง สายตาที่มองมาทำให้ผมพอจะรู้เองได้ไม่ยากว่า ถ้าตอนนี้เขามีมีด คงจะแทงผมยับไปแล้วเป็นแน่

“นายท้าทายฉันมากนะกัปตัน”

“เปล่าครับ ผมมาเพื่อทำงาน ไม่ได้มาเพื่อท้าทายคุณ”

“ตกลง!” เขาพูดเสียงนิ่ง แต่เจือแววดุอยู่ในที

“ฉันจะรับนายเข้าทำงาน งานของนายที่นี่ก็คือ ถ่ายภาพครอบครัวของฉันไปเปลี่ยนแทนภาพเก่าที่ฝาผนัง ภาพนั้นมันเก่าแล้ว ฉันอยากได้ภาพที่แปลก ใหม่ ไม่เหมือนใคร และที่สำคัญ ภาพต้องดูมีชีวิต”

“ไม่มีปัญหา” ผมตอบ

“ค่าตอบแทนสิบล้านบาทไทย”

“ตกลง”

สิบล้านบาท ถ่ายภาพแค่นี้ ใครไม่เอาก็โง่แล้ว

“ภายในเวลา 3 เดือน”

“ได้เลย คุณไวท์” ภาพถ่ายติดฝาผนังแค่ภาพเดียว ให้เวลา 3 เดือน มันบ้าหรือโง่กันแน่วะ

.

“นายด่าฉันหลายครั้งแล้วนะ!

“ด่าอะไรครับ ผมยังไม่ได้ด่าอะไรคุณเลยสักคำ” ผมย้อนกลับอย่างท้าทาย

พี่เงินบีบมือผมเบาๆ ให้หยุดเถียง และก้มลงมากระซิบว่าเขาได้ยิน แต่ผมไม่สนใจ จะได้ยินได้ยังไง ผมแค่พูดในใจเท่านั้นเองนี่นา

“อย่าได้บังอาจด่าฉันในใจอีกแม้แต่คำเดียว”

“โอเคครับ” ผมรับคำไปอย่างนั้นแหละ

.

ไวท์มองหน้าผมอย่างชั่งใจ เหมือนเขากำลังคิดอะไรบางอย่าง แวก็หันไปสั่งทุกคน

“ทุกคน ออกไปก่อน”

คำสั่งนั้นเป็นคำประกาศิต แม้แต่พี่เงินก็ยังต้องทำตาม ทุกคนเดินออกจากห้องไปเหลือเพียงผมกับเขาสองคน ผมคว้าหมอนได้ใบนึงและนั่งกอดมันไว้ รอฟังว่าประมุขของบ้านจะพูดอะไรต่อไป

ไวท์เดินมายืนหยุดที่ปลายเตียงและจ้องหน้าผม

“ติช่าส่งนายมาใช่ไหม”

“ใครนะครับ” ติช่าไหนของมันวะ

เขาดูเก็บอารมณ์ และเดินก้าวเท้าเข้ามาหาผมช้าๆ “ฉันถามว่า ติช่า ส่ง นาย มา ใช่ ไหม!

คำถามนั้นเจือแววพิโรธอยู่ในที ผมนิ่งไปเพราะเริ่มรู้สึกว่า น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขามีพลัง และมีอำนาจบางอย่างที่สะกดผมให้ขนลุก

“ฉันถามว่าใช่ไหม!

“ติช่าเป็นใคร ผมไม่รู้จัก และผมมาตามคำชักชวนของพี่เงิน นี่คุณไวท์ ถ้าคุณไม่ต้องการให้ผมทำงานที่นี่จริงๆ บอกผมดีๆ ก็ได้นะ ไม่เห็นจำเป็นต้องอ้างโน่นอ้างนี่เลย ผมกลับก็ได้” ผมพูดออกไปจากความรู้สึกจริงๆ

โถ่เอ๊ย แล้วเป็นผู้นำของบ้าน คำพูดตัวเองยังรักษาไม่ได้ ไหนบอกว่าถ่ายรูปได้แล้วจะให้ทำงานไงวะ

เสียงถอนหายใจอย่างรำคาญของเขาดังขึ้น ก่อนจะนั่งลงข้างๆ และบีบหัวไหล่ผมอย่างแรง

“ถ้าฉันจับได้ว่านายเป็นคนที่ติช่าส่งมาล่ะก็ ฉันฆ่านายแน่”

“คุณไม่มีวันได้ฆ่าผมหรอก”

“ให้มันจริง”

ผมถอนหายใจและนั่งพิงหมอนเฉยๆ บางทีการอยู่นิ่งๆ อาจจะดีที่สุดสำหรับการคุยกับผู้ชายอย่างไวท์เวเรี่ยน เถียงไปก็ไม่มีวันชนะได้เลย

ผมอยากรู้จริงๆ ว่าน้องชายเค้าเติบโตมาได้ยังไงทั้งๆ ที่มีพี่ชายเป็นคนโหดๆ แบบนี้ มันจ้องหน้าผมเขม็ง ผมก็จ้องกลับ ทำไมอะ ไม่เห็นมีไรต้องกลัว มึงจ้องมากูจ้องไป แค่นั้น

“กัปตัน!” เขาเรียกผมเสียงห้วนและกระตุกคอเสื้อผมเข้าไปใกล้ๆ นั่นทำให้ผมชะงักและนั่งตัวแข็งทื่อ สายตาของไวท์เวเรี่ยนเป็นสีเฮเซลกำลังจ้องผมตาไม่กระพริบ

“ฉันเตือนนายแล้ว อย่าด่าฉันในใจ เพราะไม่ว่าอะไรที่นายคิดอยู่ในใจ ฉันได้ยินหมดทุกอย่าง”

เหรอ... บ้าบอไหม? ทำไมอะ? มึงมีคาถาสะกดใจแบบแฮร์รี่งี้?

ผมยิ้มให้แล้วพยักหน้าตอบ “ครับ”

“ครับแล้วทำไมยังคิด”

“ผมไม่ได้คิดอะไรนี่ฮะ”

“โกหก”

“เปล่าครับ” ผมตอบยิ้มๆ

.

โถ ไอ้คุณชาย ใครเค้าเป็นคนนำเรียกมึงอย่างนั้นวะ เป็นเชื้อเจ้าเหรอ เชื้อคุณชายจุฑาเทพ? หรือว่าไงดี ชายกลางมั้ย? นี่คือสถาน...แห่งบ้านทรายทอง...ที่ไวท์ปองมาสู่~~~

“ถ้านายยังไม่หยุด”

“หยุดอะไรครับ?” หยุดอะไร ทำไม มึงจะทำไรกู ฮะ?

.

อุ๊บ! O O!?

.

คอเสื้อของผมถูกกระตุกเข้าไปกระแทกแผงอกของเขาอย่างจัง ไวท์เวเรี่ยนจ้องหน้าผมด้วยความโมโห แล้วล็อคคอผมเข้าไป...

.

จูบ!

.

มันไม่ใช่จูบที่น่าพิสวาสเอาเสียเลยคุณ จูบนั่นร้อนมากจนปากผมแทบไหม้ และรู้สึกได้ถึงความเจ็บเบาๆ แล่นริ้วไปทั่วริมฝีปาก ผมต้องปากแตกแน่ๆ ไอ้หมอนี่มันบ้าไปแล้วจริงๆ

มือของเขาที่จับหน้าผมอยู่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ ร้อนขึ้นจนผมเหงื่อออกและทนไม่ไหว ผมดิ้นรนหาอิสรภาพให้ตัวเอง แต่สู้แรงเขาไม่ได้ ความแปลกใจเกิดขึ้นในความคิด ว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้แรงเยอะขนาดนั้น และทำไมริมฝีปากของเขาถึงได้ร้อนราวกับไฟ

.

จนผมเกือบจะขาดอากาศหายใจนั่นแหละ เขาถึงยอมปล่อยผม แต่ก็ไม่วายขบกัดริมฝีปากล่างของผมให้แสบอีกจนได้

“จำไว้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ใช้นิ้วชี้ปาดริมฝีปากตัวเอง (ไอ้บ้า เท่ว่ะ)

“ถ้านายคิดอะไรไม่ดีกับฉันอีกแม้แต่ครั้งเดียวล่ะก็ ฉันไม่ทำแค่นี้แน่”

ผมอ้าปากจะพูดเพื่อเถียงแทนสิ่งที่ตัวเองคิดอยู่ในใจ มือหนึ่งก็เอาขึ้นมากุมปากตัวเองเอาไว้กันมันทำร้ายผมอีก

“..........”

เห้ย!!

.

ไม่มีเสียงใดหลุดรอดออกมาจากลำคอของผมแม้แต่นิด ตอนนี้ผมได้แต่ทำปากพะงาบๆ เหมือนคนป่วยรอฟอกไต ทั้งๆ ที่ตอนแรกก็พูดได้อยู่ดีๆ แต่ตอนนี้กลับไม่มีเสียงเลยซะงั้น

จะว่าผมเสียงแหบกะทันหันก็คงไม่ใช่หรอก

“..........” นี่มึงทำอะไรกับกู! (ผมคิด)

“หึ” เขายกยิ้มมุมปาก และเดินไปเปิดประตู

“จำเอาไว้เป็นบทเรียน อย่าหือกับฉัน ถ้าไม่ฟัง นายจะโดนมากกว่านี้”

“..........” บานว่าถ้าตอนนี้ผมมีเสียงล่ะก็ ผมจะด่ามันให้เปิงไปเลย

.

มันยักไหล่แล้วเดินออกจากห้องไป

.                                      

อ๊ากกกก!! ไอ้เหี้ย กูอยากพูด กูอยากพูดแต่ไม่มีเสียง มีเสียงสิวะ แค่กๆๆๆ! ผมทั้งบีบคอตัวเอง ทั้งลุกขึ้นกระโดด เผื่อกล่องเสียงเขย่าไม่ตรงที่ ทั้งเต้นตีลังกา แต่ไม่ว่าจะทำยังไงผมก็เรียกเสียงของตัวเองกลับคืนมาไม่ได้เลย

.

จะบอกว่าโดนจูบแล้วกลายเป็นใบ้ว่างี้?

“........” หืม?! เป็นใบ้เหรอ?

TTxTT” ม่ายยยย~ กูไม่อยากเป็นใบ้ เอาเสียงของกูคืนมาาา

………………………………………………

 

----- โปรดติดตามตอนต่อไป -----

ความคิดเห็น