สามกันยา

ขอบคุณที่รักกัน ❤

ชื่อตอน : ตอนที่ 45

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.7k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ธ.ค. 2559 15:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 45
แบบอักษร

 

 

     บัตรเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์สมาคมนักธุรกิจชั้นนำของประเทศถูกค้นออกมาจากลิ้นชัก บารมีเคยคิดว่าเขาจะไม่ไปงานนี้ เพราะคิดจะวางมือจากวงการเเล้ว แต่เมื่อยิหวาเริ่มจำบางสิ่งขึ้นมาได้ เขาคงต้องรีบดำเนินแผนการขั้นต่อไปให้เร็วที่สุด 

     'ยังทัน' เขาบอกกับตัวเองเมื่อเห็นวันที่จัดงาน 

      บารมีติดต่อห้องเสื้อชั้นนำที่เขารู้จัก เขาจะทำให้ยิหวาโดดเด่นที่สุดในงานให้ได้ แน่นอนว่างานนี้อินทรี คู่เเข่งวัยเด็กของเขาจะต้องมาร่วมด้วย อย่างน้อยถ้าอินทรีได้พบกับหญิงสาว มันจะต้องคาบข่าวไปบอกอาชาอย่างแน่นอน!

      

      คุณสมรพยายามเกลี้ยกล่อมลูกชายหัวแก้วหัวแหวนให้ไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์สมาคมนักธุรกิจชั้นนำของประเทศในครั้งนี้ หลังจากที่ชายหนุ่มฉีกบัตรเชิญเสียจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

     ชายหนุ่มได้รับรางวัลนักธุรกิจตัวอย่างแห่งปี ซึ่งคุณสมรเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ขยายชื่อเสียงของบริษัทให้กว้างขวางออกไป แต่ไม่ว่านางจะพูดอย่างไร คนหนุ่มตรงหน้าก็เอาแต่ปฏิเสธลูกเดียว

     "เดี๋ยวผมจะลองคุยกับอินทรีเองครับ" สิงหาที่เพิ่งเดินเข้ามากล่าวกับแม่เลี้ยง เขามีข้อมูลเด็ดที่รับรองได้ว่าหากอินทรีรู้เข้าจะต้องหายเมาเป็นปลิดทิ้ง

     "ฝากด้วยนะสิง ขอแม่ไปร้องไห้ก่อน" พูดประชดแฝงแววน้อยใจก่อนจะออกจากห้องไป

     "มา ๆ กินเหล้ากันพี่ชาย" อินทรีรินเหล้าอีกแก้วเเล้วยิ่นให้สิงหา คนเป็นพี่รับแก้วสุราแล้ววางลงบนโต๊ะ พร้อมจะวางเอกสารบางอย่างลงตรงหน้าคนขี้เมา

     "แกควรดูนี่นะ ดูเสร็จแล้วก็คิดเองว่าจะไปหรือไม่ไป" สิงหากล่าวจบก็เดินออกจากห้องไปทันที

     คนที่หมดอาลัยตายอยากกับชีวิตเหลือบมองกระดาษแผ่นนั้นแว้บหนึ่ง คราแรกก็ไม่ได้คิดจะสนใจะไร อยากจะเอามารองแก้วด้วยซ้ำ แต่คำพูดของสิ่งหามันดูมีนัยยะบางอย่าง 'มาพูดให้สงสัยเเล้วก็จากไป ไอ้พี่บ้า'

     อินทรีหยิบเอกสารนั้นมาพิจารณาคร่าว ๆ 'รายชื่อผู้ร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์สมาคมนักธุรกิจชั้นนำของประเทศ' เมื่อกวาดสายตาไปเรื่อย ๆ ก้อนเนื้อใจอกก็เริ่มเต้นเเรงขึ้นมา ชื่อของบารมีปรากฏเด่นชัด

     ...เอาวะ ไม่ว่าไอ้หมอนั่นจะมางานนี้หรือไม่ เขาก็จะลองไปให้เห็นกับตาสักที!

 

     เมื่อวันงานมาถึง ยิหวาเฉิดฉายในชุดสีแดงเพลิงตรงตามที่บารมีวาดภาพเอาไว้ในใจ สีที่สดสะดุดตากับการตัดเย็บอย่างพิถีพิถันของช่างมืออาชีพ ทำให้มันเป็นชุดที่สมบูรณ์แบบที่สุด เมื่อสวมบนเรือนกายขอหญิงสาวเข้าด้วยเเล้ว ยิ่งสร้างความประทับใจให้กับคนที่พบเห็นได้ไม่ยาก 

     "ไม่ชินเลย แบร์" หญิงสาวเอ่ยขึ้นเมื่อพบหน้าเขา เธอถูกจับแต่งตัวเมื่อหลายชั่วโมงที่แล้ว ทั้งเขายังให้คนมาสอนวิธีปฏิบัติตัวในงานเลี้ยงให้เธอตลอดระยะเวลาสิบวันที่ผ่านมา

     "แต่หวาสวยมากเลยนะ เหมือนนางฟ้าเลย" เขาพูดอย่างที่ใจคิด แม้จะเเต่งหน้าโฉบเฉี่ยวเพียงใด แต่แววตาใสซื่อของเธอยังส่องประกายออกมาให้เขาใจสั่นได้เสมอ

     "จริงเหรอ?" หญิงสาวมีอาการเขินอายเมื่อถูกชม วันนี้บารมีเองก็ดูดีเช่นกัน ผมที่เคยไว้ยาวถูกตัดออกบางส่วน แล้วหวีเปิดหน้าผากแลดูหล่อสะอาดตา ชายหนุ่มสวมสูทสีดำสนิท ท่าทางสง่าผ่าเผยชวนมอง ทำให้หญิงสาวตรงหน้ารู้สึกกลัวว่าตัวเองจะไปทำให้เขาขายหน้า

     "ก็จริงน่ะสิ ไม่เคยเห็นใครสวยเท่านี้มาก่อนเลย" บารมียื่นมือให้เธอจับ เพื่อที่จะเดินไปขึ้นรถด้วยกัน

     "หวากลัวไปทำให้แบร์ขายหน้าจริง ๆ นะ" เธอบอกความกังวลให้เขารู้ เผื่อบางทีเขาจะล้มเลิกความตั้งใจที่จะพาเธอออกงาน

     "ไม่ขายหน้าหรอก อย่ากังวลไป" เขาไม่สนใจสิ่งใดในโลกนี้อีกต่อไปแล้ว ตั้งแต่วันที่พี่ชายตายไป ชายหนุ่มก็มองโลกด้วยรู้สึกความว่างเปล่ามาโดยตลอด จนกระทั่งได้มาพบเธอ ...ยิหวา

     "งั้นหวาจะอยู่ใกล้ ๆ แบร์ ถ้ามีอะไรก็บอกกันนะ" ดวงตากลมโตจ้องใบหน้าเขาอย่างเชื่อใจ ก่อนจะส่งมือไปวางบนมือเขา เเล้วทั้งคู่ก็เดินออกจากห้องไป

     ...ยิหวาเปรียบเหมือนลูกห่านที่ฟักออกจากไข่มาพบกับหมาป่าเป็นสิ่งเเรก จากนั้นเจ้าห่านน้อยก็เดินตามหลังหมาป่าไป ...เธอรู้สึกปลอดภัยเมื่อมีเขาอยู่ด้วย

 

     อินทรีมาร่วมงานสังสรรค์พร้อมกับเนตรทราย ซึ่งคุณสมรฝากให้หญิงสาวมาคอยดูแลผู้เป็นพี่ คอยระวังไม่ให้ดื่มหนักจนเกินไป

     ชายหนุ่มไม่ได้สนใจจะดื่มอย่างที่มารดาเป็นกังวล หากเเต่ตอนนี้เขาพยายามสอดส่ายสายตามองหน้าหนุ่มลูกครึ่งจับตัวมัจฉาไป อย่างน้อยวันนี้ก็ต้องถามมันให้รู้เรื่อง

     ทุกคนในวงการต่างรู้ข่าวที่บารมีเทขายหุ้นจนหมด อีกทั้งอสังหาริมทรัพย์มากมายที่เคยมีก็ประกาศขายในราคาถูก ๆ บอกเป็ยนัยว่าเขาต้องการจะวางมือจากธุรกิจเเล้ว จึงมีความเป็นน้อยนักที่บารมีจะยอมมา แม้จะมีชื่อของเขาได้รับรางวัลนักธุรกิจดีเด่นก็ตาม

     อินทรีภาวนาให้บารมีมาร่วมงานนี้ แม้ความหวังจะน้อยนิดแต่เขาก็ยังเชื่อในปาฏิหาริย์ ...

 

     งานเลี้ยงเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ มีการประกาศผลรางวัลนักธุรกิจในสาขาต่าง ๆ  แต่อินทรีก็ยังไม่เห็นวี่แววของบารมีในงานนี้ จวบจนเวลาที่เขาต้องขึ้นไปรับรางวัล เป็นโอกาสดีที่จะได้ยืนบนที่สูงเพื่อมองหาเป้าหมาย 

     เมื่อรับโล่ประกาศเกียรติคุณเเล้ว พิธีกรยังเชิญให้เขากล่าวถึงแรงบันดาลใจในการทำงาน ซึ่งอินทรีก็ไม่ติดขัดแต่อย่างใด 

     

     เมื่อมาถึงสถานที่จัดงาน บารมียังไม่เดินเข้าไปในทันที เขาหยุดมองภายในห้องเพื่อมองหาคนที่ต้องการพบเป็นอันดับแรก อินทรีกำลังกล่าวความรู้สึกตื้นตันใจที่เขามีหลังได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

     'ตอแหล' คือคำเดียวที่บารมีนึกออก 

     ชายหนุ่มจัดให้ยิหวาควงแขนของเขาก่อนจะเดินเข้าไปในงาน ผู้คนมากมายต่างทักทายเขา แม้จะรู้ว่าชายหนุ่มเทขายหุ้นไปหมดเเล้ว แต่ขึ้นใครจะยืนยันได้ว่าคนมีความสามารถอย่างบารมีจะไม่มีทีเด็ดซ่อนไว้ บางทีเขาอาจจะมีแผนการดี ๆ ซุ่มอยู่ก็เป็นได้

     "แบร์ หวากินข้าว" คนตัวเล็กสะกิดแขนเขาเบา ๆ แล้วกระซิบบอกความต้องการของเธอ

     "กินขนมรองท้องไปก่อนนะ เดี๋ยวไปหยิบให้" ชายหนุ่มเข้าใจดี เธอถูกจับไปแต่งตัวตั้งหลายชั่วโมง เสร็จออกมาก็เดินทางมาที่โรงแรมแห่งนี้ในทันที ไม่แปลกที่คนกินจุอย่างเธอจะรู้สึกหิว

     แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ขยับตัว เสียงประกาศรางวัลของพิธีกรบนเวทีก็ขานชื่อของเขาขึ้นมา บารมีถอนหายใจแล้วบอกกับหญิงสาวให้รอก่อน แล้วเดินไปยังเวที

     ยิหวายืนอยู่เพียงลำพังเพราะเธอไม่รู้จักใครในงานนี้เลย ความหิวเรียกร้องให้เธอมองหาอาหาร เมื่อสายตาปะทะกับของกินมากมายที่วางเรียงรายให้เลือก หญิงสาวจึงฝืนคำสั่งของบารมี

 

     อินทรีที่เดินลงมาจากเวทีรู้สึกดีใจเป็นที่สุดเมื่อเห็นบารมีกำลังเดินมาตามที่พิธีกรประกาศชื่อ อย่างน้อยก็มีโอกาสได้ถามหรือสะกดรอยตามมันไป การตามหามัจฉาก็จะมีความหวังมากขึ้น
     ชายหนุ่มมองหามุมเหมาะ ๆ ที่จะยืนรอคู่อริวัยเยาว์ ถ้ามันลงจากเวทีเมื่อไร เขาจะจู่โจมทันที
     แต่จะให้ยืนรอเฉย ๆ มันก็กระไรอยู่ แถมตอนนี้รู้สึกเปรี้ยวปากยังไงชอบกล คิดถึงน้ำเมาที่ชอบดื่มขึ้นมาเสียอย่างนั้น

     อินทรีเดินไปยังโซนอาหารที่จัดวางไว้ให้แขกที่มาร่วมงานได้เลือกไปรับประทาน ซึ่งขณะนี้แขกในงานกำลังให้ความสนใจกับการกล่าวของบารมี ไม่ค่อยมีใครสนใจอาหารสักเท่าใดนัก จะมีก็แต่ผู้หญิงท่าทางเพี้ยน ๆ ที่มายืนชิมขนมอยู่คนเดียว เจ้าหล่อนเล่นชิมทุกอย่างที่มี ไหนจะน้ำพันช์ที่ถืออยู่ในมือนั่นอีก
     อินทรีมองหญิงสาวอย่างหวาด ๆ กลัวว่าถ้าเขาเฉียดเข้าไปใกล้จนเกินไป ยัยนี่อาจจะเมาแล้วเหวี่ยงแขนมาชนเอาได้ แต่จะให้ทำไงในเมื่อน้ำเมาของเขาก็วางอยู่โซนนี้เช่นกัน เริ่มเปรี้ยวปากมากขึ้นแล้วด้วย

     "เอ่อ คุณครับ ของทางหน่อยครับ" ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ หวังให้หญิงสาวตรงหน้าให้ทาง

     "..."

     ไม่เป็นผล เธอยังคงจิ้มขนมไทยขึ้นมากินอย่างเดิม ทำเหมือนว่าไม่ได้ยินเสียงของเขา

     อินทรีลอบพิจารณาแผ่นหลังเนียนที่จงใจอวดให้สายตาของผู้คนเห็นแบบวับ ๆ แวม ๆ  กระโปรงสั้นเลยเข่าขึ้นมาให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉงไม่น้อย อีกทั้งมวยผมที่เกล้าลวก ๆ เผยให้เห็นต้นคอระหง ถ้าไม่ติดว่าหล่อนมาทำตัวตะกละในงานสังคมแบบนี้ เขาคงชื่นชมอยู่เหมือนกัน

     เมื่อเธอไม่ยอมรู้มารยาท เขาเองก็ไม่จำเป็นต้องรักษามารยาทกับเธอเช่นกัน ชายหนุ่มเบียดตัวเอื้อมไปหยิบแก้วน้ำเมาโดยไม่สนใจว่าคนตรงหน้าจะหลบหรือไม่

     กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ลอยเข้ามาเตะจมูกของหญิงสาว กลิ่นที่คุ้นเคยทำให้เธอเหลือบมองคนที่อยู่ด้านข้าง

     ตากลมที่มองมาสะกดให้เขาชะงัก แม้ว่าคนตรงหน้าจะแต่งหน้าเฉี่ยวมากแค่ไหน แต่ดวงตากลมโตของเธอนั้นยังคงเดิมไม่เปลี่ยนไป

    "มัจฉา?" เสียงทุ้มเอ่ยอย่างยากลำบาก คนที่เขาตามหามาตั้งนาน มาอยู่ตรงหน้าเขาเเล้ว

     "คะ?" ตากลมเบิกขึ้นเล็กน้อยอย่างสงสัย เขาพูดกับเธอรึเปล่า

     "มัด มัดจริง ๆ ใช่ไหม?" อินทรีเปลี่ยนมาจับไหล่เล็กพลางสำรวจ

     " ไม่มัดค่ะ เข้าใจผิดแล้ว" หญิงสาวรู้สึกตระหนกเมื่อคนแปลกหน้ามาคุกคามร่างกายเธอ พยายามขืนตัวออกจากการเกาะกุม

     "มัดมาอยู่นี่ได้ยังไง ไปเถอะ กับบ้านกัน" อินทรีฉุดแขนเล็กนั้นให้ตามเขาไปโดยไม่ฟังคำทักท้วงของเธอ

     "ปล่อยนะ คุณเป็นใครกัน มาจับตัวฉันทำไม" เสียงหวานพยายามชี้แจงให้เขาเข้าใจ เธอไม่รู้จักเขา!

     ชายหนุ่มไม่ได้สนใจฟัง ยังคงฉุดแขนของเธอให้เดินต่อ เสียงโวยวายของหญิงสาวดังเสียจนแขกในงานเริ่มหันมามอง ...คนบนเวทีก็เช่นกัน เขาเสียเวลาไปกับการตอบคำถามของพิธีกรในเรื่องการเทขายหุ้น ไหนจะคำถามจิปาถะมากมายที่ผู้คนต้องการรู้ บารมีเลือกตัดบทและขอตัวลงจากเวทีในทันทีที่ยิหวาลับตา

     "ปล่อยฉันนะ ไอ้คนชั่ว ไอ้สารเลว แบร์ช่วยด้วย" หญิงสาวเริ่มร้อนรนเมื่อคนแปลกหน้าลากตัวเธอออกมาจากห้องโถงของโรงแรม

     อินทรีเองก็เริ่มเอะใจ ตอนแรกนั้นเขาเข้าใจว่าเธอยังโกรธเขาเรื่องพิมพ์ขวัญ ก็เลยแกล้งทำว่าไม่รู้จักเขา แต่ตอนนี้หญิงสาวทั้งด่าทอเขา ทั้งเรียกชื่อของบารมีอย่างสนิทสนม และเมื่อสังเกตร่างกายของเธอกลับพบว่าหน้าท้องของเธอไม่ได้นูนออกมาอย่างที่คนตั้งครรภ์ควรจะเป็น

     "แล้วลูกของเราล่ะ มัด ลูกอยู่ไหน?" อินทรีจับไหล่ของเธอให้หญิงสาวหันมาประจันหน้ากับเขา

     "ลูกอะไร ฉันไม่รู้เรื่อง ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้นอย่าหาว่าไม่เตือนนะโว้ย" คำพูดห่าม ๆ ที่มัจฉาของเขาไม่มีวันพูดแน่ ๆ ทำให้อินทรีแปลกใจไปกันใหญ่ เขาจำเธอได้ดี แต่เหตุใดคนตรงหน้าถึงได้ต่างจากมัจฉานักเล่า ราวสวรรค์กับนรกกันเลยทีเดียว

     ไม่ทันจะได้กล่าวอะไรต่อ บารมีก็เดินเข้ามาแย่งตัวหญิงสาวไป เขารีบตามมาทันทีที่เห็นอินทรีลากตัวยิหวาออกจากที่จัดงาน ตอนแรกคิดว่าไอ้หมอนี่จะถามข่าวกันธรรมดาแล้วเก็บข้อมูลไปบอกอาชา ที่ไหนได้มันฉุดแขนเธอออกมาในทันทีเลย ทั้งยังตั้งคำถามแปลก ๆ ว่า 'ลูกของเรา' นี่เขาตกข่าวอะไรไปรึเปล่า

     ผู้หญิงที่ชื่อมัจฉาเป็นภรรยาของใครกันแน่?

 

 

###

 

 

ความคิดเห็น