email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ผู้พัน...พันตรีศรันย์

ชื่อตอน : ผู้พัน...พันตรีศรันย์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แอ็คชั่น,บู๊ล้างผลาญ

คนเข้าชมทั้งหมด : 37

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 มี.ค. 2564 13:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ผู้พัน...พันตรีศรันย์
แบบอักษร

เพราะที่บ้านพ่อผมเป็นข้าราชการทหาร ผมเป็นลูกชายเพียงคนเดียวก็อยากให้มีอาชีพที่มั่นคง มีเกียรติ ก็เลยส่งผมไปติวเข้มที่โรงเรียนเตรียมทหาร เพื่อจะสอบโรงเรียนนายร้อยให้ติด ซึ่งพ่อก็ไม่คาดหวังว่าจะต้องติดสังกัดกองทัพบก ขอแค่ติดหนึ่งในสี่เหล่าก็พอใจแล้ว 

               ดังนั้น ผมจึงโดนติดเข้มตั้งแต่ตอนอยู่มัธยมต้น โดนกดดันไม่ให้ออกไปเล่นสนุกเหมือนคนอื่นเขา ผมก็ไม่เข้าใจพ่อ แต่ก็เชื่อฟังพ่อแต่โดยดี 

               ผมเป็นเด็กหัวดี เรียนเก่ง ถนัดศิลป์-คำนวณ และเชื่อฟังพ่อมาก ดังนั้น เมื่อพ่อส่งผมไปติวเข้ม ผมก็ตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด 

               ผมสอบติดโรงเรียนนายร้อย จ.ป.ร. เป็นความภาคภูมิใจของพ่อกับแม่มาก และเป็นครั้งแรกที่พ่อปล่อยให้ผมไปมีอิสระ คือ เล่นเกม เตะบอล ไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า แต่มีข้อแม้ว่าอย่าใจแตก เพราะอนาคตของผม คือ ต้องจบจากโรงเรียนนายร้อย จ.ป.ร และติดยศร้อยตรี 

               ผมอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวดและความกดดัน กับการต้องสอบผ่านในทุกรายวิชา ในคะแนนระดับดี เพราะมันมีผลว่าจะจบจากโรงเรียนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลสอบวัดระดับตรงนี้  

               ผมพยายามเต็มที่จนจบจากโรงเรียนอย่างภาคภูมิใจ และอายุผมก็บรรลุนิติภาวะ จึงลองขอพ่อดื่มบ้าง พ่อผมก็อนุญาต แต่ข้อแม้คือห้ามเมาจนขาดสติ ห้ามต่อยตีกับใคร  

               ผมเจอแฟนตอนไปเที่ยวห้างสรรพสินค้ากับเพื่อน แฟนนั่งคุยกับเพื่อนอยู่ในร้านไอศกรีม แฟนผมผิวคล้ำ หน้าสวยคม แต่ผมก็ชอบ ก็เลยลองเข้าไปขอเบอร์ดู แฟนผมก็ให้นะ ให้แบบหน้างงๆ แต่ผมก็มีแค่แฟน โทรหาแฟนตลอด สม่ำเสมอ ไม่เคยอยากนอกใจแฟนหรอก ไม่คุ้มกับผิดวินัยเรื่องชู้สาวด้วย หึๆ 

               ผมออกมาดื่มข้างนอกบ้าง ไม่ค่อยบ่อย มักจะมาคนเดียวเวลาเครียดๆหรืออยากพัก แต่ก็ไม่เคยทำตัวรุ่มร่ามกับผู้หญิงคนไหน ไม่เคยขอเบอร์ ไม่เคยขอ...เรื่องแบบนั้น เพราะผมรักแฟนผม  

               แต่มีอยู่วันหนึ่ง มีผู้หญิงแปลกหน้าที่เหมือนจะเมา (รึเปล่า ? ) มาเซล้มตรงหน้าผม ผมก็รีบคว้ากลัวว่าเธอจะล้ม  

               แล้วหลังจากนั้นก็เหมือนจะเข้ามาคุยกับผมบ่อยนะ แต่ผมไม่เล่นด้วยหรอก เอาไปเล่าให้แฟนฟังด้วยซ้ำว่ามีผู้หญิงมาติดพัน 

               แต่ก็ดูจะพยายามจริงๆนะ ผมไม่ได้กลัวหรอก เพียงแต่แอบตกใจนะ ไม่คิดว่าจะพยายาม ‘ทอดสะพาน’ ให้ขนาดนี้  

               หลังจากวันนั้นที่เธอคนนั้นเมา ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรหรอก พอผมส่งเธอที่บ้านเสร็จก็ ขับกลับไปดื่มต่อ แล้วก็ลืม  

อีกประมาณเกือบอาทิตย์ต่อมา ปรากฏว่า มีดอกไม้ช่อหนึ่งส่งมาถึงโต๊ะที่ทำงานของผม มีการ์ดเล็กๆเขียนเหมือนจะจีบ 

               ‘ด้วยรักและคิดถึงนะคะ จาก ผู้หญิงคนนั้นที่คุณเคยช่วยเอาไว้’  

 

ที่ทำงานแอบยิ้มล้อเลียนผม แต่ตัวผมัธยม..ผมไม่ได้นอกใจแฟนนะ แต่ก็ไม่ได้โวยวายอะไรหรอก แค่เอาไปทิ้ง

               มีบังเอิญ (รึเปล่าไม่รู้) เจอกันบ่อยๆ ส่วนใหญ่คือผมก็จะไปนั่งกินข้าว ไปนั่งดื่มประจำๆ ผมก็ชักจะตงิดๆใจ แต่คือผมให้เกียรติผู้หญิงนะครับ ผมพยายามจะสุภาพกับเขาที่สุด ก็เลยไม่ค่อยอยากจะคิดกับเขาไม่ดี แต่ก็เอาไปเล่าให้แฟนฟัง แฟนก็เหมือนจะบ่นๆว่า ช่วงนี้มีผู้หญิงมาตีสนิทเหมือนกัน ไม่รู้ทำไม

               ผมเองก็ไม่ได้ใส่ใจหรอก จะมาดี หรือมาร้าย ผมไม่กลัว ผมไม่เล่นด้วยก็ไม่มีใครทำอะไรผมได้

 

               “จริงๆแฟนผมชอบเครื่องสำอางแบรนด์นี้มาก แต่พอเปลี่ยนเจ้าของ เธอก็เลิกใช้ เห็นบ่นว่าเหมือนใช้ส่วนผสมที่ไม่ค่อยเหมาะกับผิว เหมือนใช้ส่วนของเคมีบางตัวที่เหมือนจะแรงเกินไป แต่กับคนอื่นอาจจะไม่เป็นไร เพราะมันก็ไม่ได้แรงจนน่าฟ้องค่าเสียหายจากบริษัท แต่สำหรับเธอมันทำให้ผิวแพ้ แสบ ยังไงบอกไม่ถูก ” เขานิ่งไปแล้วจิบแก้ววิสกี้

“แล้วก็...ช่วงนี้เหมือนจะมีผู้หญิงคนหนึ่ง เหมือนคนที่คุณโชว์ให้ผมดูน่ะ ไม่รู้ใช่คนเดียวกันไหม ?แต่เหมือนเขาจะเข้ามาหาผมบ่อย แฟนก็แอบบ่นว่า มีผู้หญิงชอบคุยด้วย เหมือนจะมาตีสนิท จะมาหลอกถามอะไรแบบนี้”

“แล้วเจ้าของเดิม..หน้าตาแบบนี้ไหม ?” ภูษิตทำเนียน เปิดรูปหญิงสาวคนหนึ่งให้พันตรีคนนั้นดู แต่เหมือนเขาจะไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับพวกนี้มาก จึงได้แต่ย่นคิ้วแล้วส่ายหัว

“ผมขอโทษจริงๆเรื่องเครื่องสำอางอะไรแบบนี้ผมไม่ถนัดเลย เจ้าของเดิมเป็นใคร ชื่ออะไรผมก็ไม่ค่อยจะรู้จักเท่าไหร่”

“อืม ไม่เป็นครับ ว่าแต่ผู้หญิงที่ชอบแต่งตัวเซ็กซี่ๆคนนั้นที่มาติดคุณน่ะ ช่วงนี้มาหาคุณบ่อยเหรอ ?”

“ก็เจอโดยบังเอิญค่อนข้างบ่อยนะครับ ทำไมเหรอครับ ?”

“อืม เห็นเขาหน้าตาสวยดี ผมเลยอยากรู้ แล้วคุณทำงานแถวไหนเหรอครับ เผื่อว่างๆผมจะแวะไปหาบ้าง”

“โอ้ย ผมอยู่ค่ายทหารนู่นครับ สังกัดกองพัน...คุณรู้จักใช่ไหม ?”

“อ๋อ ครับๆยังไงขอบคุณมากนะครับ สำหรับข้อมูล ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”

“ครับ ว่างเมื่อไหร่ก็มาดื่มกันได้นะครับ”

               ภาสิกาเชิดหน้าและยิ้มด้วยความมั่นใจก่อนจะคว้ากระเป๋าถือใบเล็กๆที่เรียกว่า ‘คลัช’ เดินออกจากตรงนั้นอย่างสง่างามบนส้นเข็มห้านิ้ว

ด้วยศักดิ์ศรีผู้บริหาร ที่เคยมีแต่ ‘ได้ก่อน’ ไม่ว่าใครหน้าไหนจะสวยกว่า จะรวยกว่า  

ก็แล้วยังไง ?

เธอมีแต่คนให้เกียรติได้เลือกก่อนทั้งนั้น เพราะอย่างนั้นไงเธอถึงไม่ค่อยใส่ใจ ใครจะเป็นยังไงก็ช่าง ถ้าเธอจะเลือกของชิ้นนั้น

ใครจะทำไม ?

ตอนนี้ก็เหมือนกัน เธอเหมือนจะโดนศรรักปักอก...ลูกนายพล ยศนายพันคนนั้น ที่หน้าตาหล่อเข้มคมคาย คุมกำลังเหล่าทัพ มีรถหรูขับ มีทหารรับใช้

ของแบบนี้ต้องลองดู ได้ทั้งเงิน ทั้งอิทธิพล ( การสนับสนุนจากบริษัทของเธอ ) ใครบ้างจะไม่ชอบ

 

               ภาสิกาไม่รู้ตัวว่ามีคนคอยตามสืบเรื่องราวของเธออยู่ จึงยังคงไปทำธุระ ‘ที่ไหน’ กับ ‘ใคร’ ตามปกติ ทั้งเข้าธนาคาร พบปะนักลงทุนทุกคนที่คุณพ่อของเธอติดต่อและนัดพบกันตามสถานที่ต่างๆ

               กล้องตัวเล็กๆนั้นแอบเก็บภาพเธอจากที่ ‘ไม่ไกล’ ทั้งขณะเวลาเจ้าตัวกำลังทำธุระ และสถานที่ตรงนั้นที่เจ้าตัวไปทำธุระ และผู้คนที่เจ้าตัวไปพบ

               เธอไม่สนความถูก ความผิด เธอชอบคือชอบ และก็ต้องพยายามให้ได้มาด้วย

               พันตรีศรันย์เป็นผู้ชายที่ไม่ต้องขาว ไม่ต้องตี๋ก็มีเสน่ห์ดึงดูด ด้วยความที่เป็นสุภาพบุรุษ มีน้ำใจ ตรงๆซื่อๆ ไม่ต้องมือปลาหมึก ปากหวาน และตลบตะแลงเก่ง คบซ้อนชู้เยอะ

               ก็ให้มันรู้ไประหว่างสาวสวยตำแหน่งผู้บริหารอย่างเธอ กับนางพยาบาลทหารผิวคล้ำๆใครมันจะเร้าใจกว่ากัน

               ตอนนี้สิ่งที่เธอต้องทำคือแอบเข้าไปอ่อย หย่อนเหยื่อเอาไว้เยอะๆ ว่ากันว่าน้ำเซาะหินหินยังกร่อนแล้วนับประสาอะไรกับใจคน

               เดี๋ยวก็คงจะใจอ่อนเองแหละ 

 

แต่ภาสิกาอาจจะลืมไปว่าผู้หญิงในดวงใจของผู้ชายแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ทุกคนจะชอบเผ็ดแซบๆ

               ไม่ใช่ทุกคนจะชอบนอกใจแฟนตัวเอง

ภาสิกาแทบกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ เมื่อโทรนัดทานข้าว(รอบที่สอง) แล้วพันตรีศรันย์แสดงท่าทีเฉยชากับเธอ แล้วเดินจากไปเงียบๆ

               เธอพยายามตามจีบเขาขนาดนี้ หยอดเขาขนาดนี้ เขายังไม่มองที่เธออีกหรือ ?

               ไม่เห็นจริงๆรึไงว่าเธอทั้งสวย ทั้งรวย มีหน้ามีตา ถามใครใครก็รู้ว่าเป็นผู้บริหารบริษัท

แต่ก็ยังไม่ละความพยายาม 

               ค่ำวันหนึ่งภาสิกาชวนพันตรีศรัย์ไปทานมื้อค่ำอีกครั้ง เธอแต่งตัวหรูชุดผ้าซาตินลื่นๆสายเดี่ยว ผ่าข้างเดียวยาวถึงต้นขา ผมดัดลอนใหญ่ แต่งหน้าอย่างประณีตสีชมพูอ่อน สวมสร้อยคอและสร้อยข้อมือจากแบรนด์ต่างประเทศ

               ระหว่างที่กำลังทานเสต็กก็กดเบอร์โทรศัพท์หา...พันตรีศรันย์

               “วันนี้ออกมาทานมื้อค่ำเป็นเพื่อนน้ำหวานหน่อยนะคะ”

               “ไม่ล่ะครับ ผมไม่ว่าง ขอโทษด้วยนะครับ” แล้วกดตัดสายทิ้ง

               ภาสิกาแทบกรี๊ดใส่ หลังถูกปฏิเสธแบบไม่ให้โอกาสได้พูดอะไรบ้าง นึกขุ่นเคือง...เธอทั้งสวย ทั้งรวย ยังสาว ทำไมยังไม่สนใจเธออีก

ฝ่ายพันตรีศรันย์หลังจากที่วางสายของสาวสวยซีอีโอคนนั้น ก็ไม่ได้ทำอะไรแค่อมยิ้มแล้วยกบรั่นดีขึ้นจิบ...ผมรักแฟนผม ซื่อสัตย์กับแฟนคนเดียว แค่หน้าพลาสติก กับกลิ่นน้ำหอมฉุนๆแรงๆมันทำอะไรผมไม่ได้หรอก  

           อ้อ เงินซื้อผมไม่ได้ คุณน้ำหวาน 

คืนนั้นภาสิกาจึงออกไปต่อที่ร้านเหล้าสุดหรูย่านใจกลางเมือง ดื่มคนเดียวด้วยบรั่นดีเพียวๆดับอารมณ์เดือด พอเมากรึ่มๆได้ที่ก็ออกไปเต้นกลางฟลอร์เต้น...จนได้เด็กหนุ่มหน้าตาดีกว่าและอายุน้อยกว่ากลับบ้านไปด้วย พอรุ่งเช้าก็ไล่เด็กหนุ่มคนนั้นออกจากบ้านอย่างหัวเสีย ซึ่งเจ้าตัวเองก็นิ่วหน้าเพราะถือว่าตัวเองก็หน้าตาดีและพี่คนนั้นก็มาหาตนก่อน แต่ก็ต้องรีบคว้าเสื้อผ้าก่อนที่ข้าวของจะปลิวตามมา

ความคิดเห็น