สามกันยา

ขอบคุณที่รักกัน ❤

ชื่อตอน : ตอนที่ 42

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.7k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ธ.ค. 2559 15:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 42
แบบอักษร

 

 

     เมื่อพี่สินพาก๊อตเข้ามาเล่ารายละเอียดให้คนในบ้านฟัง ความร้อนรนใจก็บังเกิดขึ้นกับทุกคน 

     "บัวนึกว่าน้องมัดไปอยู่ที่ภาคเหนือแล้วซะอีก" คุณแม่ลูกอ่อนกล่าวอย่างเป็นกังวล หญิงสาวเข้าใจว่ามัจฉานั้นมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายดีมาโดยตลอด

     "แล้วเราจะตามหาพี่มัดได้ยังไงล่ะคะ?" เนตรทรายเองก็ร้อนใจไม่ต่างกัน ตัวเธอเองนั้นยังไม่มีโอกาสได้ปรับความเข้าใจกับมัจฉาเลยด้วยซ้ำ

     "แล้วนี่อาชารู้เรื่องรึยังล่ะ?" คุณสมรถามถึงผู้เป็นพี่ชายของหญิงสาว 

     "ยังนอนแผ่อยู่หน้าบ้านอยู่เลยครับ" พี่สินกล่าวอย่างหวาด ๆ เมื่อนึกถึงความน่ากลัวของอารมณ์โกรธที่อาชาระเบิดออกมา

     "สิงไปตามน้องมาทีสิ ทั้งสองคนเลยนะ" คุณสมรกล่าวกับลูกเลี้ยงซึ่งกำลังโทรศัพท์ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยสกัดจับรถตู้ต้องสงสัย 

     "เดี๋ยวผมไปตามเองครับ" ไอยราส่งน้องคีตาให้เนตรทรายอุ้มแทนเเล้วเดินออกไปที่ลานหน้าบ้าน 

     สองหนุ่มที่วิวาทกันอย่างหนักเริ่มโงนเงนลุกขึ้นมาหลังจากที่นอนอยู่กลงแดดเป็นเวลานาน ไม่วายจะถลาไปซัดกันอีกรอบ ไอยราส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจกับพฤติกรรมของทั้งคู่ 

     "พวกพี่เลิกกัดกันก่อนเถอะครับ ตอนนี้เกิดเรื่องใหญ่เเล้วนะ" ไอยราแทรกตัวเข้าไปคั่นชายทั้งสองไว้ 

     "แกหุบปากไปเลยไอยรา ฉันเองก็ต้องจัดการกับแกเหมือนกัน" อาชาชี้หน้าขู่อาฆาต ยามนี้ความอัดอั้นใจที่เคยข่มไว้ได้กลับมาปะทุอีกรอบ นึกเกลียดทุกคนที่เอาเปรียบน้องสาวของเขา ไม่ว่าจะเป็นไอยราหรืออินทรี พวกมันต้องชดใช้ !

     "ผมยอมให้พี่อัดก็ได้ แต่ตอนนี้ไปตามหามัดก่อนเถอะ เจ้าเด็กก๊อตบอกว่าเห็นมัดถูกจับตัวขึ้นรถตู้ไปแล้ว" ไอยรามองหน้าชายทั้งคู่สลับกันไปมา เริ่มเห็นสีหน้าตกใจปรากฏขึ้นชัดเจน

     "แกว่าไงนะ?" อินทรีกระชากคอเสื้อน้องเขยอย่างแรง "มัจฉาถูกจับตัวไป !?!"

     "พี่ฟังไม่ผิดหรอก พี่สินบอกว่ามัดเอากุญแจรถของพี่มาคืนไว้แล้วก็เดินจากบ้านไป ไม่นานก๊อตก็มาบอกว่าเห็นมัดถูกจับตัวไปเเล้ว" ไอยราเล่าอย่างสรุปที่สุด

     "กุญแจรถ? ทำไมมัดมีกุญแจรถของแกได้ล่ะ" อาชาที่นิ่งฟังรายละเอียดถามขึ้น

     "ก็มัจฉามาพร้อมกับฉันน่ะสิไอ้โง่" อินทรีที่กำลังจะเดินเข้าตัวบ้านหันมาตะคอก

     "แล้วทำไมแกถึงไม่บอกฉันล่ะวะ ไอ้อัจฉริยะ" อาชาก็ไม่น้อยหน้า รีบวิ่งแซงหน้าอินทรีไปทันที 

     "แกให้โอกาสฉันได้พูดด้วยเหรอวะ มาถึงก็ต่อยเอา ๆ" 

     "ก็แกมาจับมือแก้มทำไมกันล่ะ" 

     "ไม่จับแขนแก้มแล้วจะให้จับแขนแกเหรอ? ฝันไปเถอะ!"

     ก่อนที่จะมีการวางมวยอีกรอบ ไอยรารีบเข้ามาเตือนสติคนทั้งสอง

     "นี่ห่วงมัดกันจริง ๆ รึเปล่าครับ ถ้าพี่ไม่ว่าง ผมจะไปตามหามัดเองนะ"

     "หุบปาก!" สองเสียงตวาดขึ้นพร้อมกัน

 

     การประชุมด่วนของหนุ่ม ๆ ในบ้านเริ่มต้นขึ้นในทันทีที่อาชากับอินทรีเข้ามาถึงห้องรับแขก พูดคุยกันไม่นานก็สามารถสรุปมูลเหตุจูงใจออกมาได้ว่าสาเหตุเกิดจากการตายของบูรพา

     มีความเป็นไปได้สูงว่าน้องชายของพ่อค้าอาวุธรายนี้จะเข้าใจว่าอาชาเป็นคนฆ่าพี่ชายของเขา และเมื่อไม่สามารถเล่นงานตัวอาชาได้โดยตรง มัจฉาซึ่งเป็นภรรยาในนามของอาชาจึงพลอยติดร่างแหไปด้วย 

     "มีเเค่เรื่องนี้นี่ล่ะที่ฉันพอจะนึกออก" อาชากล่าวสรุป

     "คงจะเป็นวันที่ฉันมามัดไปที่เรือนจำ คนของพวกมันที่แฝงตัวอยู่แถวนั้นคงจะเห็นเข้า" อินทรีเสริมขึ้นอย่างร้อนรน เขาตั้งใจว่าจะพามัจฉามาหาแม่ ตั้งใจให้มันเป็นวันดีแท้ ๆ แล้วเหตุใดถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้

     "พวกมันคงเข้าใจว่ามัดเป็นภรรยาของพี่อาชา ก็เลยคิดจะจับตัวมัดไปเพื่อเป็นการแก้แค้น" ไอรยากล่าวเพียงเเค่นั้น เขาไม่อยากคิดเลยว่าจะเป็นการแก้เเค้นแบบไหนกัน แค่กระตุกให้สำนึก หรือจะถึงขึ้นเอาชีวิตทดแทนกัน

     "ฉันให้เพื่อนที่เป็นตำรวจช่วยสกัดจับรถตู้คันนั้นเเล้ว แต่ก็ยังไม่มีข่าวเลยว่ะ น่าเสียดายที่ก๊อตมองป้ายทะเบียนไม่ชัด หรือบางที...พวกมันอาจเปลี่ยนรถไปแล้ว" สิงหาตกใจกับข้อสันนิษฐานใหม่ของตน ถ้าเป็นแบบนั้นการตามหาก็จะยากขึ้นอีกหลายเท่าตัว

     "ขอดูกล้องวงจรปิดที่อยู่ตามรายทางดีไหมครับ?" ไอยราเสนอขึ้น

     "ก็คงต้องทำอย่างนั้นล่ะ เดี๋ยวฉันจะเรียกทีมมาช่วยอีกแรงก็เเล้วกัน" สิงหาว่าจบก็ขอตัวไปโทรศัพท์

     "ฉันจะไปหาไอ้แบร์เอง มันกล้ามากที่มายุ่งกับผู้หญิงของฉัน อย่าหวังว่าจะได้ตายดี" อินทรีกล่าวอาฆาตหนุ่มลูกครึ่งที่เขาเกลียดชังยิ่งกว่าสิ่งใด ก่อนจะคว้ากุญแจรถที่พี่สินนำมาคืนให้แล้ววิ่งออกจากบ้านไป

    "ฉันไปด้วย" อาชาวิ่งตามไปติด ๆ ภาวนาขอให้แม่นุ่มช่วยคุ้มครองน้องสาวให้ปลอดภัยด้วยเถิด

 

     มัจฉารู้สึกตัวเมื่อได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน หญิงสาวรู้สึกว่ามีผ้าปิดตาของเธอไว้ มือสองข้างถูกไพล่หลังไว้ด้วยกุญแจมือ ข้อเท้าทั้งสองรับรู้ถึงความเย็นของโซ่เหล็ก ครั้นจะเอ่ยขอน้ำดื่มก็ได้รู้ว่าถูกปิดปากเอาไว้ด้วย หญิงสาวรู้สึกกลัวยิ่งนัก พวกมันจับตัวเธอมาทำไม?

     พันธนาการไว้ขนาดนี้คงไม่ใช่การค้ามนุษย์อย่างคราวที่แล้วเป็นแน่ !

     "มันตื่นเเล้ว พวกเอ็งมาแกะผ้าออกจากปากมันซิ จะได้ป้อนข้าวป้อนน้ำ ประเดี๋ยวมันจะตายซะก่อน" เสียงหญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ไม่นานก็มีคนมาแก้ปมผ้าที่มัดปิดปากมัจฉาออก พร้อมกระชากตัวให้ลุกขึ้นนั่ง

     "จับฉันมาทำไม?" มัจฉาถามทันทีที่สามารถพูดได้ เธอภาวนาให้เป็นเรื่องเข้าใจผิด ด้วยรู้ตัวว่าไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใครมาก่อน

     "อย่าถามมาก รีบ ๆ กินข้าวซะ" สิ้นเสียงสั่ง ก็มีช้อนเย็น ๆ ส่งอาหารมาใกล้ปาก มัจฉาเบือนหน้าหนีทันที เพราะมองอะไรไม่เห็นหญิงสาวจึงรู้สึกหวาดกลัว

     "ปล่อยฉันไปเถอะ พวกเธอจับผิดคนเเล้ว" เธอพยายามอ้อนวอน แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล

     "ถ้ามึงชื่อมัจฉาแล้วแต่งงานกับไอ้อาชามันก็ไม่ผิดตัวหรอกโวย" ไม่พูดอย่างเดียว ยังใช้นิ้วจิ้มศีรษะของเธอจนร่างอวบโอนเอนไปอีกข้าง

     "ฉันไม่เคยทำอะไรให้พวกเธอเลยนะ จับฉันมาทำไมกัน?" หญิงสาวพยายามเงี่ยหูฟังสิ่งแวดล้อม ไม่มีเสียงรถหรือเสียงใครอื่น จะมีก็แต่เสียงของแมลงกลางคืนที่เเข่งกันร้องระงม พอจะเดาได้ว่าขณะนี้อาจจะดึกแล้ว

     "มึงไม่ได้ทำ แต่ผัวมึงทำ คุณบูลถูกผัวมึงฆ่าตาย มึงเองก็ต้องชดใช้ชีวิตเหมือนกัน" เสียงเหี้ยมของหญิงอีกคนเอ่ยขึ้นอย่างโมโห เป็นเสียงที่ดังมาจากอีกฝั่งหนึ่ง มัจฉาพอจำได้ว่าเป็นเสียงของคุณป้าที่เรียกถามทาง หรืออีกนามหนึ่งก็คือคุณป้าที่ขายไข่นกกระทา !

     "คุณป้าไข่นกเหรอ? คุณป้าไข่นกที่เราเคยนั่งคุยกันใช่ไหม?" มัจฉาถามออกไป คิดถึงมิตรภาพที่เกิดขึ้นยามนั้น หวังให้หญิงคนนั้นเห็นใจและปล่อยตัวเธอไป

     "เออ กูเอง ไม่ต้องมาตีสนิทกับกู กูไม่ปล่อยมึงไปหรอก รีบ ๆ กินข้าวซะ แล้วพวกมึง ๆ ก็อย่าไปต่อปากต่อคำกับมัน" เสียงของคนกรำงานหนักสั่งอย่างเด็ดขาด

     "เสียแรงที่หนูเคยอุดหนุนไข่นกกระทาของป้า คนใจดำ!" มัจฉากล่าวอย่างผิดหวัง

     "วันนั้นกูก็แถมให้มึงตั้งหนึ่งถุง หัดสำนักซะบ้างสิ อยู่เงียบ ๆ ไปซะ"

     "ปล่อยฉันไปเถอะ จับฉันมาก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก พี่ชาไม่สนใจฉันหรอกนะป้า" มัจฉาเว้าวอนขอความเห็นใจ อยากจะบอกว่าเธอไม่ใช่ภรรยาของอาชา แต่ก็กลัวว่าความซวยจะไปตกอยู่กับพิมพ์ขวัญแทน ถึงเธอจะเคยนึกอิจฉาเพื่อน แต่ก็ไม่ได้คิดจะให้พิมพ์ขวัญต้องมาเจอเรื่องร้าย ๆ แบบนี้

     "สายของกูรายงานมาว่าอาชามันห่วงเมียของมันจะตาย มึงอย่ามาตอแหลเอาตัวรอดไปหน่อยเลย ถ้ามันไม่กินข้าวก็ปิดปากมันไว้"

     ไม่นานมัจฉาก็หมดสิทธิ์พูดอะไรต่อ ผ้าปิดปากมัดแน่นจนเจ็บไปหมด หญิงสาวล้มตัวลงนอนทำทีว่าหลับไปแล้ว แต่ความจริงนั้นเธอพยายามนิ่งฟังเสียงรอบข้าง

     'ลูกจ๋า ไม่ต้องกลัวนะ เราจะต้องรอดออกไปจากที่นี่ด้วยกัน' 

     มัจฉาไม่ได้หวังพึ่งพาใครให้มาช่วย ยามที่เธอออกมาจากหน้าบ้านใหญ่ก็ไม่มีใครรู้...ถึงรู้เขาก็คงไม่สนใจอะไร ดังนั้น เธอต้องพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด ! 

     "มันหลับไปแล้ว พวกเอ็งเฝ้าเอาไว้ก็แล้วกัน ข้ากับนังจิ๋วจะออกไปรอเจ้านายที่ปากทาง" เสียงกระซิบกระซาบกันเบา ๆ ลอยมาเข้าหู มัจฉาพยายามนิ่งฟังแต่ก็ไม่มีการพูดคุยมากไปกว่านั้น

     เสียงเดินห่างออกไปไม่นาน มัจฉาก็ถึงคราวต้องกลัวอย่างสุดขีด

     "กว่าเจ้านายจะมาถึง เรามาหาอะไรทำกันเถอะ" เสียงผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้น มัจฉาขบฟันแน่น พยายามหาทางหนีทีไล่ เธอนั้นไม่รู้จำนวนคนว่ามีคนเฝ้าอยู่เท่าไหร่กันแน่ อยากเอาผ้าปิดตาออกเหลือเกิน

     "ถ้าเจ้านายรู้ว่าพวกเราทำอะไรอีนังนี่ พวกเราจะแย่นะโวย" อีกเสียงตอบกลับมา มัจฉาได้โอกาสนับจำนวนคน

     "แต่มันก็สวยใช้ได้เลยนะ ผิวก็ขาว ดูนุ่มนิ่มน่าจับชะมัด" มีอีกเสียงโผล่เข้ามา

     "เอามาจับเล่นแกล้มเหล้าก็น่าสนุกดีเหมือนกันนะ" มัจฉาเริ่มสับสนกับเสียงที่ได้ยิน บัดนี้เธอเข้าใจเเล้วว่ากลัวจนตัวสั่นเป็นอย่างไร

     "เอาสิวะ เล่นแป๊บเดียวเจ้านายไม่รู้หรอก"

     สิ้นเสียงตกลงกันไม่นาน มีใครบางคนมาไขโซ่ซ่ามออกจากข้อเท้า และเปิดผ้าปิดตาออกให้ แสงไฟสีนวล ๆ ส่องมาทำให้มัจฉาต้องหรี่ตาอยู่นาน กว่าเธอจะมองเห็นสิ่งเเวดล้อมได้ชัดเจน ก็ถูกกระชากตัวให้ยืนขึ้นเสียเเล้ว

     "มาสนุกด้วยกันเถอะนะ น้องสาว" มัจฉามองกลุ่มชายฉกรรจ์ห้าหกคนที่ยืนล้อมตัวเธออยู่ น้ำตาหยดน้อยไหลออกมาด้วยความหวาดกลัว ทั้งกลิ่นเหล้าและกลิ่นบุหรี่ทำเอามัจฉาเวียนหัว

     "รีบ ๆ เร็วเข้า เดี๋ยวเจ้านายมาถึงพวกเราจะเเย่" ใครอีกคนเอ่ยเตือน

     ไม่นานกลุ่มชายเหล่านั้นก็ตัววง ผลัดกันผลักตัวมัจฉาไปมา มือสากลูบไล้ไปตามร่างกาย ก่อนจะผลักตัวเธอไปให้เพื่อนอีกคน บ้างก็ซุกไซร้จมูกไปตามเนื้อตัวของหญิงสาว แม้จะรู้สึกขยะเเขยงแต่มัจฉาก็ต้องฝืนทน พยายามเก็บรายละเอียดภายในบริเวณนั้นให้ได้มากที่สุด 

     หญิงสาวพอสรุปได้ว่าที่แห่งนี้คืออาคารร้างที่สร้างไม่เสร็จ ภายนอกตัวตึกนี้มีพุ่มไม้รกขึ้นอยู่รายรอบ พอมองเห็นทางเดินอยู่ลาง ๆ ซึ่งก็ไม่อาจรู้ได้ว่าทางเดินนั้นจะทอดไปถึงที่ใด

     แต่ถึงอย่างไรก็คงจะดีกว่าต้องมาเป็นลูกตะกร้อให้คนพวกนี้ผลัดกันเดาะเล่น !

     มัจฉาคิดหาหนทางที่จะหลบหนี สังเกตเห็นว่าบางคนในกลุ่มเริ่มเมามายจนทรงตัวไม่อยู่ บางคนก็สลบแน่นิ่งไปด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ เหลือเพียงพวกหื่นกามอีกราวสามคนที่ยังสนุกกับการสัมผัสตัวเธอ   

     เมื่อคนที่จับตัวเธอไว้ถึงคราวต้องปล่อยตัวเธอไปให้เพื่อนที่รอรับ มัจฉาวางแผนฉุกเฉินว่าจะอาศัยแรงผลักจากคนนี้กอปรกับแรงของเธอ วิ่งไปชนตัวของอีกคนนั้นให้ล้มเเล้วจะรีบวิ่งหนีไปที่ถนน

     ไม่มีเวลาทบทวนแผนเป็นครั้งที่สอง เมื่อมันเริ่มผลักตัวเธอ หญิงสาวก็วิ่งเข้าชนร่างคนที่รอรับอย่างเต็มแรง ด้วยความมึนเมาประกอบกับความประมาทเพราะไม่คิดว่าหญิงสาวที่อ่อนแรงจะพุ่งชน ทำให้คนที่รอรับล้มลง มัจฉาฉวยโอกาสวิ่งออกจากตัวอาคารทันที

     ทางเดินที่เธอมองไว้ช่างมืดมิดเสียจริง ไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังจะหนีไปพบกับอะไร แต่เธอก็หยุดไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เมื่อเสียงโหวกเหวกโวยวายดังไล่หลังมา พวกมันคงหายเมาเป็นปลิดทิ้งเมื่อรู้ว่าคนของเจ้านายหลบหนีออกไปได้

     มัจฉาวิ่งจนเหนื่อย ทั้งสะดุดล้ม ทั้งตกหลุม แต่ก็ยังไม่พบบ้านเรือนหรือแสงไฟใดที่พอจะแสดงให้เห็นว่าจะมีผู้คนอยู่แถวนี้ คืนเดือนแรมที่แสนมืดมิดช่างโหดร้ายกับเธอเหลือเกิน

     หญิงสาวอยากจะหยุดพัก หยุดวิ่ง แต่เสียงที่ตะโกนอยู่ด้านหลังก็บีบบังคับให้เธอต้องฝืนต่อ

     'เข้มเเข็งไว้นะลูก แม่จะปกป้องหนูเอง' เธอรำพันกับตัวเอง

     เมื่อคิดถึงลูก มัจฉาก็พลันมีกำลังขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เธอไม่ได้สู้อยู่คนเดียว !

 

     เมื่อวิ่งมาได้พักใหญ่ คนอ่อนแรงก็ล้มลงอีกครั้ง 'ไม่ไหวเเล้ว แม่นุ่มช่วยคุ้มครองมัดกับหลานด้วยนะคะ' มัจฉาระลึกถึงแม่นุ่มที่เคยคุ้มภัยให้เธอมาโดยตลอด บัดนี้แม่นุ่มอยู่บนสวรรค์ เมื่อมองมาเห็นก็อย่าทิ้งมัจฉาให้เผชิญอันตรายอยู่นานนักเลย

     แว่วเสียงคนตามหลังอยู่ค่อนข้างไกล มัจฉาที่หมดเเรงวิ่งพยุงกายเข้าไปหลบที่พุ่มไม้ข้างทาง ขอให้เดือนแรมช่วยซ่อนร่างของเธอให้พ้นจากสายตาของคนพวกนั้นด้วยเถิด

     สาวท้องอ่อนรู้สึกง่วงนอนอย่างที่สุด แต่ความเครียดทำให้เธอหลับไม่ลง เสียงคนพวกนั้นตามมาใกล้เรื่อย ๆ  สิ่งที่น่าตกใจคือพวกมันเปิดพุ่มไม้ข้างทางแทบทุกต้น การซ่อนตัวของเธอคงช่วยอะไรไม่ได้อีกแล้ว

     แต่เหมือนฟ้าจะกรุณาเธออยู่บ้าง มัจฉาได้ยินเสียงรถยนต์แล่นอยู่ไม่ไกลจากนี้  เครื่องยนต์กระหึ่มดังคล้ายคำรามขู่คนชั่วให้หวาดกลัว

     มัจฉาไม่สนใจว่าเจ้าของรถจะเต็มใจให้ความช่วยเหลือเธอหรือไม่ ขอเพียงให้ตัวเธอพ้นจากความกดดันนี้ไปได้ก็พอเเล้ว

     หญิงสาวค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากที่ซ่อนอย่างเงียบเชียบกลัวว่าคนพวกนั้นจะมองเห็นความเคลื่อนไหวก่อนที่เธอจะทันได้ก้าวขาวิ่ง แต่เหมือนจะไม่ได้ผลเท่าใดนัก  เมื่อหนึ่งในคนกลุ่มนั้นตะโกนบอกเพื่อนที่กำลังเปิดพุ่มไม้ว่าเห็นตัวเธอเเล้ว !

     มัจฉาวิ่งสุดชีวิต เธอจะต้องไปยังรถยนต์คันนั้นให้ได้ นั่นคือทางรอดเดียวของเธอ 

 

     ...แสงไฟจากรถหรูที่ส่องมา ล่อหลอกแมลงเม่าน้อยที่กำลังหนีตายให้บินเข้าไปหา 

     ชายหนุ่มเร่งเครื่องยนต์ให้เร็วขึ้นเมื่อมองเห็นร่างของใครบางคนกำลังกระเสือกกระสนวิ่งมาขอความช่วยเหลือ

     'ชีวิตเเลกชีวิตก็เเล้วกันนะ ...อาชา'

    

 

###

 

ความคิดเห็น