email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ซีอีโอสาว VS พี่หาญ ( นายทหาร ) บทที่ 5

ชื่อตอน : ซีอีโอสาว VS พี่หาญ ( นายทหาร ) บทที่ 5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แอ็คชั่น,บู๊ล้างผลาญ

คนเข้าชมทั้งหมด : 49

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 02 มี.ค. 2564 09:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ซีอีโอสาว VS พี่หาญ ( นายทหาร ) บทที่ 5
แบบอักษร

ณ ร้านนั่งดื่มในย่านถนนโลกีย์ของจังหวัดกรุงเทพมหานคร แสงไฟนีออน กับ หลอดไฟสีส้มเข้ม ที่ช่วยให้บรรยากาศในร้านดูลุ่มลึก ลึกลับ น่าค้นหา เหล่าผีเสื้อราตรีต่างออกมาโบยบิน ชมแสงสีในค่ำคืนของวันนี้  

               เสียงเพลงแจ็สเปิดคลอเบาๆ กับบรรยากาศสบายๆ เคล้ากลิ่นแอลกอฮอล์ 

               ที่มุมโต๊ะด้านในของร้าน...หนุ่มผมตัดรองทรง ผิวสีแทนจากการกรำแดดมาเนิ่นนาน ในชุดลำลองสบายๆเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มแขนยาวพับแขนครึ่งแขน กับกางเกงยีนส์สีดำ รองเท้าหนังดำมัน นั่งจิบวิสกี้คนเดียวเงียบๆที่มุมด้านในของร้าน  

               ช่วงราวๆสามทุ่มคนเริ่มทยอยมา แต่ยังไม่คึกคักเท่าตอนดึกๆ ทำให้ไม่ค่อยมีใครเข้าไปวอแว  

               ภาสิกาในชุดเดรสสายเดี่ยวสีดำสนิทผ่าข้างถึงโคนต้นขา เดินถือกระเป๋าชาแนลสีดำและไปสะดุดกับชายหนุ่มคนนี้เข้า 

หน้าตาหล่อเหลาคมเข้มแบบชายไทย กับท่าทางเข้มๆของเขามันดึงดูดใจเธออย่างบอกไม่ถูก...แต่จะเข้าไปหาเลย มันก็จะดูเปิดเผยเกินไปนะ แต่เธอต้องทำยังไง ? เธออยากได้เบอร์เขาจริงๆ  

               ภาสิกาไม่รู้จะทำยังไง ก็ได้แต่...มองแล้วก็มอง จนเหลือบไปเห็นเด็กชงเหล้า ก็เลยกระซิบถามเบาๆ 

               “โทษนะคะ คนนั้นเขามาบ่อยไหมคะ ?” เธอลองถามบาร์เทนเดอร์หลังเคาท์เตอร์ชงเครื่องดื่ม  

               บาร์เทนเดอร์มองไปตามสายตาของภาสิกาแล้วก็ก้มหน้าเช็ดแก้วไวน์ต่อ แต่ปากก็พูดเบาๆ  

               “ก็ไม่ถึงกับบ่อยหรอกครับ นานๆที มีอะไรหรือเปล่าครับ ?” 

               “อ๋อ เอ่อ คือ...ฉันอยากรู้จักเขาน่ะค่ะ เลยลองถามดู”  

               “ผมก็ไม่แน่ใจน่ะครับ” 

               “งั้นเหรอคะ ขอบคุณค่ะ” หลังจากที่ไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการ เสียงที่เคยฉอเลาะก็เหมือนจะแข็งๆหน่อยๆ แต่ก็แอบมองเจ้าตัวไม่วางตา  

หลังจากที่เป็นหนุ่มที่หมายตาในคืนนี้ ภาสิกาก็เอาแต่จ้องเขาแม้จะมีผู้ชายเข้ามาคลอเคลีย พยายามลากเธอออกไปพัวพัน แต่ก็พยายามเลี่ยงตัวเองออกมา และพยายามไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่าเธอมองเขาอยู่  

               หลังจากรอจังหวะที่เขาหยิบโทรศัพท์ออกไปคุยข้างนอก เธอก็รีบตามออกไปทันที รอจนกระทั่งเขาคุยโทรศัพท์เสร็จ 

               ขณะที่เห็นเขาเดินสวนมาเธอก็ทำเป็นมึนหัวแล้วเซถลาไป และก็มีแขนเข้ามารับก่อนที่เธอจะล้มลงไปคลุกฝุ่น  

               “คุณไม่เป็นอะไรนะครับ ?” 

               “เอ่อ ฉันคงเมาน่ะค่ะ” 

               “รถคุณอยู่ไหนครับ เดี๋ยวผมไปส่ง” 

               “ฉันมาแท็กซี่น่ะค่ะ”  

               “งั้นเดี๋ยวผมเรียกแท็กซี่ให้นะครับ”  

               “คือ ฉันกลัว...จะเมาหลับบนแท็กซี่น่ะค่ะ ไม่รู้จะเป็นอะไรรึเปล่า” 

               เขาแอบถอนหายใจยาวๆ คล้ายๆกำลังข่มใจให้สงบนิ่ง แล้วตอบสั้นๆ “งั้นผมไปส่งคุณที่บ้านก็ได้ครับ บ้านคุณอยู่ที่ไหนครับ” 

               “แถวสุขุมวิท 5 น่ะค่ะ”  

               “ยังพอจำทางได้อยู่ใช่ไหมครับ” 

               “ยังพอจำได้ค่ะ”  

 

ทางจากร้านเหล้าจนมาถึงบ้านที่ภาสิกาพูดถึง...ไกลมากจนเจ้าของรถแอบบ่น แต่ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษทำให้ไม่กล้าพูดอะไรมาก ได้แต่ขับตามทางที่เจ้าตัวบอกจนมาถึงหน้าบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง 

               “ถึงแล้วล่ะค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”  

               “คราวหลังระมัดระวังตัวหน่อยนะครับ คุณเป็นผู้หญิงคนเดียว เกิดอะไรขึ้นมาจะลำบาก”  

               “ค่ะ ฉันจะระวังค่ะ” แล้วค่อยเปิดประตูลงจากรถ และเดินเซๆไปที่ประตูอัลลอยด์ของบ้าน และแอบมองส่งจนรถเก๋งสีขาวมุกขับออกไปจนลับตา 

               และก็แอบจำทะเบียนรถ ยี่ห้อและสีของรถเอาไว้  

               วันหลังเราจะได้เจอกันอีกนะคะ สุดหล่อ 

  

เมื่อได้ข้อมูลมาภาสิกาก็ไม่รอช้าที่จะใช้นักสืบฝีมือดี หาข้อมูลของทะเบียนรถกับยี่ห้อรถ ว่าเป็นของใคร ซึ่งวันหลังเธอจะได้ไปหาเขาถูกที่  

จ่ายเงินเท่าไรก็ได้ ฉันไม่ห่วง ขอแค่ได้ข้อมูลที่ฉันต้องการก็พอ 

ภายในไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ก็ได้ข้อมูลที่ต้องการ 

“เป็นทะเบียนของพันตรีศรัน สิงฆ์สำอาง สังกัดกองพันที่ ๑ อยู่ประจำที่จังหวัดกรุงเทพมหานครนี่เอง” แล้วไล่สายตาอ่านข้อมูลที่ได้มาไปเรื่อยๆโดยไม่พลาดสักบรรทัด  

“ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ทำงานและกลับบ้าน บางครั้งก็เห็นมีทหารรับใช้อยู่ด้วยบ้าง อืมัธยม..ระดับนายพัน ? มีอิทธิพลในมือไหม ?” และอ่านไปเรื่อยๆจนสะดุดกับข้อความบางอย่าง 

“มีแฟนแล้ว ?” แอบเบ้ปากให้กับข้อมูลตรงนี้ แล้วก็นิ่ง...เงียบ ใช้ความคิดบางอย่าง 

มีแฟนแล้วฉันต้องแคร์ไหม ? ถ้ามีอิทธิพล มีหน้ามีตาแบบนี้ 

มีคุณสมบัติครบทุกอย่าง หน้าตา หน้าที่การงาน...ยังไงต้องลองดู 

 

ผ่านไปปีกว่าเกือบสองปี...จากที่ชลกนกต้องนอนเป็นผักอยู่ที่เตียง ตอนนี้สามารถขยับตัวมานั่งบนรถเข็นได้แล้ว แต่อาการทางสมองและขาทั้งสองข้างก็ยังคงต้องบำบัดกันต่อไป 

อากาศที่สวีเดนช่วงนี้ค่อนข้างเย็นสบาย ลมเย็นพัดโชยเป็นระยะ ทุ่งหญ้าสีเขียวๆกับภูเขาสีเขียวๆ อากาศบริสุทธิ์สดชื่น 

               ภูษิตพาเข็นรถของชลกนกมาหยุดที่ริมรั้ว หญิงสาวในชุดคนป่วยสีฟ้าอ่อน ซึ่งเจ้าตัวตอนนี้อยู่ในสภาพเหมือนผักเฉาๆ ไม่ตอบสนอง ไม่รับรู้ใดๆเนื่องมาจากสมองที่ได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจากอุบัติเหตุ ต้องได้รับการบำบัดฟื้นฟูอีกนาน...ที่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรและจะมีโอกาสไหมที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม 

               น่าสงสารในความัธยม..เกือบจะเพอร์เฟคของผู้หญิงคนนี้ หน้าตาสะสวย เรียนดี การงานก็ดี ฐานะทางการเงินก็ไม่ได้ลำบาก  

               แต่ต้องมาประสบกับเรื่องแบบนี้ 

               “รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง ?” 

“คิดอะไรไม่ค่อยออกค่ะ” 

               “แล้วตั้งแต่คุณหมอมารักษา ตอนนี้ดีขึ้นบ้างไหม ?” 

               “ก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ค่ะ” 

               “อดทนไว้นะ เดี๋ยวก็หาย” 

               “ขอบคุณค่ะ” 

               “ผมซื้อส้มสดๆมาฝากด้วยนะ อย่าลืมทานนะครับ เผื่อจะรู้สึกดีขึ้น”  

               “ค่ะ” ชลกนกอมยิ้ม หน้าตาดูสดชื่นขึ้น เมื่อมีคนดูแลเอาใจใส่  

               “เดี๋ยวผมพาเข็นรถไปชมวิวนะ”  

               ชลกนกพยักหน้าเบาๆ ชายหนุ่มจึงหันไปขออนุญาตผู้เป็นอาของเธอ “ผมขอพาน้ำไปเดินเล่นใกล้ๆนี้สักพักนะครับ”  

               “อืม ดูแลน้ำด้วยนะ” 

               “ครับ”  

 

ตอนนี้ก็ผ่านมาเป็นสองปีได้แล้ว ที่คดีเรื่องอุบัติเหตุทางรถยนต์ของหลานสาวไม่คืบหน้า แอบนึกหมดหวังกับการพึ่งพาผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ที่จะช่วยหาความจริงของหลานสาวให้กระจ่าง 

ดูท่าทางแล้ว...คดีของหลานสาวเขาอาจจะต้องเป็นหมัน เพราะจนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีการสรุปคดี ไม่มีพยาน ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน 

               ไตรทศกำหมัดแน่น นึกแค้นใจที่ไม่สามารถพิสูจน์ความจริงให้กับหลานสาวของเขาได้ 

               แต่จะให้เขายอมจำนน ไม่มีทาง 

               ว่าแล้วก็ยกหูโทรศัพท์แล้วสั่งการสั้นๆ “ทำงานให้ฉันหน่อย ฉันมีงานให้ทำ ทำเงียบๆด้วยล่ะ ทำเสร็จเมื่อไหร่ก็บอก มีเงินค่าตอบแทนให้” 

 

“นับว่างานนี้ลูกค้าหน้าใหม่ๆมีทีท่าว่าจะสนใจเยอะขึ้นนะ ต้องมีโปรเจคสองอย่าให้ขาดตอน” ธนิกกระซิบเบาๆที่หลังใบหูของลูกสาว ขณะที่พิธีการกำลังสัมภาษณ์นักแสดงสาวที่มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้ ก่อนจะหันกลับไปสนใจการสัมภาษณ์พรีเซนเตอร์ให้กับเครื่องสำอางในครั้งนี้ ส่วนภาสิกาเดินออกมาเงียบๆพร้อมกับกระเป๋าสะพายแบรนด์เนม ซึ่งไม่มีใครกล้าว่าอะไรอยู่แล้วและตอนนี้ทุกคนกำลังสนใจการสาธิตเครื่องสำอางตรงหน้าเท่านั้น  

               “ฉันโทรมาเย็นไปหน่อยคงไม่ว่าอะไรนะ” ภาสิกากระซิบเบาๆกับบลูธูทที่เสียบหู  

               “ได้ครับคุณน้ำหวาน มีอะไรให้ช่วยหรือครับ ?” 

               “เราต้องมีโปรเจคสอง ฉันหมายถึงการผลิตเครื่องสำอางตัวใหม่และโปรโมต โปร-เจค-สอง”  

               ก่อนจะวางสายไป ให้คนที่รับสายถอนหายใจยาวๆ...เฮ้อ มาอีกรอบแล้วสินะ คราวนี้จะเป็นแบบไหนอีกล่ะเนี่ย ? 

               เช้าวันรุ่งขึ้นทันทีที่ภาสิกาเข้าไปถึงบริษัท ก็เรียกประชุมเช้าช่วง 10 โมงทันที เพื่อไม่ให้ทุกคนที่กำลังอารมณ์ค้างกับโปรเจคก่อนหน้านี้ ต้องหมดไฟในการทำงาน 

               จะตีเหล็กต้องตีตอนร้อน ถ้ามันเย็นแล้วมันจะไปได้อะไร ! 

               หลังจากทุกคนมารวมตัวกันที่ห้องประชุมเล็ก “เอาล่ะ ก่อนอื่นต้องขอปรบมือให้กับทุกคน ที่งานรอบที่แล้วออกมาดี”           

               เสียงปรบมือดังขึ้นและเงียบสนิทเมื่อภาสิกาเอ่ยขึ้น “รอบนี้เราต้องดีกว่ารอบที่แล้ว มา...มาช่วยเสนอไอเดียจะต้องทำยังไง” 

  

หลังผ่านไปนานร่วมปีกว่า ก็มีพยานแอบมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัย เป็นชายฉกรรจ์สองคนสวมชุดดำขับรถเก๋งสีขาวพาชายสติไม่ดี ทำลับๆล่อๆมาส่งไว้ที่ริมถนน ก่อนเกิดเหตุรถพลิกคว่ำ  

               หลังพาชายสติไม่ดีมาปล่อย ก็ขับรถหนีไปอย่างรวดเร็วแต่มีคนจำทะเบียนได้  

               พยานรีบมาแล้วก็รีบไป ไม่กล้าอยู่นาน ส่วนข้อมูลนั้นให้ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการ  

               ข้อมูลทุกข้อมูลถูกเก็บไว้ใช้ประกอบการสืบหาข้อเท็จจริง เกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นของน.ส.ชลกนก เรืองฤทธิไกร ไม่สามารถให้ข้อมูลใดๆแม้จะเป็นส่วนเล็กๆน้อยๆ หายไปจากการสืบคดีนี้ เพราะบางครั้งข้อมูลส่วนเล็กๆอาจไขคดีได้ 

               “ตั้งนานทำไมไม่มาวะ รีบๆเอามารวบรวมเป็นหลักฐานพยานเอาผิดทีซิ จะได้จบๆกันไปซะที” 

               “ป่านนี้คนร้ายมันไม่หนีไปแล้วหรือครับสารวัตร” 

               “เออ รีบๆทำเถอะน่า อย่าพูดมาก” 

 

ภูษิตแวะมาเยี่ยมชลกนกบ่อยมากขึ้น และยอมค้างคืนที่โรงแรมหนึ่งคืนแล้วค่อยกลับ ต่างจากทุกครั้งที่มาเยี่ยมเพราะต้องนำหลักฐานมามอบให้คุณอาไตรทศ

               แต่ละครั้งก็จะมานั่งพูดคุยกับคุณน้ำ...ชลกนก เรื่องสัพเพเหระ พยายามไม่ถามอาการเจ็บป่วยให้เจ้าตัวหมองเศร้า

               “สวัสดีครับคุณอา”

               “สวัสดี ว่าไงเจ้าษิต สบายดีไหม ?”

               “ครับ สบายดีครับ แล้วคุณอากับคุณน้าล่ะครับ”

               “อากับคุณน้า ก็สบายดี”

               “แล้วคุณน้ำล่ะครับเป็นอย่างไรบ้าง”

               “ก็ดีขึ้นมากกว่าแต่ก่อน” ตอบและอมยิ้ม...หายห่วงขึ้นมาบ้าง จากเดิมแค่กระพริบตากับกระดิกนิ้วมือนิ้วเท้า ตอนนี้ลืมตาได้ หัวเราะและยิ้มได้มากกว่าเมื่อก่อน

               “เข้าไปเยี่ยมสิ แต่อย่านานนะ ต้องกลับไปพักที่โรงแรมไม่ใช่หรือ ? ดึกๆจะหาแท็กซี่ยากนะ”

               “ทราบครับ ผมเข้าใจแล้วครับ”

 

ภายในห้องของคนป่วยซึ่งบัดนี้ปิดสนิทและเงียบสงบ มีเพียงเครื่องปรับอากาศที่เปิด 27 องศา พอให้มีอากาศหายใจ กับ ‘คนป่วย’ ที่นอนหลับสนิท โดยข้างกายมีสายน้ำเกลือแขวนห้อยอยู่

               ภูษิตไม่ต้องการอะไรมากแค่อยากมาเยี่ยมและอยากเห็นว่าเธอสบายดี อาการดีขึ้น ก่อนจะเดินทางกลับโรงแรม

               ภาระเกี่ยวกับสาวน้อยคนนี้ในอ้อมแขนของภูษิตยังไม่จบ ชีวิตของคุณหนูคนนี้ยังแขวนอยู่บนเส้นด้าย ตราบใดที่ยังสืบความจริงไม่ได้

               ก็ยังวางใจอะไรไม่ได้ทั้งนั้น

 

ขึ้นชื่อว่าโปรเจคที่สองอย่าคิดว่าง่าย...มันไม่ง่ายแถมมีเรื่องให้ต้องคิดหนัก มากกว่าโปรเจคแรก เพราะมันต้องเด่นกว่า ดีกว่า น่าสนใจมากกว่า

               “โปรเจคนี้ เอาไงดี ?”

               “ตีตลาดสาวรุ่นๆน้องๆนักศึกษาบ้างดีไหม ?”

               “เออ คราวที่แล้วออกแนวขรึมๆ” แล้วกระซิบข้างหูเพื่อนร่วมงาน “ขรึมจนกูแทบไม่อยากซื้อใช้ ผู้ใหญ่เกิ๊น”

               เพื่อนถองศอกใส่แล้วจิกตาดุอีเพื่อนช่างนินทา “เดี๋ยวก็โดนหรอก เงียบๆ”

               “ว่าไงคะ สาวๆ ช่วงนี้ต้องเร่งงานกันนิดหนึ่งนะ ท่านประธานกับท่านรองฯรออยู่” สาวๆที่ว่าคือทั้งชายหญิง และชายไม่แท้ หญิงเทียม ที่ยืนกันอยู่ในห้องประชุม

               “หลังจากโปรเจคที่ปล่อยออกไป ทุกคนกำลังสนใจผลิตภัณฑ์ตัวใหม่อยู่ อย่าปล่อยให้ข่าวเงียบไป แล้วค่อยมาเสนอขายของชิ้นใหม่ มันจะดึงความสนใจยาก จะตีเหล็กก็ต้องตีตอนร้อน เข้าใจไหมคะ ?” หัวหน้าทีมออกแบบเอ่ยเตือนเสียงขรึมๆเพื่อกระตุ้นลูกน้องให้รีบลงมือทำงานกันไวๆ

               ถ้ากระแสช่วงนี้ยังฮอตฮิตไม่เลิก จะเป็นการง่ายกว่าที่จะทำให้โปรเจคน้องใหม่พลอยฟ้าพลอยฝนมีคนสนใจไปด้วย

               “งั้นมาเริ่มวางแผนกันเถอะว่าจะเอายังไงดี”

               จากนั้นก็แจกงานให้แต่ละคนไปช่วยกันคิดแล้วค่อยกลับมาประชุมกันใหม่ในอีกสองสัปดาห์

 

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก พริบตาเดียวก็วนมาถึงวันจันทร์ ของสัปดาห์ที่สองของการทำงาน ซึ่งนัดหมายกันไว้ว่าจะให้แต่ละคนเสนอไอเดียแล้วช่วยกัน...ทำให้มัน...ปัง-ปัง-ปัง !

               “ว่าไงคะสาวๆ รอบนี้ใครไม่ทำการบ้านมาพี่ฟาดไม่เลี้ยงจริงๆนะ” หัวหน้าทีมชายไม่จริงผู้สวมเสื้อเชิ้ตทำงานลายสก็อตสีน้ำเงิน กับกางเกงห้าส่วนสีครีมและรองเท้าหนังสีน้ำตาล เป็นผู้เอ่ยเปิดการประชุมทีเล่นทีจริง

               ลูกน้องต่างมองหน้ากันเป็นเชิงปรึกษา...ใครก่อนดี แล้วก็มีหญิงสาวผมสั้นเสมอหูย้อมเป็นสีน้ำตาลเข้มกับชุดสูทสีน้ำเงิน เริ่มการประชุมด้วยคอนเซ็ปที่วางเอาไว้

               เนื่องจากเครื่องสำอางจากนันนลินนั้นผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ คราวที่แล้วมาแนวเซ็กซี่จนครีเอทีพกำพระแน่นกลัวจะหลุดจากกรอบ ลูกค้าไม่ชอบ แต่เซอร์ไพร์ส ! ลูกค้าประหลาดใจและเข้ามาลองสินค้ามากขึ้น พอให้เบาใจไปได้บ้าง

               ดังนั้น รอบนี้ต้องคิดให้รอบคอบ คิดให้ระมัดระวัง อย่างให้ต้องทำอะไรสุ่มเสี่ยงแบบที่แล้วมา แต่มันก็ต้องฉีกกฎและแตกต่างจากคราวที่แล้ว

               จะต้องทำยังไงถึงจะผ่านตรงนี้ไปให้ได้ ?

               หลังจากที่ทุกคนเสนอความคิดของตัวเองและอธิบายถึงข้อมูล และเหตุผลว่าที่ทำลงไปแบบนี้ เพราะอยากได้อย่างนี้ !

และก็ได้ข้อสรุปมาว่า คอนเซ็ปคราวนี้ต้องเบาๆใสๆแต่แอบลึกลับ ดึงดูดพอสมควร

               มีภาพร่างในกระดาษคือนางแบบหรือพรีเซนเตอร์ต้องมาเล่นกับผ้าสีขาว สีอ่อนๆ คราวนี้จะปล่อยให้เหล่านางแบบเล่นหูเล่นตาเต็มที่กับเครื่องสำอางแบบใสๆแต่แอบดึงดูด

               ได้มีให้หวาดเสียวกันอีกรอบคราวนี้ แต่จะให้เรตติ้งตกไม่ได้ ไม่ว่ายังไงมันต้องปัง-ปัง-ปัง เท่านั้น !

               หัวหน้าโปรเจคแอบมีถอนหายใจยาวเฮือกๆ ก่อนจะเริ่มปรึกษาหารือสตอรี่บอร์ดที่ร่างภาพและลงสีเอาไว้ให้เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร

               “เราต้องการสาวๆวัยรุ่นๆห้าคน ห้าคอนเซ็ปกับลิปกลอส ครีมและแมท ซึ่งมันจะไปซ้ำกับของที่พึ่งปล่อยออกไปไม่ได้”

               ลูกทีมมองสตอรี่บอร์ดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม พยักหน้าตามหงึกๆและถ้าไม่เข้าใจก็จะถามทันทีจะปล่อยให้เลยผ่านไปไม่ได้ ไม่งั้นทั้งคนอธิบายและคนที่กำลังฟังจะงงตามๆกันไป

               “พอเข้าใจนะ งั้นมาลองดูภาพจำลองบนสไลด์ที่เตรียมมา แล้วเดี๋ยวเอาไปเสนอคุณน้ำหวาน จะได้คุยกับทีมผู้กำกับและช่างไฟ รวมถึงหานางแบบหรือพรีเซนเตอร์”

               “โอเคค่ะ ตามนี้”

 

“คนไข้ต้องพักผ่อนในห้องที่เงียบ จะมีเสียงจุดประทัด ดอกไม้ไฟไม่ได้นะครับ” แพทย์เตือนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งทั้งไตรทศ จิรสุดาและภูษิตต่างก็เข้าใจและปฏิบัติตามอย่างดี และตามไปส่งคณะแพทย์ที่มาตรวจเยี่ยมอาการของชลกนก

ตอนที่เข้าไปชลกนกหลับไปแล้ว ส่วนคุณอาไตรทศใช้นิ้วชี้แตะที่ปาก...ไม่ให้ส่งเสียงรบกวน ซึ่งทุกคนก็เข้าใจ

จิรสุดากับไตรทศมองหน้ากันแล้วอมยิ้ม และเดินออกมาจากห้องเงียบๆ

“อย่าอยู่นานนักนะ ช่วงนี้หิมะเริ่มโปรย อากาศเย็น ถ้าอยู่ดึกจะกลับลำบากนะ”

หลังจากปิดประตูห้องอย่างเบามือ ภูษิตก็หันมายังคนที่กำลังหลับสนิท แล้วค่อยๆวางของฝากที่โต๊ะข้างหัวเตียง แล้วกลับมานั่งที่เก้าอี้ข้างๆเตียง

พอมองคนที่กำลังหลับสนิทแล้วก็นึกสงสาร เขาอ่านประวัติแล้ว...นิสัยน่ารัก เรียบร้อย เรียนเก่ง กิจกรรมดี เป็นตัวแทนห้องแข่งขันต่างๆ ตอนที่รับตำแหน่งซีอีโอก็พาบริษัทเติบโต

แต่ตอนนี้กลับต้องมาตกอยู่ในสภาพช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ นอกจากนั่งๆนอนๆบนเตียงแล้วก็มีแค่การทำกายภาพบำบัดภายใต้การดูแลของทีมแพทย์

แต่ก็ไม่รู้ทำไม...เขาต้องมานั่งตรงนี้ เวลานี้ กับคนๆนี้

คงยังบอกไม่ได้หรอกว่ารู้สึกยังไง แค่รู้สึกดีและอยากให้เจ้าตัวหายเร็วๆ...ก็เท่านั้น

“ขอให้หายไวๆนะครับ” ภูษิตกระซิบบอกเบาๆกับคนป่วยที่หน้าซีดเซียวแต่ก็ยังคงสวยใสเป็นธรรมชาติ

ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่งและเดินออกจากห้อง พร้อมกับปิดประตูเงียบๆอย่างไร้เสียง

“ของใครหรือคะ ?” เสียงแหบแห้งร้องถามหลังจากตื่นขึ้นมาเห็นกระเช้าผลไม้

“ของฝากจากหลานชายอาเอง น้ำก็เคยเจอเขาแล้วนี่”

ชลกนกนิ่วหน้าและส่ายหัวช้าๆ...เธอจำไม่ได้

“ไม่เป็นไร จำได้ค่อยว่ากัน ตอนนี้พักผ่อนก่อน”

ชลกนกพยักหน้าและเอนตัวลงหลับตาอีกครั้ง

 

ฝ่ายบริษัทนันนลินคอสเมติก จำกัด ทีมครีเอทีพกำลังเร่งมือติดต่อเอเจนซี่ของนางแบบ นายแบบ และพรีเซนเตอร์คนใหม่ เหมือนกับโปรเจคที่ผ่านมา

แต่ที่ไม่เหมือนที่ผ่านมาคือ...ธีมและพรีเซนเตอร์คนใหม่และการถ่ายทำโฆษณา ตามที่ได้ตกลงกันไว้ ซึ่งจะผิดพลาดไม่ได้แม้แต่ขั้นตอนเดียว ไม่อย่างนั้นมันจะวุ่นวายอย่างหาที่สุดไม่ได้

และอาจเจอใบไล่ออกจาก ‘คุณน้ำหวาน’ ประธานฝ่ายผลิตและออกแบบของนันนลิน จำกัด

เฮ้อเกิดมาเป็นลูกจ้างเขามันก็ลำบากแบบนี้แหละ

เวลาที่มีก็เหมือนระเบิดเวลาที่ตั้งถอยหลัง ถ้ายังไม่คืบหน้าหรือไม่มีอะไรให้คุณน้ำหวานตรวจงาน หรือเซ็นต์สัญญา

งานนี้อาจฉิบหายวอดวายกันทั้งแผนกแน่ๆ

 

ณ อาคารแห่งหนึ่งนางแบบ นายแบบ หน้าตาขาวใส หมวยตี๋ บางคนหน้าหวาน บางคนหน้าสวยคม แต่โดยรวมอายุไม่เกิน 22 ปี จากเอเจนซี่ต่างๆมาลงชื่อในแผ่นกระดาน และเตรียมตัวแคสติ้งกับฝ่ายถ่ายทำ ที่รออยู่ในห้องสตูดิโอ

ภายในสตูดิโอมีผู้กำกับและช่างกล้อง ช่างไฟ รออยู่พร้อมกับสปอร์ตไลท์ตัวใหญ่สองตัว และแผ่นสีเงินยวงใบใหญ่สองฟาก

หัวข้อในวันนี้...เล่นยังไงก็ได้ให้สดใสเป็นธรรมชาติที่สุด ซึ่งแต่ละคนก็มีทีเด็ดเล่นหู เล่นตา กับกล้องให้ตัวเองดูดีที่สุด ส่วนใครจะเข้าตากรรมการ

คะแนนอยู่ในกระดานของกรรมการแต่ละคน และจะติดต่อไปสำหรับคนที่ผ่านการคัดเลือก

 

วันจริง...ช่วงตีสาม ตีสี่ของวันถ่ายทำจริง นางแบบ นายแบบมารอแต่งหน้า ทำผมเตรียมตัวถ่ายทำโปสเตอร์และโฆษณาตัวใหม่ ต้องถ่ายทำทั้งกลางวันและกลางคืน ถ่ายทุกมุมของกล้อง ทั้งระยะใกล้และไกล ข้างบนฟ้า...ช่วงถ่ายต้องเช้าถึงช่วงเช้าตอนสายๆ ก็อาจจะใช้โดรน ( เครื่องบินลำเล็กติดกล้อง บังคับด้วยปุ่มบังคับในมือ )

ส่วนพรีเซนเตอร์จะแยกไปแต่งหน้าต่างหาก

การถ่ายทำวันนี้จะเริ่มในสตูดิโอ เป็นทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ผู้กำกับอธิบายให้นางแบบ นายแบบเข้าใจแล้วเริ่มที่...ภาพนิ่งก่อน

ตากล้องวิ่งเข้ามาดึงตัว

‘แอคชั่น’

ในฉากมีทั้งลูกโป่งหลากสีสัน เซ็ตขนมหวานบนโต๊ะ เค้กหลากสีเป็นต้น ผสมกับเครื่องสำอางที่จะใช้โปรโมต

รอยยิ้ม เสียงหัวเราะสดใส ร่าเริงของสาวๆกับหนุ่มๆในชุดสีพาสเทล กับเครื่องสำอางเซ็ตใหม่ จนได้ยินเสียงสั่ง

‘คัท’ ถึงได้หยุดและมาดูผลงานการถ่ายทำ และผู้กำกับก็อธิบายอีกทีว่าต้องการแบบไหน แล้วเริ่มถ่ายทำใหม่

วันนี้เปลี่ยนเสื้อผ้า หน้าและผม สามถึงสี่รอบ เพื่อที่เวลาตัดต่อแล้วจะได้มีหลายๆมุม( สำรองเอาไว้ ) โดยหลักๆคือสีหวานๆเหมือนลูกกวาด สีพาสเทลล้วนๆ ไม่ว่าจะนางแบบหรือนายแบบ

ขณะที่พรีเซ็นเตอร์วันนี้คือ ‘นายแบบวัยรุ่น’ สองสามคนที่กำลังโด่งดังอยู่ขณะนี้

ชุดของพรีเซ็นเตอร์จะกลืนกับนางแบบและนายแบบไม่ได้ จึงบังเกิดเป็นชุดสีเมทัลลิกขึ้นมา ทั้งสีเงิน แดงและน้ำเงิน

ถ่ายทำตั้งแต่เช้ามืดจนเกือบบ่าย ทั้งแก้และถ่ายใหม่กันให้วุ่นวาย

แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพของกองถ่ายรวมถึงนางแบบและนายแบบ พรีเซ็นเตอร์ ก็จบลงด้วยดีที่บ่ายสามโมงของวันนั้น

 

ขอบ่นหน่อยเถอะ...ช่วงเทศกาลคนเยอะมาก เยอะเสียจนแอบอึดอัดรำคาญใจ แต่มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ 

ดีว่าสำรองตั๋วเครื่องบินไว้ล่วงหน้า 5-6 เดือน

               ใครบางคนแอบบ่นในใจหลังต่อคิวเพื่อเช็คอินตั๋วเข้าไปอาคารผู้โดยสารขาออก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากถอนหายใจเงียบๆ

               กว่าจะถึงคิวของเขาก็ยืนหลับสับผงกอยู่หลายรอบ โดยมีเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินของสายการบินที่ทั้งสะกิดและเรียก

               “คุณคะๆ”

               ภูษิตสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะพบว่าถึงคิวของเขาแล้ว จึงยื่นหนังสือเดินทาง(Passport)และตั๋วเที่ยวบินไปกลับไทย-สวีเดน พร้อมจดหมายตอบรับจากคุณอาไตรทศว่า เขาเป็นลูกขอบเพื่อน สนิทกันและชวนมาเที่ยวที่บ้าน

               เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินของสายการบินถามถึงการเดินทางสองสามประโยค พลิกหน้าหนังสือเดินทาง พบว่ามีตั๋วปั๊มของเที่ยวบินหลายหน้าพอสมควร จึงปั๊มหนังสือเดินทางให้และคืนหนังสือเดินทางและตั๋วเที่ยวบินคืนให้เจ้าตัว

               และชี้ให้ภูษิตเดินไปยังอาคารผู้โดยสารขาออก

               ไม่รู้ว่ามันแปลกไปไหม ? สงสัยชักจะติดหน้าใสๆซีดๆนั่นแล้วสิ ต้องหาเวลาไปเยี่ยมบ่อยๆซะแล้วสิเรา

               “คุณอาไตรทศครับ ผมมาถึงสนามบินที่สวีเดนแล้วนะฮะ”

               “อ้อ กำลังรออยู่ รีบมาเร็วๆอาหารพึ่งตั้งโต๊ะ”

               “ครับ”

 

จากคนเคยรู้จักไกลๆกลายเป็นเริ่มคุ้นเคย เริ่มสนิทสนม ไม่ต้องเกร็งตัว ลดความหวาดระแวงไปได้มาก

               ที่สำคัญภูษิตชอบหาเรื่องคลายเครียดมาคุยกับชลกนก ทำให้พอได้เห็นรอยยิ้มบางๆจากเจ้าตัวอยู่บ้าง

               แต่จะไม่พยายามทำให้ชลกนกต้องสะดุด เพราะคำถามที่เหมือนหนามทิ่มแทงใจ

               ฉะนั้นจะพูดอะไรต้องคิดให้ดี 

 

ในเที่ยงคืนปีใหม่คืนนั้นเอง... “ผมชอบคุณนะครับคุณน้ำ” ส่วนเจ้าตัวนั้นเดินเซเล็กน้อยพร้อมแก้วไวน์แดงในมือ โดยมีกล้องวิดีโออัดไว้...จะใครล่ะก็คุณอาไตรทศนั่นล่ะค่ะ

ไตรทศอมยิ้มกับท่าทางเมาแล้วเพ้อละเมอความรัก ความชอบ ว่าชอบตั้งแต่เจอแล้ว แต่ก็แล้วแต่บุพเพวาสนาอีกนั่นแหละว่าจะให้คนสองคนนี้

เป็นคู่ครองกัน...ได้ไหม ?

 

               ในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่ห้างสรรพสินค้าหรู ใจกลางจังหวัดกรุงเทพมหานคร ภาสิกาทำหน้าที่รับรองแขกชาวต่างชาติที่ร้านกาแฟหรูแห่งหนึ่งซึ่งคุณพ่อบอกว่าจะมาร่วมลงทุนธุรกิจ แต่ไม่บอกว่าธุรกิจอะไร เธอก็เข้าใจว่าคงหมายถึง บริษัท นันนลิน จำกัด เพราะตอนนี้เริ่มมีลูกค้าใหม่ๆให้ความสนใจผลิตภัณฑ์ ทำให้คุณพ่อหน้าบานแล้วบานอีก ดูถูกเสียดสีเจ้าของเก่าสารพัด

               ความโง่ของมัน ความดื้อด้านเหมือนควายของมัน ทำให้มันจบชีวิตแบบนี้ไง ถ้าเชื่อกูแต่แรกมันก็ไม่ต้องตาย ก็จะยังนั่งทำหน้าสวยๆบริหารงานต่อไปได้อยู่หรอก  

               แต่ในเมื่อมันตายไปแล้ว เธอกับพ่อก็หมดเสี้ยนหนาม ภาสิกาคิดในใจ

               เมื่อถึงเวลาคุณพ่อมาถึงร้านกาแฟ ก็ไล่ให้เธอไปช้อปปิ้งเงินสดปึกใหญ่ บอกให้เอาไปใช้ให้หมด ไม่ต้องมารบกวนตอนพ่อจะคุยงาน

 

คล้อยหลังลูกสาว ธนิกก็เริ่มสนทนาเป็นภาษาอังกฤษกับนักลงทุนชาวต่างชาติ โดยพยายามไม่พูดลงรายละเอียดให้มัน ‘โฉ่งฉ่าง’ จนเกินไปนัก เพราะร้านกาแฟตรงนี้เป็นที่สาธารณะ แต่ก็เคยคุยกันเกริ่นๆเล็กน้อยเกี่ยวกับรายละเอียดเรื่องการลงทุน ‘ธุรกิจ’ ก็พอจะเข้าใจกันอยู่บ้าง

               ซึ่งในบทสนทนาครั้งนี้ แปลเป็นภาษาไทยพอได้ว่า

               “เรื่องโครงการที่เราเคยคุยกันเอาไว้ คุณคิดว่ายังไง”

               “พูดตรงๆมันก็ดูเสี่ยงไปนะ เหมือนอะไรยังไม่เป็นหลักเป็นฐานชัดเจน แล้วถ้าพวกผมลงทุนไปแล้วเกิดมันล้มละลายจะว่ายังไง”

               “ผมมั่นใจว่ามันจะไม่ล้มละลายแน่นอน”

               “คุณต้องมีหลักฐานมาทำให้พวกผมมั่นใจมากกว่านี้ ถ้ามันมั่นคง ลงทุนแล้วไม่ขาดทุน ยังไงพวกผมก็ยินดีร่วมลงทุนกับคุณอยู่แล้ว”

               “ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นผมจะหาหลักฐานให้มันมั่นคงกว่านี้ แล้วจะรีบติดต่อพวกคุณอีกที แต่สัญญาแล้วนะว่าจะร่วมลงทุนกับผม”

               “แน่นอน ไม่ต้องรีบมากก็ได้ พวกผมมีเวลาว่างเยอะถ้ามีอะไรคืบหน้าดูเป็นหลักเป็นฐานมากกว่านี้ก็ติดต่อพวกผมตามที่อยู่เดิมนั้นได้เลย”

               “ได้ ยังไงขอบคุณมากที่วันนี้อุตส่าห์ออกมาพบกัน”

               แล้วธนิกก็เอ่ยถามถึงสารทุกข์สุกดิบของอีกฝ่าย โดยพยายามไม่ล้วงลึกมาก ก็พอไม่ให้เป็นการจบการสนทนาที่ห้วน สั้น จนเกินไป เพราะแต่ละคนก็มีประวัติ ‘ที่ไม่ดี’ พอกัน ถ้าถามไปต้องมีคนละอย่างสองอย่าง

               แต่ถ้าคนพวกนี้ไม่ร่วมลงทุน ไปทำให้พวกเขาไม่พอใจ แล้วก็พาลไม่ช่วยดึง ‘ลูกค้า’ มาให้เขา จากงานง่ายๆมันจะกลายเป็นงานยาก แทนที่รายได้จะเข้ามาง่ายๆก็ต้องมานั่งลุ้นอีกว่า จะมีใคร ‘เข้าบ่อน’ ไหม

               ธนิกเดินไปส่งนักลงทุนชาวต่างชาติถึงที่ลานจอดรถ กระทั่งพวกเขาขับรถออกไปจึงได้โทรหาลูกสาวว่า จะช้อปปิ้งก็ไม่ต้องรีบ แต่ทำธุระเสร็จแล้ว ถ้าอยากจะกลับเมื่อไหร่ก็โทรมาบอกแล้วกัน แล้วเขาก็กลับไปนั่งจิบกาแฟที่ร้านเดิม พร้อมกับโน้ตบุ้คตัวบางๆสีเงิน...ยังมีงานให้ต้องทำอีก ยังมีข้อมูลให้ต้องหา ฉะนั้นจะนั่งว่างๆเฉยๆไม่ได้

บทที่ 6 ข้อมูลที่ได้มาโดยบังเอิญ

               เมื่อได้เกิดมาเป็นผู้ชาย อันที่จริงค่อนข้างจะได้เปรียบในหลายๆอย่าง ทั้งในด้านสรีระร่างกาย การได้รับการยอมรับในด้านความเป็นผู้นำ รวมไปถึงเรื่องที่ดูแย่ๆในสายตาของทั้งผู้ชายและผู้หญิง เช่น สุรา นารี ต่อยตี เที่ยวกลางคืน ถ้าผู้หญิงทำอาจจะดูว่า ไม่ดี แต่ผู้ชายกลับกลายเป็นว่า มีประสบการณ์ เก๋าเกม ไม่ใช่ไก่อ่อน และในเรื่องการเที่ยวกลางคืน ผู้หญิงมีสิทธิ์ถูกฉุด ถูกลาก ได้ง่ายกว่าผู้ชาย

               วันนี้ จริงๆไม่ได้ตั้งใจมาทำงาน แต่ต้องการพักสมองสักชั่วโมง สองชั่วโมง หลังจากวิ่งล่าหาข้อมูลมาเป็นแรมปี ยอมรับว่า งานสืบนั้นยาก ยิ่งเป้าหมายไม่ชัดเจน ยิ่งเจ้าตัวเป็นผู้มีอิทธิพล เข้าถึงตัวไม่ง่าย กว่าจะได้ข้อมูลที่ยิ่งกว่าข้อมูลพื้นฐานก็แทบลงไปนอนกองกับพื้น

               แต่วันนี้เหมือนจะได้กุญแจไขปมปริศนาอีกหนึ่งข้อโดยไม่ได้ตั้งใจ กุญแจดอกนี้คือ พันตรีศรัน สิงฆ์สำอาง

 

ภูษิตเริ่มติดตามภาสิกาอย่างเงียบๆ เพราะเห็นจากรูปถ่ายที่เดินคู่มากับคุณธนิก...ประธานบริษัท และมีข้อมูลยืนยันแน่นอนว่า คุณภาสิกาคือ ลูกสาวแท้ๆ

               และตอนนี้เธอก็เริ่มมาพัวพันกับพันตรีศรัน...ซึ่งสิ่งที่ภูษิตต้องการคือ ตามดูว่าเจ้าหล่อนชอบไปที่ไหน ติดต่อกับใคร ทำอะไร เผื่อจะได้ข้อมูลสำคัญๆอะไรมาอีก

               คุณธนิกและคุณภาสิกา เป็นผู้บริหารระดับสูงของ บริษัท นันนลิน จำกัด ซึ่งแต่ก่อนเป็นผู้ถือหุ้น ส่วนผู้บริหารคนเก่าคือ คุณชลกนก เรืองฤทธิไกร

               แต่หลังจากที่คุณชลกนกหายตัวไป และไม่มีใครทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ คุณธนิกและคุณภาสิกาก็ได้เข้ามาบริหารงานแทน ด้วยเหตุผลที่ว่า มาดูแลให้ก่อน ไม่งั้นบริษัทอาจจะต้องชะงัก อาจจะขาดทุน เพราะขาดคนบริหาร ไหนจะเงินเดือนพนักงานที่ต้องจ่าย ของพวกนี้จะปล่อยให้หยุดชะงักไม่ได้ ต้องดำเนินการต่อไปทันที

               ยังไงพวกตนก็คือสายเลือดเดียวกับเจ้าของคนเก่า ถ้าเกิดอะไรขึ้น พวกตนมีสิทธิ์ทางพินัยกรรมตรงนี้

               อันที่จริงการแกะรอยคนรวยพวกนี้ไม่ง่ายเลย เพราะชอบทำตัวลึกลับ ขี้ระแวง มีเงินเยอะก็ใช้มันป้องกันตัวกันเต็มที่ จะไม่ยอมให้ใครเข้าถึงตัวได้ง่ายๆ

               โชคดีของเขาจริงๆ ที่บังเอิญมาเจอ ‘ตอ’ ตรงนี้

-------------------------------------------------------- 

 

บทนี้ไม่แน่ใจว่าจะชอบกันมั้ย ? ดูหลวมๆยังไงชอบกล 555 ฝากคอมเมนท์ได้นะฮะ  

ความคิดเห็น