ขอบคุณที่มาอ่านนะคะ

ชื่อตอน : 13

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 122

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.พ. 2564 13:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
13
แบบอักษร

13 

ปัจจุบัน

ปัง!

รถของธีร์และราตรีถูกลอบยิงจากผู้ไม่หวังดีซึ่งโผล่มาในช่วงเวลาสำคัญ ทำให้ธีร์และราตรีต้องคว้าอาวุธออกมาขณะที่รถต้องจอดกะทันหันเพราะถูกคันข้างหน้าขวางไว้ ขุนหยิบปืนขึ้นมาพร้อมออกไปคุ้มกันเจ้านายทั้งสองก่อนที่ธีร์จะลงมาสมทบ ตอนนี้พวกเขาถูกล้อมไว้ด้วยกับดักของพวกตระกูลดาราที่ดักรออยู่

ธีร์รู้ได้ทันทีว่านี่ต้องเป็นแผนของรสรินที่ไม่ต้องการให้พวกเขาไปประชุมทัน และมันอาจจะง่ายกว่าหากกำจัดพวกเขาไปให้พ้นทางซะ ตอนนี้ธีร์เริ่มกังวลใจเรื่องที่บ้านจอมทัพซึ่งมีเพียงจอมทัพกับน้ำเพชรอยู่เพียงลำพังเสียแล้ว แต่ไม่ทันที่เขาจะได้คิดมากไปกว่านั้น ร่างสูงก็ต้องรับมือกับพวกที่สาดกระสุนมาทางเขาเสียก่อน

กลุ่มช้างเผือกขับรถมาจอดปิดทางพร้อมกับลงมาเพื่อไล่ล่าธีร์กับราตรี ขุนจึงเรียกกำลังเสริมพร้อมกับร่วมต่อสู้ด้วย ราตรีเรียกโซ่ศศิธรมาไว้ในมือพร้อมกับจัดการศัตรูด้วยวิธีการของตระกูลจันทรา ซึ่งโซ่นั้นเป็นอาวุธที่เธอถนัดที่สุดแล้ว ส่วนธีร์เองก็ใช้ปืนและวาดลวดลายการต่อสู้ด้วยการกระโดดถีบและฟาดศอกด้วยทักษะที่รวดเร็วและแม่นยำ

“ราตรี ทางนี้!” ธีร์พูดขณะที่วิ่งไปที่รถของพวกช้างเผือกซึ่งยังเสียบกุญแจเอาไว้ มันเป็นคันที่จอดอยู่ชั้นนอกจึงทำให้ออกตัวง่ายกว่าคันของเขาที่ขุนขับมาก่อนหน้า ขุนจัดการพวกที่เหลือเพื่อเปิดทางให้ราตรีไปก่อน แต่ราตรีนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าจะให้ใครมาปกป้อง เธอจึงฟาดโซ่ไปที่ศัตรูขณะที่มันจะเข้าไปเล่นงานขุนจากด้านหลัง

“สุริยันไปก่อนเลย ฉันชอบซิ่งคนเดียว” ราตรีพูดพร้อมยักคิ้วแล้วเดินไปยึดมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์สีดำสนิทของหนึ่งในช้างเผือกที่ขับมา และด้วยความไร้มารยาทเป็นที่หนึ่งของราตรีจึงทำให้เธอฟาดโซ่ไปที่คนขับจนมันล้มไถลไปกับพื้นถนน

ก่อนที่เธอจะขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์คันนั้นแทนแล้วเร่งเครื่องออกไปพร้อมยกล้อขึ้นกระโปรงรถของธีร์จนรถลอยข้ามไปอีกฝั่ง ทำให้เธอนำหน้าทุกคนไปก่อนใคร ขุนจึงรีบวิ่งไปขับรถให้ธีร์แล้วออกจากพื้นที่นั้นอย่างรวดเร็ว

 

 

ณ ที่ประชุมกลางแห่งที่ประชุมจักรวาล

เป็นอีกปีที่เหล่าตระกูลแห่งที่ประชุมจักรวาลจะต้องมาร่วมประชุมในสถานที่เดียวกัน ซึ่งครั้งนี้แตกต่างกันออกไปตรงที่ตระกูลจันทรากลับมาเข้าร่วมในที่ประชุมอีกครั้ง ทำให้ทิวาที่ถูกแย่งอำนาจไปไม่พอใจนักในการขัดขวางของน้องสาวที่หักหลังเขาในอดีต เขานั่งเคียงข้างรสรินผู้กุมอำนาจทั้งหมดของตระกูลดาราไว้

รสรินนั่งสูบบุหรี่กลางที่ประชุมโดยมีการันต์นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม พวกเขานั่งรอเวลาการประชุมตามกำหนดซึ่งก็ต้องคอยดูกันว่าธีร์ ผู้นำตระกูลสุริยันและราตรี ผู้นำตระกูลจันทราจะมาทันหรือส่งทายาทมาได้สักคนหรือไม่ เพราะแม้ว่าการประชุมนี้จะไม่มีประธานหรือผู้นำที่เป็นกลาง แต่พวกเขาก็ต้องเคารพกฎเพื่อไม่ให้พลังของอาวุธเป็นโมฆะ 

พลังของอาวุธนั้นเชื่อมอำนาจกับการประชุมด้วย ปกติในการประชุมแต่ละครั้งพระเพลิงจะเป็นตัวแทนของปีศาจทั้งปวงที่มอบพลังให้กับอาวุธมาเป็นผู้รับฟังการประชุม

ซึ่งหน้าที่ของเขาก็มีเพียงคุมกฎในการประชุมเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ตัดสิน หากมีใครฝ่าฝืนก็จะมีผลกับพลังของอาวุธที่ตนเองครอบครองทั้งสิ้น พระเพลิงได้รับหน้าที่นี้เพราะเขาเป็นปีศาจเพียงตนเดียวที่เหลืออยู่ แม้ภายหลังจากที่เพชรรัตน์ตายแล้วเขาจะไม่มีพลังปีศาจ แต่เขาก็ยังต้องทำหน้าที่ตัวกลางของที่ประชุมอยู่ดี

นายหญิงแห่งตระกูลดาราหวนนึกไปถึงช่วงวัยสาวก่อนที่ตระกูลเมฆาจะล่มสลาย ในตอนนั้นแม่ของเพชรรัตน์มาแต่งงานใหม่กับพ่อของเธอแทนแม่ของเธอที่เสียไป 

เธอจำได้ว่าแม่ของเพชรเป็นคนมีฝีมือและมีความเด็ดขาดมาก ซึ่งรสรินไม่ชอบแม่เลี้ยงคนนี้นักแต่ก็ต้องยอมมาฝึกการต่อสู้ร่วมกับเพชรและราตรีโดยมีแม่ของเพชรเป็นคนสอน เรียกได้ว่าเพชรกับรสรินเป็นเหมือนศัตรูแต่ก็ได้เติบโตมาในช่วงเวลาเดียวกันก่อนที่เพชรจะไปอยู่กับตระกูลโลกา

หลังจากที่รสรินซึ่งได้รับตำแหน่งผู้นำตระกูลดาราแล้วแต่งงานกับทิวาซึ่งดำรงตำแหน่งผู้นำตระกูลจันทราพอดี เพชรแต่งงานกับธีร์ก็แต่งงานกันในช่วงที่ธีร์ใกล้รับตำแหน่งผู้นำตระกูลสุริยันเช่นกัน ถือว่าเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนยุคจากรุ่นพ่อแม่ของพวกเขามาเป็นยุคของพวกเขาอย่างเต็มตัวเพราะการันต์ก็กลายเป็นผู้นำตระกูลโลกาต่อจากปู่เช่นกัน

ยุคสมัยนั้นคือหายนะแห่งวงการธุรกิจและวงการช้างเผือก เพชรรัตน์ รสรินและราตรีต่างแย่งชิงอำนาจกัน โดยเพชรรัตน์พาตระกูลสุริยันขึ้นเป็นราชาแห่งธุรกิจในเอเชีย รสรินดึงตระกูลดาราขึ้นมาเทียบเคียง

ส่วนราตรีนั้นนำพาตระกูลจันทราขึ้นมาสู้ได้เช่นกัน เพียงแต่ทิวามักจะพูดว่าเป็นผลงานของตน แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็รู้ดีว่าคนที่มีฝีมือจริงๆ คือราตรีที่อยู่ในฐานะรองผู้นำตระกูลช่วงหนึ่งก่อนที่เธอจะเข้าคุกไปแบบไม่เต็มใจ

เพชรรัตน์ทำให้ธุรกิจของสุริยันนำหน้าตระกูลอื่น ไม่ได้เป็นเพราะความสามารถด้านธุรกิจ แต่เป็นเพราะในยุคนั้นเธอเป็นคนแรกๆ ที่เริ่มต้นธุรกิจด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมันมีราคาสูงมากในยุคต่อมา เธอสามารถทำให้ทุกคนลบภาพทายาทหญิงผู้ไร้ตัวตนในตระกูลเมฆาและตระกูลโลกา กลายเป็นคุณนายเพชรผู้ทรงอำนาจแห่งตระกูลสุริยันแทน

ยิ่งไปกว่านั้น ธีร์ยังเป็นคนที่มีความสามารถและขยายธุรกิจอัญมณีและน้ำมันได้เพราะมีความรู้เรื่องธรณีวิทยาเป็นอย่างดี 

เรียกได้ว่าสองสามีภรรยาคู่นั้นฉีกกฎการทำธุรกิจของรุ่นพ่อแม่ไปมากและประสบความสำเร็จในทุกทางโดยไม่ต้องพึ่งพาธุรกิจใต้ดินอย่างการค้าอาวุธและยาเสพติดอย่างที่ตระกูลอื่นทำ ทั้งยังมีทายาทด้วยกันอย่างพีรดล เด็กชายที่เพียบพร้อมทั้งความรู้และความรักจากพ่อแม่

แต่ครอบครัวนี้ก็ไปได้ไม่สวยนักหลังจากที่ลูกชายอีกคนของธีร์โผล่มา นั่นคือไตรซึ่งเป็นลูกติดจากธีร์และแฟนเก่า ในตอนนั้นอุษาหรือแม่ของไตรทำให้บ้านสุริยันที่กำลังมีปัญหาภายในครอบครัวอยู่แล้วยิ่งพังทลายลงไปอีก 

เมื่อครอบครัวที่ส่งเสริมกันดีกลายเป็นปรปักษ์ต่อกัน ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจ นั่นจึงทำให้รสรินใช้จังหวะนี้ร่วมมือกับการันต์แล้วเริ่มแผนการครอบครองอาวุธของทุกตระกูลอีกครั้ง

รสรินรักสงคราม เธอชอบการแย่งชิงและมีความสุขกับการต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่เหมาะสม มันไม่สนุกเอาเสียเลยถ้าคู่ต่อสู้นั้นอ่อนแอกว่า มันจึงทำให้เธอชอบช่วงเวลาในอดีตที่มีราตรีและเพชรรัตน์เป็นอย่างมาก ถึงแม้เพชรรัตน์จะซ่อนง้าววาริธและจากไปพร้อมอำนาจของตระกูลเมฆาจนทำให้อำนาจรวมได้ไม่ครบและราตรีหนีเข้ากลีบเมฆ แต่รสรินก็ถือว่าตนเองชนะอยู่ดี

“อ่า...บรรยากาศวันนี้มันช่างเงียบเหงาจังนะ” พระเพลิงพูดพร้อมกับย่างกรายเข้ามาในที่ประชุมด้วยชุดสูทสีแดงตัวเก่งที่แม้จะซื้อใหม่กี่ครั้งก็ต้องสีเดิม และก็ยังทำท่าทีกวนประสาทคนอื่นเช่นเดิมด้วย “ทำให้นึกถึงเมื่อ 20 ปีก่อนเลยแฮะ”

“คงไม่ขนาดนั้นหรอก ตอนนั้นมันสนุกกว่านี้เยอะ” รสรินพูดพร้อมพ่นควันบุหรี่ออกมา

“ฉันกลับชอบเวลาที่มันสงบมากกว่านะ” การันต์พูดพร้อมยกกาแฟขึ้นจิบ

“ก็เป็นเรื่องปกติของตระกูลโลกา ปกติแล้วคนที่รักความสงบก็มักจะไม่ทะเยอทะยาน”  ทิวาเอ่ยขึ้นแทนภรรยาพร้อมกับดึงปืนออกจากข้างลำเอวแล้วส่งให้พระเพลิงตามกฎห้ามพกอาวุธอื่นนอกจากอาวุธตระกูลเข้าที่ประชุม “จนสุดท้ายก็มักจะยืนอยู่ที่เดิม ไม่ไปถึงยอดเส้นชัยสักที”

“ฉันพอใจกับจุดที่ตัวเองยืนมากกว่าไปยืนอยู่บนเส้นชัยที่ตัวเองไม่ได้ไปเองนะ”

“...”

“แต่ก็อย่างว่า เมียนายมีความสามารถมากกว่าก็ไม่แปลกที่ตระกูลดาราจะมาไกลกว่าคนอื่น” การันต์พูดแขวะทิวาอย่างรู้นิสัย เพราะทิวามักไม่พอใจกับเรื่องนี้เสมอ

พระเพลิงมองทั้งหมดแล้วเหยียดยิ้มที่มุมปากก่อนจะไปนั่งตรงหัวโต๊ะของที่ประชุม แต่ละตระกูลก็มักจะเป็นทั้งพันธมิตรและศัตรูของกันและกันเสมอ ยามศึกเราร่วมรบ ยามสงบเรารบกันเองนั้นเป็นเรื่องธรรมดาตั้งแต่ก่อนที่พระเพลิงจะจำความได้เสียอีก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเหนือสงครามภายนอกก็มีสงครามภายในเนี่ยแหละที่หายนะยิ่งกว่า

สงครามของผู้นำตระกูลสุริยันและภรรยาของตัวเอง

 

 

พ.ศ.2542

เสียงเปียโนดังมาจากห้องรับรองภายในคฤหาสน์ตระกูลสุริยัน เพชรรัตน์นั่งเคียงข้างพีรดล ลูกชายวัย 5 ขวบที่กำลังฝึกเล่นเปียโนโดยมีธีร์คอยถ่ายคลิปวิดีโอเอาไว้ในกล้อง ช่วงเวลาพักผ่อนจากการทำงานทำให้พวกเขาได้มีโอกาสใช้เวลากับครอบครัว ทั้งธีร์และเพชรที่ทำงานอย่างหนักแต่พวกเขาก็เอาลูกเป็นสำคัญเสมอ

กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมปกติของบ้านสุริยัน แต่บรรยากาศในครั้งนี้มันแตกต่างออกไปเพราะธีร์และเพชรทะเลาะกันอย่างหนักตั้งแต่วันที่แม่ของธีร์เสียชีวิต ซึ่งนั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร้าวฉานในครอบครัวที่เคยสุขสันต์ เพราะแม่ของธีร์ตายจากลูกกระสุนในมือของน้ำเพชร นั่นทำให้ธีร์ไม่อาจรักภรรยาของเขาได้ดังเดิม

พวกเขาแต่งงานกันและมีลูกด้วยกันในระยะเวลาไม่นาน ทุกอย่างดูจะราบรื่นไปด้วยดีจากธุรกิจที่รุ่งเรืองและลูกชายที่เติบโตขึ้นเป็นอย่างดี แต่ใครเล่าจะรู้ว่าปัญหาภายในครอบครัวมันค้างคามาตลอด แม่ของธีร์ไม่ชอบเพชรเลยสักนิด นั่นจึงทำให้เพชรเป็นลูกสะใภ้ที่ต้องอดทนต่อคำพูดและการกระทำของแม่สามีมาตลอด 

จนในที่สุดแม่ของธีร์กับเพชรก็ทะเลาะกันอย่างหนัก แต่ที่แย่กว่าคือแม่ของธีร์คว้าปืนมาด้วยความโมโห ทำให้เพชรต้องแย่งปืนกลับมาเพื่อไม่ให้ลูกชายที่ยืนไม่ไกลนักโดนลูกหลง แต่เรื่องร้ายก็เกิดขึ้นเมื่อปืนลั่นเข้ากลางอกของแม่สามี ธีร์โทษความผิดไปที่ภรรยาและหลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่เคยพูดดีต่อกันอีกเลย แม้เพชรจะพยายามอธิบายและขอโทษมาเสมอ

การสูญเสียครั้งนั้นมันยิ่งใหญ่มากสำหรับธีร์ เพราะเขาเหลือแม่คนเดียว พ่อของเขาจากไปด้วยโรคภัยหลังมอบตำแหน่งผู้นำตระกูลให้เขาได้ไม่นาน และมันก็ทำใจยากอย่างมากที่คนจบชีวิตแม่ของเขาคือภรรยาสุดที่รัก ซึ่งเป็นแม่ของลูกชายเขาเอง 

ทั้งคู่รู้ดีว่าความสัมพันธ์ของพวกเขายากที่จะเป็นเหมือนเดิม เพราะเพชรเองก็เหนื่อยเกินกว่าจะรองรับอารมณ์ของธีร์ที่ไม่ยอมฟังเหตุผลใดจากเธอ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็พยายามที่จะเป็นพ่อแม่ที่ดีของลูกต่อไป

หลังจากเริ่มอคติต่อภรรยาของตัวเอง จากที่ธีร์เคยส่งเสริมความสามารถทางธุรกิจและภาคภูมิใจที่คู่ชีวิตไปได้ไกล ก็กลายเป็นว่าเขาเริ่มกลัวว่าเธอจะนำสงครามเข้ามาในบ้านสุริยัน เพราะเพชรรัตน์ขึ้นไปอยู่ในจุดที่สูงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งอันตรายมากเท่านั้น สมรภูมิรบของเสือสามตัวอย่างเพชรรัตน์ ราตรีและรสรินนั้นยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

พวกเขาทะเลาะกันทุกวัน จากที่พยายามไม่ทะเลาะกันต่อหน้าลูกก็เริ่มทะเลาะกันทุกทีที่เห็นหน้ากัน ยิ่งทะเลาะกันต่างฝ่ายก็ต่างเกลียดกันทีละน้อย พวกเขาเหนื่อยใจที่จะต้องอยู่ด้วยกันแต่ลึกๆ ในใจแล้วพวกเขาก็ยังรักกันอยู่มาก จึงทำให้ทั้งสองไม่สามารถตัดขาดจากกันได้และยังต้องร่วมมือกันเพื่อตระกูลกับลูกต่อไป

“ฝีมือขนาดนี้ สงสัยว่าน้องพีของแม่ต้องขึ้นโชว์สักเวทีซะแล้วสิ” เพชรรัตน์เอ่ยชมลูกชายพร้อมรอยยิ้ม

“ไม่เอาหรอกครับ น้องพีอยากเล่นให้พ่อกับแม่ฟังก็พอ” เด็กน้อยตอบกลับ

“มั่นใจนะว่าจะเล่นให้แค่พ่อกับแม่ฟัง?”

“อย่าบอกใครนะครับ แต่น้องพีจะเล่นให้แค่แม่ฟัง ไม่เล่นให้พ่อหรอก” พีรดลกระซิบบอกคนเป็นแม่ดังนั้นทำให้เพชรหลุดหัวเราะออกมาพร้อมลูบหัวลูกชายคนเก่ง พีรดลติดเธอมากกว่าธีร์แม้ว่าเพชรกับธีร์จะยุ่งกับงานไม่ต่างกันแต่เพชรก็มักจะกลับมาบ้านเพื่ออยู่กับลูกมากกว่าธีร์ที่ภายหลังไม่ค่อยกลับบ้านเพราะไม่อยากเห็นหน้าเธอนัก

กิ่งแก้ว ซึ่งเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวของเพชรเป็นอีกคนที่ช่วยดูแลพีรดล เพราะปกติแล้วเพชรไม่ไว้ใจใครมากนัก เธอจะไว้ใจเพียงกิ่งแก้วซึ่งอยู่กับเธอมาตั้งแต่ตอนอยู่ที่ตระกูลโลกา เด็กสาวที่หนีตายมาเจอเพชรจนเพชรช่วยชีวิตและให้เธอทำงานด้วย ส่วนขุนที่เป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวของธีร์นั้นมักจะอยู่กับธีร์ข้างนอกมากกว่า แต่เพชรก็ไว้ใจเขาเช่นกัน

“ทำอะไรกันอยู่ วันนี้ไปกินเค้กกับพ่อไหมน้องพี?” จู่ๆ เสียงของธีร์ก็ดังขึ้นมาจากหน้าประตูของห้องรับรอง ทำให้เด็กชายรีบวิ่งเข้าไปสวมกอดธีร์เต็มรัก

“วันนี้พ่อว่างหรือครับ?”

“ว่างสิครับ เดี๋ยววันนี้น้องพีอยากกินอะไรพ่อจะเลี้ยงเต็มที่เลย”

“เย้!” เด็กน้อยชูแขนพร้อมร้องดีใจ ขณะที่เพชรกับธีร์แทบจะไม่มองหน้ากัน

เด็กน้อยรับรู้ถึงการทะเลาะกันของพ่อแม่อยู่แล้ว นับวันพีรดลยิ่งห่างออกมาจากธีร์ทุกครั้งที่ธีร์ออกห่างจากเพชร เด็กน้อยรักแม่มากกว่าเพราะเขาเห็นพ่อใช้ถ้อยคำรุนแรงพร้อมเสียงดังตวาดใส่แม่เสมอ ขณะที่แม่พยายามใจเย็นและพูดด้วยเหตุผล

ธีร์เป็นคนที่ออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่นทุกครั้งโดยไม่สนว่าลูกชายจะถามหา ขณะที่เพชรนั้นพยายามทำตัวปกติที่สุดและอยู่กับลูก คอยพูดให้ลูกสบายใจเรื่องพ่อแม่และดูแลพีรดลเป็นอย่างดี

“วันนี้เรากินอะไรดีครับแม่?” พีรดลหันมาถามเพชรที่ลุกขึ้นจากเก้าอี้หน้าเปียโน เธอมองธีร์แวบหนึ่งซึ่งทำสีหน้าเฉยชาต่อเธอเหมือนทุกครั้งก่อนจะหันมาหาลูกชายแล้วเดินมาใกล้

“แม่ขอดูงานก่อนนะลูก ถ้าแม่ไปไม่ได้ น้องพีก็ไปกินกับพ่อตามใจเลยนะ”

“แต่น้องพีอยากให้แม่ไปด้วยนี่ครับ” เด็กน้อยเริ่มทำหน้าหงอย ธีร์จึงต้องกู้สถานการณ์ไปก่อน

“ไม่เป็นไรน้องพี ถ้าแม่ว่างวันไหนค่อยไปด้วยกันก็ได้นี่ครับ”

“ครับ” พีรดลทำหน้าเสียดายแต่ก็ต้องพยักหน้าเพราะเขารู้สึกได้ว่าพ่อกับแม่ไม่สนิทกันเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ทั้งสองคนจะกลับมาเป็นปกติ

แม้ว่าเพชรจะไม่เคยบอกลูกชายว่าทำไมพ่อแม่ที่เคยรักกันของเขาถึงเปลี่ยนไปกลายเป็นศัตรูต่อกัน แต่น้องพีก็รับรู้ได้ว่าพ่อของเขาโมโหร้ายมากขึ้น จนบางครั้งก็เผลออารมณ์เสียใส่ลูกชายโดยไม่ทันตั้งตัว แล้วก็จะเป็นแม่ทุกครั้งที่มาแก้ตัวให้แทนพ่อ พร้อมอ้างเหตุผลต่างๆ นานาให้ลูกชายไม่เกลียดพ่อตัวเอง 

ในขณะที่ธีร์กำลังโทษทุกอย่างยกเว้นตัวเอง...

 

 

หลายวันต่อมา

“ฉันไม่มีปัญหาหรอกนะถ้าจะให้ลูกชายมันมาอยู่ที่นี่ แต่ถ้าจะเอาแม่มันมาด้วยก็ช่วยนึกถึงใจน้องพีสักนิดได้ไหมธีร์ จะให้บอกลูกยังไงว่าอุษาเป็นใคร เมียเก่าพ่อที่กลับมาเป็นเมียน้อยพ่อน่ะหรือ? ละอายใจตัวเองบ้างสิ” 

เพชรรัตน์ต่อว่าสามีที่มาคุยเรื่องของอุษา แฟนเก่าของเขาที่มีลูกด้วยกันโดยที่ธีร์ก็เพิ่งรู้หลังแต่งงานกับเพชรได้ไม่นาน ในตอนนี้เธอกลับเข้ามาในชีวิตของทั้งคู่ เพราะอุษาเริ่มป่วยและคิดว่าลูกชายอย่างไตรคงต้องการพ่อเหมือนเด็กคนอื่น

ไตรอายุมากกว่าพีรดลเพียงสองปี ธีร์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองทำอุษาท้องแต่เมื่อตรวจแล้วพบว่าไตรเป็นลูกชายของเขาจริงๆ ธีร์ก็พร้อมรับผิดชอบและรักไตรอย่างที่พ่อคนหนึ่งจะรักลูก 

เพชรรู้เรื่องนี้และไม่ขัดเรื่องการดูแลไตร แต่คำขอร้องของอุษาที่ขอย้ายจากลำปางมาอยู่ด้วยกันในบ้านสุริยันมันหยามเธอกับลูกมากเกินไป และยิ่งรู้ว่าอุษากลับมาเพื่อคบหากับธีร์อีกครั้งในช่วงเวลาที่ธีร์กับเพชรทะเลาะกัน มันก็ยิ่งทำให้เพชรไม่ชอบอุษามากขึ้น

เพชรรู้ดีว่าอุษาเป็นพวกเสแสร้ง ผู้หญิงคนนี้มีเจตนาที่จะให้ไตรมาเป็นทายาทของตระกูลและครอบครองตำแหน่งผู้นำสุริยันแทนที่จะเป็นพีรดลซึ่งเป็นลูกในสมรส ยิ่งรู้ว่าเพชรกับธีร์เริ่มไปกันไม่รอดก็ยิ่งเข้ามาทำดีกับธีร์ 

พอรู้ว่าช่วงที่ธีร์ไม่กลับบ้านคือช่วงเดียวกันกับที่ไปหาอุษาและไตร มันก็ยิ่งทำร้ายใจเพชรมากขึ้น แต่เพชรก็ต้องเข้มแข็งและพยายามมองทุกอย่างด้วยเหตุผล นั่นจึงทำให้เธอเกลียดไตรไม่ลงเพราะไตรยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจเรื่องพวกนี้

“ถ้าพีต้องมีแม่อย่างคุณ ไตรก็ต้องมีแม่เหมือนกัน แล้วตอนนี้อุษาก็ลำบาก คุณจะไม่ให้ผมช่วยพวกเขาหรือยังไง นั่นก็ลูกเมียของผมเหมือนกันนะเพชร” ธีร์สวนกลับด้วยสีหน้าและน้ำเสียงไม่สบอารมณ์นัก

“คุณก็ให้อยู่บ้านหลังอื่นสิ ทำไมต้องเป็นที่นี่”

“ที่นี่บ้านผมนะเพชร คุณคิดว่าที่นี่เป็นของคุณหรือไง”

“บ้านของคุณหรือ? ฉันเป็นแค่ผู้อยู่อาศัยงั้นสิ เฮงซวยจริงๆ!”

“ถ้าคุณยังปากเสียอีก ผมก็หมดความอดทนกับคุณแล้วนะ!”

“แล้วคุณคิดว่าฉันใจกว้างมากหรือไงถึงต้องให้ทนอยู่กับเมียเก่าของคุณน่ะ”

“เพชร อุษากำลังป่วย ถ้าไตรจะเสียแม่ไปเพราะคนเป็นพ่ออย่างผมไม่ช่วยก็เกินไปไหม คุณห่วงแต่หน้าตาตัวเอง คิดแค่ว่าจะถูกนินทาถ้าเอาอุษามาอยู่ด้วย ไม่คิดถึงลูกของผมอีกคนที่อยากอยู่กับแม่บ้างหรือ”

“คุณก็คิดถึงลูกของเราบ้างสิธีร์ ฉันไม่ไว้ใจให้ใครมาอยู่กับลูกของฉันนะ”

“คุณจะระแวงอุษาทำไม เธอไม่ใช่คนเลวร้ายสักหน่อย” ธีร์เถียงกลับพร้อมปกป้องอุษาเต็มที่ ทำให้เพชรแทบคลั่ง เพราะเธอรู้อยู่เต็มอกว่าอุษาไว้ใจไม่ได้ เธอสืบมาหมดแล้วว่าอุษาเคยทำงานให้การันต์ ซึ่งตอนนี้การันต์ก็ไปเป็นพันธมิตรช่วยเหลือตระกูลดาราในบางครั้ง ถึงจะโตมาด้วยกันแต่เพชรก็รู้ว่าการันต์ไม่ใช่คนที่ไว้ใจได้

อีกทั้งเพชรเองก็รู้ว่าการันต์คิดกับเธอยังไง เขาไม่พอใจกับการแต่งงานของเพชรกับธีร์จนตัดสินใจหาทางเป็นพันธมิตรกับฝั่งตรงข้ามของตระกูลสุริยันแทน เพื่อหวังว่าหากตระกูลสุริยันไปไม่รอด เพชรอาจกลับไปพึ่งใบบุญของเขา 

อุษานั้นก็เคยทำงานในไร่ชาของการันต์ การที่เธอโผล่มาถูกจังหวะในช่วงที่เพชรกับธีร์กันมันยิ่งน่าแปลกใจไปใหญ่ แต่ต่อให้พูดเรื่องนี้กับธีร์ไป ธีร์ก็คงไม่เชื่อเธออยู่ดี

เพราะตอนนี้เพชรเป็นตัวร้ายในสายตาธีร์ไปเสียแล้ว

 

 

เดือนต่อมา

ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย ธีร์ขับรถบนถนนเพื่อตรงไปยังที่ประชุมกลางของที่ประชุมจักรวาลเพราะต้องเข้าประชุมใหญ่ตามกำหนดการณ์ โดยมีเพชรรัตน์ไปถึงที่ประชุมก่อนแล้ววันนี้ก็เป็นอีกครั้งที่พวกเขาทะเลาะกัน

เพชรรัตน์พยายามตีตลาดที่สิงคโปร์ แต่ธีร์ไม่เห็นด้วย แม้ว่าความคิดของเพชรจะเป็นความคิดที่ดีแต่มันเสี่ยงต่อการมีปัญหาระหว่างตระกูลมากเกินไป เพราะการชิงลูกค้าที่เพชรกำลังจะทำนั้นไม่ต่างจากการตบหน้าตระกูลดาราเลยสักนิด ซึ่งนั่นอาจเป็นสาเหตุให้รสรินเปิดศึกนอกเหนือจากเรื่องธุรกิจ

“ผมไม่มีเวลามาทะเลาะกับคุณนะ บอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้ไง!” ธีร์ตะคอกเสียงผ่านสายไป

[คุณฟังเหตุผลของฉันสักทีได้ไหมธีร์ ยังไม่ทันได้อ่านแผนการตลาดด้วยซ้ำ]

“ยังจะให้ผมฟังอะไรจากคุณอีก แค่นี้มันก็ชัดเจนแล้วว่าคุณแค่อยากเล่นเกมกับทางนั้น”

[ธีร์...]

“ผมรู้นะว่าความทะเยอทะยานของพวกคุณมันมีมาก ทั้งคุณ ราตรีแล้วก็รสรินคงกำลังสนุกกับการปั่นประสาทกันไปมา แต่สิ่งที่พวกคุณทำมันจะทำให้อีกหลายอย่างพัง คุณก็รู้อยู่ว่ารสรินพยายามหาเรื่องตลอดเวลา”

[แต่ถ้าเราไม่รีบชิงบริษัทนั้นมา คดีของราตรีจะไม่จบด้วยดีนะ]

“แล้วทำไมคุณต้องพยายามช่วยราตรีด้วย นี่มันไม่ใช่เรื่องของคุณเลยนะเพชร”

[คุณกล้าพูดแบบนี้ได้ยังไง ราตรีแทบไม่มีใครเลยนะนอกจากพวกเรา] เพชรซึ่งอยู่ปลายสายตะคอกกลับก่อนจะถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้าเต็มทน [ถ้าราตรีต้องโดนคดีเพราะฝีมือตัวเองฉันคงไม่คิดช่วยหรอก แต่นี่คุณก็รู้ว่าเธอถูกทิวาป้ายคดีให้เพราะเขากลัวเธอจะชิงตำแหน่งไป]

“มันไม่สมเหตุสมผลเลยนะ ราตรีไม่มีท่าทางจะอยากได้ตำแหน่งผู้นำเลย”

[แต่ธุรกิจที่ราตรีถือครองอยู่มันคือธุรกิจหลักของตระกูลจันทรา ทิวาก็แค่อยากชุกมือเปิบแล้วก็กลัวว่าถ้าราตรีทำได้ดีกว่านี้แล้วเขาขะเสียทุกอย่างไง เขาถึงโยนคดีนี้ให้เธอติดคุก มันไม่ยุติธรรมเลย]

“เพชร  มันไม่ใช่เรื่องของเรา” ธีร์เอ่ยย้ำอย่างชัดเจนด้วยความหัวเสีย “ต่อให้คุณจะใจดีอยากช่วยเหลือหรือเห็นธาตุแท้ของทิวายังไง แต่คุณก็ไม่ควรเอาสุริยันไปเสี่ยงกับราตรีขนาดนั้น”

[…]

“อีกอย่าง ผมคือผู้นำตระกูลสุริยัน แค่นี้ก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกแล้วนะ” ร่างสูงตัดบทสนทนาเพียงเท่านั้นก่อนจะโยนโทรศัพท์ไปด้านหลัง เขารู้ว่าตัวเองกำลังเอาความโมโหหลายอย่างไปลงกับภรรยาแต่เขาเองก็มีเหตุผลเช่นกัน

เขาไม่ได้พอใจนักที่เพชรเอาตระกูลสุริยันเข้าไปอยู่ในสนามรบ รสรินเป็นผู้นำตระกูลจันทราย่อมมีอำนาจมากกว่าเพชรรัตน์กับราตรีที่เป็นเพียงรองผู้นำตระกูล ต่อให้เธอจะมีความสามารถและไม่เคยพลาดเลยแต่มันก็เป็นการข้ามหน้าข้ามตาเขาไปอย่างมาก จนทุกวันนี้เพชรเริ่มไม่ฟังคำสั่งอะไรจากเขาอีกแล้ว

เหมือนอย่างที่อุษาเคยบอกว่าเพชรยากที่จะควบคุม เรื่องของตระกูลเป็นเพียงเกมแสนสนุกของผู้หญิงสามคนนั้น แท้จริงแล้วพวกเธอเพียงแค่อยากเอาชนะกันและกันก็เท่านั้น ไม่ได้ใส่ใจความคิดเห็นหรือผู้นำคนอื่นเลยสักนิด

ไม่ทันที่ร่างสูงจะได้ถอนหายใจอีกครั้ง เขาก็ต้องรีบหักหลบมอเตอร์ไซค์สองคันที่ขับปาดหน้าเขามาอย่างรวดเร็ว ธีร์ขมวดคิ้วกับความไม่ชอบมาพากลก่อนที่คนซ้อนของทั้งสองคันจะกระหน่ำยิงมาทางรถของเขา ยังโชคดีที่กระจกรถของเขาเป็นแบบกันกระสุน แต่เพราะขับท่ามกลางฝนตกจึงทำให้เขาบังคับทางยากขึ้น

“ฉิบหายแล้วไง” เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ผู้นำตระกูลสุริยันจะต้องสบถคำหยาบออกมา หลังจากที่เขาพยายามเหยียบเบรคแล้วแต่เบรคไม่ทำงาน เรื่องนี้ไม่ใช่ความบังเอิญแต่เป็นการจงใจของตระกูลอื่นที่พยายามขวางการไปประชุมของเขาและอาจจะต้องการถึงชีวิตเลยก็ได้

เอี๊ยดดดด โครม!

 

 

เปรี้ยง!

เสียงฟ้าผ่าดังขึ้นในวันนี้ที่ฝนตกหนัก เพชรรัตน์เกลียดช่วงเวลาที่ฝนตกมาตั้งแต่ไหนแต่ไร มันทำให้เธอหวนนึกถึงวันที่เลวร้ายเสมอ คุณนายเพชรยืนอยู่หน้าบ้านทอดมองธีร์นั่งบนรถเข็นหลังจากประสบอุบัติเหตุเมื่อไม่กี่วันก่อน 

หมอบอกว่าโอกาสที่ธีร์จะกลับมาเดินได้นั้นมีเพียงครึ่ง นั่นจึงทำให้ธีร์เครียดเป็นอย่างมากจนถึงขั้นไปตากฝนกลางสวนเพราะไม่ยอมเข้าบ้านมาหลายชั่วโมงและไม่ยอมคุยกับใครเลยตั้งแต่กลับมาจากโรงพยาบาล

เพชรรู้ดีว่ามันยากจะรับมือไหวกับการที่เราไม่สามารถใช้ชีวิตแบบเดิมได้ หากธีร์ไม่สามารถเดินได้อีกครั้งจริงๆ คงทำให้โลกของเขาทลายไปในพริบตา ตอนนี้เพชรรู้แล้วว่าต้นเหตุของอุบัติเหตุนั้นเป็นฝีมือของรสริน บุคคลที่หาทางชนะไม่ว่าจะใช้วิธีสกปรกหรือไม่ และแน่นอนว่าเพชรรัตน์ไม่ใช่คนใจกว้าง เพียงแต่รอโอกาสที่เหมาะสมในการเอาคืนเท่านั้น

ธีร์นั่งท่ามกลางสายฝนและปฏิเสธทุกการช่วยเหลือ อาการทางร่างกายยังไม่ค่อยดีนักแต่อาการทางจิตใจนั้นแย่กว่า เขาพยายามลุกขึ้นจากรถเข็นคนพิการช้าๆ ด้วยความหวังเล็กน้อยก่อนที่จะล้มลงไปนั่งกับพื้น ทำให้ร่างสูงร้องอย่างคลุ้มคลั่งด้วยความเกรี้ยวโกรธ แต่เพชรก็สั่งไม่ให้ทุกคนเข้าไปช่วยธีร์เพราะเธอรู้นิสัยดีว่าธีร์ไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากใครแน่

พีรดลมองพ่อของเขาจากหน้าต่างชั้นบนเพราะแม่ไม่อยากให้เขาลงมาเห็นพ่อในสภาพนี้ แต่เด็กน้อยก็อดเป็นห่วงธีร์ไม่ได้จริงๆ เด็กชายมองพ่อที่ตากฝนเพียงลำพัง ถึงเขาจะเริ่มไม่ชอบพ่อตัวเองเท่าไหร่นักเพราะพ่อเริ่มตีตัวออกห่างและเปลี่ยนไปจากเดิม แต่เขาก็ไม่ดีใจเลยที่พ่อต้องมาเจอเรื่องแบบนี้

“เอาร่มมาสักคันซิ” คุณนายเพชรบอกกับกิ่งแก้วก่อนที่การ์ดสาวจะเดินไปหยิบร่มมาให้ เพชรถอดรองเท้าส้นสูงของตัวเองพร้อมทั้งถอดเครื่องประดับไว้ที่กิ่งแก้วและขุนที่ยืนมองสถานการณ์ห่างๆ ตามคำสั่ง ปกติแล้วเพชรมักจะแต่งตัวสวยงามเสมอแต่ก็คล่องแคล่วในการต่อสู้ แต่ครั้งนี้เธอยอมถอดหลายสิ่งออกก่อนที่จะเดินถือร่มคันเดียวแล้วไปหาธีร์

หญิงสาวเดินย่ำพื้นหญ้าแล้วยืนกลางร่มให้สามีที่นั่งที่เดิม เพชรถอนหายใจพร้อมมองชายตรงหน้าด้วยความเป็นห่วงมากกว่าจะเวทนา  มันเจ็บปวดไม่น้อยที่เห็นคนรักเผชิญกับเรื่องเลวร้าย ต่อให้เธอจะเข้มแข็งมากแค่ไหนแต่หากเป็นเรื่องครอบครัวแล้ว เพชรรัตน์ใส่ใจกับความรู้สึกของลูกและธีร์เสมอ

“จะมาสมน้ำหน้าผมหรือไง หรืออายที่คนเก่งอย่างคุณกำลังมีผมเป็นภาระ” ธีร์พูดพลางแสร้งหัวเราะออกมาทั้งที่รู้สึกแย่อยู่ในใจ “คุณเข้าบ้านไปเถอะ ผมเดินตามไปไม่ได้หรอก”

“ทำไมคุณถึงชอบพูดเหมือนว่าฉันเกลียดคุณ ทั้งที่คุณก็รู้ว่าฉันทำไม่ได้”

“ก็นั่นสินะ คุณทำไม่ได้หรอก ในเมื่อเราเป็นคู่รักที่เหมาะสมกันที่สุดและมีลูกที่ดีที่สุด ครอบครัวในอุดมคติไง เราจะเกลียดกันเองได้ยังไงกันล่ะ ทุกอย่างมันสมบูรณ์แบบซะขนาดนี้” ธีร์ยังพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันอย่างเคย ทำให้เพชรเลิกสนใจกับคำพูดของเขาก่อนจะทิ้งร่มแล้วออกแรงดึงตัวธีร์ขึ้นมาจากพื้น

“ถ้าไม่อยากเป็นภาระหรือเป็นพ่อที่น่าอายของลูกก็เข้าบ้านแล้วไปใช้ชีวิตดีๆ ได้แล้ว” เธอพูดเสียงเรียบ

“เลิกพยายามเถอะเพชร ผมลุกไม่ได้”

“ฉันถึงมาช่วยนี่ไง รีบไปกินข้าวกันได้แล้ว หิวจะตาย” เพชรพูดพลางถอนหายใจและทำเหมือนว่าไม่สนใจกับความเสียใจของเขา ทำให้ธีร์พยายามยันตัวขึ้นมาจนลุกขึ้นยืนอยู่ในอ้อมแขนของเพชรได้ ขาของร่างสูงสั่นเทาแต่เพชรก็ทำเหมือนไม่รับรู้และพยายามพาธีร์เดินปกติเพื่อไม่ให้เขารู้สึกว่าตัวเองเดินไม่ได้

เธอรู้ดีว่าธีร์ไม่ชอบเวลาคนอื่นเห็นว่าเขาอ่อนแอ จึงเป็นเรื่องปกติที่เพชรจะทำเป็นไม่รู้ว่าเขากำลังเสียใจหรือกำลังรู้สึกแย่ เพชรจะแสร้งเป็นไม่รับรู้มันและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งธีร์เองก็รู้ว่าการปกปิดความรู้สึกของเพชรแบบนั้นมันไม่ได้หมายความว่าเธอไม่สนใจจริงๆ เขาเองก็รู้ว่าเธอเจ็บปวดไม่แพ้กันเพียงแต่พยายามทำให้เขาสบายใจ

“คุณเกลียดฝนไม่ใช่หรือ?” ธีร์เอ่ยถามเสียงเบาขณะที่เพชรเปลี่ยนท่ามาให้ธีร์กอดเธอจากด้านหลังเพราะเขาคงไม่อยากมองหน้าเธอเท่าไหร่นักและเธอเองก็ยังทำใจมองเขาโดยที่ปิดบังความรู้สึกตัวเองไว้ไม่ได้เช่นกัน

“ก็คงไม่เท่าที่คุณเกลียดฉันหรอกมั้ง” เพชรตอบกลับ ก่อนที่เธอจะหยุดเดินเมื่อรู้สึกได้ถึงอ้อมกอดของธีร์ที่รัดแน่นขึ้น พร้อมกับใบหน้าของเขาที่ซุกต้นคอของเธอ น้ำตาร้อนไหลออกมาจนหญิงสาวรู้สึกได้ที่ไหล่ เธอรับรู้ได้ว่าตอนนี้ธีร์กำลังอ่อนแอแค่ไหน และเขาคงยังไม่พร้อมที่จะเดินเข้าบ้านตอนนี้

“อยู่ตรงนี้อีกสักหน่อยได้ไหม” ธีร์ถามเสียงเบา

“อืม” เพชรตอบรับแล้วปล่อยให้เขาระบายความรู้สึกออกมาอย่างเต็มที่โดยที่เธอไม่หันหลังไป สองมือบางกำมือของสามีเบาๆ แทนการให้กำลังใจ ธีร์คงตากฝนนานเพราะไม่อยากให้คนอื่นจับได้ว่าเขากำลังร้องไห้อยู่มากกว่าจะชอบฝนสินะ แต่ไม่ว่าธีร์จะเป็นยังไง มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่เพชรจะทอดทิ้งเขาหรอก เธอพร้อมจะคอยให้เขากอดในวันที่อ่อนแอเสมอ

เพราะเราเป็นครอบครัวเดียวกัน

 

 

ปัจจุบัน

หลังจากที่ธีร์เดินไม่ได้ในครั้งนั้นทำให้เพชรรัตน์เป็นเสาหลักของตระกูลสุริยันมากกว่าเดิม ในโชคร้ายก็ยังมีเรื่องดีๆ อย่างช่วงเวลานั้นทำให้ธีร์ได้มีโอกาสอยู่กับพีรดลที่บ้าน ความสัมพันธ์ของพ่อลูกเริ่มกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง และเพชรก็คอยเคียงข้างจนธีร์กลับมาเดินได้อีกครั้ง

ช่วงเวลานั้นราตรีถูกส่งเข้าเรือนจำหญิงไปแล้ว แน่นอนว่าเพชรไม่ยอมจัดงานเลี้ยงโดยไม่เชิญแขก เธอร่วมวางแผนกับราตรีที่กำลังแค้นพี่ชายและพี่สะใภ้ได้ที่ ก่อนที่เพชรจะโค่นธุรกิจอาวุธของตระกูลดาราจนสิ้น เพชรสามารถทำได้ตั้งนานแล้วเพราะเธอเติบโตมากับวงการนี้แต่ที่ไม่ทำเพราะที่ผ่านมาธีร์อยากออกจากธุรกิจใต้ดินก็เท่านั้น

การที่เพชรประกาศสงครามแบบนั้นและแก้แค้นได้อย่างเจ็บแสบก็ทำให้รสรินไม่พอใจอย่างมาก อีกทั้งเพชรยังกวาดหุ้นที่เคยเป็นของราตรีมาไว้กับตัวก่อนจนตระกูลจันทราสั่นคลอน ล่อให้ทิวาอารมณ์เสียหนักไม่ต่างกัน

พระเพลิงออกมาจากภวังค์ความคิดเรื่องในอดีตเพียงเท่านั้นหลังจากประตูของที่ประชุมเปิด ปรากฏให้เห็นราตรีที่เดินเข้ามาในห้องประชุมด้วยรองเท้าส้นสูงและชุดเดรสสีดำ แม้ว่าจะมีปัญหากลางทางจนต้องขับมอเตอร์ไซค์มาแทนแต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมเผ้าของเธอเสียทรงเลย ซ้ำยังเดินเข้ามาพร้อมควันบุหรี่ในมืออีกด้วย

“เสียใจด้วยนะพี่สะใภ้ ฉันค่อนข้างตายยาก” ราตรีพูดพร้อมมองไปทางทิวาที่กำหมัดแน่น ก่อนที่จะเรียกโซ่ศศิธรออกมาแกว่งเล่นยั่วโมโหอดีตผู้นำตระกูลจันทรา “ไม่เจอกันนานเลยนี่ทิวา ตายยากเหมือนกันหรือ?”

“ฉันยังตายไม่ได้หรอก น้องสาวคนเดียวยังอยู่ดีขนาดนี้”

“ดีใจที่พี่คิดถึงฉันนะ” ราตรีบอกพร้อมเหยียดยิ้มก่อนที่ประตูของห้องประชุมจะถูกเปิดอีกครั้งด้วยฝีมือของธีร์ที่ถือกำเพลิงอาทิตย์เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แตกต่างจากรสรินที่หักบุหรี่ในมือทิ้งด้วยความไม่พอใจนัก

ธีร์ย่างกรายเข้ามาในที่ประชุมพร้อมนั่งลงในฝั่งหนึ่งของมุมโต๊ะหกเหลี่ยม โดยปกติแล้วโต๊ะประชุมนั้นจะแบ่งอย่างเท่าเทียมด้วยการใช้โต๊ะหกเหลี่ยมเพื่อให้แต่ละตระกูลนั่งในตำแหน่งของตนเองร่วมกับผู้คุมกฎหนึ่งคน แต่หลังจากที่ตระกูลเมฆาล่มสลาย พื้นที่ตรงนั้นก็โล่งไปถนัดตาจนพระเพลิงกลายเป็นหัวโต๊ะแทน

รสรินมองมายังธีร์และราตรีอย่างไม่สบอารมณ์นักแม้จะรู้ดีว่าโอกาสที่ทั้งคู่จะรอดมาได้ก็มีสูง แต่ต่อให้จะรอดมาได้ก็ไม่สามารถตัดสินกฎได้ทันทีเพราะเสียงเสมออย่างแน่นอน และราตรีคงยังไม่มีทายาทแน่เพราะทายาทที่อยู่ตอนนี้มีแค่โรส ไตรและกิจ ลูกชายของการันต์ โอกาสที่เธอจะชนะยังมีสูงอยู่ดี

“ได้ข่าวว่าก่อนนี้รถติดหรือคุณธีร์ เกือบมาสายแล้วนะ” พระเพลิงเอ่ยถามพร้อมนั่งกระดิกเท้า

“โดนปิดถนนน่ะ สงสัยช่วงนี้เทศบาลซ่อมท่อ” ธีร์ตอบกลับก่อนจะวางกำเพลิงอาทิตย์ลงบนโต๊ะเหมือนอย่างที่ตระกูลอื่นวางอาวุธไว้ตรงหน้าตัวเอง

นายใหญ่แห่งตระกูลสุริยันไม่ได้สบายใจเลยแม้ตนเองจะรอดจากการไล่ล่าจนมาทันการประชุม เขากลับร้อนใจกลัวน้ำเพชรกับจอมทัพจะเป็นอะไรไปเสียมากกว่า หากพวกของตระกูลดาราตามรอยเขาจนไปดักทางนั้นได้ก็ไม่ยากเลยหากพวกมันจะดมกลิ่นไปจนถึงบ้านพักของจอมทัพ

ธีร์รู้ว่าจอมทัพคือพีรดลที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน 

ทั้งหน้าตาของจอมทัพที่เหมือนเขาตอนหนุ่มมาก ยิ่งเห็นว่าเป็นลูกเลี้ยงของราตรีและยิ่งจอมทัพเข้ามาใกล้น้ำเพชรมากเป็นพิเศษก็ยิ่งมั่นใจว่าจอมทัพคือพีรดลแน่ เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าพีรดลรอดมาได้ยังไง แต่คิดว่าคนที่รู้เรื่องนี้คงมีพระเพลิง ราตรีและเพชรรัตน์

เขาไม่สนใจว่าลูกชายรอดชีวิตเพราะใคร สิ่งที่เขาดีใจคือพีรดลยังมีชีวิตอยู่และเติบโตมาอย่างดีต่างหาก แต่เมื่อมองสายตาของลูกชายแล้วเขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าจอมทัพกลับมาที่ประชุมจักรวาลเพียงเพราะเรื่องของน้ำเพชรเท่านั้น และคงจะเกลียดคนเป็นพ่ออย่างเขาอย่างแน่นอน

เพราะแบบนั้นต่อให้ธีร์จะรู้ความจริง แต่เขาก็เลือกที่จะไม่พูดให้จอมทัพรู้ตัว เขารักลูกและอยากทำหน้าที่พ่อให้ดีที่สุดแต่ในตอนนี้จอมทัพมีทางเลือกในชีวิตของตัวเองแล้ว หากลูกชายเกลียดเขา มันก็คงจะดีกว่าถ้าเขาไม่แสดงตัวออกไป มันคงจะดีกับจอมทัพมากกว่าหากเขาคิดว่าธีร์ไม่รู้เรื่องใด

ธีร์มองไปยังพระเพลิงที่นั่งจุดซิก้าร์ขึ้นสูบ ไม่บ่อยนักที่ปีศาจหนุ่มจะสูบซิก้าร์แทนบุหรี่ วันนี้คงมีเรื่องที่ทำให้เชาอารมณ์ดีเป็นพิเศษ แต่ธีร์ไม่ได้สนใจพระเพลิงนัก เขาเพียงนึกถึงเพชรรัตน์ที่ชอบสูบซิก้าร์มากกว่าบุหรี่แต่ยอมเลิกสูบเพราะรู้ว่าเขาไม่ชอบกลิ่นควัน มันทำให้เขานึกถึงเรื่องราวในอดีตขึ้นมาและพลอยห่วงน้ำเพชรกับจอมทัพไปด้วยเช่นกัน

ขุนเดินเข้ามาภายในห้องประชุมก่อนจะอ้อมหลังไปบอกข่าวแก่ธีร์ ทำให้ร่างสูงหลุดออกมาจากภวังค์ของตนเอง แล้วรับฟังข่าวร้ายของขุน

“นายครับ คนของตระกูลโลกาบุกบ้านคุณจอมทัพครับ”

“อะไรนะ” ธีร์ขมวดคิ้วแน่น ใจของเขาร้อนรนไปหมดแต่ก็พยายามที่จะไม่แสดงอาการออกมามากนัก แม้ว่าตอนนี้เขาจะอยากลุกออกไปจากห้องประชุมแล้วก็ตาม “เพชรกับจอมทัพเป็นยังไงบ้าง?”

“คนของเรายังหาตัวไม่เจอครับ แต่บ้านระเบิดทั้งหลัง”

“รีบออกตามหาให้เร็วที่สุด ถ้ามีอะไรรีบรายงานฉันทันที”

“รับทราบครับ” ขุนตอบรับก่อนจะเดินออกไป

ไม่ใช่เพียงทางตระกูลสุริยันที่รายงานข่าว รสรินเองก็ได้รับข่าวเดียวกันกับธีร์เพราะตอนนี้ยังไม่มีตระกูลไหนตามหาสองคนนั้นพบเลยสักคน ซึ่งการลุ้นอย่างรอคอยมันก็ช่างน่าสนุกสำหรับรสรินไม่น้อย เพราะเธอรู้ว่าธีร์กำลังร้อนใจเรื่องนี้ เด็กสาวน้ำเพชรนั่นคงสำคัญกับเขามากเพราะเธอเหมือนกับเพชรรัตน์อย่างกับแกะ

พระเพลิงมองทั้งหมดก่อนจะลอบมองนาฬิกาแล้วจึงทำหน้าที่ของตัวเอง การประชุมในทุกครั้งเขามีหน้าที่ควบคุมกฎและจดข้อตกลงในการประชุมเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์คัดค้าน เสนอความเห็นหรือเข้าข้างใคร และไม่สามารถช่วยใครได้ เขาจะสามารถช่วยเหลือได้เพียงในเรื่องสนธิสัญญาและคำขอจากคนในตระกูลเมฆาเท่านั้น

“เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เปิดการประชุมเลยดีไหมครับผู้นำทุกท่าน” พระเพลิงเอ่ยถามก่อนที่จะเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ

หัวข้อของการประชุมมักเกริ่นเรื่องอื่นก่อนเสมอ เพื่อให้ครอบคลุมถึงปัญหาตลอดสามเดือนหรือตลอดทั้งปีที่ผ่านมาของที่ประชุมจักรวาล เรื่องส่วนมากเป็นเรื่องธุรกิจที่ทำให้ราตรีแอบหาว เพราะเธอขี้เกียจจะฟังเรื่องการงานของชาวบ้าน แต่เธอก็ไม่หลับไปเสียก่อนเพราะสายตาของรสรินจดจ้องเธออยู่ตลอด

ธีร์ไม่สามารถติดต่อน้ำเพชรได้ด้วยตนเองเพราะโทรศัพท์ถูกยึดไปพร้อมอาวุธอื่นที่ไม่ใช่อาวุธประจำตระกูล เขาอยู่ไม่สุขเพราะเป็นห่วงน้ำเพชรกับจอมทัพ แต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้ตราบใดที่ยังหาตัวทั้งคู่ไม่พบ

พระเพลิงฟังการประชุมผ่านๆ พร้อมลอบมองธีร์ที่ดูกังวลตลอดเวลา เขาจำได้ดีว่าเมื่อ 20 ปีก่อนธีร์ทำสนธิสัญญาที่แสนจะยิ่งใหญ่กับเขาเอาไว้แลกกับสิ่งที่ใหญ่ไม่แพ้กันเพียงเพื่อให้เพชรกลับมา ไม่ว่าจะรอคอยนานแค่ไหน ผู้ชายคนนี้ก็ยังรอคอยเพชรกับพีรดลเสมอ ถึงขั้นวางเดิมพันไว้สูงอย่างไม่เกรงกลัว

สำหรับบางคน ความทรงจำที่ดีก็สำคัญกับชีวิตมากเสียจนยอมแลกทุกสิ่งเพื่อรักษาไม่ก็ทำทุกอย่างให้ได้มันคืนมาอีกครั้ง เพชรรัตน์กับพีรดลสำคัญกับธีร์มาก เป็นทั้งความทรงจำที่ดีและความทรงจำที่เลวร้ายจากความล้มเหลวของเขา ในเมื่อชีวิตไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอดีตได้ ธีร์ก็ต้องขอพรสิ่งอื่นที่ทดแทนกัน

เขาขอให้เพชรกลับมา...

เป็นเรื่องยากทีเดียวสำหรับพระเพลิงเพราะหลังจากเพชรรัตน์ตายไป พลังของเขาก็สูญสิ้นไปด้วย เขากลายเป็นมนุษย์ธรรมดาแต่การทำสนธิสัญญายังเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขายังมีพลังบางส่วนอยู่ นั่นหมายความว่าหากไม่มีการทำสัญญา เขาก็ไม่สามารถช่วยใครได้ทั้งนั้น

การประชุมยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ถึงหัวข้อสุดท้ายที่ทุกคนรอคอย นั่นคือการออกเสียงเพื่อตัดสินการตั้งกฎห้ามคุกคาม ทำลาย ขโมยอาวุธของตระกูลอื่นรวมถึงทายาทและผู้นำในตระกูลนั้น ซึ่งกฎข้อนี้ตระกูลดารากับโลกาพร้อมคัดค้านขาดใจ ในขณะที่สุริยันกับจันทราจะร่วมมือกันเพื่อให้มันผ่าน

ยังไงก็ต้องเรียกทายาทมาเป็นคนตัดสินแน่ ที่แย่ตอนนี้คือจอมทัพหายตัวไปและไม่มีใครสามารถเป็นทายาทของตระกูลจันทราได้ ฝั่งของรสรินยังถือไพ่เหนือกว่าพวกเขามาก แต่ถึงอย่างนั้นธีร์ก็ไม่สนแล้ว หากกฎไม่สำเร็จ เขาจะไปตามหาสองคนนั้นด้วยตนเอง

“อย่าพิธีรีตองอะไรมากเลย แค่ลงคะแนนเสียงมา รู้ๆ กันอยู่ว่ามีฝั่งใครบ้าง” ทิวาพูดขึ้นก่อนที่พระเพลิงจะพยักหน้า

“ตามนั้นคุณทิวา กฎข้อนี้มีใครเห็นด้วยบ้างครับ ถ้าเห็นด้วยโปรดยกมือแสดงตัว” พระเพลิงพูดเพียงเท่านั้นก่อนที่ธีร์กับราตรีจะยกมือ มันเป็นวิธีโหวตแสนง่ายดายแต่ทุกอย่างที่เป็นบทสรุปนั้นสำคัญอย่างยิ่ง เพราะไม่มีใครสามารถฝ่าฝืนกฎได้ หากฝ่าฝืนก็เสี่ยงที่จะถูกผู้คุมกฎไล่ล่า

และผู้คุมกฎคือปีศาจพระเพลิง

นั่นไม่ทำให้รสรินหวาดกลัวมากนัก เพราะตอนนี้พระเพลิงไม่มีพลังของปีศาจนอกเหนือจากการทำสนธิสัญญา นั่นหมายความว่าเขาไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดา หากเธอจะแหกกฎก็ไม่น่าเสี่ยงเท่าไหร่นัก

“ธีร์ ตระกูลสุริยัน เห็นด้วยกับกฎครั้งนี้”

“ราตรี ตระกูลจันทรา เห็นด้วยกับกฎครั้งนี้”

“รสริน ตระกูลดารา ขอค้านกฎนี้”

“การันต์ ตระกูลโลกา ขอค้านกฎนี้”

“เสียงเสมอกัน เรียกทายาทเลยดีกว่าเถอะ” รสรินพูดพลางยิ้มเยาะอย่างผู้กำชัย ขณะที่ราตรีกรอกตาอย่างไม่สบอารมณ์นัก แต่เธอก็ไม่สามารถทำอะไรได้

“ความจริงมันก็ไม่เสมอเท่าไหร่หรอกนะ” พระเพลิงพูดขึ้นทำให้ทุกคนในที่ประชุมหันไปทางเขาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ปีศาจหนุ่มยิ้มอย่างมีเลศนัยพร้อมกับยกมือขึ้นมาโดยมีพลังสีเพลิงบนมือของเขา

เป็นไปไม่ได้...

ทั้งหมดในที่ประชุมจดจ้องพลังนั้นที่ไม่ได้เห็นนานหลายปี เป็นไปไม่ได้ที่พลังปีศาจของพระเพลิงจะกลับมาในเมื่อเพชรรัตน์ตายไปแล้ว และต่อให้น้ำเพชรกับเพชรรัตน์จะเป็นคนเดียวกัน แต่ความทรงจำของเธอหายไปและพลังของพระเพลิงผูกกับจิตวิญญาณของเพชรรัตน์

พลังของพระเพลิงจะกลับมาได้ในวันที่จิตวิญญาณของเพชรรัตน์กลับมา ซึ่งจิตวิญญาณของคนเราก็คือความทรงจำของคนๆ นั้น ไม่ทันที่ธีร์จะได้คิดอะไรต่อ ประตูของห้องประชุมก็เปิดขึ้นอีกครั้งเผยให้เห็นหญิงสาวในชุดสูทสีขาว ริมฝีปากแดงที่คาบซิก้าร์มวนใหญ่ในปาก พร้อมกับง้าววาริธในมือนั้นทำให้ทุกคนรับรู้ถึงการกลับมาของเธอทันที

การันต์นิ่งไปจนแทบเสียสติ เขาจดจ้องใบหน้าของเธออีกครั้ง แววตาเย็นชานั้นไม่ใช่แววตาของเด็กสาวน้ำเพชรอีกต่อไป ไม่ต่างจากรสรินที่มือสั่นเมื่อเห็นว่าเพชรรัตน์กลับมามีชีวิตจริงๆ ไม่ใช่น้ำเพชรที่หลายคนแค่รู้สึกว่าหน้าตาคล้ายกัน

เพชรรัตน์ย่างกรายเข้ามาด้วยรองเท้าส้นสูงสีดำเงา นานสองทศวรรษที่เธอไม่ได้เข้ามาในที่ประชุมแห่งนี้ โดยแต่ละครั้งที่มาก็จะมาในฐานะคุณนายของตระกูลสุริยัน แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไป เพราะเธอมาพร้อมอาวุธของตระกูลเมฆา

ธีร์มองหญิงสาวนิ่ง ภาพความทรงจำในอดีตหวนคืนมาอีกครั้งจนเขาแทบหายใจไม่ออก เธอกลับมาอย่างเต็มตัวจริงๆ ผู้หญิงที่เขาตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ว่าเธอจะเปลี่ยนไปเป็นเช่นไร ซึ่งเธอปรายตามองเขาเพียงเล็กน้อยก่อนจะเดินไปยืนด้านหลังเก้าอี้ของตระกูลเมฆาที่ไม่มีใครนั่งมานาน

“เพชรรัตน์ ผู้นำตระกูลเมฆา เห็นด้วยกับกฎครั้งนี้” 

 

#วชิรอาญา 

ความคิดเห็น