junepopo

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

CHAPTER23: ระยะห่างของหัวใจ (NC18+)NEW UPDATE

ชื่อตอน : CHAPTER23: ระยะห่างของหัวใจ (NC18+)NEW UPDATE

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 22.9k

ความคิดเห็น : 109

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ม.ค. 2561 06:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
CHAPTER23: ระยะห่างของหัวใจ (NC18+)NEW UPDATE
แบบอักษร

CHAPTER 23:ระยะห่างของหัวใจ


ปวันลืมตาขึ้นช้าๆ ภาพแรกของวินาทีที่ลืมตื่นคือใบหน้าหลับพริ้มของคริสา ในยามที่เธอหลับใหลดูไร้ซึ่งพิษสงเหมือนกับเจ้าหญิงตัวน้อย ปวันเผลอไผลโน้มใบหน้าเข้าไปหมายจะมอบจุมพิตแรกของวัน หากแต่เสียงบางอย่างในหัวตะโกนรั้งเขาไว้

อย่าแตะต้องเธอ

อย่าทำให้หัวใจตัวเองต้องเจ็บปวดอีก

ระหว่างเรา ต้องมีระยะห่าง

ระยะห่างของหัวใจ*…*

เสียงตะโกนนั้นดังพอที่จะทำให้เขาดึงตัวเองออกมา ปวันไล่ความคิดมากมายออกไปจากหัวและหักห้ามความรู้สึกทุกรูปแบบที่กำลังก่อตัวขึ้น พลิกร่างตัวเองหมายจะดึงตัวออกห่างแต่ทว่าแขนข้างหนึ่งถูกคนขี้เซาหนุนทับแทนหมอน เพิ่งรู้สึกถึงอาการชาวาบไปทั้งแขนก็ตอนนี้ อยากจะดึงออกมาแต่ก็กลัวเธอจะตื่นได้แต่ค่อยๆขยับออกช้าๆแผ่วเบาที่สุด

“งื้อออออ”คริสาทำเสียงงอแงเมื่อท่อนแขนที่ใช้แทนหมอนค่อยๆขยับเลื่อนออก ปวันเกร็งขืนมือสุดชีวิต เพราะถ้าหากทำเธอตื่นต้องหงุดหงิดมากแน่ๆ พยายามอยู่นานจนสามารถดึงท่อนแขนออกมาได้

“อ่า”ปวันสะบัดแขนตัวเองที่ชาหนึบไปหมด คริสาขยับตัวไปมาเล็กน้อยแต่ก็กลับไปหลับต่ออย่างสบาย ปวันดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมกายสร้างความอบอุ่นให้กับเธอ เหมือนนานมากแล้วที่ไม่ได้มองตอนเธอหลับ เขาอยากใช้เวลาทั้งวันจ้องมองเธอตอนหลับอยู่อย่างนี้ นานตราบเท่าที่คริสาไม่ตื่นขึ้นมาแล้วปั้นหน้าบึ้งตึงใส่เขา แต่นั่นไม่ใช่ความคิดที่ดีมากนัก เขารู้ตัวเองดีว่าควรอยู่ตรงไหน และที่ของเขามันควรห่างไกลจากคริสาอีกสักหน่อย ห่างไกลมากพอที่หัวใจจะไม่ต้องเจ็บอีก ปวันพาตัวเองลุกจากเตียง จ้องมองร่างที่หลับใหลอยู่บนเตียงอีกครั้ง ก่อนจะตัดใจออกจากห้องนั้นไป

คริสาลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนสายของวันแล้วต้องพบกับความว่างเปล่า ปวันออกไปจากห้องแล้วตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่อาจรู้ได้ ร่างบางสัมผัสกับแผลที่หน้าผากพลางนึกย้อนเหตุการณ์ในค่ำคืนที่ผ่านมา จากสีหน้าเหม่อลอยปรับเปลี่ยนเป็นสดใสและเหมือนจะผุดคิดความคิดบางอย่าง คริสากระโดดลงจากเตียงคว้าสมาร์ทโฟนแล้วกดไปหาจริยาทันที

“ฮัลโหลจ๋อม อีกชั่วโมงฉันจะไปหาแกที่ออฟฟิศ”

ซุปเปอร์มาร์เก็ต

“บอกฉันมาก่อนว่าแกไม่ได้ป่วย ไม่ได้กำลังจะตายใช่ม่ะ”จริยาสาวเท้าก้าวเร็วๆตามหลังคริสาในขณะที่เข็นรถเข็นของซุปเปอร์มาเก็ตตามหลังติดๆ คริสาไม่สนใจท่าทีโอเว่อแอคติ้งของเพื่อนรัก ได้แต่ฮัมเพลงเบาๆอย่างสบายใจพร้อมกับเลือกซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารมื้อเที่ยง

“หรือว่าไอ้แผลปูดๆที่หัวแก มันทำให้แกได้รับความกระทบกระเทือนทางสมอง ฉันว่าแกไปให้หมอเช็คหน่อยม่ะ”จริยายังคงไม่หยุดสงสัย เพื่อนรักต้องมีความผิดปกติอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับระบบร่างกายเป็นแน่ คริสาโยนเส้นสปาเกตตี้ลงบนรถเข็นแล้วกอดอกจ้องมองจริยานิ่ง

“ทำไมแกถึงคิดว่าฉันจะป่วย หรือสมองมีปัญหา”

“ถามมาได้ แกลองดูตัวเองก่อนสิ ลุกขึ้นมาเดินซุปเปอร์มาเกตซื้อของจะเข้าครัวทำอาหาร แล้วที่สำคัญจะทำอาหารให้พี่ปันทาน ชนิดที่เสิร์ฟถึงโรงพยาบาลอีกด้วย ถ้าแกไม่ป่วย ฉันว่าสมองแกก็คงมีปัญหาแล้วแหละ”จริยาบอกตามความจริง นั่นเพราะไม่คิดว่าคริสาจะลากเธอออกมาจับจ่ายซื้อของแล้วทำอาหารไปให้ปวันที่โรงพยาบาล เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยากพอๆกับหิมะตกในประเทศไทย

“หรือว่าเพราะประเทศไทยอากาศร้อนมากเกินไป แกไปเที่ยวยุโรปสักพักม่ะเจออะไรเย็นๆจะได้กลับมาเป็นปกติ”

“แกนี่ท่าจะบ้า”คริสาว่าเพื่อนสาว แล้วเดินเลือกซื้อของต่อ

“แกนั่นแหละบ้า เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ทำไมจู่ๆถึงถึงลุกขึ้นมาทำอะไรแบบนี้”จริยาถามเสียงดังทำให้คนที่ยืนเลือกซื้อของอยู่บริเวณนั้นหันมามองเป็นตาเดียว

“ก็ไม่มีอะไร แค่ว่าง อยากหาอะไรทำแค่นั้น”คริสายักไหล่ บ่ายเบี่ยงจะตอบ จริยาจ้องหน้าจับผิด เธอรู้จักคริสาดี และคนอย่างคริสาถ้ามีเวลาว่างจะชอปปิ้งของเบรนเนม บินไปกลับอิตาลีเพื่อกระเป๋าใบเดียว หรือไม่ก็แฮงเอ้ากับแกงค์เพื่อน ไม่มีทางเข้าครัวทำอาหาร ยิ่งทำอาหารไปให้กับปวันยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้

“บอกมาตรงๆเหอะ ว่าแกมีแผนการชั่วอะไรอีก คราวนี้ไม่เอาแล้วด้วยนะ จนป่านนี้พี่กฤษยังไม่ยอมคุยดีๆกับฉันเลย”จริยาทำหน้าตาห่อเหี่ยว

“เหอะ!นึกว่าแกจะสำนึก ที่แท้ก็เพราะกลัวพี่กฤษณ์รู้”

“นี่ตกลงแกมีแผนคิดจะทำอะไรอีกใช่มั้ย ไม่ใช่ว่าวางยาเบื่อในอาหารพวกนี้หรอกนะ เอ้ะ!แต่ฉันว่าไม่ต้องก็ได้นะ อาหารฝีมือแกก็คงไม่ต่างจากยาพิษดีๆนี่แหละ”

ป้าบบบบบบบ

“โอ้ย!”

คริสาหยิบแครอทหัวใหญ่ขึ้นมาฟาดจริยาโทษฐานที่กล่าวหาว่าอาหารฝีมือเธอคือยาพิษ มิหนำซ้ำยังคิดว่าจะวางแผนการชั่วร้ายอีก

“ไม่มีอะไรหรอกน่า แกดูละครหลังข่าวมากไปรึไง ฉันก็แค่อยากทำอาหาร แล้วก็หาคนกินแค่นั้น”คริสาบอกเสียงอ่อน นึกขวยเขินที่ต้องบอกจริยา

“หรา!!!”จริยาลากเสียงยาวไม่เชื่อเสียทีเดียว

“รีบซื้อของเถอะน่า จะเที่ยงแล้วเดี๋ยวไม่ทัน”คริสาบอกพร้อมหมุนตัวเดินต่อไป จริยารีบเร่งเข็นรถตามไปทันที

ครัวบ้านปรีชาไวยกิจ

“กรี้ดดดดดดดดดด ว้ายยยยยยยไฟไหม้ค้า”

ฉ่า!!!

“ว้าย!ตาเถร เกิดอะไรขึ้นคะเนี่ย”

หัวหน้าแม่บ้านพร้อมกับเด็กรับใช้และคนงานต่างพาวิ่งกรูเข้ามาในครัวที่ควันลอยฟุ้ง โขมงโฉงเฉง เสียงกรีดร้องของจริยาดังลั่นท่ามกลางกลุ่มควัน ก่อนที่ร่างเล็กจะวิ่งออกมา

แค่กๆๆๆๆ

จริยาไอโขลกเพราะสำลักควัน ในขณะที่คริสาสาดน้ำราดลงไปในกระทะที่ติดไฟท่วม

“คุณหนู ออกมาค้า ออกมา”หัวหน้าแม่บ้านรีบคว้ามือคุณหนู แล้วลากออกมาจากหน้าเตา เปาวิ่งไปปิดเตาแกสและคนอื่นๆก็เตรียมถังน้ำไว้ในมือ

แค่กๆๆๆๆ

คริสาสำลักควันเข้าไป เมื่อออกมาจากพื้นที่หน้าเตา จึงค่อยหายใจโล่ง หญิงสาวปาดเหงื่อ ทุกคนต่างจ้องมองสภาพผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ใบหน้าขาวผ่องเต็มไปด้วยควันเขม่า คริสาไม่เคยอยู่ในสภาพนี้มาก่อน

“คุณหนู เป็นอะไรบ้างรึเปล่าคะ โดนไฟลวกรึเปล่าเนี่ย แม่คุณ”หัวหน้าแม่บ้านสำรวจดูร่างกายของคริสา หัวใจแทบวายคิดว่าคุณหนูจะจมอยู่ในกองเพลิงเสียแล้ว

“คริสไม่ได้เป็นอะไรคะ”

“คุณจ๋อมละคะ”หันไปถามจริยาที่ยืนไอโขลกอยู่ไม่ไกล

“เกือบตายคะป้านุ่น”

“นี่พวกคุณๆทำไรกันคะ”

“คริสจะทำอาหารคะ กะว่าจะทำเสต็กราดซอสบาบีคิว แต่ว่า…”คริสามองเข้าไปในครัว เนื้อชั้นดีที่อยู่ในกระทะดำเป็นเตาตะโกพร้อมมีกลุ่มควันสีดำลอยฟุ้งออกมา

“แน่ใจนะคะคุณหนูว่าทำเสต็กไม่ได้กะจะเผาบ้าน”เปาถามแทรกขึ้น หัวหน้าแม่บ้านเลยประเคนฝ่ามือเข้าให้หนึ่งที

“ทีแรกก็จะทำอาหารนั่นแหละเปา แต่ไปๆมาๆจะเผาคฤหาสถ์ให้วอดทั้งหลังนี่แหละ”จริยาสำทับ ปาดเหงื่อบนใบหน้า ที่ตอนนี้มีคราบเขม่าควันติดดำเป็นปื้นๆ

“ก็คริสไม่รู้นี่ว่าเนื้อมันสุกช้า เลยเร่งไฟ แล้วจู่ๆก็ ฟรึ่บบบบ แล้วก็เป็นอย่างที่เห็น”คริสาทำเสียงอ่อน อุตส่าห์เปิดยูทูปดูวิธีการทำแล้วเชียวแต่ไหงกลายเป็นอย่างนี้ไปได้

“คุณหนูอยากทานอะไรทำไมไม่บอกเด็กๆละคะ จะได้ทำให้ทาน”

“คุณหนูของป้าไม่ได้อยากทานเองหรอกคะ แต่อยากทำเสต็กไปเอาใจสามี แบบว่าปรุงด้วยรักถักทอด้วยใจอะไรประมานนี้อะคะ”จริยาได้ทีเย้าแหย่ คริสาทำท่าจะเขวี้ยงด้วยตะหลิวที่ถือคามืออยู่

“อะไรนะคะ คุณหนูจะทำอาหารให้คุณปวัน”เปาถามด้วยเสียงตกใจ คนอื่นๆก็ด้วย

“ทำไมทุกคนต้องทำหน้าท่าทางตกใจแบบนี้ด้วย ก็แค่อยากทำอาหารไม่ได้รึไง”คริสาเอ่ยอย่างขัดใจ เอามือกอดอกแล้วทำแก้มป่องในแบบเวลาที่งอน

“เปล่าคะ แค่แปลกใจนิดหน่อย แล้วเนื้อมันไหม้ไปแล้ว ครัวก็เละเทะขนาดนี้ คุณหนูจะเอาไงดีคะ ทำใหม่หรือว่าออกไปซื้อมาดี”

“โทรสั่งมาดีกว่ายัยคริส แล้วเราก็เอามาใส่ห่อ เอาไปให้พี่ปัน พี่ปันไม่รู้หรอกว่าแกสั่งมา”จริยาเสนอความคิด

“ไม่เอา อยากทำเอง”

“บ้านแกได้ทำประกันอัคคีภัยไว้มั้ย เปาๆเรียกรถดับเพลิงมาแสตนบายด์รอหน้าบ้านเลย”จริยาบอกเปา สาวใช้พยักหน้ารับทราบ

“พอเลย!ทุกคน”คริสาขัดใจ ทำไมทุกคนถึงคิดว่าเธอจะทำไม่ได้ กับอีแค่อาหารกลางวันยังทำเป็นเรื่องใหญ่โต

“เอางี้มั้ยคะคุณหนู ป้าว่าเรามาทำอะไรง่ายๆรวดเร็วแล้วก็อร่อยๆกันดีกว่า เดี๋ยวป้าช่วยสอนคะ”หัวหน้าแม่บ้านเสนอ คริสายิ้มแป้นทันที

“งั้นป้านุ่นช่วยคริสนะคะ”คริสากระโดดเกาะแขนหัวหน้าแม่บ้านด้วยท่าทางออดอ้อน

“แต่ก่อนอื่น ต้องให้เด็กๆเคลียร์ครัวก่อนคะ”หัวหน้าแม่บ้านหันไปสั่งงานเด็กรับใช้ ใช้เวลาไม่นานห้องครัวก็กลับมาในสภาพพร้อมใช้งานอีกครั้ง

“มาคะคุณหนูเรามาเข้าครัวกันอีกรอบ”

“ฮัดชิ้ววว!!”

ปวัน ถอดหน้ากากอนามัยออกเมื่อเดินผ่านพ้นประตูออกจากห้องปลอดเชื้อรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวตั้งแต่เมื่อคืนแต่ก็ยังต้องตื่นมาราวคนไข้ที่วอร์ดวีไอพีแม้วันนี้จะเป็นอาทิตย์ ปวันสะบัดศีรษะไล่ความมึนงงนึกอยากได้ยาพารา น้ำอุ่นๆ แล้วก็หมอนสักใบ แต่บ่ายนี้เขามีผ่าตัดคนไข้วีไอพีอีกหนึ่งราย คราวนี้เป็นถึงภริยานายทหารชั้นผู้ใหญ่และคงใช้เวลาผ่าตัดนานพอสมควร

“ฮัดชิ้ววว”

“น่านๆๆๆ โดนหวัดเล่นงานเองซะแล้ว”แพรพลอยที่เดินตามออกมา เอ่ยทัก เธอเองก็มาราวคนไข้เหมือนกัน

“มาราวคนไข้เหรอ”

“เยส”

“แล้วบ่ายนี้มีผ่าตัดรึเปล่า”ปวันถามต่อ

“ไม่มี แต่มีบรรยายcase studyที่โรงเรียนแพทย์ เซคชั่นพิเศษนะ”แพรพลอยทำท่าเซ็งเล็กน้อย วันอาทิตย์อยากนอนยาวๆเหมือนชาวบ้านทั่วไปบ้างแต่ก็ทำไม่ได้

“แล้วนี่ราวเสร็จแล้วจะไปไหน”แพรพลอยถามกลับบ้าง

“จะไปห้องพักแพทย์สักหน่อย หากาแฟกิน”

“นี่ก็เที่ยงแล้ว สั่งอะไรมากินที่ห้องพักแพทย์ดีกว่า สะดวกดี”แพรพลอยเสนอแนะ ปวันพยักหน้าเห็นด้วย

“กินไรดี”

“ได้หมด แพรอยากทานไรก็สั่งเผื่อผมด้วยแล้วกัน”

“โอเค”

แพรพลอยล้วงสมาร์ทโฟนออกมาแล้วโทรสั่งอาหารฟ้าดฟู้ดทันที

“เร็วๆสิยัยจ๋อม นี่เที่ยงครึ่งแล้วนะ”คริสาเร่งเร้าเพื่อนรัก ทั้งสองลงจากรถหอบหิ้วตะกร้าที่เต็มไปด้วยแซนวิสไส้ต่างๆ ผลไม้สดแล้วก็น้ำผลไม้คั้นสด ทุกอย่างลงทุนทำเองกับมือโดยมีทุกคนคอยให้ความร่วมมือ

“โอ้ย รีบมากแกวิ่งไปก่อนเลยมั้ย เดี๋ยวฉันหิ้วตะกร้านี่ตามไป หนักจะตายเนี่ย”จริยาโอดครวญ

“บ่นมากนะ เอามานี่เลย”คริสาแย่งตะกร้ามาถือซะเอง เดินจ้ำอ้าวนำหน้าไป

“นี่ยัยคริส แกไปหาพี่ปันคนเดียวเลยนะ ฉันมีนัดคุยกับฝ่ายการตลาดของที่นี่พอดี เขาไลน์มาบอกว่าขอเลื่อนมาคุยงานเป็นบ่ายโมง ฉันต้องเตรียมข้อมูลไปบรีฟงานก่อน”จริยาบอกกับคริสา คริสาหันขวับกลับมามองเพราะคิดว่าเพื่อนรักเตรียมชิ่งหนี

“แกไม่เห็นบอกฉันว่ามีดิวงานกับที่นี่”

“ก็ยังไม่ได้งานเลย มีบริษัทโฆษณาคู่แข่งหลายบริษัทเลย  ก็เซ้นต์สัญญางานโปรโมตโรงพยาบาลนี่แหละ ฝ่ายการตลาดอยากทำโฆษณาตัวใหม่ ต้องเข้าไปคุยรายละเอียดก่อน”จริยาอธิบาย พร้อมกับสั่งงานทางไลน์ไปด้วย

“นี่แกจะมาทิ้งฉันงี้เลยเหรอ”

“จริยาไม่ทิ้งคริสาอยู่แล้วคะ คุณเพื่อนตรงไปที่ชั้นสิบสองห้องพักแพทย์รวมเลยนะคะ จริยาได้โทรไปถามเลขาหน้าห้องพี่ปันให้แล้ว เลขารายงานว่าพี่ปันราวคนไข้เสร็จก็ตรงไปห้องพักแพทย์ทันทีเมื่อสักสิบนาทีที่แล้ว เพราะฉะนั้นคุณเพื่อนรีบปรี่เข้าไปหาคุณสามีเลยคะ ให้ไว”จริยาดันหลังคริสาให้เดินหน้าต่อ

“นี่แกติดสินบนเลขาผู้อำนวยการเลยเหรอ”

“เรียกว่าพึ่งพาอาศัยจ้า ไปได้แล้ว โกโก สามีจะได้ชิมฝีมือแกละ”จริยาไล่คริสาแล้วตัวเองก็แยกไปอีกทาง ทิ้งให้เพื่อนรักหนักใจที่ต้องลุยเดี่ยวตามลำพัง

ห้องพักแพทย์รวม

ภายในห้องพักแพทย์รวมมีแพทย์ที่ต้องมาทำงานวันอาทิตย์ร่วมสิบชีวิต บ้างใช้เวลาช่วงเที่ยงงีบหลับ บ้างจับกลุ่มจิบกาแฟ ตรงโต๊ะกลางห้องมีแพทย์จับกลุ่มรวมตัวทานพิซซ่าและไก่ทอดที่แพรพลอยสั่งมาหนึ่งในนั้นมีปวันรวมอยู่ด้วย

“ดีจริงๆ ออเดอร์ให้คนไข้ทานอาหารให้ครบห้าหมู่ ทานผักห้าสี ข้าวกล้อง อาหารที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามิน แต่ดูหมอกินเองสิ”วทัญญูที่เข้ามาร่วมวงชูแผ่นพิซซ่าขึ้น ก่อนจะเอาเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย

“ก็ไม่ได้กินทุกวันน่า อย่าบ่นเลย”แพรพลอยเอ่ยขึ้นพลางดูดน้ำอัดลมอึกใหญ่ แล้วส่งน่องไก่ทอดให้ปวัน

“นี่ดู ขนาดท่านผู้อำนวยการยังกินเลย จริงม่ะ”

ทุกคนพากันหัวเราะร่วนเมื่อปวันรับไก่ทอดไปแล้วกัดเต็มคำ

“ถ้าหิวก็กินได้ทั้งนั้นแหละ”ปวันบอกกับทุกคน เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องอาหารมากนัก ตอนนี้รู้สึกอยากนอนมากกว่า อาการครั่นเนื้อครั่นตัวยังไม่หายไป

Rrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrr

สมาร์ทโฟนของปวันดังขึ้น เขาล้วงออกมาดูเมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของใครถึงกับขย้าตัวเองอย่างเหลือเชื่อ

“รับโทสับสิครับท่านผู้อำนวยการ ดังใหญ่แล้วนั่น”เพื่อนหมออีกคนสะกิดปวัน เขาได้สติรับสายทันที

“ฮัลโหลคริส”

“ฮัลโหลปวัน คริสอยู่หน้าห้องพักแพทย์กำลังจะเข้าไปแต่มันต้องใส่รหัส บอกรหัสมา”เสียงตามสายออกคำสั่ง ปวันกำลังงุนงงว่าคริสาถึงที่นี่ได้ยังไง

“คริสอยู่ข้างหน้าเหรอ”

“บอกรหัสมาเลย ถือของหนักจะแย่ละเนี่ย”เสียงอ้อนมาตามสาย ปวันคิดว่าตัวเองหูฝาด แต่ก็รีบบอกรหัสทันที

“004004”

ติ้ดดดดดดดดดดดดดดดด

คนปลายสายกดวางไปแล้ว ปวันยังคงมึนงง คริสามาหาเขาถึงที่จะมาป่วนอะไรอีกหรือเปล่า คิดได้ดังนั้นก็ลุกพรวดขึ้นทันที ท่ามกลางความงุนงงของทุกคน

“มีอะไรรึเปล่าปัน”แพรพลอยถามขึ้น

“สวัสดีค้าทุกคน”

ผู้มาใหม่ที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างเซอร์ไพรทำเอาทั้งห้องเงียบกริบ ด้วยเพราะร้อยวันพันปีไม่เคยเลยสักครั้งที่ลูกสาวเจ้าของโรงพยาบาลจะเหยียบย่างเข้ามาภายในห้องพักแพทย์ อันที่จริงไม่เคยเห็นเหยียบย่างเข้ามาที่โรงพยาบาลด้วยซ้ำ

“คริส”

“กำลังทานข้าวเที่ยงกันเหรอคะ”คริสาจดจ้องไปยังกลางโต๊ะที่รุมล้อมด้วยบรรดาแพทย์ ตรงนั้นมีถาดพิซซ่าและถังไก่ทอด ดูท่าทางกำลังรับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย

“คุณคริสามาทานด้วยกันสิคะ”แพรพลอยแกว่งพิซซ่าในมือ เชื้อเชิญให้คริสาร่วมวง หากแต่คริสาตวัดสายตาไปหาร่างสูงที่ยืนอยู่ไม่ไกลทันที

“ปวันทานข้าวเที่ยงแล้วเหรอ”ถามเสียงอ่อน เจือไปด้วยความผิดหวัง มือกระชับตะกร้าบรรจุอาหารเที่ยงที่ตัวเองสู้อุตส่าทำมา แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเปล่าประโยชน์

“เอ่อ”

“พวกเรากำลังทานอยู่คะ หมอปันก็ด้วย”แพรพลอยเอ่ยแทรกขึ้น ส่งยิ้มหวานแบบเจ้าเล่ห์ให้คริสา

“ปวันก็ทานแล้วสินะ งั้นฉันกลับดีกว่า”คริสาทำท่าจะหันหลังกลับ แต่คนที่ยืนนิ่งรีบโผเข้าไปคว้ามือภรรยารั้งไว้ทันที

“เดี๋ยวสิคริส ตกลงมาทำไม ยังไม่ได้บอกอะไรก็จะกลับแล้ว มีอะไรรึเปล่า”ปวันถามด้วยความสงสัย ไอ้ท่าทีเซื่องซึมที่เห็นแล้วปล่อยไปไม่ได้นี่คืออะไรกัน

“เปล่า แค่แวะมาทักทายเฉยๆ”

“แล้วนี่ถืออะไรมาด้วย”ปวันเลื่อนสายตาไปยังตระกร้าที่อยู่ในมือ คริสารีบเหวี่ยงหลบไปทางด้านหลังทันที

“ไม่มีอะไร”

ปวันมองคริสานิ่ง เขาไม่มีทางเชื่อหรอกว่าจะไม่มีอะไร นายแพทย์หนุ่มคว้าตระกร้าที่อยู่ในมือภรรยามาถือไว้ซะเอง คริสาทำหน้าตาตื่นตกใจ ปวันเปิดดูข้างในทันที

“นี่มัน…”

“ทำไม คิดว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่องรึไง”เอ่ยอย่างประชดประชัน ถ้ารู้ว่ากำลังร่วมวงทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย จะไม่เสียเวลาทำให้กินสักนิด ยิ่งเห็นแพรพลอยร่วมวงด้วยยิ่งพาลหงุดหงิด

“เอามาให้ผมเหรอ”ปวันถามเสียงเบา จ้องมองคนตรงหน้าด้วยสายตาที่ปกปิดความดีใจไว้ไม่มิด ของกินในตระกร้าถูกจัดเตรียมมาอย่างดี มันออกจะเหลือเชื่อที่คริสาจะนำสิ่งนี้มาให้เขา แต่มันก็ไม่น่าจะเป็นอย่างอื่น ก็ในเมื่อเธอมาหาเขาที่นี่พร้อมตระกร้าของกิน ถ้าไม่เอามาให้เขา จะเอามาให้ใครกัน

“คงไม่ต้องแล้วมั้ง ก็ทานไปแล้วนี่”

“ใครบอก ผมยังไม่ทานอะไรเลย ผมไม่ชอบทานอาหารฟ้าดฟู้ด”โกหกหน้าตาย จนเพื่อนแพทย์ที่เหลือถึงกับสำลักไก่ทอด วทัญญูกระแอมไอเสียงดังทันที

“ทำไมไอ้ยู น่องไก่ติดคอเหรอ”ปวันหันไปถามเพื่อนสนิท วทัญญูตีอกตัวเองยกใหญ่

“ครับท่าน น่าจะเป็นส่วนทิเบียของไก่ครับที่ไปติดอยู่แถวหลอดลมของผม”

เพื่อนคนที่เหลือต่างอมยิ้มให้กับปวัน เมื่อครู่ยังนั่งฟาดน่องไก่อยู่ด้วยกันแต่พอภรรยามากลับบอกไม่ได้แตะต้องอาหาร ช่างร้ายนัก

“แล้วคริสทานอะไรรึยัง”คริสาส่ายหน้าทันที เพราะมัวแต่เตรียมอาหารให้ปวัน

“งั้นมานี่”จับจูงภรรยาแล้วพาเธอไปยังโต๊ะกลางห้อง ทุกคนขยับขยายที่นั่งให้คริสาร่วมวงอีกคน

“เชิญเลยครับคุณคริสา มาทานด้วยกันหลายคนสนุกดี”วทัญญูเชื้อเชิญ คนที่เหลือก็ด้วย คริสาหย่อนตัวนั่งลงตรงข้ามแพรพลอย แพทย์หญิงขยับยิ้มมุมปากพลางกัดพิซซ่าในมือ

“ไหนดูสิมีอะไรทานบ้าง”ปวันเปิดตระกร้า ในนั้นมีแซนวิสหนึ่งกล่องใหญ่ น้ำผลไม้และผลไม้สด นายแพทย์หนุ่มฉีกยิ้มกว้างอย่างลืมตัว พลางจ้องมองคริสาที่นั่งด้วยทาทีสงบเรียบร้อยเป็นพิเศษ ออกอาการเกร็งด้วยซ้ำที่ต้องมาอยู่ท่ามกลางหมอทั้งหลาย

“อู้ววววหูววว น่ากินจังเลยคะ”แพรพลอยทำเสียงตื่นเต้น

“ให้ป้านุ่นเตรียมให้เหรอ”ปวันถามขึ้น

“ทำเอง”

“ห๊ะ!”ปวันทำเสียงตกใจไม่เชื่อหูตัวเอง

“ทำเองเหรอ”

“ก็ป้านุ่นช่วยสอนแล้วก็ช่วยทำ”บอกเสียงอ่อน จะเริ่มหงุดหงิดก็ตอนที่ปวันทำท่าตกอกตกใจไม่เชื่อว่าเธอทำเองนี่แหละ

“โอ้โห คุณคริสน่ารักจังเลย ทำอาหารมาให้สามีทานด้วย อยากมีภรรยาแบบนี้จัง”วทัญญูเอ่ยขึ้น คนอื่นพากันหัวเราะร่วน

“แล้วอันไหนคริสทำ”ปวันเปิดกล่องที่บรรจุแซนวิสพร้อมยื่นไปหน้าคริสา หญิงสาวหยิบแซนวิสไส้ทูน่าแซลมอนขึ้นมาอันนึง

“อันนี้”

“งั้นกินอันนี้”

ก้มลงไปงับแซนวิสที่คริสาถือไว้เข้าปากอย่างเต็มคำ สายตาจดจ้องคนที่ใบหน้าแดงซ่านเพราะการกระทำไม่แคร์สายตาผู้ร่วมโต้ะคนอื่น มันอาจเป็นแค่แซนวิสธรรมดาแต่เมื่อคริสาเป็นคนทำ มันได้กลายเป็นอาหารที่รสชาติวิเศษที่สุดในโลก

“อร่อยจัง”

“โอ้โห ผมนี่เทพิซซ่าลงถังเลยคร้าบ อยากชิมแซนวิสมั่งจังคงจะอร่อยมากกกก ดูได้จากความฟินของท่านผู้อำนวยการ”วทัญญูได้ทีแซว

“ทานเลยคะมีเยอะ”คริสาเชื้อเชิญ ได้โอกาสทำทีเป็นสนทนากับวทัญญูเพราะรู้สึกเขินกับสายตาที่เอาแต่จดจ้องเธอเต็มที

“ขอชิมอันนึงครับ”

“ไม่ได้ครับ นี่ของผม”ปวันคว้ากล่องแซนวิสแล้วเลื่อนมาไว้ตรงหน้าตัวเองทันที ออกอาการหวงของกินเหมือนเด็กๆ วทัญญูอ้าปากค้าง

“โอเคครับ ท่านผู้อำนวยการผมไม่แย่งก็ได้”

“อะแฮ่ม!”แพรพลอยกระแอมไอเสียงดัง ตามด้วยการยกน้ำอัดลมขึ้นซดรวดเดียว รู้สึกฝืดคอชอบกล

“ปัน ทานข้าวแล้วก็อย่าลืมหายาทานด้วยละ บอกว่ารู้สึกไม่ค่อยสบายนี่”แพรพลอยล้วงขวดยาพาราเซตามอลออกมาแล้วยื่นให้ปวัน

“ไม่สบายเหรอ”คริสาถามอย่างตกใจ

“รู้สึกหนาวๆร้อนๆนิดหน่อย”

“เหรอ ไหนดูสิ”

คริสายื่นมือออกไปสัมผัสหน้าผากปวันทันที พร้อมกับสัมผัสหน้าผากตัวเองเพื่อเทียบอุณหภูมิ การกระทำนั้นทำให้คนตัวโตหัวใจเต้นระส่ำอย่างไม่เป็นจังหวะ คริสาไม่เคยปฏิบัติแบบนี้กับเขามาก่อน มันเกิดอะไรขึ้น นี่เขาไม่ได้กำลังมองเห็นภาพหลอนหรือสติฟุ้งซ่านหรอกใช่ไหม

“ตัวรุมๆนะ แต่แยกไม่ออกแหะ”ใช้มือสัมผัสตรงหน้าผากเป็นนานสองนาน จนคนที่เหลือรู้สึกว่าพวกเขาคือส่วนเกิน แพรพลอยลุกออกจากโต๊ะไปทันที รู้สึกขัดหูขัดตาเป็นที่สุด

“ทานยามั้ย”

“ไม่ต้องหรอก แค่นี้ก็หายแล้ว”เขารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ แค่คริสาสัมผัสเขาแค่นั้นก็ดูเหมือนจะพัดพาความเจ็บป่วยให้หายไปจนหมดสิ้น มันมีผลมากกว่ายาวิเศษชนิดไหนๆในโลก

“แล้วมีงานต่อรึเปล่า ต้องพักมั้ย”

“มีผ่าตัดตอนบ่ายโมง น่าจะเสร็จเย็นๆ”

“งั้นคริสรอนะ” เขาต้องหูฝาดไปอีกแน่ๆคริสาบอกว่าจะรอเขา

“คริสบอกว่าอะไรนะ”

“จะรอกลับด้วยกัน ขอไปรอที่ห้องทำงานนะ”ปวันพยักหน้าช้าๆ เขาชักไม่แน่ใจว่าตอนนี้ตัวเองป่วยจริงๆหรือเปล่า เพราะสิ่งที่คริสาทำกับเขามันทำให้เขาคิดว่าตัวเองกำลังเมายาหรือสติฟุ้งซ่านจนเกิดภาพหลอนจินตนาการไปเอง

เสียงเม็ดฝนหล่นกระทบบนหลังคาและเสียงฟ้าร้องครืนที่ดังอยู่ไกลๆ ทำให้คนที่นั่งเอนอิงพิงหลับไปบนเก้าอี้บุนวมต้องปรือตาขึ้นช้าๆ เปลือกตาหนากระพริบขึ้นลงสามสี่ครั้งเพื่อปรับสภาพสายตาให้ชาชินกับความมืดสลัวภายในห้อง บรรยากาศในห้องนอนอุณหภูมิลดต่ำลงอย่างรู้สึกได้ อลันไล่ความมึนงงออกจากสมอง เขาเผลอหลับไปในท่านั่งตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ รู้แค่เพียงนั่งจมอยู่ที่เดิมตั้งแต่ตอนสายๆ ทำเพียงแค่จดจ้องไปยังร่างบอบบางที่นอนสลบสไลอยู่บนเตียงด้วยฝีมือของเขา อลันพาณฉัตรมาไกลถึงเขาใหญ่ บ้านพักตากอากาศหลังงามที่เคยใช้เป็นสถานที่พักผ่อนส่วนตัวระหว่างเขากับเฌอร์มาล บ้านหลังนี้ก็เป็นเหมือนกับสถานที่อื่นๆที่เขาไม่เคยเหยียบย่างเข้ามาสักครั้งหากมันมีร่องรอยความทรงจำร่วมกับภรรยา แต่ถึงอย่างนั้นบางสิ่งบางอย่างก็ชักนำเขาให้พาณฉัตรมาที่นี่ เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่พาณฉัตรกลับคฤหาสน์ รู้แต่เพียงอยากยึดเธอไว้แม้เพียงชั่วครู่ ไม่ว่ามันจะเป็นไปด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม  อลันก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ เป็นเวลาย่ำเย็น แต่บรรยากาศข้างนอกขมุกขมัวราวกับย่างเข้าสู่หัวค่ำนั่นเพราะเมฆฝนปกคลุมและเริ่มตกโปรายปรายและดูท่าจะเทกระหน่ำลงมาในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

“ณฉัตร”

เดินไปที่เตียงเรียกคนที่หลับใหลอยู่บนนั้น หากแต่บนที่นอนยับยู่มีเพียงความว่างเปล่า อลันร้องเรียกชื่อณฉัตรด้วยเสียงที่ดังก้องไปทั่วห้อง กวาดตามองรอบๆ เปิดไปดูในห้องน้ำทว่าไม่เห็นแม้แต่เงา สายตาพลันไปเห็นบานประตูแง้มเปิดอยู่ เขารีบวิ่งพรวดออกไปดูด้านนอกทันที

“ณฉัตร ! ณฉัตร!”ร้องเรียกอยู่นาน หาจนทั่วทั้งบ้านแต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า หัวใจอลันหล่นวูบ ความกลัวในแบบที่เขาเองคาดไม่ถึงกำลังจู่โจมความรู้สึกแบบไม่ทันตั้งตัว คนพิการตาบอดมองไม่เห็นหายออกไปจากบ้านได้ยังไงกัน และยิ่งเป็นสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ณฉัตรจะหายไปไหนได้

“ณฉัตร ได้ยินมั้ย เธออยู่ไหน”แผดเสียงตะโกนจนสุด เมื่อหาในบ้านไม่เจอก็ต้องออกไปนอกบ้าน อลันคว้าร่มที่แขวนตรงประตูทางเข้าแล้วออกไปหาด้านนอกทันที ลมพัดแรงจนร่มในมือแทบปลิว ฝนลงหนาเม็ดขึ้นทุกที ร่างสูงหันซ้ายแลขวา เขาไม่รู้จะเริ่มต้นหาจากตรงไหนก่อนดี ด้วยเพราะบริเวณบ้านกว้างขวางและล้อมรอบด้วยต้นไม้ อีกทั้งยังตั้งอยู่บนเนินห่างไกลจากถนนใหญ่ เขามืดแปดด้านไม่รู้ว่าณฉัตรจะมุ่งไปทิศทางไหน

“อยู่ไหนกัน”หันรีหันขวาง พยายามรวบรวมสติถ้าเขาเป็นคนตาบอดที่อยู่ในสถานที่ไม่คุ้นเคย ไม่มีเครื่องมืออุปกรณ์ช่วยจะทำยังไง

“โถ่เว้ย!”สบถเสียงดัง เขาไม่มีสมาธิมาหาตรรกะเหตุผลหรือความเป็นไปได้อะไรในตอนนี้ อลันตัดสินใจพุ่งตรงไปข้างหน้า ฝ่าลมพายุฝน ไม่ว่ายังไงเขาต้องหาณฉัตรให้เจอ อลันเริ่มต้นหาจนทั่วโดยรอบบริเวณรั้วบ้าน แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา ภายในจิตใจเต้นเร่าอย่างทุรนทุราย เขาร้องตะโกนเรียกชื่อณฉัตรอย่างสุดเสียง แต่ก็ได้ยินเพียงเสียงฝนฟ้าคะนองและสายลมหวีหวิวที่ตอบกลับมา

“ฉัตร เธออย่าคิดอะไรโง่ๆนะยัยเด็กบ้า”เขาหวนนึกไปถึงวันที่ณฉัตรเดินลงทะเลหมายจะฆ่าตัวตาย และหลังจากคำอ้อนวอนขอให้เขาฆ่าเธอให้ตายคามือ นั่นก็มากเพียงพอที่จะทำให้อลันรู้ว่าณฉัตรกำลังมีความคิดไม่เข้าท่า คนใจอำมหิตที่ทำร้ายผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเลือดเย็นกำลังสั่นเทิ้มไปทั่วร่างไม่ใช่ความหนาวเหน็บจากเม็ดฝนหรือสายลมที่พัดปะทะเข้ามาหากแต่เป็นความกลัวที่ทำให้เขาแทบจะยืนไม่ติด มือหนากระชับร่มในมือ เขาฝ่าพายุฝนแล้วลงเนินไปเพื่อค้นหาณฉัตรอีกครั้ง ด้วยความหวังว่าจะพบเจอเธอ

“ฉัตร ฉัตร”อลันร้องเรียกจนเสียงแหบแห้ง เขาเดินลงเนินมาไกลพอสมควร ทั่วบริเวณเป็นเนินราบปกคลุมไปด้วยทุ่งดอกหญ้า มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นสลับเป็นหย่อม เขาซัดทอดสายตาออกไปเบื้องหน้า มีเพียงแต่ลมฝนและความว่างเปล่า

ครืนนนน ครืนนนนน

เสียงฟ้าร้องดังขึ้นไม่ขึ้นไม่ไกล อลันรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว บรรยากาศโดยรอบสลัวอึมครึม ป่านนี้ยัยเด็กคนนั้นจะเป็นยังไง เธอจะได้ยินเสียงฟ้าร้องแล้วตกใจรึเปล่า ไหนจะสายฝนที่สาดซัดกระหน่ำ คงกำลังหนาวสั่นหรือหวาดกลัวอยู่ที่ไหนสักแห่ง หรือถ้าไม่เป็นอย่างนั้นเธออาจกำลังหาวิธีให้ตัวเองหลุดพ้นจากสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ก็เป็นได้

“ฉัตร อย่าเป็นอะไรไปนะ อย่าหายไปนะได้โปรด”อลันอ้อนวอนกับทุกสิ่ง ขออย่าให้สิ่งที่หวาดกลัวที่สุดเกิดขึ้น ดวงตาคู่คมหรี่มองท่ามกลางพายุฝน เขาตัดสินใจจะเดินหาต่อไปอีกสักหน่อย หากยังไม่พบตัวคงต้องขอความช่วยเหลือ ร่างสูงพาตัวเองออกเดินอีกครั้ง ต้นไม้ใหญ่ตรงเนินลูกเล็กข้างหน้าคือจุดหมายสุดท้าย

“เฌอร์ช่วยให้ผมเจอฉัตรด้วย”เขาภาวนากับสายลมหวีดหวิวที่พัดผ่านมา

เม็ดฝนกระหน่ำมาลงราวกับท้องฟ้ากำลังเย้ยหยันชะตาชีวิตอันน่าสมเพชของใครบางคน สายลมที่พัดมาอย่างไร้ทิศทางหอบเอาไอดินกลิ่นหญ้าและความหนาวสั่นจับขั้วหัวใจมาด้วย เสียงหวีดหวิวยามพัดผ่านประสานกับเม็ดฝนซ่านกระเซ็นกระทบใบไม้นำมาซึ่งความรู้สึกโดดเดี่ยวราวกับโลกใบนี้มีเพียงแต่ตัวเองเท่านั้น

“ยัยเด็กโง่”

อลันเอ่ยเสียงแผ่ว ร่างกายหอบโยนจากการวิ่งฝ่าลมพายุฝน เปียกปอนไปทั้งร่างเพราะร่มคันเล็กไม่ได้ช่วยบดบังลมฝนได้เท่าไรนัก เขาก้าวช้าๆเข้าไปหาร่างเล็กที่นั่งกอดเข่าตัวสั่นพิงไปกับต้นไม้ใหญ่ ดวงตาที่ไม่อาจมองเห็นสิ่งใดเหม่อลอยราวกับหลุดไปอีกโลก อลันไม่สามารถอธิบายความรู้สึกครั้งแรกที่พบเจอคนตัวเล็กออกมาได้ หัวใจของเขาวิ่งออกตัวเร็วกว่าขาเสียอีก

“เธอกำลังเล่นซ่อนหารึไง”ร่างสูงหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ไม่มีท่าทีตื่นกลัวหรือลุกหนีอย่างที่เขาคิด กลับกัน ณฉัตรนั่งกอดเข่านิ่ง ร่างกายหนาวสั่นเปียกปอนและเลอะไปด้วยดินโคลน สภาพมอมแมมราวกับลูกหมาที่ถูกนำมาทิ้งไว้ข้างทาง แค่เห็นเธอในสภาพนี้ หัวใจของเขาก็บิดตัวรวดร้าว ณฉัตรคงกระเสือกกระสนพาตัวเองออกมาจากบ้านพักด้วยความยากลำบาก เท้าเปลือยเปล่ามีร่องรอยของดินโคลนและบาดแผล ทำไมยัยเด็กคนนี้ถึงคอยแต่จะหาเรื่องเจ็บตัวอยู่เรื่อย อลันย่อตัวลงตรงหน้าหญิงสาว เขายื่นร่มออกไปกางให้เธอ ทั้งที่รู้ว่ามันเปล่าประโยชน์ เพราะร่มคันเล็กนั้นไม่สามารถกันเธอจากลมฝนได้อีกแล้ว

“เธอเลือกที่ซ่อนได้ไม่ดีเลยรู้มั้ย เค้าห้ามอยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่ตอนที่ฝนกำลังตกเพราะว่าฟ้ามันจะผ่าลงมา ไม่รู้รึไงยัยเด็กโง่”อลันจ้องมองใบหน้าที่ซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความหนาวสั่น หยาดฝนเกาะพราวที่ปลายเส้นผม ดวงตาที่เหม่อลอยบวมป่วง นานแค่ไหนกันนะที่เธอนั่งกอดเข่าตากฝนร้องไห้อยู่ตรงนี้

“ถูกหาเจอจนได้ ไม่ได้เรื่องเลย”

“อย่ามองฉันตอนนี้จะได้มั้ยคะ”ณฉัตรเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเบาหวิว การที่เธอกระเสือกระสนหาทางออกมาจากที่นั่น ก็เพียงแค่อยากหาสถานที่ที่ตัวเองรู้สึกปลอดภัยจากทุกสิ่ง สถานที่ห่างไกลจากผู้ชายใจร้าย แม้ในตอนท้ายที่สุดแล้วจะรู้ดีว่าไม่อาจหนีเขาพ้น

“ฉันอยากให้คุณเกลียดฉันมากกว่าจะสมเพช”เพราะรู้ตัวดีว่าตัวเองตกอยู่ในสภาพไหน ผู้หญิงอ่อนแอที่ไม่มีปัญญาแม้แต่จะหนี มาได้ไกลที่สุดเท่านี้

“ฉันเบื่อจะเกลียดเธอแล้วยัยเด็กโง่”อลันเอ่ยด้วยเสียงพร่า เขาอยากดึงร่างเล็กที่ห่อตัวด้วยความหนาวสั่นเข้ามากอดจนแทบจะขาดใจ แต่เขาทำไม่ได้ หัวใจไม่อนุญาตให้เขาทำอะไรแบบนั้น

“คุณอลัน คุณว่าตอนนี้เฌอร์ยังจะเกลียดฉันอยู่มั้ย”คำถามนั้นนำมาซึ่งความรู้สึกเจ็บจุกทรมานอยู่ในอก เขารู้ดีว่าเฌอร์มาลไม่เคยเกลียดณฉัตร ไม่มีทาง เป็นเขาเองต่างหากโยนความเกลียดชังนั้นมาทับถมเธอไว้ ไม่ใช่พี่สาวของเธอ ไม่ใช่เลย

“คุณว่าจะมีวันที่เฌอร์ให้อภัยฉันรึเปล่า”นั่นคือสิ่งที่ณฉัตรเฝ้าถามตัวเองอยู่ในทุกวินาทีที่ยังมีลมหายใจ หากแต่คำถามนั้นไร้ซึ่งคนตอบ เฌอร์มาลไม่อาจตอบคำถามเธอได้อีกแล้ว

“ฉันอยากเจอพี่สาวฉันจริงๆนะคะ อยากบอกกับเธอว่าฉันขอโทษ อยากถามเธอว่าจะให้อภัยฉันได้ไหม ฉันอยากกลับไปเป็นน้องสาวที่เฌอร์รักอีกสักครั้ง”เสียงพร่าสั่นเครือ สะอื้นเบาๆ

“ไม่มีวันไหนเลยที่ฉันไม่คิดถึงเฌอร์มาล”

“คุณรู้ใช่มั้ยคะ ว่าความคิดถึงใครสักคนอย่างสุดหัวใจแต่เราจะไม่มีวันได้เจอกันอีก มันทรมานมากแค่ไหน”

“ฉัตร”อลันเรียณฉัตรเสียงแผ่ว หยดน้ำอุ่นๆไหลจากดวงตาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาเจ็บปวดเหลือเกิน เจ็บปวดจนคิดว่ากำลังจะตายเสียตั้งแต่ตอนนี้ และยิ่งเจ็บปวดมากกว่าครั้งไหนๆ เมื่อรู้ว่าไม่ใช่เขาคนเดียวที่ต้องทุกข์ทรมานกับความรู้สึกนั้น

“เฌอร์มาลเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับชีวิตฉัน ผู้หญิงที่ยิ้มได้อบอุ่นขนาดนั้น ไม่มีทางใจร้าย โกรธน้องสาวของตัวเองได้ลงคอหรอก”

“ฮึก ฮือออออออออออออ”

“ยัยเด็กโง่ ถ้าเธอร้องไห้ ฝนมันจะไม่หยุดตก รู้มั้ย”อลันยังจำครั้งแรกที่เจอณฉัตรได้ ยัยเด็กส่งดอกไม้กับตระกร้าเดย์อายของเธอแล้วก็เครื่องรางกันฝน

“ที่นี่ไม่มีเดย์อายสักดอก ฉันหามันมาเพื่อทำเป็นเครื่องรางกันฝนให้เธอไม่ได้หรอกนะ”

“เพราะฉะนั้น หยุดร้องไห้ได้แล้ว เด็กโง่”

เขาไม่อาจรู้ว่าหัวใจเขาอยู่ที่ใด เขาไม่อาจรู้วิธีทำให้ผู้หญิงตรงหน้าหยุดร้องไห้ แต่เขารู้วิธีหนึ่ง วิธีที่เขาพ่ายแพ้ต่อหัวใจตัวเอง อลันเอื้อมมือไปคว้าคนตัวเล็กเข้ามากอด กอดเธอด้วยทุกความรู้สึกที่มีอยู่ ความรู้สึกที่แม้แต่ตัวเองยังไม่เข้าใจ

ระหว่างเรามันควรเป็นอย่างไร

………………………………..

“อ่า ฝนตกเหรอ”คริสายื่นมือออกไปเพื่อสัมผัสกับหยาดฝน เธอออกมายืนรอปวันที่ด้านหน้าฝั่งรับส่งผู้ป่วย เลขารายงานว่าปวันเพิ่งออกมาจากห้องผ่าตัด

“ให้รถกอล์ฟไปส่งที่รถมั้ยครับคุณหนู รถจอดไว้ที่ลานด้านนอกรึเปล่าครับ”รปภ.เข้ามาสอบถามคริสา

“ไม่เป็นไรคะ บริการลูกค้าคนอื่นเถอะคะ ฉันกำลังรอหมอปวัน”

“ผู้อำนวยการมานู่นแล้วครับ”ปวันสาวเท้าก้าวเร็วๆออกมา พลางถอดเสื้อกราวสีขาวออกมาถือไว้

“รอผมนานมั้ย”ปวันเดินไปหาคริสาแล้วถามขึ้นทันที

“นาน….แต่รอได้”

“เมื่อเช้ารีบเลยจอดรถไว้ที่ลานจอดด้านนอก ไม่คิดว่าฝนจะตก”ปวันแหงนมองท้องฟ้า เขาอยู่ในห้องผ่าตัดไม่รู้เลยว่าด้านนอกฝนกำลังกระหน่ำเทลงมา

“เดี๋ยวผมไปขอร่มมาให้”ทำท่าจะเดินย้อนกลับไป แต่คริสารั้งไว้

“วิ่งไปก็ได้ ใกล้แค่นี้เอง”ยกกระเป๋าขึ้นบังศีรษะตั้งท่าจะวิ่งแต่ปวันรั้งไว้

“เสื้อกาวหมอนอกจากกันเลือดแล้ว ก็น่าจะกันฝนได้ด้วยนะ”สะบัดเสื้อกาวห่อหุ้มกำบังฝนพร้อมกับไปยืนแนบชิดคริสา หญิงสาวห่อตัวลีบทันทีปวันดึงร่างเล็กมาอยู่ในอาณาเขตอ้อมแขนเขา พลางยกยิ้มมุมปากเมื่อเห็นท่าทีเขินอายของคริสา

“นับหนึ่งถึงสามแล้ววิ่งนะ”

“1 2 3”

คนทั้งสองออกวิ่งฝ่าสายฝนจนไปถึงรถ รีบเร่งเข้าไปในรถทันที

“โอ้ยหอบเหมือนกันนะเนี่ย”

“ผมเปียกหมดเลย”ปวันเอื้อมมือไปเกลี่ยผมเปียกที่ระไล้อยู่ตามใบหน้าคริสาอย่างแผ่วเบา สายตาอบอุ่นทำให้ความเหน็บหนาวจากสายฝนมลายหายไปหมด คริสาใจเต้นระส่ำ ใบหน้าขาวอมชมพูร้อนผ่าว ปวันจ้องมองใบหน้านั้นนิ่งเหมือนนานมาแล้วที่ไม่ได้สัมผัสร่างกายคนตรงหน้า ทั้งสองคนสบตากันอย่างนิ่งนาน ปวันค่อยๆโน้มใบหน้าลงไปเพื่อจะสัมผัสกับรมฝีปากอวบอิ่ม

“กลับกันเถอะ หนาว”คริสาเบียงหน้าหลบ ปวันคืนสติรีบถอนใบหน้าดึงตัวออกห่างทันที

“กลับกันเถอะ”

คฤหาสน์ปรีชาไวยกิจ

“อาบน้ำ สระผม แล้วก็เช็ดผมให้แห้งด้วย เดี๋ยวจะไม่สบาย”ปวันบอกกับคริสาที่ยืนคาประตูห้องนอนอยู่

“นายก็ด้วย อย่าลืมทานยานะ เห็นว่าไม่ค่อยสบายนี่ ถ้าหมอป่วยแล้วใครจะดูแลคนไข้”

“งั้นผมกลับห้องก่อน”ปวันบอกแค่นั้นก่อนจะถอยห่างออกไปจากประตูห้องนอน คริสามองตามหลังแล้วปิดประตูห้องตาม

ก้อกๆๆๆๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง คริสาเปิดแง้มประตู เป็นปวันที่ย้อนกลับมาอีก

“มีอะไร”

“อย่าลืมทานยากันไว้ เดี๋ยวจะไม่สบาย”

“อื้อ”

“ผมไปแล้ว”ปวันเดินจากไปอีกครั้ง คริสาอมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะปิดประตูห้องนอน

ก้อกๆๆๆๆๆ

ยังไม่ทันจะเดินพ้นประตู เสียงเคาะก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“มีอะไรอีก”

จ้องหน้าร่างสูงนิ่ง

“แซนวิสวันนี้อร่อยมาก ขอบคุณนะที่ทำให้ผมทาน”

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตอนบอกขอบคุณถึงต้องทำตาเป็นประกายวิบวับ คริสารู้สึกว่าวันนี้หัวใจตัวเองทำงานหนักเหลือเกิน หัวใจต้องแบกรับความรู้สึกไหวหวั่นกี่ครั้งต่อไม่รู้กี่ครั้ง

“ถ้าชอบไว้จะทำให้กินอีก”บอกเสียงอ้อมแอ้ม ต่างคนต่างรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง ปวันต้องเป็นฝ่ายพาตัวเองออกมาจากหน้าประตูห้องคริสาเสียที ถ้าเขายืนอยู่นานอย่างนี้ มีหวังต้องลากคนตัวเล็กเข้าไปพูดคุยต่อในห้องเป็นแน่

“ผมไปแล้ว คราวนี้ไปจริงๆ”ปวันหันตัวอย่างว่องไว รีบจ้ำอ้าวไปยังห้องนอนของตัวเอง เปิดประตูห้องนอนแล้วรีบปิดทันที

“เป็นบ้าอะไรวะปวัน ดีใจอะไรหนักหนา ยังเจ็บไม่พอรึไงวะ”ย้ำกับตัวเองซ้ำๆว่าเขาไม่ควรจะรู้สึกอะไรมากไปกว่านั้น แค่คริสาทำดีด้วยนิดหน่อยก็พาลใจอ่อนและรู้สึกหัวใจพองโต

ก้อกๆๆๆๆ

เสียงเคาะประตูห้องของปวันดังขึ้นบ้าง นายแพทย์หนุ่มแง้มเปิดประตูห้องนอน เป็นคริสาที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา

“คริสมี..”

“ลืมไปอย่างนึง”คริสาเอ่ยขึ้น ปวันทำหน้าตางุนงง

“ฝันดีคะ”เขย่งปลายเท้าโน้มตัวเข้าไปกระซิบใส่หู เสร็จแล้วก็ถอยออกรีบหันหลังวิ่งกลับไปห้องนอนตัวเองทันที ปวันปิดประตูห้องนอนตัวเองช้าๆ พิงร่างไปกับบานประตูก่อนจะเอามือขึ้นมากุมหัวใจที่เต้นสั่นระรัวของตัวเอง ด้วยหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม

เช้าต่อมา

ปวันลงมาทำงานตั้งแต่เช้า ตั้งแต่งานเลี้ยงเมื่อคืนก่อนเขายังไม่เห็นอลันและณฉัตร ปวันรีบสอบถามกับหัวหน้าแม่บ้านทันที

“ป้านุ่นครับคุณอลันลงมารึยังครับ”

หัวหน้าแม่บ้านทำสีหน้าลำบากใจที่จะตอบคำถาม ปวันยิ่งอยากรู้เข้าไปใหญ่

“แล้วณฉัตรละ ผมยังไม่เห็นเธอเลยตั้งแต่เมื่อวาน”

“อะ เอ่อ”หัวหน้าแม่บ้านอ้ำอึ้ง

“มีอะไรรึเปล่าครับป้า”

“เมื่อวานคุณอลันโทรมาบอก ว่าจะพาหนูฉัตรไปต่างจังหวัดคะ อีกสองสามวันจะกลับมา”เป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างที่สุด แต่ทุกคนก็น้ำท่วมปากแม้ว่าจะคลางแคลงใจในเรื่องราวระหว่างอลันกับณฉัตรมากมายสักเพียงใดก็พูดออกมาไม่ได้

“พาณฉัตรไปต่างจังหวัดเหรอครับ”ปวันถามย้ำ เขาไม่สบายใจเป็นที่สุด นั่นเพราะเขาไม่อาจล่วงรู้ความรู้สึกนึกคิดของอลัน คนๆนั้นจะทำอะไรกับณฉัตรบ้างรึเปล่า ขออย่าให้เป็นสิ่งที่เขาหวาดกลัว

“คุณว่าคุณอลันจะทำอะไรหนูฉัตรรึเปล่าคะ พวกเราเป็นห่วงหนูฉัตรมาก”

“ไม่ต้องกลัวไปหรอกครับ ผมว่าคุณอลันไม่ทำอันตรายอะไรณฉัตรหรอก”ปวันปลอบใจ หากแต่เขาไม่ได้กลัวเรื่องนั้น

“ป้าก็คิดว่าอย่างนั้นแหละคะ”

“งั้นผมไปทำงานก่อน เดี๋ยววันนี้ผมจะลองติดต่อไปหาคุณอลันอีกที”ปวันบอกพร้อมกับเตรียมตัวออกไปทำงาน จังหวะเดียวกับที่จริยาเดินสวนเข้ามาพอดี

“พี่ปันจะไปทำงานแล้วเหรอคะ”จริยาเอ่ยทักทาย

“มาแต่เช้าเลยนะจ๋อม นัดกับคริสไว้เหรอ”ปวันเอ่ยถาม

“ไม่ได้นัดคะ แต่มีเรื่องคุยกับยัยคริสนิดหน่อย นี่มันตื่นรึยังคะ”

“น่าจะยังนะ นี่เพิ่งเก้าโมงเอง”

“นั่นนะสิ ต้องเที่ยงๆหรือไม่ก็บ่ายๆเลยสินะ”

“จ๋อมขึ้นไปหาคริสเถอะ พี่ขอตัวไปทำงานก่อน”

“ขับรถดีๆนะคะพี่ปัน จ๋อมไปหาคริสก่อน”จริยาบอกกับปวันแล้วก็เร่งรีบขึ้นบันไดไปหาเพื่อนรัก ส่วนปวันก็ออกไปทำงาน

“ยัยคริสสสส ลุกกกกกกกกก”จริยาดึงร่างเพื่อนรักให้ลุกขึ้นมาจากเตียง คริสาอิดออดงอแง เพิ่งจะเก้าโมงแต่ก็ถูกปลุกด้วยยัยเพื่อนจอมยุ่ง

“โอ้ยยยยอะไรของแกยัยจ๋อม”เกาหัวอย่างหงุดหงิด ลุกนั่งทั้งที่ตายังปิดสนิท

“ตื่นมาช่วยฉันก่อน เร้วววววว ตื่นๆๆๆๆ”จริยาเขย่าร่างคริสา จำใจต้องลืมตาตื่น จริยามีเรื่องด่วนอะไรถึงกับต้องมาฉุดกระชากลากปลุกเธอให้ลุกออกจากเตียงตั้งแต่เช้า

“เออๆๆๆตื่นแล้ว แกมีอะไรก็ว่ามา”

“แกต้องช่วยฉัน”

“เออ ช่วยอะไรก็บอกมาก่อนสิ”

“รับปากก่อนว่าจะช่วย”

“เออๆๆๆๆรับปาก บอกมาเร็วๆ ถ้าไม่ด่วนไม่สำคัญฉันจะเอาหมอนยัดปากแก”จริยานั่งลงบนเตียงตรงข้ามคริสา ทำสีหน้าจริงจัง

“แกจำเมื่อวานที่ฉันบอกว่าฉันกำลังดิวงานโฆษณาของโรงพยาบาลแกกับฝ่ายการตลาดได้รึเปล่า”จริยาเริ่มเข้าเรื่อง คริสาพยักหน้าช้าๆ

“เมื่อวานก็ไปรับฟังโปรเจคมา ฉันคิดว่างานนี้ต้องเป็นของบริษัทฉันร้อยเปอร์เซ็นแน่ๆ ที่ไหนได้ มีบริษัทคู่แข่งอีกเป็นสิบ แถมยังเป็นบริษัทบิ๊กๆอีกด้วย”

“แล้วไงอะ”

“จะแล้วไงละ ก็ฉันอยากเซ็นสัญญาได้งานนี้ มันเป็นโปรเจคสัญญาระยะยาวตั้งสามปีถ้าฉันได้งานมันก็ยอดเยี่ยมไปเลยสิ”จริยาบอกเสียงตื่นเต้น คริสารู้ทันทีว่าจริยาจะให้เธอช่วยอะไร

“แกจะให้ฉันช่วยเรื่องนี้เหรอ”

“ก็เออสิ แกไปช่วยพูดกับพี่ปันให้หน่อย เรื่องนี้ผู้อำนวยการสาขาใหญ่เป็นผู้ร่วมพิจารณา ถ้าพี่ปันเลือกบริษัทฉัน มิชชั่นก็คอมพลีท ฉันสัญญาหน่าว่าจะทำออกมาให้ดีสุดๆ ขอแค่โอกาสแค่นั้น”จริยาเกาะแขนเพื่อนทำตาอ้อนวอน

“แกไม่เคยใช้เส้นสายนี่ ทำไม ไม่มั่นใจอะไรขึ้นมา”

“เหอะน่า ก็คราวนี้ขอใช้เส้นสายหน่อย ฉันอยากทำงานนี้จริงๆ ขอแค่โอกาสแค่นั้น”

“แล้วแกคิดว่าถ้าฉันไปพูดกับปวัน เค้าจะยอมเหรอ แกก็รู้อยู่ว่าตานั่นเป็นยังไง”คริสาชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริง ปวันเป็นคนไม่เล่นนอกเกมส์ไม่ตุกติกและไม่เอื้อผลประโยชน์ให้กับพรรคพวกใครๆก็รู้

“ก็เพราะงี้ไง ฉันถึงใช้ไม้ตาย ส่งแกไปเจรจา ถ้าเป็นคนอื่นพูด พี่ปันคงไม่ช่วย แต่ถ้าเป็นแก พี่ปันต้องยอมช่วยแน่ๆ”

“ทำไมถึงคิดว่าเค้าจะช่วย”

“ก็พี่ปันรักแกจะตาย แกออดอ้อนนิดหน่อยเค้าก็ยอมละ”

คริสาทำหน้าหนักใจ แต่จริยาเองก็ไม่เคยร้องขอให้ช่วยเรื่องงานเลยสักครั้ง มิหนำซ้ำยังช่วยจัดอีเว้นให้กับทางโรงพยาบาลบ่อยครั้ง เธอเองก็ควรช่วยเหลือจริยาบ้าง

“เออๆ วันนี้ฉันจะไปลองคุยกับเค้าดู”

“โอ้ยยยย แกน่ารักที่สุด ฉันรักแกจัง”จริยาโถมเข้ากอดคริสา ด้วยท่าทางดีอกดีใจ

“โอ้ยยยออกไปเลยจะนอนต่อ”

“นอนเลยๆเดี๋ยวฉันจะกล่อมแกนอนเอง”จริยาบอกอย่างอารมณ์ดี

โรงพยาบาลปรีชาเวชย์

ในรอบสองวันที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งที่สองที่คริสามาโรงพยาบาลโดยที่ไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยใดๆ วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ตั้งใจมาหาปวัน หากแต่จุดประสงค์ในการมาแตกต่างจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง

“ฮัลโหลคุณเลขา นี่คริสนะคะ ตอนนี้คุณหมอปวันอยู่ไหน ฉันโทรไปเค้าไม่รับสายเลย”คริสาเดินเข้ามาภายในโรงพยาบาลพร้อมกับโทรหาเลขาผู้อำนวยการเพื่อสอบถามว่าปวันอยู่ที่ไหน เพราะเขาไม่รับโทรศัพท์เธอเลย

“ผอ.กำลังราวโรงพยาบาลอยู่คะ ตอนนี้น่าจะอยู่ที่ชั้น6 แผนกเด็กคะ”เลขารายงานมาตามสาย เธอกำลังเตรียมการประชุมในช่วงบ่ายของวัน

“อีกนานมั้ยกว่าจะเสร็จ”

“น่าจะอีกสักพักคะ ให้ดิฉันไปเรียน ผอ.มั้ยคะว่าคุณคริสามา”

“ไม่ต้องคะ เดี๋ยวฉันไปหาเค้าเอง”คริสากดวางสาย แล้วกดลิฟต์ไปที่ชั้น6ทันที

แผนกเด็ก

“ไม่เอา ยูนาไม่เอาเข็มอีกล้าววววว”

เสียงร้องโวยวายดังลั่นแผนกเด็ก เมื่อหนูน้อยซึ่งป่วยเป็นโรคลำไส้อักเสบ งอแงไม่ยอมให้แทงเข็มน้ำเกลือสำหรับให้ยาทางหลอดเลือด เด็กหญิงตัวน้อยวัยห้าขวบวิ่งไปเปิดประตูออกจากห้องแล้ววิ่งวนรอบๆแผนก ไม่ยอมให้ใครแตะต้องตัว แม้แต่พ่อหรือแม่

“ยูนา อย่าวิ่งคะลูก”ทั้งแม่เด็กและพยาบาลต่างวิ่งกันให้วุ่นทั้งแผนก ปวันที่เพิ่งเดินราวมาถึงแผนกเด็กต้องพบกับความแปลกใจ เมื่อเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้น

“เกิดอะไรขึ้นครับ”ปวันถามพยาบาลทันที

“ผู้ป่วยเด็กไม่ยอมให้แทงเข็มน้ำเกลือคะ ผอ.วิ่งออกมาจากห้อง ก็เลยตามไล่จับกันอย่างที่เห็นนี่แหละคะ”พยาบาลรายงานเสียงอ่อน

“เด็กกี่ขวบครับ แล้วแอดมิดด้วยอาการอะไร”

“เด็กผู้หญิงห้าขวบคะ แอดมิดด้วยโรคลำไส้อักเสบ หมอเด็กออเดอร์ให้คาเข็มน้ำเกลือไว้เพื่อจะให้ยาฆ่าเชื้อคะ นี่ถึงเวลาให้ยาแล้ว”

“ไหนผมดูออเดอร์ในคอมสิ”พยาบาลเปิดออเดอร์ให้ ปวันตรวจดูออเดอร์แล้วถอยออกมา

“แกโดนเจาะไปกี่ครั้งแล้วตั้งแต่มา”

“โดนเจาะไปสองครั้งคะ คาเข็มไว้แล้วแต่มันหลุดก็เลยต้องเจาะใหม่”

“เด็กอยู่ไหน เดี๋ยวผมจัดการเอง”พยาบาลชี้ไป kid area

“วิ่งไปหลบอยู่ในบ้านเด็กเล่นคะ”

ปวันพยักหน้าตอบรับแล้ว เดินไปยัง kid area ที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่น ของเล่นสำหรับเด็ก

“น้องชื่ออะไรครับคุณแม่”

“ยูนาคะคุณหมอ”แม่เด็กบอก

“โอเคครับ เดี๋ยวผมขอลองคุยกับแกดูนะ”ปวันบอกแค่นั้นก่อนจะเดินไปหยุดอยู่หน้าบ้านเด็กจำลอง ซึ่งเด็กหญิงตัวน้อยหลบซ่อนตัวอยู่ในนั้น

“ยูนา อยู่ในนั้นใช่มั้ย”

“ออกไปนะ!”เขวี้ยงลูกบอลออกมาจากในบ้าน ปวันหลบทัน

“ยูนา เรามาคุยกันหน่อยมั้ย”

“ไม่คุย!”เสียงเล็กตะโกนตอบกลับมา พร้อมกับลูกบอลอีกสองลูกที่ถูกเขวี้ยงมาติดๆ

คริสาเดินออกมาจากลิฟต์ ภาพแรกที่เห็นคือพยาบาลและผู้ปกครองบางคนยืนเรียงกันอยู่หน้าเคาเตอร์

“มีอะไรกันรึเปล่าคะ”คริสาสอบถามพยาบาลที่ยืนอยู่ไม่ไกล

“พอดีมีผู้ป่วยเด็กมีปัญหานิดหน่อยคะ”

“ปัญหาร้ายแรงรึเปล่าคะ”คริสาถามอย่างห่วงใย

“แกไม่ยอมให้แทงเข็มน้ำเกลือนะคะ เลยต้องเจรจากันยกใหญ่ นี่ก็หนีเข้าไปอยู่ในบ้านจำลอง”

“อ๋อ อย่างนั้นเหรอคะ เอ่อ แล้วหมอปวันอยู่นี่รึเปล่าคะ พอดีเลขาบอกว่าอาจกำลังราวอยู่ที่แผนกนี้”คริสาถามหาปวัน พร้อมกับสอดส่ายสายตามองหา

“ผอ.เหรอคะ อยู่ในนั้นคะ”พยาบาลชี้ไปยังบ้านจำลอง ตอนนี้ปวันได้เข้าไปอยู่ในนั้นเรียบร้อยแล้ว

“อย่าบอกนะคะว่าคนที่เข้าไปเจรจาคือ..”

“คุณหมอปวันคะ”

คริสาจ้องมองไปยังบ้านจำลอง จากตรงนี้เห็นคุณหมอตัวโตกำลังทำตัวให้กลมกลืนกับเด็กหญิงตัวน้อย เธอไม่รู้หรอกว่าสองคนในนั้นกำลังเจรจาหรือทำข้อตกลงอะไรกัน รู้แค่เพียงว่ารู้สึกอบอุ่นอย่างที่สุด ปวันมีมุมอ่อนโยนเสมอ เขาเข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของผู้อื่นดี คริสายังจำได้เมื่อตอนเป็นเด็ก เมื่อไหร่ก็ตามที่เธอต้องทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันแล้วต้องการจะหนีจากปัญหา ก็จะไปหลบซ่อนตัวอยู่ตามสถานที่ต่างๆ และคนที่เจอเธอคนแรกเสมอ คือ ปวัน

“พี่ค้า พี่”เสียงเล็กๆและแรงกระตุกที่กระโปรง ทำให้คริสาหลุดออกมาจากห้วงความทรงจำ หญิงสาวก้มลงดูที่มาของเสียง เด็กหญิงตัวน้อยกำชายกระโปรงของเธอแล้วกระตุกเรียก คริสาย่อตัวลงเพื่อจะได้พูดคุยกันทันที

“หนู มีอะไรรึเปล่าคะ”

“พี่คะ อ่านอันนี้ให้ฟังโหน่ยยย”ยื่นหนังสือนิทานเล่มหนามาตรงหน้า คริสาจ้องมองหนังสือสลับกับเด็กหญิงตัวน้อย ดวงตากลมโตใสแป๋วเสียจนใจอ่อนยวบ

“แล้วคุณพ่อคุณแม่ไปไหนคะ”

“ดูน้องอยู่คะ น้องไม่ฉะบาย”

“อยากฟังนิทานเหรอคะ”คริสาถามย้ำ เด็กหญิงพยักหน้าหงึกหงัก

“ตกลงคะ พี่จะอ่านให้ฟัง”คริสายิ้มหวาน เด็กน้อยดีอกดีใจรีบจูงมือคริสาให้ตามไป

“จะไปไหนคะ”

“ไปตรงนู้นคะ มีเพื่อนๆรอฟังนิทานเยอะเลย”เด็กน้อยชี้ไปยังมุมหนังสือสำหรับเด็ก คริสาอ้าปากค้าง เพราะมีเด็กอยู่ตรงนั้นนับสิบคน

*“งานเข้าแล้วคริสา”*หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง

“มาจับมือสัญญากันก่อน”

“กะด้ายยยย”

ปวันกับเด็กหญิงตัวน้อยเขย่ามือกันเพื่อรักษาสัญญาบางอย่าง ตอนนี้เด็กหญิงยอมออกมาจากบ้านจำลอง แถมยังยอมให้แทงเข็มน้ำเกลือ หลังจากที่ปวันใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมงในการทำความสนิทคุ้นเคย เพื่อให้เด็กหญิงไว้วางใจ

“พรุ่งนี้หมอจะมาดู ว่ายูนาเป็นเด็กดีรึเปล่า แต่วันนี้ต้องทำอย่างที่สัญญาก่อน โอเคมั้ย”

“โอเค้ ค้า”

“ดีมาก งั้นไปหาคุณพยาบาลได้เลย”เด็กน้อยพยักหน้า แล้ววิ่งไปหาพยาบาล พร้อมกับยื่นมือเตรียมพร้อมให้แทงเข็มด้วยท่าทางไม่หวาดกลัว พยาบาลและผู้ปกครองต่างปรบมือกับกับคุณหมอและคนไข้คนเก่ง สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดี

“ขอบคุณ ผอ.มากเลยคะ ถ้าไม่ได้ ผอ.แย่เลย”พยาบาลเอ่ยขอบคุณ

“ก็แค่ต้องใจเย็นแล้วก็ให้เวลากับเด็ก เด็กเล็กๆถ้าเราใช้การบังคับเขาก็จะต่อต้าน แล้วก็จะมีประสบการณ์ไม่ดีกับการเข้าโรงพยาบาล ถึงจะห้าขวบแต่ก็สามารถรับรู้และเข้าใจความเป็นเหตุและผลได้ ถ้าเราให้เหตุผลที่ดีและค่อยๆอธิบาย เด็กก็เข้าใจ”ปวันบอกกับพยาบาล ทุกคนดูปลาบปลื้มกับทุกคำพูดและการกระทำของปวันเป็นอย่างมาก เขาเป็นหมอที่ดีจริงๆ

“ไม่มีอะไรแล้ว งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ เดี๋ยวบ่ายมีประชุม”ปวันบอกทุกคนแล้วเดินผละออกมา เขาเดินผ่านมุมอ่านหนังสือ ที่ตรงนั้นได้ยินเสียงเด็กๆหัวเราะอย่างสนุกสาน นายแพทย์หนุ่มมองผ่านกระจกเข้าไป เด็กๆนับสิบคนกำลังวิ่งวุ่นไปทั่วห้องอย่างวุ่นวาย และคนตัวโตที่อยู่ท่ามกลางวงล้อมของเด็กๆกำลังถูกรุมและดูท่าจะรับมือหนักเอาการ ปวันยิ้มให้กับภาพนั้น นึกภาวนาให้ใครก็ตามที่อยู่ในวงล้อมเด้กๆ อยู่รอดปลอดภัย

“ฮ่าๆๆๆๆๆ พี่คริส จะขีดตรงนี้”

ปวันขยี้ตาตัวเองเพราะนึกว่าเห็นภาพหลอนเป็นคริสา เขาเดินเข้าไปใกล้ๆเพื่อจะยืนยันกับสายตาตัวเอง ผู้หญิงที่กำลังถูกเด็กๆกอดก่าย และขีดเขียนระบายสีไปบนใบหน้า บ้างเล่นผมจนหัวฟู ห้อยโหนเกาะตามแขนขา คือ คริสานั่นเอง

“พี่คริสสสส ทำนี่ให้โหน่ยค้า”

“อันไหนค้า”

“อันนี้ หนูอยากให้มันเป็นดาว”เด็กๆรุมล้อม ออดอ้อนขอให้คริสาทำนู่นนี่ให้ แม้จะถูกรุมแต่ใบหน้าหญิงสาวก็เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม ปวันยืนจ้องมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกดีอย่างที่สุด มันเป็นภาพที่ทำให้เขายิ้มออกมาได้โดยไม่รุ้ตัว

“คริส”ปวันเรียกคริสาที่กำลังวุ่นวายอยู่กับเด็กๆ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียก ปวันยืนอยู่ไม่กล้ากำลังจ้องมองมายังเธอ

“ปวันนนน ช่วยด้วยยยยยยยย”

ปวันจ้องใบหน้าที่ถูกละเลงด้วยสีเลอะเปื้อนไปทั่ว ผมยาวสลวยถูกมัดเป็นจุกบ้างถักเปียและประดับกิ๊บของเล่นหรือไม่ก็เศษริบบิ้น คริสาถูกเด็กๆจับแต่งตัวแต่งหน้าเหมือนตุ้กตาบาร์บี้ ติดแต่ว่าศิลปะของบบรรดาเจ้าตัวน้อยนำมาซึ่งความเละเทะมากกว่าความสวยงาม

“ฮ่าๆๆๆ”

“หัวเราะอะไร หยุดหัวเราะเลยนะ”คริสาตีไปที่แขนปวัน นายแพทย์หนุ่มหัวเราะร่วนยกมือขึ้นปัดป้อง

“ทำไงมาไงถึงได้เป็นบาร์บี้ให้เด็กๆจับแต่งหน้าแต่งผมได้หึ”

“ก็ขึ้นมาหานายนั่นแหละ แล้วจู่ๆเด็กๆมาขอให้อ่านนิทานให้ฟัง อ่านได้แป้บเดียวก็เป็นอย่างที่เห็น”ทำหน้ายุ่ง ปวันต้องกลั้นยิ้มให้กับใบหน้าน่ารักนั้น

“เดี๋ยวไปล้างหน้าที่ห้องพักของผมดีกว่า เดินไปเดินมาในโรงพยาบาลทั้งแบบนี้ไม่ดีแน่”

“รีบพาไปเลย อายคนจะแย่แล้ว”ดันหลังร่างสูงให้เข้าลิฟต์ไป พยาบาลวอร์ดเด็กต่างอมยิ้มให้กับความน่ารักของคู่สามีภรรยา

ห้องพักผู้อำนวยการ

“ผ้าขนหนูซับหน้าซะ”ปวันยื่นผ้าขนหนูส่งให้คริสา ที่เพิ่งล้างหน้าล้างตาเสร็จ หญิงสาวรับไปแล้วซับหน้าเบาๆ ปวันจ้องมองอย่างไม่วางตา ผมเผ้าคนตรงหน้ายุ่งเหยิง เขายื่นมือออกไปเกลี่ยผมให้เบาๆอย่างทะนุถนอม

“ผมยุ่งไปหมด กลับไปก็อย่าลืมสระผมละ”

“เด็กๆแสบชะมัด ถ้าต้องอยู่ต่ออีกสิบนาที มีหวังได้แอดมิดนอนโรงพยาบาลแน่”คริสาพูดพลางทำหน้าตาเข็ดขยาด ปวันหัวเราะเบาๆให้กับท่าทางนั้น

“แล้วที่บอกว่ามาหาผม ตกลงมีเรื่องอะไรรึเปล่า”ปวันถามคริสาทันทีที่จัดการกับหน้าตัวเองเสร็จ คนตัวเล็กยืนนิ่งกำลังตรึกรองว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี

“ว่าไง มีอะไรครับ”

“เอ่อ วันนี้นายมีประชุมเรื่องการอนุมัติโปรเจคโฆษณาโปรโมทโรงพยาบาลใช่มั้ย”คริสาเริ่มต้น ปวันเลิกคิ้วอย่างสงสัย คริสารู้หัวข้อการประชุมวันนี้ได้ยังไงกัน

“รู้ได้ยังไง”

“แล้วใช่รึเปล่า”

“ใช่! ผมมีประชุมพิจารณาอนุมัติงบโฆษณาโปรโมทตัวใหม่ของโรงพยาบาล แล้วก็เลือกบริษัทโฆษณาที่จะมารับผิดชอบโปรเจคนี้”ปวันแปลกใจเป็นที่สุดที่จู่ๆคริสาก็ถามขึ้นมา

“แล้วรู้มั้ยว่ามีบริษัทไหนบ้างที่เสนอตัวเข้าร่วม”

“จะพูดอะไรกันแน่คริสา”ปวันถามอย่างไม่อ้อมค้อม เขาสัมผัสได้ว่าคริสาต้องมีประเด็นอะไรบางอย่างที่ต้องการให้ลุล่วงถึงได้มาคุยกับเขา

“งั้นฉันก็จะไม่อ้อมค้อม โปรเจคนี้ บริษัทยัยจ๋อมก็เสนอตัวทำโปรเจค งานนี้สำคัญกับเพื่อนฉันมาก ฉันอยากให้นายช่วยพิจารณา…”

“อ้อ..แบบนี้เองสินะ”ปวันเอ่ยแทรกขึ้นด้วยเสียงเฉียบ สีหน้าที่เพิ่งเปื้อนไปด้วยความสุขเล็กๆอันก่อเกิดมาจากความรู้สึกดีๆระหว่างกันในวันสองวันที่ผ่านมา ฉาบไปด้วยความเย็นชาทันที

“อะไร แบบนี้อะไร”คริสาย่นคิ้วถามขึ้นด้วยความสงสัย เมื่อท่าทีของคนตรงหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาอย่างรวดเร็ว

“วันสองวันมานี้ที่ลงทุนทำอะไรดีๆให้กับผม ทั้งอาหารเที่ยงพวกนั้น คำพูดท่าทางที่แสดงต่อกัน ทำทั้งหมดก็ด้วยเหตุผลนี้ใช่มั้ย”ปวันแค่นถามออกมาอย่างยากเย็น ลำคอตีบตัน รู้สึกว่าหัวใจของเขาต้องแบกรับความเจ็บปวดจากความโง่งมของความรู้สึกที่ไม่เคยรู้จักจดจำว่าผู้หญิงตรงหน้าเคยทำอะไรกับเขาไว้บ้าง เพียงแค่คริสาปฏิบัติดีต่อเขานิดๆหน่อยๆ แค่เธอยิ้มให้ เขาก็เทความรูสึกทุกอย่างไปกองรวมกันอีกครั้ง โดยไม่คำนึงเลยว่าหัวใจจะต้องเจ็บปวดในแบบนี้

“อะไรกัน ฉันไม่เข้าใจ”

“มีอะไรที่เธอไม่เข้าใจคริสา เธอน่าจะเข้าใจกว่าใครนะ ทำดีกับคนอื่นให้เขาตายใจเพียงเพราะหวังผลประโยชน์จากเขา เพราะผมมีอำนาจอนุมัติงานให้เพื่อนรักคุณใช่มั้ย คุณถึงดีกับผมจะใช้ผมเป็นเครื่องมือ”ปวันบดกรามแน่น รู้สึกสั่นพรึ่บไปทั้งตัวด้วยความโกรธ เขามันโง่เอง รู้มาตลอดว่าคริสาเป็นยังไง แต่ก็ยังโง่งมซ้ำแล้วซ้ำอีก

“นายกำลังเข้าใจผิด สิ่งที่ฉันทำให้นายกับสิ่งที่ฉันมาขอร้องนายให้ช่วยยัยจ๋อม มันคนละเรื่องกัน ฉันไม่เคยทำดีกับใครเพียงเพราะเหวังผลประโยชน์จากคนๆนั้น ฉันทำเพราะฉันอยากทำ อย่ามาดูถูกความรู้สึกของคนอื่น”คริสาเสียใจเป็นที่สุดที่ปวันเข้าใจไปในแง่นั้น สิ่งเล็กๆน้อยๆที่เธอทำให้ปวัน มันมาจากความตั้งใจและเพราะรู้ตัวเองดีว่าความเกลียดชังที่มีระหว่างกันมันได้ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอื่นไปแล้ว คริสาแค่อยากเริ่มต้นและทำให้มันดีขึ้น ก็เท่านั้น

“คนที่ดูถูกคนอื่นคือเธอต่างหาก คิดสินะว่าทำดีกับฉันแค่นิดหน่อยแล้วฉันจะสนองตอบทุกอย่าง คิดตื้นไปแล้วคริสา”

“อยากคิดยังไงก็เชิญ ถ้าสิ่งที่ฉันพูดวันนี้มันทำให้นายรู้สึกแย่กับทุกสิ่งทุกอย่างมาก ก็ลืมมันซะ”คริสาคว้ากระเป๋าตัวเองแล้วทำท่าจะผลุนผลันออกจากห้อง ปวันคว้าแขนไว้แล้วดึงกระชากสุดแรง

“จะไปไหน ยังไม่พูดกันไม่จบ อยากให้บริษัทจ๋อมได้โปรเจคนี้ไปไม่ใช่เหรอ แล้วเพื่อนรักอย่างเธอมีข้อเสนอให้อะไรมากกว่าที่อื่นละ ไหนลองเสนอมาสิ ฉันจะได้พิจารณา”จ้องมองคริสาด้วยดวงตาที่คุกโชนไปด้วยความกรุ่นโกรธ มือหนาบีบแขนเล็กแน่น คนตัวเล็กพยายามสะบัดแขนออกแต่ไม่เป็นผล

“ไม่มี ปล่อยนะ”

“ทำไมจะไม่มี ไหนๆก็ลงทุนกลั้นใจทำดีต่อกันแล้ว ก็ลงทุนเพิ่มอีกหน่อย โปรเจคนี้มันใหญ่แล้วก็เซนสัญญาถึงสามปี ในเมื่อกล้าเข้ามาขอร้องก็ต้องกล้าแลกหน่อย”ดึงร่างอรชรเข้ามาประชิดแผงอก คริสารู้ดีว่าปวันกำลังหมายถึงอะไร

“ฉันก็แค่ทำหน้าที่เพื่อนที่ดี ฉันแค่อยากให้จ๋อมได้งานนี้เพราะยังไงก็เป็นคนกันเองและบริษัทจ๋อมก็ทำงานออกมาดีมากๆ ฉันผิดเองที่มาขอร้องให้นายช่วย”

“เธอไม่ผิดหรอก เธอบอกเองว่าทำหน้าที่เพื่อนที่ดี งั้นทำให้จบสิ บริษัทจ๋อมจะได้งานหรือไม่ได้งานมันก็ขึ้นกับเธอนั่นแหละ”

“ไม่ใช่แบบนี้แน่ๆ อย่าทำแบบนี้นะปวัน”คริสาดิ้นเร่าพยายามดึงตัวออกจากอ้อมกอดแต่ก็ไร้ประโยชน์

“ฉันจะทำแบบนี้แหละ คนอย่างเธอมันต้องใช้วิธีที่ทำให้เสียความรู้สึกเหมือนกับที่เธอทำกับคนอื่นไง”

พูดจบพลันก้มลงบดริมฝีปากไปบนกลีบปากเรียวสวย คริสารัวทุบแผงอกแต่เปล่าประโยชน์ ร่างสูงไม่เขยื้อนหรือสะทกสะท้านแม้แต่นิด

“ป ปวัน อื้อออออออ”

เสียงคริสาถูกกลืนหายเข้าไปในโพรงปากของปวัน เป็นจูบที่เร่งเร้าหากแต่ซ่อนความฝื่น ขมปนหวานอยู่ในที ริมฝีปากร้อนผ่าวบดเบียดแนบชิด มือหนาเลื่อนขึ้นมาจับปลายคางให้เชยขึ้นเพื่อรองรับจูบที่เต็มไปด้วยหลากหลายความรู้สึกของเขา ทั้งความโกรธขึง เจ็บปวด รวดร้าวและความปรารถนาเบื้องลึกจะได้สัมผัส

“อื้อออออ อ๊ะ”ลิ้นร้ายเบียดแทรกเข้าไปตวัดเกี่ยวเศษเสี้ยวความรู้สึกที่อยู่ตรงปลายลิ้น จะต้องจูบเธอด้วยความรู้สึกที่เหมือนดื่มน้ำผึ้งผสมยาพิษไปอีกสักกี่ครั้ง รสชาตของคริสาหวานหยดย้อยเหลือเกินแต่มันก็มีพิษร้ายแผดเผาให้หัวใจเขาไหม้เกรียมเสมอเพียงกัน ทุกครั้งที่สัมผัสเหมือนเอาเหล็กร้อนนายไปกับหัวใจที่ตกผลึกเป็นน้ำแข็ง สัมผัสนั้นละลายซึ่งความเหน็บหนาวชาดิก หากแต่ทิ้งร่องรอยและความเจ็บปวดไว้ทุกครา

*“ทำไมเราต้องเป็นแบบนี้ด้วยคริส”*ปวันถามคำถามนั้นในใจ เขาถอนจูบออก ดึงใบหน้าเล็กออกมาจ้องสบตาเพื่อค้นหาคำตอบ ใบหน้าเรียวเล็กเห่อแดง ริมฝีปากบวมเจ่อ หายใจหอบโยนเพราะตักตวงอากาศเข้าปอด

“ปะ..”

“อื้อออออ”

คริสาเอ่ยปากจะเอ่ยบางอย่าง แต่ปวันก็ทาบทับริมฝีปากลงไปอีกครั้ง เขาปิดกันทุกคำพูดที่จะไหลออกมาทำให้เขาเจ็บปวดอีก เป็นจูบที่เนิ่นนานและทำให้คนตัวเล็กเริ่มยืนไม่อยู่ มือเล็กกำจิกบนเสื้อร่างสูงแน่น เอนอิงพิงร่างไปกับร่างหนา

“อ๊ะ”

ถอนจูบออกอีกครั้ง คราวนี้ช้อนร่างเล็กขึ้นอุ้มแล้วพาไปวางไว้บนเตียงขนาดเล็กที่เขาเอาไว้นอนตอนต้องค้างคืนโรงพยาบาล ร่างสูงหยัดตัวคลายปมเนคไทในขณะที่จ้องมองร่างเล็กบนเตียงนิ่ง คริสาเบนหน้าไปอีกทาง ไม่ดิ้นรนร้องห้ามการกระทำของเขา เลิกต่อต้านเพราะรู้ดีว่าเปล่าประโยชน์ ระหว่างเธอและเขามันมีช่องว่างระยะห่างที่ยากจะประสาน

“ระหว่างเรามันก็คงแค่นี้สินะ”คร่อมร่างเล็กไว้ ใช้สายตาเศร้าหม่นจ้องมองคนใต้ร่าง หัวใจของเขาร่ำร้องอย่างทรมาน ดวงตากลมโตคลอรื้นด้วยน้ำใสจ้องตอบกลับ เขาอ่านสายตาเธอไม่ออกหรอก ต่อให้ดวงตานั้นกำลังสื่อสารอะไรบางอย่าง แต่มันไม่ใช่ความรักเป็นแน่

“อ๊ะ”ร่างเล็กสะดุ้งน้อยๆ เมื่อคนบนร่างโน้มตัวลงมาซุกไซร้ซอกคอ ปลายจมูกโด่งสูดกลิ่นหอมอ่อนๆจากร่างกาย แนบริมฝีปากละเลียดจุมพิตไปตามผิวเนื้ออย่างเชื่องช้า ทุกจุดที่ถูกสัมผัสนำมาซึ่งความซ่านสยิวในแบบที่กระตุกหัวใจให้เต้นสั่นพริ้ว

“อื้มมม”ทาบทับร่างหนาแนบสนิทไปกับร่างเล็ก ใช้มือลูบไล้เรือนร่างผ่านตามเนื้อผ้า ทรวดทรงสรีระที่เขาจดจำได้ทุกตารางนิ้ว เลื่อนมือไปด้านข้างรูดซิบเดรสสีฟ้าอ่อนแล้วร่นลงออกไปทางปลายเท้า ร่างกายอวบอัดที่เกือบจะเปลือยเปล่ากำลังหายใจระทดระทวยจนแทบละลายติดเตียง ปวันอยากจ้องมองความสวยนั้นให้เต็มตา เขาอยากครอบครองคริสาทุกลมหายใจเข้าออก

“อะ อ๊า”

ปลดตะขอบราออก พุ่มทรวงที่บดเบียดเป็นเนินโดดเด้งออกมาท้าสายตาและเชิญชวนให้สัมผัส คนบนร่างหายใจติดขัด ก้มลงไปใช้เรียวลิ้นสัมผัสผะแผ่วตรงยอดถันสีชมพู คนใต้ร่างบิดเร่าร่างกายทันทีที่ปลายลิ้นชื้นสัมผัสกับตุ่มไตนั้น กระดกปลายลิ้มขึ้นลงสัมผัสยอดถันจนชื้นแข็งข้างหนึ่ง อีกข้างใช้สองนิ้วบีบเคล้นคลึงเม็ดทับทิมจนแข็งสู้มือ ก่อนจะกลืนกินเม็ดนั้นจมหายเข้าไปในโพรงปาก คริสาบิดกายเร่าๆ ร่างกายระทดระทวยอ่อนเปลี้ยเหมือนคนกำลังหมดสิ้นเรี่ยวแรงทุกอย่าง สัมผัสเพียงแค่นั้นยังทำให้เธอแทบละลายติดเตียง ปฏิเสธไม่ได้ว่ารสสัมผัสของเขาชักจูงให้เธอลุ่มหลง

“อะ อื้อออพอแล้ว”เสียงหวานเหมือนลูกแมวร้องครางเบาๆ ความซ่านเสียวชนิดที่แทบปลิดขั้วหัวใจทำให้ต้องใช้มือผลักศีรษะทุยออกห่าง ถาเขายังไม่หยุดดูดกลืนยอดอก เธอต้องขาดใจตายเพราะความเสียวกระสัน ผิวนุ่มลื่นขาวผ่องมีเม็ดเหงื่อผุดพราวเกาะเต็มร่าง ปวันสัมผัสพุ่มทรวงจนพอใจ ค่อยๆเลื่อนใบหน้าลงไปตามร่างกายเบื้องล่าง จุมพิตแผ่วเบาไปตามหน้าท้องแบนราบ ทุกที่ที่ถูกริมฝีปากนาบทับเรียกความรู้สึกเสียวกระตุกมารวมอยู่ที่ท้องน้อย สองมือลูบไล้ท่อนขาเสลา ใบหน้าเลื่อนลงไปฝังอยู่ระหว่างขา คริสาสะดุ้งสุดตัวใช้แรงที่ที่เหลืออยู่น้อยนิดผลักดันใบหน้าเขาให้เลิกรุกล้ำช่องทางที่แสนอ่อนไหวเสียที

“ซี้ดดดดดดดด อ๊ะ ปวัน”ลงลิ้นไปตามรอยแยกของกลีบเนื้อสาวที่โดดเด่นอยู่ภายใต้เนื้อผ้าของแพนตี้ลายลูกไม้ตัวน้อยที่เปียกชื้น คริสาบิดเร่าร่างกายหุบขาเข้าออก สูดปากครวญครางอย่างไม่อับอายในเสียงประหลาดของตัวเอง

“อร้างงงงงงงง”

ปฎิกิริยาตอบสนองว่องไวจนทำให้คนที่กำลังเป็นฝ่ายกระทำอดรนทนไม่ไหว ร่างกายเบื้องล่างชาหนึบและเกร็งขืน เขาอยากสัมผัสคริสาทุกวอกทุกมุมอยากใช้เวลากับร่างกายเธอมากเท่าที่ต้องการ แต่ธรรมชาติในร่างกายของเขาก็เร่งเร้าให้เขาเดินหน้าเสียที ร่างสูงจำใจต้องถอดถอนปลายลิ้นออกจากตรงเนินสวาท ปลดเปลื้องแพนตี้ตัวน้อยออก แล้วตามด้วยการปลดปล่อยแกนกายของเขาออกมาจากสัมผัสกับอากาศบริสุทธิ์ภายนอก ความแข็งขันที่ผงาดราวกับแท่งเหล็กร้อนผ่าว เขาจับแกนกายแล้วจัดการจดจ่อตรงรอยกลีบเนื้อบอบบาง ความต้องการครอบครองคริสาเดินทาวมาถึงจุดที่สุกงอมเสียที

“อ๊า อื้มมมมมมมม”

“อร้างงงงงงงงงง อ๊า”

แกนเนื้อเบียดแทรกเข้าไปในรอยแยก ดุนดันเข้าไปอย่างเชื่องช้าในทีแรกแล้ว คริสากำจิกไปบนท่อนแขน ปวันสูดปากระบายความซ่านเสียว กลีบสวาทตอดรัดแกนกายจนคับแน่นไปหมดต้องอาศัยจังหวะดันเข้าไปจนสุด

“อร้ายยยยยยย”

กรีดร้องเสียงดัง รู้สึกคับแน่นจุกเสียดไปหมด

“เจ็บมั้ย”

ถามด้วยความเป็นห่วง คริสาตัวเล็กเหลือเกินเขากลัวทำเธอเจ็บ คนใต้ร่างหลับตากัดริมฝีปากแน่น ไม่ตอบคำถามอะไรทั้งนั้น เพราะรู้ดีว่าต่อให้เธอเจ็บปวดเขาก็ไม่มีทางถอดถอนแกนกายนั้นออกจากร่างกายของเธอ ทำได้แค่กำจิกเล็กลงไปบนท่อนแขนเพื่อระบายความรู้สึกหลากหลายที่ท่วมท้น

“อื้อออออออออ”

ค่อยๆขยับเคลื่อนตัวเข้าออก ได้ยินเสียงหวานร้องเบาๆ เขาคงทำเธอเจ็บแต่ก็เขาเองก็ไม่ต่างกัน ร่างหนาเคลื่อนขยับเชื่อช้าในทีแรก แล้วเร่งเร้าจังหวะเพิ่มขึ้นทุกขณะ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดกันและกัน

“ซี้ดดดดดดดดดด อ่า คริส”บีบขยำสะโพกแน่นหนัน ตีเบาๆให้เธอรู้สึกตัวแล้วขยับเขยื้อนช่วยเขาหน่อย คนตัวเล็กขยับสะโพกขึ้นรองรับการกระแทกกระทั้น สองร่างแนบสนิทกันจนแทบเป็นร่างเดียว ผิวกายเสียดสีเหงื่อโทรม

“ปวัน อื้ออออ”เสียงหวานเอ่ยเรียกชื่อเขา ปวันหยัดตัวขึ้นมองใบหน้าหวานที่แสนเร้าอารมณ์ เธอสวยเหลือเกิน หวานเหลือเกิน แต่เธอก็ทำให้เขาเจ็บเหลือเกิน ปวันมองลึกเข้าไปในดวงตาเว้าวอนนั้น หัวใจของเขาสยบซึ่งผู้หญิงใต้ร่างทุกวินาทีที่ยังหายใจ หากทว่าความรักของเธอไม่ได้เป็นของเขา

“อร๊างงงงงงงงง พะพี่ปัน”เสียงหวานเรียกเขากระเส่า เร่งเร้าเลือดในกายให้พลุ่งพล่าน ร่างหนาขยับแกนกายสวนเข้าออกสุดพลัง คริสากอดก่ายแนบใบหน้าไปกับไหล่กว้าง

มันจะดีแค่ไหนถ้าเราร่วมรักกันด้วยความรัก

มันจะดีแค่ไหนถ้าร่างกายของเราไม่เดินสวนทางกับหัวใจ

มันจะดีแค่ไหนถ้าต่างฝ่ายได้พร่ำคำบอกรักในระหว่างที่กำลังหลอมรวมเป็นสิ่งเดียวกัน

มันจะดีแค่ไหนถ้าหาก หัวใจของเราสองคนกอดก่ายกันไว้แล้วไม่มีช่องว่างระหว่างนั้น

“พี่ปัน”

“คริส”

แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงเรียกชื่อของกันและกัน ความรู้สึกไม่มีวันเดินทางไปถึงหัวใจของอีกฝ่ายได้เลย


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น