ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

431.พบปะเหล่าอารักษ์ใหม่

ชื่อตอน : 431.พบปะเหล่าอารักษ์ใหม่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 801

ความคิดเห็น : 29

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ก.พ. 2564 18:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
431.พบปะเหล่าอารักษ์ใหม่
แบบอักษร

มิติจิตของเฟยหู่

 

หลังจากที่ซื่อหมิงได้เรียกข่งเอ๋อกับข่งเทียนและไป่ไป๋มาช่วยปรับสภาพมิติจิตของเฟยหู่ให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงของเดิมเสร็จแล้ว ที่จริงต้องบอกว่าปรับแต่งให้มีสภาพดีกว่าเดิมขึ้นมาก ทั้งสามก็บินกลับมิติจิตของซื่อหมิงผ่านประตูไร้แดนไปในทันที

เทียนอี้กับไป๋เอ๋อก็วิ่งเข้าใส่เจ้าหน้าบากกันทันทีเลย จนเจ้าหน้าบากทำตัวไม่ถูก เพราะปกติจะมีแต่คนกลัวมันเพราะรอยแผลเป็นกลางหน้าของมันที่เป็นตัวการแต่นายน้อยทั้งสองคนกลับวิ่งเข้ามามันแทน

“รอยนี้ เจ๋งจาง เทียนอี้ อยากมีบ้าง...” เจ้าตัวเล็กได้เอ่ยขึ้นมาทันทีที่เห็นแผลเป็นบนหน้าของต้าโก้วฮู่เสิน

“รอยนั้นมันเกิดจากอุบัติเหตุทางการต่อสู้ โก่วฮู่ก็มิได้อยากมีแต่มันช่วยมิได้ ส่วนเทียนอี้ของแม่มิมีจะดีกว่านะ” ซื่อหมิงบอกลูกชายตัวน้อยออกไปทันที

“ว้าาา!! เจียดายจาง นึกว่าจะมีรอยหล่อ ๆ แบบปี้หมาแดง แล้วเจียวน๊า” เทียนอี้บ่นขึ้นมาทันที เจ้าหน้าบากก็ยิ้มแยกเขี้ยวขึ้นเช่นกัน จากนั้นเทียนอี้ก็รีบปีนขึ้นไปขี่บนหลังของเจ้าหน้าบากทันที ไป๋เอ๋อที่เห็นก็ลอยตามเทียนอี้ขึ้นไปบนหลังของเจ้าหน้าบากอีกคน...

“ดูแล้วท่าทางเจ้าหน้าบากจะได้กลายเป็นขวัญใจนายน้อยแล้วล่ะนะ” ซื่อหมิงเอ่ยแซวออกไปยังไม่ทันขาดคำ ในขณะที่เทียนอี้ก็วิ่งไปหาเจ้าหน้าบากแล้วปีนขึ้นหลังไปเรียบร้อยทันที ทุกคนที่เห็นต่างพากันหัวเราะออกมา...

“ไป๋~ เอ๋อ~ ว่า~ ขน~ ของ~ หมา~ แดง~ นุ่ม~ กว่า~ ขน~ หมา~ ดำ~ อีก~ ขอ~ ร๊าบ~” ไป๋เอ๋อได้เอ่ยขึ้นมาบ้าง หลังจากลอยขึ้นไปขี่หลังเจ้าหน้าบากซ้อนเทียนอี้แล้ว

“จริงด้วย ปี้หมาป่า จามิน ขนแข็งกว่านี้น๊า” เทียนอี้ได้ร้องเห็นด้วยขึ้นมาทันที

“ก็แน่นอนล่ะ ไท่เมิ่งหลางเป็นหมาป่าทมิฬนี่นา ขนจะนุ่มเท่าหมาในเพลิงอสูรอย่างเจ้าหน้าบากได้เช่นไรกันล่ะ” อ้ายซินได้เอ่ยขึ้นมาหลังจากได้ยินไป๋เอ๋อพูดเปรียบเทียบเรื่องความนุ่มของขน เพราะในสายตาเด็กน้อยนั้นคงคิดว่า... หม่าป่าอสูรกับหมาในอสูรนั้นคือสัตว์อสูรชนิดเดียวกันต่างกันแค่สีเท่านั้น

“แต่ว่าเทียนอี้ จ้อบท้าง ปี้หมาป่าจามิน และจ้อบปี้หมาแดงต้วย!” เทียนอี้ได้เอ่ยขึ้นมาอีกที หลังจากที่ได้ขี่หลังเจ้าหน้าบากไปแล้ว...

“โก่วฮู่เช่นนั้นหากว่าเจ้ามีเวลาว่าง ก็ช่วยเลี้ยงเทียนอี้เพิ่มอีกตัวก็แล้วกันนะ” ซื่อหมิงได้หันไปยิ้มให้เจ้าหน้าบากก่อนจะเอ่ยขึ้น

“รับทราบขอรับว่าที่ฮูหยิน” เจ้าหน้าบากตอบขึ้นพร้อมพาเทียนอี้กับไป๋เอ๋อเดินไปมาทันที ท่าทางจะเข้ากับพวกเด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี ดูเหมือนเทียนอี้จะไปเปิดใจแก้ปมเรื่องรอยแผลบนหน้ามันเข้าให้ เด็กน้อยไม่กล้วใบหน้าที่แผลเป็นของมัน และยังได้เอ่ยชมออกมาแทน ทำให้ต้าโก่วฮู่เสินนั้นรู้สึกนายน้อยเทียนอี้ขึ้นมาทันที

 

“เสี่ยวข้าว่าจะถามเจ้าต่อน่ะ ที่เจ้าบอกข้าว่า... ที่พื้นฟูมิติจิตของพี่เฟยหู่เมื่อสักครู่ มิใช่พลังของนกยูงอสูรแล้วมันคือพลังจากสิ่งใดกัน?” หยางกวางได้วนมาถามเรื่องพลังที่ข่งเอ๋อกับข่งเทียนใช้ต่ออีกครั้ง

“ถึงนกยูงแสนบุปผาจะมีพลังในการฟื้นฟูต้นไม้ต่าง ๆ แต่ก็มิใช่พลังของตัวเองทั้งหมด” ซื่อหมิงได้ตอบขึ้น แต่หม่าเฉียวก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี

“เจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นคนที่เข้าใจจากการฟังมากกว่าการอ่าน... ดังนั้นเจ้าช่วยสรุปมาสั้น ๆ ให้ข้าเข้าใจจะได้หรือไม่?” หม่าเฉียวได้เร่งรัดขึ้นทันที ซื่อหมิงก็ได้แต่ส่ายหน้า

“คือข้าหมายความว่าสถานที่สถิตย์ร่างน่ะ ดวงจิตของข่งเอ๋อนั้นอยู่ในต้นไม้แห่งชีวิต ส่วนดวงจิตของข่งเทียนอยู่ในต้นไม้แห่งปราณ บวกกับพลังการฟื้นสภาพธรรมชาติที่นกยูงแสนบุปผามี จึงทำให้ดูเหมือนว่า...นกยูงแสนบุปผามีความสามารถมาก” ซื่อหมิงได้อธิบายขึ้น คนอื่น ๆ ก็ต่างพยักหน้าและตั้งใจฟัง

“แต่ที่จริงแล้วมันเป็นการยืมพลังออกมาใช้มากกว่า โดยเฉพาะต้นไม้แห่งชีวิตที่มีพลังความสามารถในการฟื้นสภาพต้นไม้ที่ใกล้ตาย ให้กลับมาเป็นปกติได้ มีข่งเอ๋อเป็นร่างที่คอยใช้พลังดังกล่าวออกมา จึงทำให้ทุกคนเห็นว่า...นกยูงแสนบุปผามีความสามารถนี้ ทั้งที่จริงแล้วนั้นข่งเอ๋อใช้พลังจากต้นไม้แห่งชีวิตทั้งหมดนั่นเอง” ซื่อหมิงได้อธิบายออกมาให้ทุกคนได้รับรู้โดยทั่วกันทันที จะได้ไม่เข้าใจผิด ๆ กันอีก

“เช่นนั้นก็หมายความว่า... หากผูกดวงจิตของสัตว์อสูรที่มีความสามารถเดียวกับต้นไม้ชนิดนั้น และต้นไม้นั้นก็ทรงพลังมาก ๆ ด้วย ก็จะทำให้สัตว์อสูรใช้พลังของต้นไม้ชนิดนั้นมาเป็นพลังของได้ด้วยสินะ?” เฟยหูาได้เอ่ยถามซื่อหมิงออกมาทันที ซึ่งซื่อหมิงเองก็ไม่คิดว่า... เหยหู่จะเข้าใจอะไรที่มันซับซ้อนแบบนี้ได้

“ถ้าอยากให้มีคุณสมบัติฟื้นฟูต้นไม้ที่ใกล้ตายนี่มีต้นอะไรบ้าง?” หม่าเฉียวเอ่ยถามออกมาทันที เพราะเขาเองนั้นไม่รู้จะมีต้นไม้อะไรที่มีคุณสมบัติแบบเดียวกับต้นไม้แห่งชีวิตอีก

“เรื่องนี้เจ้าคงต้องไปค้นหาที่หอแสงสวรรค์แห่งปัญหาเก้าชั้นที่มิติจิตของพี่หยางกวางด้วยตัวเองแล้วล่ะนะ” ซื่อหมิงได้บอกต่อหม่าเฉียวออกไปและทุกคนได้ยินด้วย เพราะหากว่ามีคนที่คิดอยากจะมีอารักษ์ที่มีความสามารถแบบนกยูงแสนบุปผาของซื่อหมิง จะได้รู้วิธีที่ถูกต้อง ใม่ใช่จะหานกยูงแสนบุปผามาครอบครอง เพราะนกยูงแสนบุปผานั้นมีเพียง5ตัวเท่านั้น...

 

 

“ว่าแต่ข้าว่าพืชที่มีปราณธาตุไฟในมิติจิตของพี่เฟยหู่นั้นงดงามขึ้นหรือป่าวขอรับหรือข้าคิดไปเอง?” น่าหรงที่ไม่ค่อยได้มามิติจิตของเฟยหู่ก็ได้ทักขึ้นมา เพราะว่า...ทั้งต้นไม้ ดอกไม้ กอหญ้า และสมุนไพรที่เกี่ยวกับธาตุไฟนั้น มันสวยงามขึ้นมากจริง ๆ

“จริงด้วยสินะหากน่าหรงมิทักขึ้นมาข้าก็มิทักสังเกตเช่นกัน” หม่าเฉียวได้ตอบขึ้นมาบ้าง...

“พืชพันธุ์ที่มีปราณธาตุไฟทั้งหมดงดงามขึ้นมาก ๆ เลย แสดงว่าต้องมาอารักษ์ที่สามารถในการดูแลพืชพันธุ์ธาตุไฟแบบเฉพาะทางมาอยู่ด้วยสินะขอรับ?” ซื่อหมิงได้ถามเฟยหู่ออกไปด้วยความสงสัย เพราะมันเป็นจริงอย่างที่น่าหรงว่ามา พืชพันธุ์ธาตุไฟในมิติของเฟยหู่งดงามขึ้นมากจริง

“จากที่ฟังว่าที่ฮูหยินอธิบาย ข้าเองก็คิดว่าข้าสามารถทำได้แบบนกยูงแสนบุปผา2ตัวของท่านเมื่อสักครู่นี้เจ้าค่ะ แต่ข้านั้นสามารถฟื้นฟูได้แค่พืชพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับธาตุไฟเท่านั้นเจ้าค่ะ” ต้าหงลี่ฮวาเสินได้เอ่ยบอกซื่อหมิงออกไปทันที ซื่อหมิงก็พยักหน้ารับรู้อย่างพอใจ เพราะพืชพันธุ์ธาตุไฟในมิติจิตของเฟยหู่ตอนนี้นั้น สามารถพูดได้เต็มปากว่าดีที่สุดในพิภพไท่หยางเลยก็ว่าได้...

“ทางด้านการฟื้นฟูและการดูแลตลอดจนเร่งการเจริญเติบโตนั้นเป็นหน้าที่ของหงฮวาขอรับ

ส่วนตอนเก็บจะเป็นหน้าที่ของข้า เพราะมีเผ่าพันธุ์วัวเปลวฟ้าอยู่ด้วยจะสามารถเก็บผลผลิตทางการเกษตรธาตุไฟและธาตุแสงได้เพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่าขอรับ” หยางกั๋วเทียนหนิวได้บอกต่อซื่อหมิงถึงความสามารถตัวเองออกไป ซื่อหมิงทำหน้างงกลับมาเลย

“ปกติวัวอสูรจะให้จะมีผลเกี่ยวกับการเก็บผลผลิตทางการเกษตรเพียงแค่ธาตุเดียวมิใช่หรือ?” ซื่อหมิงได้ถามต่อทันที เพราะในมิติจิตของซื่อหมิงยังขาดพวกวัวอสูรอยู่

“ก็ถ้าวัวอสูรตัวนั้นมีเชื้อสายพิเศษก็สามารถที่จะเป็นผลหลายธาตุขอรับ เช่นข้าที่มีกำเนิดจากดินแดนสวรรค์ จึงสามารถทำให้ผู้ครอบครองเก็บผลผลิตได้ถึง2ธาตุยังไงล่ะขอรับ...” หยางกั๋วเทียนหนิวได้ไขข้อข้องใจให้ซื่อหมิงออกมาทันที

“แบบนี้ข้าต้องหาวัวอสูรที่มีกำเนิดจากดินแดนสวรรค์มาครอบครองบ้างแล้วล่ะ” ซื่อหมิงได้เอ่ยออกไปทันที

“หวังว่านายท่านซื่อหมิงจะหาวัวอสูรที่ถูกใจเจอนะขอรับ...” หยางกั๋วเทียนหนิวให้กำลังใจซื่อหมิงออกมาทันที

 

 

“ข้าชื่อต้าฮ้วนฮั่วเสินขอรับ เดิมทีเป็นจิ้งจอกเพลิง5หาง แต่พอหลังจากที่ได้มาอยู่กับนายท่านเฟยหู่ ก็วิวัฒนาการเป็นจิ้งจอกเพลิง9หางแล้วขอรับ ข้าสามารถบัญชาบริวารเพื่อทำให้ค่ายกลเพลงสังหารคลื่นที่ได้ขอรับ” จิ้งจอกเพลง9หางได้เอ่ยรายงานตัวเองออกไป ซื่อหมิงก็พยักหน้ารับเช่นกัน

“มีจิ้งจอกเพลิง9หางอยู่ด้วย แต่ถ้าอยู่กับข้านี่อาจจะวิวัฒนาการขึ้น13หางก็เป็นไปได้นะขอรับ” ซื่อหมิงได้เอ่ยขึ้นมาทันที

“ข้ามิอาจเอื้อมขึ้นไปถึงขั้น13หางหรอกขอรับ แค่ได้มี9หางนี่ ข้าก็พอใจมาก ๆ แล้วขอรับ” ต้าฮ้วนฮั่วเสินได้เอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ

“เอาไว้ข้าจะหาข้อมูลมาเพิ่มก็แล้วกันนะขอรับพี่เสี่ยวหู่ เพราะข้าจำได้ว่าอารักษ์ของเมิ่งปินก็คือจิ้งจอกเพลิง9หางเช่นกัน จะได้วิวัฒนาการไปพร้อม ๆ กันเลยทีเดียว” ซื่อหมิงได้เอ่ยขึ้นคุยกับเหยหู่ออกไป เพราะว่า...หากศึกษาเรื่องนี้จนเป็นที่รู้อย่างแจ่มแจ้งแล้ว ก็จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพวกเด็ก ๆ บ่าวไพร่ในจวนปักษาสวรรค์ของตัวเองได้อีก

“ขอบพระคุณว่าที่ฮูหยินที่ท่านเมตตาข้านะขอรับ” จิ้งจอกเพลิง9หางได้กล่าวขอบคุณออกมาก่อนทันทีที่ได้ยิน อย่างน้อยมันก็รู้ว่าซื่อหมิงนั้นคิดจะช่วยให้มันได้วิวัฒนาการมากไปกว่าเดิมอีก

 

 

“พยัคฆ์ตัวสีเพลิงทองตัวนั้นล่ะขอรับ?” ซื่อหมิงได้เอ่ยถามเฟยหู่ขึ้นมาอีก

“อ๋อ... นั่นมันจินหยวนผู้เป็นพยัคฆ์ราชาหินไฟน่ะ หนึ่งในพยัคฆ์ผู้พิทักษ์เศษสิ้นส่วนของศิลาแห่งมหาเทพอสูรพยัคฆ์สวรรค์” เฟยหู่ได้เอ่ยขึ้นมาก่อน

“เช่นนั้นพยัคฆ์ตัวใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ นั้นก็เป็นหนึ่งในพยัคฆ์ผู้พิทักษ์เศษสิ้นส่วนของศิลาแห่งมหาเทพอสูรพยัคฆ์สวรรค์เช่นกันสินะขอรับ?” ซื่อหมิงได้เอ่ยถามออกไปบ้าง เฟยหู่ก็พยักหน้าขึ้นแล้วเรียกให้ทั้งคู่มาหาซื่อหมิงทันที

//คารวะว่าที่ฮูหยินอีกครั้งขอรับ// หนึ่งในพยัคฆ์ผู้พิทักษ์เศษสิ้นส่วนของศิลาแห่งมหาเทพอสูรพยัคฆ์สวรรค์ทั้งสองได้พูดออกมาพร้อม ๆ กัน

“ข้ามีนามว่าต้าจินหยวนเสินขอรับ เป็นพยัคฆ์ราชาหินไฟที่วิวัฒนาการมาจากพยัคฆ์หินไฟที่ได้อาบแสงของเศษสิ้นส่วนของศิลาแห่งมหาเทพอสูรพยัคฆ์สวรรค์ขอรับ” ต้าจินหยวนเสินได้แนะนำตัวเองออกมาก่อน

“ส่วนข้ามีนามว่าต้าหยานเจาเสินขอรับ เป็นพยัคฆ์ศิลาภพผู้ควบคุมค่ายกลหมื่นศาลาอาสัญขอรับ” ต้าหยานเจาเสินเองนั้นก็ได้แนะนำตัวเองออกมาเช่นกันพร้อมบอกความสามารถของตัวเองด้วย ซื่อหมิวจึงหันไปทางพยัคฆ์ราชาหินเพลิงอีกครั้งแล้วถามขึ้น...

“ข้าสามารถหลอมอาวุธปราณที่แข็งแกร่งได้ขอรับ” พยัคฆ์ราชาหินไฟได้บอกความสามารถของตนออกมาเช่นกัน

“จากการที่ได้จินหยวนมาครอบครอง ข้าว่าพี่เสี่ยวหู่จะต้องหลอมอาวุธปราณได้ดียิ่ง ๆ ขึ้นแน่นอนขอรับ เพราะตอนที่ข้าได้หยวนหมู่มานั้นข้าก็หลอมเครื่องประดับได้เก่งขึ้นด้วย” ซื่อหมิงได้บอกกับเฟยหู่ออกไปโดยใช้ตัวเองเป็นตัวอย่างในการอธิบาย

“เรื่องนี้ข้าก็พึ่งรู้นี่แหละถึงความสามารถของจินหยวน เพราะว่าข้าได้จินหยวนมาตอนก่อนออกจากมิติแห่งมหาวิหารพยัคฆ์พญาหินไฟ เลยยังมิทันได้ถามอะไรจินหยวนออกไป” เฟยหู่เองก็ได้ตอบขึ้นทันที เพราะหลังจากที่ได้ต้าจินหยวนเสินมาก็ต้องกำจัดพวกเผ่ามารปีศาจ และต้องเต็มออกจากมิติพยัคฆ์พญาหินไฟชั้น3 ไหนยังจะต้องเก็บต้นกระโปรงเทพีแสนปีช่วยซื่อหมิงอีกด้วย ้ลยทำให้เฟยหู่ลืมถามเรื่องความสามารถของพยัคฆ์ราคาหินไฟไปเลย...

 

“แล้วเจ้ากระต่ายสีแดงตัวนี้ล่ะพี่เสี่ยวหู่ ข้ามิเคยเห็นกระต่ายอสูรแบบนี้มาก่อนเลยนะขอรับ” ซื่อหมิงไปสะดุดตาที่กระต่ายอสูรตัวสีแดงเข้าให้

“ข้าเรียกมันว่ากระต่ายผกายเพลิง เป็นตัวแรกของเผ่าพันธุ์น่ะ มันสามารถใช้ปราณธาตุอุกกาบาตได้เช่นข้า” เฟยหู่ได้บอกเกี่ยวกับกระต่านผกายเพลิงขึ้นมาทันที

“คารวะว่าที่ฮูหยินขอรับ” หยางกั๋วเทียนซินเอ่ยทักทายซื่อหมิงออกไปทันที

“มันพูดได้ด้วยหรือนี่...? เหมือนหมิงหมิงของข้าเลยขอรับ” ซื่อหมิงเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยความแปลกใจ เพราะไม่ใช่กระต่ายอสูรทุกตัวจะมีความสามารถที่พูดได้แบบนี้ ถ้าพูดได้ก็แสดงว่ามีชาติกำเนิดเดิมที่สูงใช้ได้

“ข้าพูดได้ขอรับ ข้ามีนามว่าหยางกั๋วเทียนซินขอรับ เป็นอารักษ์พิเศษให้นายท่านเฟยหู่อยู่” เจ้ากระต่ายอสูรน้อยได้แนะนำตัวเองออกมาทันที หมิงหมิงจึงปรากฏตัวออกมาที่หัวของซื่อหมิงบ้าง

“ข้าชื่อหมิงหมิงนะเป็นสัตว์อสูรพันธะเลือดของนายท่านซื่อหมิง ยินดีที่ได้รู้จักเจ้าเช่นกันเทียนซิน” หมิงหมิงก็ออกมาแนะนำด้วยเช่นเดียวกัน

“ต่อไปนี้เจ้าก็คือสหายของข้านะหมิงหมิง” หยางกั๋วเทียนซินได้เอ่ยขึ้น จากนั้นหมิงหมิงก็พาเทียนซินไปแนะนำตัวให้นายน้อยเทียนอี้รู้จัก เทียนอี้เลยลงจากหลังของเจ้าหน้าบากเพื่อมาอุ้มหมิงหมิงกับเทียนซินขึ้นทันที แล้วรีบวิ่งเตาะแตะไปหาซื่อหมิงกับเฟยหู่ทันที

“ป้อหู่... แม่หมิง... ขอร๊าบ...” เจ้าตัวเล็กวิ่งมาพร้อมอุ้มสุดยอดแห่งกระต่ายอสูรทั้งตัวเอาไว้ที่อ้อมแขนทั้งสองข้างอย่างทะลักทุเลพอสมควร

“มีอะไรอีกล่ะเจ้าตัวดี?” เฟยหู่ถามลูกชายตัวน้อยของตนออกไปทันที

“ข้าอยากด้าย หมิงหมิงกาบเทียนซินน๊า ขอร๊าบ ห้ายข้าน๊า” เทียนอี้เอ่ยขึ้นทันทีด้วยความอยากได้ ทุกคนต่างพากันมองหน้ากัน แล้วก็ต่างพากันส่ายหน้าขึ้นพร้อมยิ้มทันที

“ถ้าเจ้าขอแม่ไปแล้ว แม่จะใช้อะไรล่ะ ของพ่อเจ้าด้วย?” ซื่อหมิงถามลูกชายตัวน้อยกลับไปทันที ให้เด็กน้อยได้คิดเอง เทียนอี้คิดอยู่นานก่อนจะพูดขึ้นมาว่า...

“แอ๊~ ม่ายอาวก็ด้าย แต่ต้องห้ายหมิงหมิงกาบเทียนซินออกมาเล่น กาบเทียนอี้น๊าขอร๊าบ” เด็กน้อยต่อรองขึ้นมาอีก ทุกคนต่างพากันอมยิ้มทันทีรวมทั้งซื่อหมิงด้วย เพราะนี่มันนิสัยของซื่อหมิงชัด ๆ

“เรื่องนี้พ่อกับแม่มิขัดเจ้าอย่างแน่นอน เพราะว่าเจ้าเป็นลูกชายของพ่อกับแม่ ย่อมเรียกหมิงหมิงกับเทียนซินออกมาเล่นด้วยได้อยู่แล้ว” เฟยหู่ตอบลูกชายออกไปท่าทางเป็นคำตอบที่ถูกใจเด็กน้อย เพราะเจ้าตัวเล็กวางกระต่ายอสูรทั้งสองตัวลงที่พื้นและปีนขึ้นมาบนตักของเฟยหู่ผู้เป็นพ่อที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ แล้วก็หอมแก้มซ้ายแก้มขวาทันที

“พ่อรู้นะว่าเทียนอี้น้อยของพ่อนั้นก็ชอบนกการเวกด้วย นี่นกการเวกหินไฟทมิฬ3ฝูง น่าจะฝูงละ20ตัวโดยประมาณ พ่อให้เจ้า” เฟยหู่พูดจบก็ยื่นกรงมิติที่ใส่นกการเวกหินไฟทมิฬให้เทียนอี้ไป

“ขอบจุน ขอร๊าบ ป้อหู่” เทียนอี้เอ่ยขึ้นพร้อมยิ้มแฉ่งที่ได้ของชอบมาอีกอย่างนึง จากนั้นเทียนอี้ก็ให้นกยูงพันผกาของตนออกมาจากป้ายหยกปักษาสวรรค์นพเก้า เพื่อทำพันธะดอกไม้้เลือดกับเหล่านกการเวกหินไฟทมิฬ

“ได้ของถูกใจแล้วเป็นลูกพ่อขึ้นมาเลยนะเทียนอี้น้อยของลุง” หม่าเฉียวได้แซวเด็กน้อยออกไป เพราะเห็นเด็กน้อยนั่งที่ตักของเฟยหู่นานแล้วนั่นเอง

“แอ๊~ ลุงเจี๋ยวอ่ะ เทียนอี้เป็นตั๊งลูกป้อหู่ และลูกแม่หมิงต้วยน๊า ขอร๊าบ” เทียนอี้ร้องขึ้นเสียงดังในทันที

“เอาล่ะพ่อรู้แล้วเจ้าก็ลงไปเล่นกับเจ้าหน้าบากก่อนนะ” เฟยหู่ได้บอกลูกชายตัวน้อยออกไป เทียนอี้ก็ว่าอย่างง่าย...

จากนั้นก็ลงจากตักของเฟยไปอุ้มหมิงหมิงกับเทียนซินกลับไปหาไป๋เอ๋อที่ขี่เจ้าหน้าบากอยู่ และได้ยื่นหมิงหมิงกับเทียนซินให้ไป๋เอ๋ออุ้มรอแล้วปีนขึ้นไปบนหลังเจ้าหน้าบากตามทันที จากนั้นก็เอาเทียนซินมาอุ้มเองและให้ไป๋เอ๋ออุ้มหมิงหมิงต่อไป

 

 

​ซื่อหมิงได้ทำความรู้จักกับอารักษ์และผู้พิทักษ์ใหม่ของเฟยหู่อย่างละเอียด พอดีกับที่ตอนนี้ต้าหงซินเสินก็อยู่ด้วย ซื่อหมิงเลยขอดูถุงมิติที่ฝากให้ไปก่อนเข้ามิติ ต้าหงซินเสินก็ไม่อยากให้ถุงมิติไปเลย เพราะหากให้ไปแล้วอาจจะต้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในมิติแห่งมหาวิหารพยัคฆ์พญาหินไฟให้ซื่อหมิงฟังด้วยก็เป็นไปได้ แต่ก็ขัดไม่ได้เพราะเฟยหู่ก็พยักหน้าอนุญาตให้ทำตามที่ซื่อหมิงสั่งด้วย

ต้าหงซินเสินจึงจำใจยื่นถุงมิติให้ซื่อหมิงไป ซื่อหมิงเปิดดูในถุงมิติทันที แล้วก็พยักหน้าขึ้นมาก่อนที่จะพูดว่า...

“เจ้ารวบรวมถุงมิติทั้งหมดแล้วนำกลับไปให้ข้าที่มิติจิตของข้าด้วยนะ แล้วก็หยดเลือดใส่ถุงมิติของแต่ละตัวเอาไว้กันด้วยจะได้มิหลงกัน” ซื่อหมิงสั่งออกไปแค่นั้น ต้าหงซินเสินพยักหน้ารับคำสั่งทันที แล้วไปจัดการให้ทันที...

จากนั้นซื่อหมิงกับทุก ๆ คนก็เตรียมกลับมิติจิตกันเพราะวันนี้ค่ำแล้ว เฟยหู่จึงสั่งเหล่าอารักษ์และผู้พิทักษ์แยกย้าย เทียนอี้กับไป๋เอ๋อจึงบอกลาเทียนซินกับเจ้าหน้าบากก่อนกลับมิติจิตของซื่อหมิงพร้อมกับทุก ๆ คน

 

 

 

 

 

__________________________

作成:令和30221

โอเคครับถือว่าวันนี้สมบูรณ์แล้วไรท์ก็จะไปตีป้อมก่อน 555 เพื่อนเรียกรัว ๆ อยู่ วันอาทิตย์นี่ต้องแบ่งเวลาให้เพื่อนด้วยครับ อิอิ

สุดท้ายอย่าลืมกดไลค์👍และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะ

ความคิดเห็น