email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Episode 19 จุดสิ้นสุดทางรัก (ตอนจบ)

ชื่อตอน : Episode 19 จุดสิ้นสุดทางรัก (ตอนจบ)

คำค้น : เซฟแมงป่อง ตบหลุมรัก My heart November นิยายวาย ตบจูบ ฟิวกูดรักมหาลัย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.1k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.พ. 2564 22:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 500
× 0
× 0
แชร์ :
Episode 19 จุดสิ้นสุดทางรัก (ตอนจบ)
แบบอักษร

Episode 19 

จุดสิ้นสุดทางรัก 

[Playsave]  

 

 

 

มีคนเคยบอกเสมอว่าความรักมักจะวนเวียนอยู่รอบตัว แต่จะเห็นหรือไม่เห็นก็อยู่ที่เราเลือกจะมอง บางคนก็เพียงแค่แอบรักเราอยู่ในมุมที่มองไม่เห็นในขณะที่บางคนกลับกล้าที่จะเปิดเผยปรากฏตัวออกมายืนต่อหน้าเรา

 

เรื่องราวของผมเองก็เช่นกันที่ต้องผ่านอะไรมามากมายทั้งมุมดีและมุมร้าย หลายครั้งก็ทำตัวดีแสนดีและก็มีหลายหนที่กลับกลายเป็นเด็กงี่เง่าเอาแต่ใจ แต่ก็นั่นแหละสิ่งที่คนเราเรียกว่ารสชาติของชีวิตที่ต้องประสมประสานปนเปหลอมรวมกัน ผ่านร้อนผ่านหนาวจนกว่าจะได้รสชาติที่ดีที่สุด

 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ก็คงหนีไม่พ้นวันสิ้นปีตอนที่เรียนอยู่ปีหนึ่ง...

 

หลังจากผ่านวันคริสต์มาสมาผมก็ไม่ได้เจอแมงป่องอีกเลย เหมือนกับเขากำลังให้เวลาผมทบทวนเรื่องที่ผ่านมาด้วยตัวเองโดยไม่กดดันเร่งรัดขอคำตอบใด ๆ ในตอนนั้น กว่าจะรู้หัวใจตัวเองว่าต้องการอะไรมากที่สุดก็ผ่านไปหลายวัน ตั้งใจว่าวันปีใหม่จะไปขอโทษทุกอย่างปล่อยวางทิฐิที่คอยกัดกินหัวใจมาตลอดหลายปี

 

โชคดีมากที่อยู่ ๆ ไอ้เพลงมันก็โพสต์ว่ากำลังจะไปเที่ยวแก่งกระจานแถมแท็กเฟซบุ๊กไอ้หิน ผมเลยรีบโทรบอกทั้งคะน้าและข้าวจี่อย่างเร็วรี่ เรื่องนี้เด็กศิลปกรรมจะไม่มีทางพลาดเด็ดขาดฝันไปเถอะที่จะหนีกันไปเที่ยวสองคนใครมันจะยอมวะ

 

หลังจากวางหูกับสองสาวนัดแนะไปเจอกันที่หน้าหอสิบสามก็ต้องรีบวิ่งผ่านน้ำแต่ตัวหอบหิ้วเสื้อผ้าใส่กระเป๋าแล้วลงจากตึกมาเรียกวินมอเตอร์ไซค์ในทันที ขืนช้าอาจจะไม่ทันการพวกมันจะพานหนีหายไปเสียก่อน ในขณะที่รอคิวอยู่ ๆ ก็มีเด็กหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งแวะมาจอดถามทางไปมหา’ ลัยและนั่นทำให้ผมจำได้ทันทีว่าคือ ดิน น้องชายสุดหล่อของไอ้หินขวัญใจพี่เคนผู้แสนดี

 

“เฮ้ย! ดิน!” รีบยกมือตะโกนเรียกเด็กที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ดินมันหันมามองผมแล้วรีบวนรถขับมาอีกฝั่งพอมาถึงมันก็รีบยกมือไหว้ทำหน้าดีใจเหมือนถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง

 

“โชคดีจังที่เจอพี่เซฟตรงนี้ ผมกำลังถามทางไปหน้ามอพอดีโทรหาพี่หินก็บอกแค่ว่าให้ไปเจอหน้าหอสิบสามแต่ไม่ยอมบอกทางผมด้วยสิ”

 

“แล้วนี่มึงขึ้นมาทำอะไรที่กรุงเทพล่ะ อย่าบอกนะว่ามาหา...” น้องมันหน้าแดงออกมาเลยเข้าใจแหละว่าเวลาชอบใครแล้วต้องอยู่ห่างไกลกันมันทรมาน

 

“เปล่า! ไม่ใช่พี่ผมถูกเรียกให้มาสัมภาษณ์ทุนของคณะเกษตรศาสตร์ต่างหากแต่ถ้าให้พูดตรง ๆ เหตุผลที่ผมอยากมาก่อนก็คงเป็นพี่เคนล่ะมั้ง” ฟังแล้วก็ได้แต่ปลงพี่น้องบ้านนี้มันชอบพูดตรงตามความรู้สึกจนต้องอิจฉาเลย

 

...ทำไมคำว่ารักว่าชอบมันพูดกันง่ายจังวะ

 

“อืม เอาเถอะจะไปหอสิบสามใช่ปะ พี่กำลังจะไปหาไอ้หินพอดีงั้นพี่ขอติดรถไปด้วยนะ” ดินมันพยักหน้าแล้วก้าวลงจากรถเฉยเลย

 

“งั้นพี่ขี่แล้วผมซ้อนละกันจะได้ไม่ต้องเสียเวลาบอกทาง ผมจำได้ว่าพี่เคยยืมรถผมไปขี่ตอนอยู่ที่บ้านนี่” เด็กมันก็ความจำดีไปอีกตอนนั้นผมเคยยืมรถดินพาแมงป่องไปเที่ยวถนนคนเดินก่อนกลับแค่ครั้งเดียวเอง

 

พอนึกถึงแมงป่องก็หดหู่ขึ้นมาทันทีทั้งที่ทุกช่วงเวลาเขาพยายามอยู่เคียงข้างผมมาตลอดแท้ ๆ แล้วดูสิ่งที่ผมทำกับเขาสิ

 

“ทะเลาะกับพี่แมงป่องมาเหรอ? ทำหน้าเศร้าเชียว” อยู่ ๆ ไอ้ดินมันก็ถามออกมาเสียดื้อ ๆ

 

“ระ...รู้ได้ไงวะ?”

 

“ใครมองไม่ออกก็บ้าแล้วพี่ ตอนไปเดินเขาพะเนินทุ่งพี่น่ะแสดงอาการหึงหวงออกมาอย่างกับอะไรดี ประชดประชันกันแต่ละคำเนี่ยผมยังกลัวว่าจะดีกันตายคาเต็นท์นอน แต่มีอย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกได้เลยคือสายตาที่พี่เซฟมองพี่แมงป่องมันคือสายตาของคนที่แอบรักมาตลอด สายตาที่อยากพยายามเอื้อมไปให้ถึงจุดที่เขายืนอยู่แล้วก็ดันชักมือกลับก่อนทุกครั้ง”

 

“ผมไม่รู้หรอกนะว่าพี่สองคนเป็นยังไงแต่ถ้าพี่คิดจะจับ ๆ ปล่อย ๆ แบบนี้คนที่ต้องรอมันน่าสงสารนะ”

 

“จะรู้ดีเกินไปแล้ว!” พี่น้องบ้านนี้มันมองคนเก่งฉิบหาย...ก็จริงอย่างที่ไอ้ดินว่าผมเองก็ทำแบบนั้นมาตลอด

 

ดินมันกระโดดขึ้นมานั่งซ้อนด้านหลังแล้วพูดขึ้นกรอกหูจนคิ้วผมกระตุก “ในบรรดาทุกคนที่ผมรู้จักพี่น่ะดูง่ายสุดเลยแถมเล่นละครก็ไม่เนียนไปแอบนั่งกอดกันหน้าห้องน้ำซะด้วย...หน้าต่างมีหูประตูมีช่องนะครับ”

 

...สรุปคือเกือบทุกคนมันเห็นกูตอนนั้นสินะ

 

“เสือกเก่ง! อย่าให้กูเห็นเวลามึงอยู่กับพี่เคนแล้วทำตัวเป็นลูกหมานะ” อารมณ์มันขึ้นเลยตอนนี้

 

“ไม่มีทางเพราะผมตั้งใจขึ้นมันเพื่อบอกพี่เคนว่าคิดถึงอยู่แล้วและครั้งนี้ถ้าได้เจอกันผมจะเป็นคนจับมือพี่เคนเอาไว้ไม่ปล่อยให้หลุดไปอีก”

 

“นั่นสินะบางทีพี่เองก็ควรทำแบบที่ดินทำเหมือนกัน” ผมได้แต่พึมพำออกมาเสียงแผ่วไม่รู้ว่าถ้าขอโทษตอนนี้จะสายเกินไปรึยัง

 

ผมขี่รถผ่านหลายคณะที่ยังคงเงียบสนิทช่วงเวลานี้ยังไม่เปิดเทอมเลยมีแค่นักศึกษาบางกลุ่มที่พักอาศัยอยู่หอในบางคนที่ไม่ได้กลับบ้านลงมานั่งเล่นตามสนามบ้าง สายลมที่กำลังปะทะหน้าในช่วงเช้ามันทำให้สมองปลอดโปร่ง บางทีการขอไปเที่ยวกับหินรอบนี้มันคงจะช่วยทำให้ผมเองมีความกล้ามากขึ้น พอขี่รถมาถึงหน้าหอก็เห็นเพลงกับคะน้าคุยกันอยู่เลยถือโอกาสกดแตรรถเรียกทั้งคู่ในทันที

 

ว่าแต่อีคะน้ามันมามุกไหนเนี่ยถึงได้ลงไปนั่งพับเพียบบีบน้ำตาอยู่ที่พื้นแบบนั้น

 

พอเพลงมันเห็นผมเท่านั้นแหละถึงกับอ้าปากพะงาบ ๆ มันคงรู้แล้วแหละว่างานนี้พวกเราต้องใจมาขอแจมทริปด้วย

 

“เล่นอะไรกันวะพวกมึง” ผมถามออกมาในทันทีดูออกแหละว่าคะน้ามันตอแหลนังนี่มันเล่นละครเก่งจะตายแถมแสนรู้ไปซะทุกเรื่อง

 

“เซฟ! เพลงมัน...เพลงมันคิดจะขัดขวางไม่ให้เพื่อนไปเที่ยวด้วยกัน” เล่นใหญ่ขนาดนี้ก็ต้องร่วมกับมันหน่อยทำทีเป็นถลึงตาใส่ไอ้เพลงที่กำลังหน้าเหวอแล้วตลกชะมัด

 

“ทำไมมึงเป็นคนแล้งน้ำใจขนาดนี้วะเพลง ทั้งที่พวกกูก็ผ่านร้อนผ่านหนาวกันมาตั้งเยอะ น้ำใจน่ะมีไหม? น้ำใจน่ะ”

 

เพลงมันเบะปากแล้วหลิ่วตามาทางผม “พวกมึงอยากทำอะไรก็ทำเถอะ...ว่าแต่แฟนมึงไปไหนละเซฟถึงมากับพวกกูได้” เจ็บจี๊ดเลยคำนี้ในที่สุดมันก็หาโอกาสย้อนรอยจนได้

 

“ใครแฟนมึงวะเซฟ?” อีคะน้า! นังคนบามันรู้อยู่แล้วยังเสือกเอาตีนขยี้กลางกล่องดวงใจกูอีก

 

หลังจากรอข้าวจี่อยู่พักใหญ่มันก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบลงมาจากแท็กซี่น้ำท่าก็ไม่ยอมอาบ ในสุดพวกเราทั้งหกชีวิตก็พากันขี่มอเตอร์ไซค์รับลมผ่านเส้นทางลงใต้มุ่งหน้าสู่เขื่อนแก่งกระจาน คันที่หินขี่น้องดินมันเป็นคนซ้อนท้ายเพราะเหนื่อยที่ขับมาทั้งคืนจากอุตรดิตถ์ ส่วนคันของไปเพลงก็ได้คะน้าไปนั่ง ส่วนผมต้องแบกอีอ้วนที่เสือกอินเนอร์มาเต็มเล่นมิวสิกกางแขนรับลมจนเกือบจะหล่นไปตายห่าอยู่หลายครั้ง แถมบางช่วงมันก็นั่งหลับน้ำลายยืดใส่เสื้อผมอีก

 

กว่าจะมาถึงก็ปาไปเกือบสิบโมงแล้วเพราะมัวแต่แวะกินข้าว ถ่ายรูปกันตลอดเส้นทางนี่ถือว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยก็ได้มั้งที่ออกมาเที่ยวต่างจังหวัดโดยที่ไม่มีแมงป่องมาด้วย...หันมองไปทางไหนก็มักจะลืมตัวนึกว่าเขาอยู่ข้าง ๆ ผมเสมอ

 

แม้แต่ตอนที่แวะกินก๋วยเตี๋ยวยังดันถามขึ้นมากลางโต๊ะว่า แมงป่องอยากกินอะไร จนทุกคนหันมามองผมกันหมด

 

“พวกมึงล่องแพรอบเช้าไม่ทันแล้วว่ะ กูเลยซื้อรอบบ่ายมาให้นะ” ผมเดินมาบอกพวกไอ้หินที่ยังนั่งเล่นกันอยู่หน้าเต็นท์ หัวเราะชอบใจกับเหล่าบรรดานักท่องเที่ยวที่ล่องมาตามน้ำแล้วไหลไปติดตามพงหญ้าริมฝั่ง เสียงกรี๊ดกร๊าดดังลั่นมาเป็นระยะ

 

“งั้นเดี๋ยวกูออกไปตลาดตรงที่เราเพิ่งผ่านมาแป๊บหนึ่งนะเย็นนี้จะได้ทำบาร์บีคิวกินกัน” ผมอาสาจะออกไปซื้อของกินมาให้แต่ไอ้หินมันกลับลุกยืนขึ้นแล้วคว้ามือมาจับผมเอาไว้ก่อน

 

“เดี๋ยวกูไปเป็นเพื่อน”

 

หินมันอาสาตามผมมาช่วยถือของแต่ผมพอจะเดาออกว่าไอ้หินมันคงไม่อยากปล่อยให้ผมต้องอยู่คนเดียวมากกว่า

 

“หินช่วงนี้มึงมีอะไรผิดปกติ บ้างไหม? ตั้งแต่วันนั้นเรื่องลูกแก้วน่ะ” แก้วคือเด็กสาวที่ใครบางคนส่งมาเพื่อให้ทั้งคู่ผิดใจกันแต่ทว่าก็ทำไม่สำเร็จโดนไอ้หินเล่นงานกลับไปอีกศพ

 

“ทำไมมึงถึงอยากรู้เรื่องนี้วะเซฟ?”

 

“ไอ้หิน...มึงรู้แล้วใช่ไหม? ว่าใครที่เป็นคนบงการลูกแก้วมามึงพูดกับกูได้นะ เอาจริง ๆ ตั้งแต่เรื่องวันนั้นพวกกูเป็นห่วงมึงนะโว้ย แล้วยิ่งพี่พายุด้วย...”

 

“พี่พายุมันทำไมรึ?” ได้แต่ถอนหายใจเล่าออกมาตามตรง

 

“พี่พายุมาขอให้กูกับไอ้เพลงคอยจับตาดูมึงไว้น่ะสิ ไม่ใช่แค่พวกกูหรอกนะแม้แต่พวกเพื่อน ๆ พี่พายุมันก็ยังไปขอร้องให้ช่วยแวะเวียนมาดูมึงเลย นี่มึงไม่รู้เลยรึไงวะ”

“...” หินมันจ้องมองหน้าผมแล้วก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยเหมือนกับรู้อยู่แล้ว

 

“มึงรู้ไหมหินว่าพี่พายุมันห่วงมึงแค่ไหน กูว่าที่พี่มันหายไปช่วงนี้ก็เพื่อไปจัดการอะไรบางอย่างเพื่อมึงมากกว่า กูไม่อยากให้มึงคิดมากจนน้อยใจพี่มันนะ ระหว่างมึงกับพี่พายุสองคนเริ่มต้นด้วยความรักความรู้สึกดี ๆ ด้วยกันทั้งคู่ อย่าทำลายความรู้สึกที่พวกมึงสร้างมาด้วยกันเลย”

 

เอาจริงเรื่องนี้เหมือนพูดเพื่อตอกย้ำตัวเองมากกว่า เพราะคนที่ทำลายทุกอย่างด้วยสองมือตัวเองมันคือผม

 

“ขอบคุณนะเซฟ ระหว่างกูกับพี่พายุมันไม่มีวันเปลี่ยนไปหรอก กูเคยบอกไปแล้วว่ากูเชื่อใจพี่มัน กูอาจจะมีงอนบ้างงี่เง่าบ้างแต่นั่นไม่ได้หมายความว่ากูรักพี่มันน้อยลงนะ แล้วเรื่องคนที่บงการอยู่เบื้องหลังลูกแก้วถ้ากูเดาไม่ผิดก็คงเป็นแม่พี่พายุนั่นล่ะ”

 

“มะ แม่พี่พายุเหรอ?” ไม่อยากเชื่อเลยว่ามันจะแข็งแกร่งสมชื่อได้ขนาดนี้ ไม่หวั่นไหว ไม่กลัวเกรงแม้แต่กับคนที่มีอิทธิพลล้นฟ้า

 

“อือ...มึงคิดว่าใครจะมีอำนาจพอที่จะติดตามเรื่องกูกับพี่มันได้ขนาดนี้ล่ะ แล้วพ่อกับแม่กูก็เคยเตือนเรื่องแม่พี่มันมาบ้างแล้วด้วย ที่สำคัญลุงลักษณ์พ่อพี่พายุก็เตือนกูให้ระวังให้มาก แม่พี่พายุเป็นคนฉลาดแกไม่ใช้วิธีรุนแรงอย่างพวกดักทำร้ายกูหรอก นอกจากจะทำให้พวกเราต้องผิดใจจนเลิกกันเองมากกว่า”

 

“ดีจังเลยนะที่มึงสองคนเชื่อใจกันได้ขนาดนี้” ได้แต่ตบลงบนบ่าของเพื่อนสนิทยิ่งพอได้ฟังแบบนี้ยิ่งรู้สึกเสียใจที่ไม่เคยเชื่อใจแมงป่องเลย

 

“แล้วมึงละเซฟ มึงไม่ไว้ใจพี่แมงป่องเหรอ?” คำพูดของหินทำให้ผมถึงกับอึ้งยืนตัวแข็งค้าง ขมวดคิ้วมองหน้าคนถามแบบไม่อยากเชื่อหู

 

“...”

 

“ถึงมึงจะไม่ยอมบอกกู แต่กูกับไอ้เพลงก็ดูออกมาตั้งนานแล้วล่ะ เมื่อก่อนสายตามึงที่มองพี่แมงป่องกูก็บอกไม่ถูกหรอกนะ จะว่ายังไงดีทั้งรักและเกลียดเลยล่ะมั้ง แต่พอมาพักหลัง ๆ สายตามึงมันเริ่มเปลี่ยนไปไม่รู้ว่ามึงจะรู้ตัวรึเปล่าทุกครั้งที่อยู่กับพวกกู มึงจะมองหาพี่แมงป่องก่อนตลอดเวลา ยิ่งเวลาที่มึงอยู่ด้วยกันมึงจะมองพี่แมงป่องแบบไม่คาดสายตาเลยล่ะ”

 

“กูเปล่า!” มันคือการแก้ตัวที่โง่ที่สุดในโลก

 

“หึ เซฟมึงเลิกโกหกหัวใจตัวเองสักทีเถอะว่ะ พี่แมงป่องเองถ้ากูเดาไม่ผิดเขาก็รักมึงไปแล้วเหมือนกัน มึงเองก็อย่าทำลายโอกาสของตัวเองเลย ถ้ามึงยังทำตัวแบบนี้อีกหน่อยพี่มันหนีมึงไปแล้วมึงจะต้องเสียใจชัวร์”

 

“...”

 

“กูถามตรง ๆ เลยนะเซฟมึงรักพี่แมงป่องรึเปล่า”

 

“รักสิ!”

 

“เมื่อก่อนพวกเราสนิทกันมากหิน ระหว่างกูกับแมงป่อง ถึงกูจะชอบมันมาตั้งนานแล้วก็เถอะ แต่มึงรู้ไหมว่าวันหนึ่งแมงป่องมาบอกว่าจะคบกับพี่สาวกู แม้ว่าตอนนั้นกูจะเสียใจก็เถอะแต่กูก็ยินดีที่คนที่กูรักทั้งคู่มีความสุข จนกระทั่งวันหนึ่งกูได้ข่าวว่าพี่กูท้อง กูโทษแมงป่องมันมาตลอดที่ทำพี่กูท้องแล้วไม่รับผิดชอบอะไรเลย กูเลยเริ่มที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้แมงป่องมันเจ็บปวดมากที่สุด” อยู่ ๆ น้ำตามันก็ซึมออกมาเอง

 

“...”

 

“กูทำร้ายมันสารพัด ทุกครั้งที่กูทำลงไปกูเคยคิดว่าแม่งโคตรสะใจเลย แต่ลึก ๆ กูกลับรู้สึกเจ็บปวดตลอดเวลาทุกครั้ง แล้วมึงรู้อะไรไหมว่าเรื่องที่หักมุมที่สุดคืออะไร” ตอนนีผมไม่สามารถควบคุมอะไรได้อีกแล้วทุกอย่างที่อยู่ภายในใจมันระเบิดออกมาต่อหน้าเพื่อนสนิท

 

“เซฟ...” หินมันบีบมาที่ไหล่ราวกับกำลังปลอบใจคนอ่อนแอ

 

“แมงป่องมันไม่เคยมีอะไรกับพี่กูเลยหิน ทุกอย่างกูถูกพี่สาวที่กูรักและไว้ใจมาตลอดปั่นหัว พี่กูเป็นคนวางแผนทุกอย่างมาตั้งแต่แรกแต่เป็นแมงป่องที่เข้ามายอมรับผิดแทน มันไม่ยอมแม้แต่จะเล่าความจริงให้กูฟังด้วยซ้ำ มันยอมรับสิ่งที่มันไม่ได้ทำมาตลอดเพียงคนเดียวจนถึงตอนนี้”

 

“สิ่งที่กูทำกับมันไว้แม่งโคตรเหี้ยเลยว่ะหิน จนกูไม่รู้แล้วว่าตอนนี้กูควรจะทำยังไงดี มึงคิดว่าคนที่ถูกทำร้ายมาตลอดอย่างแมงป่องจะรักกูได้เหรอ?”

 

“ได้ดิไอ้เซฟ...ถ้าพี่แมงป่องไม่ได้รักมึงจริง คงไม่ทนยอมเก็บเงียบเอาไว้คนเดียวหรอก มึงฟังกูนะไอ้เซฟเพราะพี่เขารักมึงมากไงเขาถึงยอมแบกรับทุกอย่างเอาไว้เพียงลำพัง แต่ตอนนี้ก็อยู่ที่มึงแล้วล่ะว่ามึงได้แสดงออกว่ามึงรักพี่มันไปบ้างรึยัง มึงน่ะหนักกว่าพี่พายุซะอีกรักใครชอบใครก็ทำนิ่งจนคนอื่นเขาดูไม่ออก ถ้าไม่อยากเสียพี่แมงป่องไปมึงก็ลองคิดดูเอาเองละกันว่าจะต้องทำยังไง”

 

ได้แต่ยืนนิ่งคิดทบทวนตามคำพูดของไอ้หิน มันคงเห็นผมลำบากใจเลยไม่ได้พูดอะไรต่อหันไปสั่งอาหารทะเล เนื้อหมู เนื้อไก่ ปล่อยให้ผมแค่เดินตามหิ้วของอย่างเดียวจากนั้นไปหินมันก็พาขี่รถพาวนไปหาซื้อน้ำแข็งที่จริงหินมันก็แค่ซื้อเวลาให้อารมณ์ผมกลับมาเป็นปกติก่อนที่จะกลับไปเจอหน้าทุกคนที่รีสอร์ตมากกว่า

 

กลับมาถึงก็เห็นคะน้า ข้าวจี่มันลงเล่นน้ำกันอยู่ริมธารแล้วนั่งดูพวกมันเล่นกันอยู่สักพักรถของรีสอร์ตก็มารับพวกเราไปล่องแพที่ต้นเขื่อน ไหลลงมาตามแม่น้ำเพชรจนกลับมาขึ้นที่ฝั่งข้างที่พัก เหล่าบรรดาหนุ่มโสดเลยต้องพากันมาอาบน้ำที่ห้องอาบน้ำรวม ในขณะที่สองสาวมันโชคดีได้ห้องพักแบบมีแอร์ที่ยังเหลือเป็นห้องสุดท้าย ส่วนพวกหนุ่ม ๆ ก็ต้องไปนอนเต็นท์กันตามระเบียบ

 

“พี่หินเดี๋ยวผมออกไปเดินเล่นแถวนี้ก่อนนะครับ” ดินมันตะโกนบอกพี่ชายข้ามห้องมา

 

“อืม”

 

“หินเดี๋ยวกูไปถ่ายรูปก่อนนะ” คราวนี้เป็นไอ้เพลงที่พูดขึ้นมาอีกคน

 

“เออ”

 

หลังจากอาบน้ำเสร็จแต่ละคนก็ทยอยออกไปเดินเล่นคนละทิศละทางเหลือแค่ผมกับหินสองคนที่ยังล้างตัวกันไม่เสร็จ

 

“งั้นกูออกไปเตรียมตั้งเตาบาร์บีคิวก่อนละกัน ถ้ามึงเสร็จแล้วก็ไปเจอตรงกระท่อมริมน้ำเลย” รีสอร์ตนี้มันก็ไม่เลวเลยมีศาลาสานด้วยไม่ไผ่เป็นกระท่อมเล็ก ๆ หลายหลังให้บริการลูกค้าที่อยากมาตั้งแคมป์ ทำบาร์บีคิวกินกันเอง

 

“เอออออ...ไปเถอะไอ้เซฟ”

 

พอกำลังตั้งเตาอยู่ด้านกระท่อมริมน้ำสายตามันก็เหลือบไปเห็นรถที่เพิ่งขับเข้ามาจอดใหม่สองคันและนั่นทำให้ผมต้องปล่อยมือจากทุกสิ่งที่กำลังทำอยู่ในทันที โกยสี่ตีนเข้าป่าแบบไม่สนห่าอะไรทั้งนั้น ทันทีที่คิดว่าหลบพ้นแล้วก็ต้องซุ่มมองกลุ่มคนที่กำลังเดินลงจากรถตรงเข้ามาที่รีเซฟชันนิสท์มันช่างคุ้นหน้ายิ่งนัก

 

เหล่าบรรดาเดือนคณะปีที่แล้วมันตามพวกผมมาถึงที่นี่ได้ไงวะ? รีบหยิบมือถือเข้าไปเช็กใน

เฟซบุ๊กก่อนเป็นอันดับแรกแล้วอยากจะร้องไห้ออกมาไอ้หินมันเล่นแท็กทุกคนแถมโพสต์บอกที่ซุกหัวนอนในวันนี้ลงไปเสร็จสรรพ ไม่ต่างอะไรกับโรยขนมปังให้ฝูงนกฝูงกามันตามมาถึงที่

 

...ไอ้นี่มันร้ายยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสี่ตัว ไอ้หินได้ยั่วเยพี่พายุ เพลงได้อ้อนพี่พราย ไอ้น้องดินได้เจอพี่เคน และสุดท้ายคือผมที่ต้องมาขอโทษแมงป่องในตอนที่ยังไม่พร้อมแบบนี้

 

สลัดความคิดเกี่ยวกับคนอื่นทั้งปวงเดินตรงเข้าไปนั่งในป่าข้างริมน้ำ ครุ่นคิดจะหาวิธีขอโทษแมงป่องยังไงดีว้า ทั้งที่ตั้งใจจะไปขอโทษเขาพรุ่งนี้อยู่แล้วแต่พอมาเจอหน้าตอนนี้เสือกปอดแหกหนีมาดื้อ ๆ เลย

 

...เพิ่งรู้ตอนนี้เองแหละว่าคำว่า ขอโทษ มันพูดอยากขนาดไหน...

 

หลายคนต้องเสียเพื่อนเสียคนที่รักเพียงเพราะทิฐิบ้าบอกลัวเสียหน้าจนไม่กล้าที่จะเอ่ยปากขอโทษคาดหวังว่าเขาจะเป็นฝ่ายมาง้อก่อนกว่าจะรู้ตัวว่าควรต้องทำอย่างไรก็เสียสิ่งที่ดีที่สุดไปแล้ว

 

ทิ้งตัวลงนอนท่ามกลางพงหญ้าหนา...หวังว่าถ้าตื่นขึ้นมาอีกครั้งจะมีความกล้าพอ

 

แก็บ แก็บ!

 

เสียงฝีเท้าของใครบางคนมันก้าวเข้ามาใกล้จนต้องลืมตาตื่นขึ้นมามอง คนที่ยืนดูผมอยู่ไม่ไกลทำให้เหมือนหัวใจมันจะหยุดเต้นเสียตั้งแต่ต้องนี้

 

แมงป่อง!

 

เขาได้แต่กอดอกยืนมองมาโดยไม่พูดอะไรเลยสักคำ จากนั้นแมงป่องก็เดินหันหลังกลับออกไปอีกทาง ทิ้งไว้แค่เพียงเหงื่อที่แตกพลั่กตั้งแต่ปลายผมยันขนตูด

 

ตั้งสติอยู่พักใหญ่แล้วเดินกลับมาที่เต็นท์ ตอนนี้ตรงจุดที่พวกผมกางเต็นท์กันอยู่ถูกรายล้อมไปด้วยเต็นท์นอนหลากสีของพวกพี่มัน กลิ่นบาร์บีคิวหอมกรุ่นโชยมาจากเตาย่างพี่พายุมันเป็นคนลงมือหมักเนื้อทุกอย่างด้วยตัวเองก่อนจะส่งให้สองสาวช่วยกันเสียบไม้เรียงเป็นแถว

 

“อ้าว...กลับมาแล้วเหรอมึงวิ่งหนีพวกกูสนุกดีไหม?” เบื่ออีพี่เอฉิบหาย ขี้เสือกแถมยังตาดีไปอีกอย่างนี้แปลว่าทุกคนมันต้องเห็นผมวิ่งเข้าป่าแน่เลย “แมงป่องมันเดินตามมึงไปนี่ไม่ได้เจอกันรึไงวะ”

 

“...” พยักหน้าตอบพี่มันไปทีหนึ่งแต่เป็นพี่เอที่เสือกถอนหายใจรดหน้าผมแล้วบีบมาบนไหล่

 

“ไม่เป็นไรนะมึงไอ้เซฟ ถ้ามึงโดนแมงป่องทิ้งกูก็ยินดีให้มึงเข้าสู่ชมรมหนุ่มโสดของกู” สัด! ไม่เข้าโว้ย!!!

 

“กูพูดเล่นน่ามึงเคยได้ยินคำนี้ไหมเซฟ Every day is a second chance. เพราะทุกวันคือโอกาสที่สอง...ตอนนี้โอกาสมึงมาหาถึงที่แล้ว กูพอจะเดาออกที่มึงหนีหน้าแมงป่องเพราะยังรู้สึกผิดใช่ไหม?”

 

“...อืม”

 

“มึงต้องเปลี่ยนวิธีการคิดนะ Be Happy And Positive All The Time. สิ่งที่มึงต้องทำคือมีความสุขแล้วคิดบวก เวลามองหน้าแมงป่องมึงต้องคิดถึงความดีที่มันทำให้มึงมา ไม่ใช่คิดแต่ว่ามึงเคยทำผิดอะไรกับมันไว้ไม่งั้นชาตินี้มึงจะมองหน้ามันติดยังไง...กูฝากไว้ให้คิดแค่นี้ล่ะ” ว่าจบไอ้พี่เอมันก็เดินบิดตูดไปนั่งล้อมวงกับพวกพี่พายุ

 

“...”

 

“เห็นไอ้เอมันบ้า ๆ แบบนั้นแต่มันมุมมองการใช้ชีวิตไม่เหมือนคนอื่นหรอกนะ มันอยากทำอะไรมันก็ทำ ลงมือลองดูก่อนแม้ว่าบางครั้งอาจจะไม่เป็นตามที่หวัง” พี่ยูจิมันพูดขึ้นด้านหลังผมจนต้องหันไปมอง จากนั้นพี่มันก็ล้วงหยิบเครื่องรางรูปถุงสีทองสลักเป็นภาษาญี่ปุ่นอันเล็ก ๆ ออกมาจากกระเป๋า

 

“อะนี่ของฝากมึงจากศาลเจ้าแถวบ้านพ่อพี่...ภาษาญี่ปุ่นคำนี้อ่านว่า อุนเม ที่แปลว่าโชคชะตาหรือพรหมลิขิต” พี่ยูจิยัดเครื่องรางใส่มือผมแล้วพูดขึ้นต่อ “ตอนนี้โชคชะตาอยู่ในมือมึงแล้วนะเซฟ มึงไม่อยากลองกำหนดโชคชะตาด้วยมือตัวเองรึไง”

 

ค่ำคืนของวันสิ้นปีกำลังใกล้หมดลงไปทุกขณะ ทุกคนต่างเพลิดเพลินกับของกินตรงหน้าและเสียงร้องเพลง การเล่นกีตาร์ของพวกพี่พายุยกเว้นผมกับแมงป่องที่เหลือบสายตามองกันอยู่เป็นระยะ ส่วนไอ้พี่เอตอนนี้มันโดนพี่ข้าวหมากลากเข้าป่าหลังจากแอบตามมาเงียบ ๆ หลังเลิกเวรสรุปคือพี่เอมันงอนพี่ข้าวหมากที่ทำแต่งานจนหายหัวไปหลายวัน

 

คะน้ามันหยิบเกมไพ่เปิดใจขึ้นมาเล่นกันในวง โดยคนที่ทอยลูกเต๋าทั้งสามลูกแล้วได้คะแนนมากที่สุดจะมีสิทธิ์ถามคำถามใครก็ได้หนึ่งข้อและคนที่ถูกถามจะเลือกตอบตามความจริงหรือโกหกก็ได้ ส่วนคนอื่นก็มีสิทธิ์ที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ หากคนที่ไม่เชื่อเยอะกว่าก็ต้องไปดูที่ไพ่คำสั่งการกระทำต่อ

 

เกมนี้มันโกหกแทบไม่ได้เลยเพราะคำสั่งของไพ่การกระทำมันค่อนข้างรุนแรงทีเดียว หลังจากเล่นไปได้พักใหญ่ไอ้หินมันก็ทอยแต้มได้คะแนนสูงสุดในกลุ่มแล้วหันมาส่งยิ้มมองหน้าผม

 

“เซฟ...กูเลือกมึง” แววตามันกำลังสื่ออะไรบ้างอย่างที่ผมไม่กล้าทำด้วยตัวเอง “จงบอกความในใจที่มีต่อคนที่คุณกำลังแอบรัก” เพียงพูดจบทุกคนก็นิ่งเงียบลงในทันที

 

“กู...” ได้แต่ก้มลงมองมือตัวเองที่กำลังกำไว้แน่น

 

“เซฟตอบตามความรู้สึกนะ มึงเลือกเองได้ว่าจะพูดโกหกหรือเดินหน้าเข้าหาความจริง” หินมันพูดเตือนผมอีกครั้ง

 

“กูอยากจะขอโทษ...ขอโทษกับทุกอย่างที่เคยทำลงไป กูรู้ดีว่าสิ่งที่กูทำมันทำให้มึงต้องเจ็บปวดแค่ไหน ไม่ว่ากูจะทำอะไรมึงก็ไม่ยอมบอกความจริงกับกูมึงเก็บไว้คนเดียวเพื่ออะไรวะ”

 

“ยิ่งพอมารู้ความจริงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออะไร ยิ่งตอกย้ำให้กูรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก...ถ้ากูจะขอโอกาสอีกครั้งมึงจะให้กูได้รึเปล่า โอกาสที่กูเคยทำลายไปด้วยมือกูเอง กูรักมึงมาตลอดรักมากจริง ๆ” จ้องมองไปที่คนตรงหน้าทุกอย่างที่ควรพูดก็พูดออกไปหมดแล้ว มันเหมือนผมกำลังวางของที่แบกเอาไว้มานานลงเสียที

 

“งั้นเอาเป็นมาดูไพ่กระทำก่อนเนอะ แล้วค่อยตัดสินว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ” ไอ้หินหยิบไพ่ขึ้นมาดูแล้วส่งให้พี่พายุอ่าน

 

“ถ้าสิ่งที่พูดเป็นความจริง จงจูบไปที่ปากของคนที่คุณพูดถึง...” พี่พายุมันถึงกับตะลึงในคำสั่ง...ถ้าให้เดาเกมนี้มันคือเกมที่ใช้เพื่อบอกความในใจกับใครสักคนนั่นเอง

 

ทุกคนถึงกับนั่งเงียบกริบรอดูท่าทีของผมต่อแต่สายตาผมมันมีแค่แมงป่องคนเดียวแล้วตอนนี้เราทั้งคู่ก็เกือบจะร้องออกมาพร้อม ๆ กัน

 

“กูไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” แมงป่องรีบลุกเดินออกไปจากกลุ่มทันที ส่วนผมก็ได้แต่ขยำมือไปที่หัวอย่างหงุดหงิดแล้วลุกยืนหันมองไปตามทิศทางที่แมงป่องเพิ่งเดินไป

 

“เฮ้ย! เซฟแกจะไปไหนอะ” คะน้าร้องถามออกมา

 

“กูจะไปทำตามคำสั่งของไพ่ กูจะไปจูบคนที่กูรัก พวกมึงจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจเถอะ” ผมพูดเอาไว้แค่นั้นแล้วรีบเดินตามแมงป่องไปทันที ท่ามกลางเสียงโห่แซวดังสนั่นจนแขกที่มาพักต่างเปิดประตูออกมามองกันใหญ่

 

แมงป่องไม่ได้ไปห้องน้ำเขากลับเดินตรงไปที่สะพานเชือกปูด้วยแผ่นไม้ พาดผ่านสายน้ำที่กั้นกลางระหว่างสองฝั่งรีสอร์ต ตอนนี้เขายืนอยู่กลางสะพานเพียงลำพังเหมือนกับรู้ว่าผมจะเดินตามมาในไม่ช้า

 

“...แมงป่อง” เขาละสายตาจากธารน้ำด้านล่างแล้วเงยหน้ามองตรงมา

 

“หายบ้าแล้วเหรอ? กูนึกว่าต้องรอมึงจนกว่าจะแก่ตายซะอีก”

 

“ขอโทษ...” ได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมต่อให้พูดอะไรออกไปมันก็ลบล้างความรู้สึกผิดไม่หมดอยู่ดี

 

“เฮ้อ” เสียงถอนหายใจดังขึ้นอีกครั้ง “เซฟในเมื่อมึงขอโทษกูแล้วมึงรู้สึกดีขึ้นบ้างรึยัง?” ถึงผมจะงงกับคำถามของแมงป่องก็เถอะแต่ร่ายกายมันกลับส่ายหัวไปเองโดยอัตโนมัติ

 

“งั้นทนหน่อยนะ...”

 

เพียะ! ฝ่ามือหน้าเหวี่ยงเข้ามาที่แก้มซ้ายอย่างแรงจนตอนนี้เห็นดาวสว่างไสวเต็มท้องฟ้า

 

“อันนี้คือที่มึงเคยต่อยกูถือว่าเราเจ๊ากันแล้วนะ” คำบอกเล่าของแมงป่องทำให้ผมถึงกับนึกภาพตอนที่พุ่งเข้าไปต่อยหน้าเขาที่ตึกนิเทศศาสตร์

 

เพียะ!! คราวนี้เป็นมือขวาที่หวดวงสวิงเข้าแก้มผมอย่างจังจนแทบจะตกสะพานอยู่รอมร่อ

 

“ตบนี้คือตอนที่มึงขโมยจูบกูครั้งแรกโดยที่กูยังไม่อนุญาต...กูถือว่าหายกัน” ภาพในร้านเหล้าหวนคืนมากระแทกสมองเข้าอย่างจริง

 

ก๊อบ...แก๊บ! แมงป่องเริ่มดัดนิ้วเสียงดัง เอียงคอซ้ายขวาสะบัดมือไปมาจนผมต้องกะพริบตาปริบ ๆ สองมือกำเชือกสะพานไว้แน่นเพราะถ้าโดนหมัดมันอาจจะตกลงไปตายในน้ำได้ทุกขณะ

 

เพียะ! เพียะ!! รอบนี้มาแบบสองคอมโบเซต จัดมาทั้งหน้ามือและหลังมือแบบไม่มีความปรานีแม้แต่น้อยจนแทบจะล้มทั้งยืน

 

“ส่วนอันนี้คือเรื่องที่มึงด่ากูว่า...เลวยิ่งกว่าสัตว์ ถือว่ามึงชดใช้ให้กูแล้วนะ” พูดจบแมงป่องเตรียมจะเดินเข้ามาอีกครั้งจนผมต้องยกมือห้ามไว้ก่อน

 

“ขะ...ขอพักยกแป๊บนะ” ยกมือขึ้นมาคลึงใบหน้าเช็กจมูกว่ายังอยู่ดีไหม ตอนนี้ชาไปหมดแถมยังเห็นดาวล้านดวงเต็มท้องฟ้าแล้ว...พอมาทบทวนให้ดีสิ่งที่ผมทำไว้มันยังมีอีกเยอะเลยนี่หว่า กว่าจะหมดได้ตายคาหมัดก่อนแน่...ไหนว่าไม่เคยโกรธไงละโว้ยยยย! ทำไมจำได้ทุกเม็ดเลยวะ!

 

“ถ้าไม่ทำแบบนี้มึงคงไม่ยอมให้อภัยตัวเอง แล้วคงหนีหน้ากูไม่เรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นเอาให้จบเลยตอนนี้กูขี้เกียจรอมึงแล้ว” ตายแน่กู!

 

แมงป่องมันง้างมือขึ้นจนผมต้องหลับตาปี๋อีกครั้งแต่แทนที่มันจะเป็นตบแมงป่องกลับใช้มือจับมาที่ใบหน้า สัมผัสได้ถึงริมฝีปากอ่อนนุ่มที่กดทับมาที่ปากของผมจนต้องลืมตามองอย่างงวยงงก่อนที่จะละหน้าออกจากกัน

 

“ส่วนอันนี้คือเรื่องที่มึงช่วยกูในปั๊มน้ำมันคืนนั้น” แมงป่องยิ้มออกมาบนใบหน้า “อันไหนที่มึงเคยทำกูเสียใจกูจะตบ ส่วนอันไหนที่กูรู้สึกว่าความสุขกูจะจูบ...หวังว่ามึงคงจะทนไหวจนกว่าจะหมดนะ”

 

เพียะ! จุ๊บ! เพียะ! จ้วบ! เพียะ!

 

สิ้นเสียงพูดผมก็โดนทั้งตบทั้งจูบสลับกันไปมาไม่รู้กี่สิบที แต่ก็เอาเถอะวิธีนี้มันคงได้ผลดีสำหรับผมจริง ๆ นั่นแหละอย่างน้อยก็ถือว่าได้ชดเชยในสิ่งที่เคยทำเอาไว้อะไรที่เคยอัดอั้นมาตลอดก็หายไปพร้อมกับลูกตบ

 

...ดีนะที่เป็นตบ ถ้าโดนต่อยมีหวังจมูกเบี้ยวตั้งแต่หมัดแรกแห๋ง

 

เสียงของพลุเริ่มดังขึ้นเป็นระยะพร้อมเสียงตะโกนของนักท่องเที่ยวโห่ร้องเป็นสัญญาณว่าใกล้จะขึ้นปีใหม่ไปทุกขณะ แมงป่องหยุดตบแล้วถูมือตัวเองไปมาเหมือนกับเขาเองก็เจ็บเหมือนกัน “สบายใจขึ้นรึยัง?” พยักหน้ารับจะว่าไปก็โล่งเลยล่ะ

 

“ทิ้งอดีตเอาไว้ในปีนี้แหละแล้วเริ่มต้นใหม่ไปด้วยกันตั้งแต่วินาทีแรกที่จะถึงเถอะนะเซฟ”

 

สองมือของผมโถมกอดคนตรงหน้าในทันทีตอนนี้ผมได้โอกาสเป็นครั้งที่สองโอกาสที่ไม่มีวันจะยอมเสียไปอีกเด็ดขาด

 

“อืม...”

 

สี่ปีต่อมา... 

 

“เซฟ...”

 

“ไอ้เซฟ! ตื่นได้แล้วเดี๋ยวก็ไปเข้างานรับปริญญาบัตรไม่ทันหรอก” เสียงเรียกของคนข้างกายถึงกับทำให้ลืมตาโพลง กระเด้งตัวลุกจากที่นอนสลัดผ้าห่มที่คลุมร่างกายออกแล้วกระโจนเข้าห้องน้ำไปอย่างเร็วรี่ อาบน้ำแปรงฟันไม่ถึงสิบนาทีก็ต้องรีบออกมาทาครีมเซตผมอยู่หน้ากระจกตู้เสื้อผ้า

 

“โหยแมงป่องสายแล้วอะทำไมไม่ปลุกให้เร็วกว่านี้วะ”

 

“พี่ปลุกมึงตั้งนานแล้วเหอะ ขนาดรู้ว่าวันนี้ต้องรับปริญญาเมื่อคืนยังเสือกออกไปกินเหล้ากับพวกหินซะดึก บอกให้กลับก็ไม่ยอมกลับ”

 

“แมงป่องก็ไปกับผมนี่จะมาบ่นอะไรล่ะ แล้วอีกอย่างมันเป็นงานเลี้ยงส่งท้ายสี่คนนั้นที่กำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศด้วย” เมื่อคืนผมกับแมงป่องเราออกไปกินเลี้ยงส่ง ไอ้หิน ไอ้เพลง พี่พายุ และพี่พรายกันครับ ทั้งสี่คนกำลังจะบินไปเรียนต่อที่เนเธอร์แลนด์คืนนี้หลังจากพวกผมรับปริญญากันเสร็จหินมันก็ต้องรีบไปสนามบินต่อเลย

 

ผมหันไปบอกแฟนหนุ่มวัยทำงานที่ปัจจุบันแมงป่องได้ไปเป็นผู้ช่วยผู้กำกับศิลป์ของค่ายละครแห่งหนึ่ง เราคุยกันไว้ว่าหลังจากผมเรียนจบเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปสักสองสามปีอาจจะออกมาตั้งบริษัทด้วยกัน

 

“เอานี่พี่รีดเสื้อนักศึกษาเอาไว้ให้แล้ว ส่วนเสื้อสูทก็แขวนเอาไว้ในตู้” แมงป่องเดินถือเสื้อกับกางเกงมาแขวนไว้ที่หน้าตู้เสื้อผมแล้วก้มลงหอมมาที่หลังคอของผม

 

“อ้าว! แมงป่องไม่ไปพร้อมผมเหรอ? ทำไมไม่แต่งตัวอะ”

 

“ไม่ล่ะสาย ๆ ค่อยตามไปไปตอนนี้เราก็ต้องเขาหอประชุมกว่าจะได้ออกมาก็เกือบเที่ยงนั่นแหละ เดี๋ยวต้องไปแวะรับไอ้พลังมันก่อนด้วยช่วงนี้มันติดแฟนน่าดูเห็นที่ไรก็อดขำไม่ได้ทุกที” จะว่าไปก็อึ้งกับแฟนของพี่พลังเหมือนกันแหละ ถือว่าเป็นคู่ท็อปแห่งปีเลยก็ได้ใครจะไปคาดคิดว่าจะคบกับเห็นทะเลาะกันตลอด

 

“เอาละรีบไปได้แล้ว ฝากบอกคนอื่นด้วยนะว่าเดี๋ยวพี่กับพลังจะตามไปถ่ายรูปให้” อยู่ ๆ แมงป่องก็กุลีกุจอหามือถือขึ้นมาดู “เออ...พี่ลืมไปเลยปู่ฝากแสดงความยินดีมาด้วยนะ อาทิตย์หน้าเรากลับบ้านกันเถอะ”

 

ตอนนี้ปู่เลิกทำร้านเหล้าที่เกาะเสม็ดไปแล้วครับตอนนี้แกย้ายมาอยู่ที่บ้านของแมงป่องแทนแบบถาวรเพราะพ่อแม่แมงป่องต้องออกไปจัดงานตามต่างจังหวัดบ่อย ส่วนงานที่ร้านก็แน่นเอี้ยดปู่ก็เลยถือโอกาสมาอยู่และช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามกำลังที่สำคัญคือมีเวลาได้อยู่กับเหลนตัวแสบอย่างเจ้าสกอร์

 

ส่วนแซนเองหลังจากเข้ารับการบำบัดก็ต้องรับโทษจำคุกเกือบสองปีในคดียาเสพติด หลังจากออกมาแซนตัดสินใจไปตั้งหลักชีวิตใหม่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ไปเรียนภาษาอยู่เป็นปีและก็เริ่มทำงานในร้านซักรีด ตอนนี้ก็เห็นว่าตกล่องปล่องชิ้นกับเจ้าของหนุ่มไปแล้ว

 

“แมงป่อง...เมื่อคืนผมฝันถึงเรื่องวันปีใหม่ตอนที่อยู่ปีหนึ่งด้วยล่ะ”

 

“แล้ว?” แมงป่องเดินมายืนข้างหลังเอื้อมแขนเข้ามากอดที่เอว

 

“เสร็จงานวันนี้เรากลับไปที่รีสอร์ตนั้นกันอีกครั้งได้ไหม?”

 

“อืมเอาสิแต่คราวนี้ไม่ต้องทิ้งอะไรเอาไว้ที่นั่นอีกนะ...เพราะตอนนี้มันดีที่สุดสำหรับเราแล้ว”

 

สุดท้ายเวลาก็เป็นเครื่องพิสูจน์ความรักของเราสองคน ผมไม่รู้หรอกว่าต่อไปมันจะมีอุปสรรคอะไรถาโถมเข้ามาอีกแต่ผมเชื่อว่าถ้ามีแมงป่องอยู่เคียงข้างมันจะต้องผ่านไปได้อย่างแน่นอน

 

...ขอแค่ยังมีกันและกันแบบนี้ตลอดไปก็พอ...

 

-จบบริบูรณ์- 

 

สำหรับเรื่องนี้ก็จบลงแล้วในบทนี้ตามที่นักเขียนตั้งใจไว้แต่แรก โดยทั้งเรื่อง ศิลปะหลงกล (Art adore en) เพลงพรายกลร้ายกลรัก และตบหลุมรัก ถือว่าอยู่ในชุดเดียวกันเพียงแต่เล่าเรื่องราวของแต่ละคู่ออกมา หลังจากนักเขียนแก้ไขคำผิดเรื่อง นัยน์ตา (The eyes of love story) ทั้งหมดเพื่อออกเป็นรูปเล่มแล้ว นักเขียนจะกลับมาจัดการเรียงไทม์ไลน์ของสามเรื่องนี้ให้เป็นชุดเดียวกันโดยตามอ่านได้ที่เรื่อง มหา’ ลัยป่วนชวนมารัก 

 

สำหรับตอนพิเศษที่เหลือของทุกเรื่องจะอยู่ในฉบับรวมเล่มและE-Book ยังไงอดใจรอกันสักนิด 

 

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามงานเขียนมาตลอดขอให้สุขภาพแข็งแรงตลอดปีนี้ครับ 

ความคิดเห็น