email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Episode 17 เลือดข้นกว่าน้ำจริงหรือ?

ชื่อตอน : Episode 17 เลือดข้นกว่าน้ำจริงหรือ?

คำค้น : เซฟแมงป่อง ตบหลุมรัก My heart November นิยายวาย ตบจูบ ฟิวกูดรักมหาลัย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ม.ค. 2564 00:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Episode 17 เลือดข้นกว่าน้ำจริงหรือ?
แบบอักษร

Episode 17 

เลือดข้นกว่าน้ำจริงหรือ? 

[Playsave]  

 

 

“งั้นพี่ส่งเราแค่ตรงนี้นะเซฟ” 

 

บรื้น! ...ยืนมองดูรถพี่แมงป่องขับผ่านหน้าออกไปแล้วใจหายชะมัด ทั้งที่ไม่ถึงชั่วโมงก่อนหน้านี้ยังนั่งอยู่ที่บ้านของแมงป่องอยู่เลยข้าวปลาก็ยังไม่ได้กิน ยิ่งอาหารจากหลักที่ตั้งใจว่าจะกลับมาสวาปามก็ปลิดปลิวหายวับไปกับสายลม ไม่รู้ว่าป่านนี้จะโกรธไปถึงไหนแล้วด้วย ทั้งที่สัญญากับตัวเองเอาไว้แล้วว่าจะไม่ทำให้มันต้องเสียใจอีกแต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้อย่างที่ปากพูด 

 

...ทุเรศตัวเองฉิบหาย 

 

เดินก้าวมาหยุดอยู่หน้าบ้านที่เงียบเหงาอีกครั้ง บ้านที่ไม่มีเสียงของปู่คอยเอะอะมะเทิ่ง เอ็ดตะโรโดยไม่เกรงใจคนรอบข้างจนเพื่อนบ้านก็ต่างพากันกลัวชายนิสัยนักเลงคนนี้กันหมด บ้านที่ไม่มีเสียงงอแงและเสียงหัวเราะของเจ้าสกอร์ บ้านที่ไร้วี่แววของหลานชายหลานสาวอย่างผมกับแซน 

 

ไม่รู้ว่าบ้านของพวกเรามันพังพินาศมาตั้งแต่เมื่อไหร่ หรืออันที่จริงแล้วเราอาจจะไม่เคยเป็นครอบครัวเดียวกันเลยก็ได้ 

 

เอ๊ะ! 

 

ในขณะที่ล้วงมือจะไขแม่กุญแจที่ล็อกอยู่ด้านในก็ต้องแปลกใจอีกครั้ง ตอนนี้ก็เกือบทุ่มแล้วปู่น่าจะอยู่ที่ร้านบนเกาะสิ แล้วทำไมประตูบ้านถึงไม่ได้ล็อกเอาไว้ แง้มประตูออกให้เบาที่สุดก่อนจะสอดตัวเข้าไปภายในบ้านที่มืดมิด เสียงกุกักบางอย่างทำให้รู้ว่ามีคนอยู่ชั้นบนของตัวบ้าน ผมไม่รอช้าที่จะย่อยขึ้นบันไดตรงไปตามปลายเสียง ทุกอย่างยังคงดังออกมาจากห้องของปู่มีเพียงแสงไฟภายในห้องที่เปิดสว่างเอาไว้กับเสียงดังจากภายในนั้น 

 

สายตาลอดมองผ่านช่องประตูที่เปิดคาเอาไว้ หญิงสาวที่ผมคุ้นหน้าเป็นอย่างดีกำลังรื้อค้นข้าวของภายในห้องอย่างหงุดหงิด บนพื้นเกลื่อนกลาดไปด้วยข้าวของแตกหักหลายชิ้นที่นอนถูกรื้อพลิกทุกซอกทุกมุมจนไม่เหลือเค้าเดิมของห้องที่ปู่เคยนอน 

 

ไม่ว่าแซนกำลังหาอะไรอยู่มันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่และผมก็ไม่คิดที่จะพรวดพราดเข้าไปถามว่ากำลังทำอะไรอยู่เหมือนในละครหลังข่าวเด็ดขาด ผมค่อย ๆ ย่องออกมาช้า ๆ กลับไปที่ห้องนอนของตัวเองที่ตอนนี้เปิดทิ้งเอาไว้สภาพภายในก็เละเทะไม่แพ้กันเลย 

 

ตัดสินใจก้าวไปที่ลิ้นชักคว้าเอาแม่กุญแจชุดใหม่เอี่ยมที่ยังไม่ได้แกะใช้ออกมา เคยคิดว่าจะเอามาคล้องล็อกหน้าห้องตัวเองแต่ตอนนี้คงไม่ทันซะแล้ว ก้าวเดินลงออกมานอกตัวบ้านจัดการปิดล็อกด้วยกุญแจชุดใหม่ 

 

ไม่รู้ว่าแซนกำลังทำอะไรอยู่แต่ตอนนี้ผมขังเธอเอาไว้ในบ้านที่แซนเองก็ไม่ได้เต็มใจอยากจะกลับมาสักเท่าไหร่ จากประสบการณ์ที่โดนตีเกือบตายที่หน้าบ้านแมงป่องมันทำให้ผมเริ่มเรียนรู้ว่าแซนอาจจะไม่ได้มาเพียงลำพัง ดังนั้นผมต้องไปอยู่ที่ไหนสักแห่งบริเวณนี้ที่พอจะมองเห็นบ้านได้ตลอดและที่สำคัญต้องพยายามไม่อยู่คนเดียวเด็ดขาด 

 

คิดได้แล้วก็เดินไปนั่งหน้าร้านอาเจ๊กเอี่ยว แกเปิดร้านขายของชำตั้งแต่รุ่นพ่อจนมาถึงรุ่นแกทำให้ค่อนข้างสนิทกับบ้านผมเป็นอย่างดี 

 

ตู๊ด...ตู๊ดดด 

 

[เอ้า! ว่าไงไอ้ลูกหมาโทรมาทำไมตอนนี้วะกูกำลังเตรียมร้านยุ่งอยู่เลย] 

 

“ปู่ผมเพิ่งมาถึงบ้าน...แล้วตอนนี้แซนกำลังรื้อห้องปู่หาอะไรบางอย่างอยู่” 

 

[ไอ้เซฟ! มึงรีบออกมาเลยนะแซนมันมาคนเดียวรึเปล่า?] 

 

ว่าแล้วเชียวว่าปู่ต้องรู้เรื่องที่ผมโดนทำร้ายหน้าบ้านแมงป่องถึงได้ร้อนรนออกมาขนาดนี้ ถึงตอนนั้นแมงป่องกับพี่มังกรจะไม่ยอมเล่าให้ฟังก็เถอะว่าพวกนั้นมันมาทำไมแต่ผมก็คิดเอาไว้แล้วว่าต้องเกี่ยวข้องกับแซนแน่ ทุกคนคงคิดว่าผมโง่จนเดาไม่ออกหรือไม่ก็คงกลัวว่าผมจะยอมรับความจริงไม่ได้ละมั้ง 

 

...มาถึงจุดนี้มันไม่มีอะไรให้แปลกใจอีกแล้วล่ะ 

 

อย่างเดียวที่กังวลก็คงเป็นเรื่องของเจ้าสกอร์นั่นแหละสงสารเด็กที่ต้องมารับรู้อะไรแบบนี้ 

 

“ปู่ผมโอเคดีไม่ได้เป็นอะไรเลยตอนนี้ผมมานั่งอยู่หน้าบ้านเจ๊กเอี่ยวและผมก็ล็อกประตูขังแซนเอาไว้ในบ้านแล้วด้วย” 

 

[…] 

 

“ปู่พอจะรีบกลับมาได้รึเปล่า ขืนปล่อยไว้อย่างนี้อีกไม่นานแซนคงรู้ตัวและที่สำคัญถ้ามีคนอื่นมาด้วยจริง หมอนั่นต้องหาทางพาแซนออกมาแน่” 

 

[เออ ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นล่ะวะงั้นกูจะรีบตีเรือกลับไปเดี๋ยวนี้เลย ส่วนมึงไอ้เซฟไม่ต้องเสือกเข้าไปหาเรื่องทำอะไรเสี่ยง ๆ นะอยู่กับไอ้เอี่ยวนั่นแหละดีแล้ว] 

 

“ครับ...” 

 

[เป็นอะไรไปอีกไอ้ลูกหมา?] 

 

“ผมทำแบบนี้มันถูกรึเปล่าปู่” 

 

[มึงจะต้องคิดมากทำไมเซฟ ชีวิตมึงก็คือของมึง ชีวิตแซนก็เป็นของมันไม่ต้องหาเหตุผลบ้าบอเอาคำว่าสายเลือดมาใช้กับเรื่องถูกผิด แซนมันเลือกทางเดินของตัวเองไปแล้วเซฟถ้ามันเลือกเดินทางผิดพวกเรามีหน้าที่ประคับประคองให้มันกลับมาในเส้นทางที่ถูกเท่านั้น ไม่ใช่ส่งเสริมให้มันทำผิดซ้ำ ๆ] 

 

“...” 

 

[กูยอมรับนะว่ากูยังโกรธแซนมันอยู่] 

 

“เรื่องอะไรครับ?” 

 

[ก็หลายอย่างทั้งเรื่องลูกมันเอง เรื่องของไอ้มังกรและก็เรื่องที่มันทำร้ายมึงแต่แซนมันเองก็เป็นหลานกู กูทอดทิ้งมันไม่ลงหรอกต่อให้ทำผิดแค่ไหน ดังนั้นมึงก็ไม่ต้องคิดมากเดี๋ยวกูฝากร้านกับไอ้นันเสร็จจะรีบข้ามไปเลยมึงรอกูก่อน...ตู๊ดดดดดด] 

 

ทุกวินาทีที่นั่งมองหน้าบ้านตัวเองมันผ่านไปรวดเร็วเสียเหลือเกิน ใช้เวลาทั้งหมดในตอนนี้ทบทวนความรู้สึกของตัวเอง คำพูดของคนรอบข้างที่ยังคอยให้กำลังใจผมอยู่เสมอ 

 

“เป็นอะไรรึเปล่าไอ้เซฟ? มานั่งทำอะไรตรงนี้ไม่กลับเข้าบ้านรึไง” เสียงของเจ๊กเอี่ยวดึงความคิดผมให้กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับโกโก้ร้อนในแก้วหนาที่แกมักจะชอบทำให้กินมาตั้งแต่เด็ก 

 

ได้แต่ส่ายหน้าแล้วตอบกลับไป “รอปู่อยู่ครับเจ๊ก...ผมขอนั่งรอตรงนี้สักพักนะครับ” 

 

“เออ ตามสบายเลยเดี๋ยวเจ๊กนั่งรอเป็นเพื่อนเอ็งเอง” สายตาของเจ๊กเอี่ยวมองไปทางหน้าบ้านแล้วถอนหายใจออกมา “เฮ้อ...น่าสงสารปู่เอ็งนะเซฟ” 

 

“เอ๊ะ? ...” หันมองคนข้างกายแบบไม่เข้าใจในคำพูด “ทะ...ทำไมละครับ?” 

 

“เจ๊กน่ะเป็นเพื่อนของพ่อกับแม่เอ็งนะเซฟ การที่ต้องเสียเพื่อนไปขนาดเจ๊กยังรู้สึกเสียใจเลยแล้วกับปู่เอ็งที่เป็นพ่อแท้ ๆ ต้องมาเห็นคนที่รักจากไปย่อมต้องโศกเศร้าเสียใจเป็นธรรมดา” 

 

“ทุกอย่างเป็นความผิดของผมเอง คนที่ทำให้พ่อแม่และก็ย่าต้อง...” 

 

ผลัวะ! ฝ่ามือหนากระทบเข้าที่หัวอย่างแรงจนมองเห็นดาวระยิบระยับ 

 

“ปัญญาอ่อน! มันใช่ความผิดของเอ็งซะที่ไหนล่ะไอ้เซฟ คนเป็นพ่อแม่น่ะมีหน้าที่ดูแลลูกปกป้องลูกเจ๊กกล้าพูดได้เลยต่อให้พ่อแม่เอ็งฟื้นขึ้นมาแล้วต้องยอมตายเพื่อปกป้องพวกเอ็งอีกร้อยครั้งพันครั้งพวกเขาก็จะทำจำเอาไว้ด้วย!” 

 

“พวกเอ็งสองคนเกิดมาจากความรักของพ่อแม่ ในขณะที่สกอร์หลานเอ็งน่ะดันเกิดมาจากความคับแค้นของแซน” คำพูดของเจ๊กเอี่ยวถึงกับทำให้ผมสะดุ้งตัว มันไม่ได้เป็นการกล่าวเพื่อให้ร้ายแซนแต่มันคือการบอกเล่าผ่านสายตาของคนภายนอก 

 

“ที่เจ๊กเล่าในเอ็งฟังไม่ใช่ว่าอยากให้พี่น้องต้องมาทะเลาะหรอกนะแต่เจ๊กสงสารสิ่งที่พี่สาวเอ็งทำกับลูกทำกับปู่มากกว่า” 

 

“เล่าให้ผมฟังได้ไหมครับเจ๊ก...” ตอนนี้นิ้วมือมันบีบกันแน่นจนปวดไปหมด 

 

“เซฟเอ็งคงรู้อยู่แล้วสินะว่าแซนมันคิดกับเรายังไง” ผมพยักหน้ารับตามคำถามที่ส่งมา “แซนน่ะเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นก็มักจะทำเป็นเรียบร้อยอยู่เสมอแต่เบื้องหลังที่เจ๊กเห็นมาตลอดคือทั้งทุบทั้งตีลูกเวลาที่ไม่มีใครอยู่บางครั้งเวลาอารมณ์เสียก็เอาเจ้าสกอร์มาทิ้งไว้ที่โต๊ะม้าหินหน้าบ้านเป็นชั่วโมง ๆ ก็มี” 

 

“ปู่ของเราน่ะต้องทะเลาะกับแซนไม่เว้นวันเชียวล่ะแล้วก่อนที่แซนจะเก็บข้าวของออกจากบ้านไปก็ทั้งตบทั้งตีปู่เราด้วยนะ แต่ปู่เราก็รักหลานเหลือเกินไม่ตอบโต้สักแอะลองปู่เอ็งสวนสิอย่างแซนมีหวังสลบคาพื้นไปแล้ว” 

 

“แซนทำถึงขนาดนั้นเลยเหรอครับ...แล้วปู่เองก็ยังปิดบังมาตลอด” อยู่ ๆ น้ำตามันก็ไหลออกมาแบบไม่รู้ตัวปู่ต้องทนเก็บมานานแค่ไหนแล้ว ต้องอดทนมากกว่าผมหลายร้อยเท่าโดยไม่ปริปากแม้แต่คำเดียว 

 

“ที่เห็นปู่เราเจ็บหลังปวดเข่าอยู่บ่อย ๆ ก็เพราะแซนทั้งนั้นนั่นแหละต้องเลวแค่ไหนถึงผลักปู่ตัวเองไปกระแทกกับรถที่วิ่งผ่านมาได้ ดีนะว่ารถมันมาช้าแล้วกระดูกหนาน่ะไม่งั้นปู่เอ็งได้ไปหาย่าบนสวรรค์แล้วล่ะ ไหนจะเรื่องเงินที่พี่สาวเอ็งแอบขโมยไปอีกตั้งหลายแสน โชคดีที่ปู่เราฉลาดฝากเงินส่วนใหญ่เอาไว้ในบัญชีร่วม” 

 

...ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแซนจะกล้าทำถึงขนาดนี้มิน่าปู่ถึงได้เป็นห่วงผมมากขนาดนั้น 

 

“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่แซนกลับมารื้อค้นหาของในบ้าน” เจ๊กเอี่ยวชี้นิ้วให้ดูชายต่างชาติอายุสัก ยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดปีที่กำลังเดินด้อม ๆ มอง ๆ ด้านหน้าประตูทั้งเขย่าประตูรั้วทั้งพยายามดึงกุญแจออก “เอายังไงดีให้เจ๊กเรียกตำรวจให้เอาไหม?” 

 

“ไม่เป็นไรครับเรื่องนี้พวกผมขอเคลียร์กันเองก่อน” 

 

เราทั้งคู่นั่งมองตรงไปยังบ้านที่ไม่ต่างกับคุกเสียงของแซน กรีดร้องโวยวายดังลั่นไปทั่วจนคนละแวกนั้นต่างพากันออกมายืนดู คำสบถหยาบคายที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนก่นด่าออกมาจากภายในบ้านหลังนั้น พอไอ้ฝรั่งนั่นเห็นคนเริ่มออกมาดูมันก็รีบกลับขึ้นรถแล้วขับหนีออกไปในทันทีและนั่นยิ่งทำให้คนที่กำลังคลั่งอยู่แล้วถึงกับเสียสติเริ่มทำลายข้าวของ 

 

ผมตัดสินใจเดินกลับมาหน้าบ้านอีกครั้งโดยมีเจ๊กเอี่ยวตามมาอยู่ไม่ห่าง ทอดสายตามองคนที่ยังนั่งร้องห่มร้องไห้เกาะประตูเหล็กพับ แซนไม่เหลือเค้าเดิมของผู้หญิงที่เคยสะสวยเลยหน้าตาอิดโรยขอบตาดำคล้ำ ผอมแห้งจนน่าตกใจผิวพรรณเหี่ยวย่นจนนึกไม่ถึงว่าจะอายุเพียงแค่ยี่สิบปี 

 

“ฮือ...ปล่อยกู! ...มึงปล่อยกูเดี๋ยวนี้ไอ้เหี้ยเซฟ!” เสียงตวาดของแซนไม่ได้ทำให้หวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความรู้สึกเศร้าที่ต้องมาเห็นพี่สาวตกต่ำถึงขีดสุด 

 

หมับ! มือหนาอันคุ้นเคยบีบมาบนไหล่ปู่เองก็กำลังหลั่งน้ำตาออกมาไม่ต่างกับผม ต่อให้โดนทำร้ายมามากแค่ไหนก็ยังรักหลานไม่เคยเปลี่ยนแปลง 

 

“ปู่ขอโทษนะแซนแต่เพื่อตัวมึงเอง...” สิ้นเสียงพูดเจ้าหน้าที่ชุดดำกว่าสี่นายก็เดินตรงเข้ามายังหน้าบ้านเพียงแค่แซนเห็นก็กรีดร้องด่าทอปู่แล้วรีบวิ่งขึ้นบ้านไปในทันที “เซฟมึงเปิดประตูเถอะ” น้ำเสียงแผ่วเบาไร้ซึ่งเรี่ยวแรงกำลังถาโถมจิตใจของชายชราอย่างหนักหน่วง 

 

หลังจากผมเปิดประตูชายฉกรรจ์ทั้งสี่คนก็ขอให้พวกเรารอกันข้างนอกเพราะอาจเป็นอันตรายต่อทั้งแซนและพวกผม 

 

“นี่พวกพี่เขาเป็น...” 

 

“อืม เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 2 (ป.ป.ส.) กูไม่อยากทำแบบนี้เลยมึงรู้ใช่ไหม? มึงคงเห็นสภาพแซนมันตอนนี้แล้วสินะ” ผมได้แต่พยักหน้า “แซนนะมันทั้งเสพทั้งขายยาตั้งแต่เริ่มคบกับไอ้ฝรั่งนั่นแล้วล่ะตอนนี้ก็มีหมายจับอยู่หลายคดี” 

 

“ทำไมปู่ถึงไม่ยอมบอกผม” 

 

“บอกแล้วเอ็งจะทำยังไง? จะจับพี่สาวตัวเองยัดเข้าตะรางรึ กูพยายามปกป้องมันถึงที่สุดแล้วนี่คือทางสุดท้ายที่พอจะช่วยมันได้ ให้แซนมันโกรธเกลียดมาที่กูคนเดียวดีกว่า” 

 

“อันที่จริงกูตั้งใจจะคุยกับมันเรื่องการเข้าบำบัดยาวันพรุ่งนี้ กูนัดแซนให้มาคุยกับมังกรเรื่องสิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูกแต่ก็ดันเกิดเรื่องขึ้นซะก่อนการที่เจ้าสกอร์ได้กลับไปอยู่กับพ่อมันก็ถือว่าเป็นบุญแล้วล่ะ อย่างน้อยทางนั้นเขาก็ไม่เอาเรื่องที่แซนจ้างคนไปลักพาตัวลูก” 

 

ในที่สุดผมก็เข้าใจเหตุผลทั้งหมดของคนบ้านนั้นแล้ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันมาจากครอบครัวเราทั้งนั้นตอนนี้มันมีแต่ความเสียใจอัดแน่นอยู่เต็มอก เด็กอย่างผมมันไร้ประโยชน์สิ้นดีช่วยเหลือใครไปได้สักคน มิหนำซ้ำยังโยนความผิดทุกอย่างไปให้แมงป่องอีก 

 

“ปล่อยกู...ปล่อยกู” เสียงของแซนดังลั่นออกมาไม่ขาดในขณะที่เหล่าเจ้าหน้าที่กำลังคุมตัวลงจากบันไดบ้าน 

 

“ปู่ช่วยหนูด้วย...ปู่บอกให้พวกมันปล่อยหนูไปเถอะนะ ฮือออ” แซนส่งเสียงอ้อนวอนทั้งน้ำตานองหน้าแต่คนที่น่าจะเสียใจที่สุดคงจะเป็นปู่ต่างหาก คนที่ดูนักเลงในสายตาคนอื่น คนที่แข็งกระด้างพูดจาโผงผางกำลังร้องไห้ขึ้นมาอย่างหนัก 

 

ต้องกล้ำกลืนทนเห็นหลานโดนจับจากน้ำมือตัวเอง 

 

“ไม่เป็นไรนะแซน ปู่จะอยู่กับมึงตลอดปู่จะไม่ทิ้งเอ็งไปไหน รักษาตัวให้หายเถอะนะลูก” ชายชราโอบกอดหลานสาวเอาไว้แนบอกก่อนที่แซนจะถูกคุมตัวขึ้นรถไป 

 

“เซฟกูฝากมึงช่วยเก็บกวาดทำความสะอาดให้หน่อยนะ” เป็นครั้งแรกที่ชายตรงหน้าบีบมือผมอย่างสั่นเทา พร้อมกับเดินขึ้นรถพี่เจ้าหน้าที่ไปอีกคน 

 

สถานการณ์เริ่มกลับมาเป็นปกติอีกครั้งชาวบ้านต่างแยกย้ายเข้าบ้านของตัวเอง เหลือเพียงเจ๊กเอี่ยวที่ยังช่วยเก็บข้าวของแตกหักออกมากองเอาไว้หน้าบ้าน “เอ็งอยู่คนเดียวได้ใช่ไหมเซฟ?” 

 

เวลานี้หัวสมองมันเบลอชาไปหมด “ครับผมอยู่ได้” ก้มลงมองเศษกระจกและกรอบรูปที่กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นห้อง ภาพของพ่อแม่และคุณย่าฉีกขาดไปบางส่วน หลังจากเจ๊กเอี่ยวก้าวออกจากประตูแล้วเดินกลับไปผมถึงกับปล่อยโฮออกมาในทันที 

 

 

[Part The Scorpion King]  

 

Rrrrrr… 

 

เอื้อมมือไปหยิบมือถือขึ้นมาดูอย่างอ่อนใจบนโต๊ะอาหารกันพร้อมหน้าทุกคนในครอบครัว หลังจากพี่มังกรไปส่งเซฟมันที่บ้านผมก็ยิ่งเครียดหนักเข้าไปใหญ่ ใครจะไปคิดว่าทั้งพ่อแม่และพี่มังกรจะจัดเซอร์ไพรส์ชุดใหญ่ไฟกะพริบให้ขนาดนี้ทั้งที่แค่โทรบอกว่าจะพาแฟนมานอนที่บ้านเท่านั้นเอง ไอ้พี่มังกรก็เล่นแฉผมซะหมดเปลือกแถมยังรวมหัวไปแกล้งมันอีก 

 

“ใครโทรมาอะ...เซฟเหรอ?” ม้ายักคิ้วหลิ่วตาถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม 

 

“เปล่าหรอกครับม้าไอ้พลังเพื่อนผมที่เคยมาบ้านเราครั้งที่แล้วไง” 

 

“อ้อ ๆ คนที่หล่อ ๆ สูง ๆ ขาว ๆ นั่นสินะม้านะอยากให้ลูกชายได้สักเศษเสี้ยวความหล่อของเด็กคนนั้นจัง” หม่าม้าเริ่มประสานมือเข้าหน้ากันทำหน้าเพ้อฝันออกมา 

 

“งั้นม้าก็มีลูกอีกคนในป๋าสิครับ” ผมหันไปตอบแล้วลุกขึ้นเดินออกจากโต๊ะทานข้าวมานั่งที่โซฟากลางร้าน 

 

“ฮัลโหลว่าไงมีอะไรรึเปล่าพลัง” 

 

[แหม่ แหม่ กูโทรหาเดี๋ยวนี้ไม่ได้เลยนะมึง คิดถึงเพื่อนว่ะไม่ได้เจอกันตั้งสองอาทิตย์กว่า ไม่คิดจะโทรหากูบ้างเลยรึไงวะ] 

 

“มึงบ้าเปล่าเนี่ยเดี๋ยวอาทิตย์หน้ากูก็กลับห้องแล้ว ว่าจะกลับไปฉลองวันคริสต์มาสกับพวกมึงนั่นแหละ เพราะเดี๋ยวตอนปีใหม่กูนัดเลี้ยงกับไอ้พวกพายุมัน” 

 

[เอาดี ๆ จะมาฉลองกับพวกกูหรือจะไปฉลองกับไอ้เซฟเด็กมึงกันแน่] 

 

“เสือก! มึงพูดมาเลยดีกว่าพลังว่ามีอะไร คนอย่างมึงไม่มีทางโทรหากูหรอกถ้าไม่เกิดเรื่องอะไรสักอย่างแล้วนี่ตอนนี้มึงอยู่ที่ไหนวะทำไมเสียงหมามันหอนโหยหวนอะไรขนาดนั้น” 

 

[แหมรู้จักกูดีไปอีก...เออตอนนี้กูอยู่แถวรังสิตคลอง 13] 

 

“เอาอีกแล้วนะไอ้พลังชอบหาเหาใส่หัวตลอดระวังตัวให้ดีเถอะหมองูจะตายเพราะงูนะมึง” 

 

[เอ้า! แล้วจะให้กูทำยังไงวะในเมื่อพวกนั้นมันเรียกหากูเองแล้วถ้ากูไม่ไปจะต้องเกิดเรื่องกับพวกเด็กที่ชอบเล่นอะไรแผลง ๆ แน่เลย] 

 

“คราวนี้เป็นใครอีกล่ะ?” 

 

[มึงอย่ารู้เลยดีกว่าอีกอย่างอายุขัยของหญิงคนนั้นก็ใกล้จะหมดลงแล้ว ถ้าไม่ไปก่อเรื่องเสียก่อนคงได้ไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดี เอาเป็นว่ากูจะระวังตัวก็แล้วกัน อ้อแล้วที่กูโทรหามึงน่ะเป็นเพราะเรื่องแฟนเด็กมึงนั่นแหละ ตอนนี้กูรู้สึกได้เลยว่าตอนนี้มันกำลังมีปัญหาขนาดหนักนี่มึงไปแกล้งอะไรมันอีกรึเปล่าวะ] 

 

ผมละเกลียดสัมผัสที่หกของไอ้พลังมันจริง ๆ รู้ดียิ่งกว่ามีสัญญาณเรดาร์ติดอยู่บนหัวซะอีก 

 

“ก็เปล่านี่ก่อนมันกลับไปก็เห็นยังดีอยู่เลย” ผมว่าไอ้เซฟมันคงไม่เซนซิทีฟกับอีกแค่เรื่องที่ป๋าม้าพูดหรอกมั้ง 

 

[งั้นเหรอ? เออกูอาจจะคิดมากไปเองก็ได้งั้นมึงก็พักผ่อนเถอะแค่นี้ก่อนนะกูว่ากูเห็นอะไรแล้ว] สัด! คนยิ่งกลัวผีอยู่ยังเสือกต้องมาอยู่ห้องเดียวกับมันอีก ดีนะว่าไอ้พลังมันเคยเล่าให้ฟังว่าคนที่ไม่มีสัมผัสด้านนี้ต่อให้ผีออกมายืนตรงหน้าก็มองไม่เห็น เหมือนกับยืนอยู่คนละโลกเลยทำให้สบายใจขึ้นมาหน่อย 

 

นั่งมองเบอร์โทรของไอ้เซฟอยู่นานคำพูดของพลังมันทำให้ผมต้องอดคิดมากตามไม่ได้ แล้วเรื่องที่มันรู้สึกส่วนใหญ่ก็มักจะถูกเสียด้วยถ้าไม่ติดว่าต้องทำตามแผนไอ้เอผมจะไปรีบออกไปดูน้องมันแล้วตอนนี้ ได้แต่ไถนิ้วขึ้นลงบนไลน์ของไอ้เซฟ 

 

Rrrrrr… 

 

เอ๋! เบอร์ของคนที่ไม่น่าเชื่อที่สุดปรากฏขึ้นบนจออีกครั้ง มันเป็นเรื่องบังเอิญเหรอที่ชายคนนี้โทรหาผม 

 

“สวัสดีครับ...” 

 

[แมงป่องนี่ปู่เองนะ...เอ็งพอจะช่วยอะไรปู่อย่างนึงได้ไหม?] 

 

“มีอะไรเหรอครับ?” 

 

[เอ็งช่วยไปอยู่เป็นเพื่อนเซฟมันให้ทีสิ เดี๋ยวปู่กำลังรอเรือแล้วจะรีบตามไป] 

 

สิ้นเสียงพูดของชายชราผมรีบวางมือถือกลับเข้าไปในครัวเพื่อขอกุญแจรถจากพี่แมงป่องอย่างรีบร้อนจนทุกคนก็พากันตกอกตกใจกันไปหมด 

 

“มีอะไรเหรอแมงป่องทำไมทำหน้าอย่างนั้น” ป๋าเอ่ยถามออกมา 

 

“ผมก็ไม่รู้ครับป๋าน่าจะเกิดเรื่องอะไรสักอย่างกับเซฟ ปู่ถึงได้โทรมาขอให้ผมช่วยไปดู” 

 

“งั้นเดี๋ยวผมไปเป็นเพื่อนน้องเองครับป๋าม้า” 

 

“ไม่ต้องเลยไปกันให้หมดเนี่ยแหละ ถ้าลุงปลิวโทรมาแบบนี้แปลว่าคงเกิดเรื่องที่บ้านนั้นจริง ๆ” ทั้งหมดเดินขึ้นมานั่งบนรถที่จอดอยู่หน้าร้าน ในขณะที่ผมร้อนใจกระวนกระวายไปหมดถ้าเหยียบแบบมิดเลขไมล์ได้เนี่ยทำไปแล้ว 

 

“ใจเย็นแมงป่องในยามที่คนข้างกายกำลังลุกเป็นไฟ เราต้องทำตัวให้เหมือนสายน้ำ ยิ่งเราร้อนรนมากเท่าไหร่มันจะยิ่งทำให้ทุกอย่างมันแย่ลงไปอีก ม้าไม่รู้หรอกนะว่าบ้านนั้นตอนนี้กำลังมีปัญหาอะไรแต่แมงป่องต้องใจเย็นเข้าไว้นะลูก การมีสติจะมองเห็นหนทางแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น” นิ้วมือขาวของแม่ลูบมาที่ท้ายทอยอย่างอ่อนโยน 

 

กว่าจะขับรถมาถึงหน้าบ้านเซฟได้ก็ใช้เวลาเกือบยี่สิบนาทีตอนนี้สองข้างถนนมีแต่คนออกมายืนมุงดูกำลังเต็มไปหมด ตัดสินใจจอดรถข้างทางพอลงจากรถเสียงที่คุ้นเคยก็ดังลั่นจนตัวผมชาแข็ง 

 

“ฮือ...ปล่อยกู! ...มึงปล่อยกูเดี๋ยวนี้ไอ้เหี้ยเซฟ!” ซะ...แซน! ภาพตรงหน้ามันช่างน่าหดหู่เซฟกับปู่กำลังยืนมองแซนที่ยังนั่งเกาะประตูเหล็กพับพร่ำด่าออกมาไม่หยุดทั้งน้ำตา แม้ว่าผมจะอยากเข้าไปปลอบประโลมเด็กเบื้องหน้ามากแค่ไหนก็ทำได้เพียงหักห้ามใจเอาไว้ ถ้าตอนนี้แซนเห็นผม พี่มังกรหรือน้องสกอร์ทุกอย่างคงจะเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม 

 

แม้ว่านั่นจะเป็นการเอาคืนไม่ต่างกับตบหน้า...สิ่งที่แซนทำเอาไว้กับครอบครัวผมมันไม่น่าอภัยให้แต่พอเห็นเซฟกับปู่กำลังร้องไห้หัวใจผมเหมือนกับกำลังถูกเชือดเฉือนด้วยมีดเล่มหนา เพียงไม่นานชายฉกรรจ์หลายนายคาดว่าน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ก็พากันเข้าไปจับแซนถึงในบ้าน 

 

“น่าสงสารเด็กคนนั้น...หลงเดินทางผิดจนต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างความสุขวูบวาบเพียงนานกลับกลายเป็นตราบาปติดตัวไปจนวันตาย” ป๋าเองก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเวทนา 

 

“ป๋านี่แหละคือผลของกรรม ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัวสุดท้ายคนเราก็หนีกรรมของตัวเองไปไม่พ้นแต่ที่แย่ที่สุดคือกรรมนั้นดันส่งผลให้คนรอบข้างต้องเจ็บปวดตามไปด้วย พอเห็นแบบนี้ม้าเองก็คงได้แต่อโหสิกรรมให้อะไรที่เคยทำให้เราเจ็บช้ำก็ขอให้สิ้นสุดลงแค่ตรงนี้” ม้าบีบมาที่แขนของผมกับพี่มังกรเพื่อย้ำเตือนให้พวกเราทั้งคู่อภัยให้ผู้หญิงคนนี้ 

 

“ครับม้าผมเองก็เลิกโกรธมานานแล้ว ตอนนี้ผมก็ได้ลูกได้ครอบครัวคืนมาคงไม่จำเป็นต้องไปผูกพยาบาทอะไรต่อกันอีก...ผมเองก็อโหสิกรรมและขอให้น้องได้กลับมามีชีวิตที่ดีอีกครั้งหนึ่ง” พี่มังกรเองที่ถูกทำร้ายมาที่สุดกลับให้อภัยได้อย่างง่ายดาย 

 

สุดท้ายการปล่อยวางก็คือวิธีปลดทุกข์ของตัวเราเองแต่สำหรับแซนผมจะไม่มีวันใช้คำนั้นเด็ดขาดเอาเป็นว่า...ช่างหัวมันละกัน...ถึงวิธีพูดจะต่างกันแต่ความหมายก็ยังเหมือนกันอยู่อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปตอนนี้เราสองคนไม่ได้มีอะไรติดค้างกันอีกแล้วในชาตินี้ 

 

หลังจากเจ้าหน้าที่คุมตัวแซนขึ้นรถไปกับปู่ทุกอย่างก็กลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง เซฟเดินเข้าไปในบ้านพร้อมชายคนหนึ่งในขณะที่พวกเราทั้งหมดก็ก้าวเดินตามไปไม่ห่าง ข้าวของภายในแตกหักเสียหายกระจายเกลื่อนเต็มไปหมดชายคนที่เดินเข้าไปพร้อมเซฟนำเก้าอี้ ถ้วยจานที่แตกหักมากองไว้หน้าบ้านพอเข้าเงยหน้ามองมาที่พวกเราก็มีแต่เพียงรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าก่อนที่จะตะโกนถามเข้าไปในบ้านอีกครั้ง

 

“เอ็งอยู่คนเดียวได้ใช่ไหมเซฟ?”

 

“ครับผมอยู่ได้” น้ำเสียงที่เด็กคนนั้นตอบกลับมามันช่างสั่นเครือ

 

“ไปสิจ๊ะลูกรัก...ตอนนี้น้องต้องการแค่ใครสักคนคอยปลอบโยนเดี๋ยวที่เหลือป๋าม้ากับพี่มังกรจะช่วยกันเก็บกวาดให้เอง”

 

พยักหน้าแล้วเดินไปหยุดด้านหลังของเด็กหนุ่มที่ยังนั่งคลุกเข่าถือรูปเอาไว้ในมือร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาแทบจะขาดใจ คนที่พยายามทำตอนเข้มแข็งมาตลอดตอนนี้ไม่ต่างกับนกน้อยบินฝ่าพายุฝนสิ่งที่เขาต้องการคงเป็นเพียงกิ่งไม้เล็ก ๆ เอาไว้พักพิงในยามนี้เท่านั้น

 

ผมนั่งลงข้างเขาดึงตัวเด็กหนุ่มดวงตาแดงก่ำเข้ามากอดเอาไว้แนบอกท่ามกลางเสียงร้องที่ดังออกมาไม่หยุด...เสียงที่เขาคงอยากระบายออกมาให้ใครสักคนฟัง

 

“ไม่เป็นไรนะเซฟ พี่อยู่ตรงนี้แล้ว...ไม่เป็นไรนะ”

 

พยุงตัวคนข้างกายลุกขึ้นยืนแล้วเดินขึ้นไปบนบ้านท่ามกลางสายตาของพ่อแม่และพี่ชาย พาคนไร้เรี่ยวแรงวางลงบนเตียง ห้องนอนของเซฟเองก็มีสภาพไม่ต่างกับชั้นล่างทุกอย่างถูกรื้อค้น ข้าวของกระจัดกระจายไปทุกที่

 

กว่าจะปลอบจนเซฟหยุดร้องได้ก็ใช้เวลานานพอสมควร เขาเอาแต่นั่งมองภาพถ่ายในมือโดยไม่ยอมพูดกับผมแม้แต่คำเดียว

 

“อยากได้อะไรไหม?” ผมถามขึ้นในขณะที่เริ่มเก็บของภายในห้องแต่คำตอบของเซฟมีเพียงความเงียบแล้วส่ายหน้าอย่างเดียว

 

“อยากให้พี่อยู่เป็นเพื่อนรึเปล่า?” เด็กคนนั้นเงยหน้ามองผมแล้วส่ายหัวออกมาอีกครั้ง จนผมต้องถอนหายใจเดินไปนั่งยอง ๆ อยู่ตรงหน้าเอื้อมมือไปบีบมือเขา “อืม พี่เข้าใจแล้วถ้าตอนนี้เซฟอยากอยู่คนเดียวพี่ก็จะไม่ฝืนใจแต่ถ้าต้องการให้พี่มาเมื่อไหร่ก็โทรมานะ”

 

ตัดสินใจลุกขึ้นยืนแล้วหันหลังเพื่อปล่อยให้เซฟได้คิดทบทวนตามลำพัง

 

หมับ! แขนเขาโอบกอดมาที่เอวของผม

 

“ขอโทษ...” คำพูดแผ่วเบาเพียงคำเดียวจากนั้นเซฟก็หันหน้าหนีไปทางอื่นไม่มองกลับมาที่ผมอีกเลย

 

เวลาผ่านไปเกือบสัปดาห์แล้วเซฟก็ไม่เคยติดต่อมาเลยสักครั้งมีเพียงปู่ที่เข้ามาคุยกับพวกเราที่บ้านเล่าเรื่องที่แซนต้องเข้ารับการบำบัดและฝากขังในทัณฑสถานเปิดห้วยโป่งแต่เนื่องจากแซนมีคดีทั้งเสพและเกี่ยวข้องกับการค้ายาของแก๊งค้ายาชาวต่างชาติเลยทำให้หมดสิทธิ์ประกันตัวในระหว่างไต่สวนรอการขึ้นศาล สิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตรตอนนี้จึงตกเป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว

 

โชคดีในความโชคร้ายที่ตอนนั้นผมเซ็นรับรองน้องสกอร์เป็นบุตรไปตั้งแต่เกิด

 

“ปู่ครับตอนนี้เซฟมันเป็นยังไงบ้าง พอดีพรุ่งนี้ผมจะกลับกรุงเทพแล้วเลยจะฝากปูไปถามให้หน่อยว่าเซฟจะกลับไปพร้อมผมไหม?” ชายชรากลับมองหน้าผมแล้วกะพริบตาถี่ยิบ

 

“อ้าว! นี่เอ็งยังไม่ได้คุยกับไอ้ลูกหมามันอีกรึ” ได้แต่ส่ายหัวอย่างหนักใจ “ไอ้เซฟมันกลับกรุงเทพไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะ”

 

“ห่ะ!!!”

 

“ไอ้หลานบ้านี่มันก็เหลือเกินจริง ๆ คงจะรู้สึกผิดจนไม่กล้ามองหน้าเอ็งแล้วล่ะมั้ง ถ้าเจอมันที่มหา’ ลัยปู่ฝากตบสักทีเถอะนะ” โฮล่กกกก...ไม่ต้องบอกครับยังไงผมต้องตามกลับไปตบมันแน่และรอบนี้จะไม่มีวันให้อภัยมันง่าย ๆ ด้วย

 

...ไอ้คนเฮงซวย!

ความคิดเห็น