facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

[ เล่น ของ สูง ] : บทที่ 27

ชื่อตอน : [ เล่น ของ สูง ] : บทที่ 27

คำค้น : ธราดลภูวนาท ธัญเทพ เล่นของสูง

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 380

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ม.ค. 2564 10:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[ เล่น ของ สูง ] : บทที่ 27
แบบอักษร

[เล่น ของ สูง] 

บทที่ 27 สุริยวงศ์ Pant 1 

 

“ไปร่วมงานวันเกิดคุณย่ากับพี่นะ” ถามเอ่ยร่างใหญ่ที่นั่งดูข่าวประจำวันอย่างตั้งใจ 

“วันอาทิตย์นี้ใช่ไหมพี่” 

“ใช่ พี่อยากให้ดลมานะพี่จะบอกหม่อมย่าเรื่องของเรา” ร่างใหญ่หันมองหน้าผมทันที สายเขาบอกราวกับไม่แน่ใจในสิ่งที่ผมพูด 

เขาถอนหายใจเหนื่อยๆ “ชีวิตจริงมันไม่เหมือนข้อสอบนะพี่ ที่พี่จะเกร็งได้ว่ามันจะออกอะไร พี่น่าจะรู้จักหม่อมย่าดีกว่าใคร และผมก็รู้ว่าพี่เองรู้คำตอบแล้ว สำหรับเรื่องของเรา”  

“…” ผมพูดไม่ออก เมื่อได้ฟังเจ้าตัวย้อนถาม 

“ขาผมเจ็บอยู่ อีกอย่างก็มีนัดกับอาภูมิด้วย…วันจันทร์หน้าเป็นวันหยุดยาวตั้ง 3 วัน เราค่อยเข้าไปหาหม่อมย่าด้วยกันนะ เชื่อผม!” 

“เอางั้นก็ได้ วันพรุ่งนี้พี่ว่าจะเข้ากรุงเทพเลย จะไปช่วยที่วังเตรียมงาน ดลไปพบหมอเองได้ใช่ไหม” 

“สบายมาก ไม่แน่พี่พนาก็ไปเป็นเพื่อน อย่าหวงไปเลยนะ…พี่รักครอบครัวมากผมรู้ เพราะฉะนั้นพี่จงไปทำหน้าที่ของหลานชายให้ดี ผมไม่อยากให้พี่ต้องมาเสียใจถ้าต้องเลือกผม” คำพูดเจ้าดลวันนี้มาแปลก  

เขาพูดเหมือนกับว่าความรักของเรามันกำลังจะถึงทางตัน และมันจะต้องจบลงในไม่ช้า 

 

“เย็นนี้ผมมีนัดกับพี่พนา อีกอย่างก็ว่าจะกลับไปดูห้องด้วย ไม่ได้กลับไปเลย” 

“อือๆ รักษาด้วยเองด้วยนะดล อย่าทำให้ขาเจ็บนะ” ผมเข้าสวมกอดร่างใหญ่ 

“พี่รักดลนะ อยากจะบอกให้รู้ไว้” หยดน้ำตาหยดลงเสื้อร่างใหญ่จนเกิดเป็นดวงน้ำ ก่อนจะใช้มือปาดน้ำตาออกเพื่อให้เขาเห็น 

“ผมก็รักพี่ภูวครับ ไม่ว่าคำนี้ๆมันแปรเปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบใดก็ตาม 

ผมรู้สึกว่าผมกำลังจะเสียของที่รักไป…แต่ผมคงคิดมากไป ปลอบใจตัวเองอยู่แบบนั้น 

. 

. 

หลังจากตอนเย็นที่พี่พนามารับเจ้าดลไป ก็ทำนู่นทำนี่ให้ตัวเองไม่ว่างที่จะคิดถึงเขา จนเข้าสู่เวลาเข้านอน ผมนอนพลิกไปมา ก็พบว่าเตียงที่มันเคยเต็มมันกว้างและใหญ่ขึ้นมาโดยปริยาย ผมอ้าแขนออกกว้างพลางลูบถูบนเตียง พื้นที่ข้างๆมันไม่เคยโล่งแต่คืนนี้มันกลับเรียบตึงเพราะไม่มีคนมานอน คืนที่ไม่มีเขาอยู่ผมนั้นต้องฝืนข่มตาให้หลับอยู่นานสองนาน ก่อนจะหลับไปพร้อมภาพตอนที่เราอยู่ด้วยกันในเรือนหลังนี้ฉายวนเวียนไปในหัวสมอง 

“พี่จะไปรับตอนเช้านะน้องภูว” ผมลืมตาตื่นก่อนจะคว้าโทรศัพท์มาเปิดดูข้อความของเจ้าดล ว่าส่งมาหาบ้างมั้ย แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะมันไม่มีแม้แต่เงา แต่กลับไปเห็นข้อความของพี่ชายใหญ่แทนที่ส่งมาตอนหลังผมหลับไปแล้ว 

ผมรีบอาบน้ำแต่งตัว แพ็กกระเป๋าเอาเสื้อผ้าไปสองสามชุด ปิดไฟดึงปลั๊กออกให้เรียบร้อยและมานั่งรอที่เก้าอี้ไม้บริเวณท่าน้ำหลังเรือน เวลามองสายน้ำไหลผ่านและมันเหมือนจะช่วยให้ใจผมสงบลง 

“ปี๊นนนๆๆๆ” เสียงบีบแตร่ดังขึ้นที่หน้ารั้ว ผมรีบเดินออกไปเปิดประตูให้รถใหญ่เข้ามา 

“ภูวนาท!” เสียงสดใสเอ่ยเรียกด้วยความดีใจ พลางเข้าโผกอด 

“สวัสดีครับพี่” 

“ไม่เจอแป๊บเดียวโตเป็นหนุ่มแล้วนะภูว และทำไมไม่ยิ้มเลยทำหน้าอมทุกข์ เป็นอะไรหรือเปล่า?”  

“ไม่มีอะไร ผมก็ต้องดีใจอยู่แล้ว พี่ไปเรียนอังกฤษตั้งหลายปีกลับไทยมาแต่ละครั้งก็นาน” ระหว่างที่พี่พูดคุยอยู่นั้นพี่ชิดก็เข้ามาหยิบยกกระเป๋าเสื้อผ้าขึ้นท้ายรถไป 

“ไม่จริง! แต่เอาไว้ดลพร้อมแล้วค่อยบอกพี่นะ น้องหญิงกลับมาจากปีนังเมื่อวาน ใกล้ช่วงหยุดพอดีจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา” พี่ชายใหญ่ยิ้มกว้าง รอยยิ้มนั้นผมอยากเห็นมันไปตลอด และไม่อยากให้ใครต้องมาเจอปัญหาของผม 

“ภูวขอนอนพี่ชายใหญ่สักครู่นะครับ” เมื่อรถเคลื่อนออกจากเรือนผมก็เอนตัวลงไปนอนที่ตักนิ่มๆอุ่นๆ 

“น้องพี่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลยนะ เจ้าภูวคนที่เข้มแข็งไปไหนกัน” พี่ภูวเนตรลูบๆเรือนปลอบใจ 

“ผมเหนื่อย อยากอ้อนพี่ชายใหญ่ด้วย ผมคิดถึงพี่มากๆเลยนะไปเรียนตั้งไกล” ผมเอ่ย 

“พี่ชวนไปอยู่ด้วยก็ไม่เอา น้องพี่เก่งจะตายสอบติดมหาลัยดีๆได้สบายเลย อีกอย่างบ้านที่หม่อมย่าซื้อไว้ให้ก็ใหญ่โตเกินกว่าจะอยู่คนเดียวอยู่แล้ว” 

“ภูวไม่ชอบอากาศหนาวนี่ แล้วถ้าไปใครจะอยู่ดูแลย่าละ ปีนี้ย่าอายุ 60 แล้วนะ” 

“เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ภูวมัวแต่พะวงไม่เข้าท่า…พี่ไม่ได้ไม่รักคุณย่านะ แต่ชีวิตใครก็เป็นของคนนั้น อย่าเราตัวเองไปยึดติดมากเลย” ผมไม่เก่งเหมือนพี่ชายใหญ่นี่นา 

ได้แต่คิดแล้วก็ถอนหายใจ 

“โลกมันหมุนไปข้างหน้าทุกวัน แต่ภูวจะมาหมุนทวนไม่ได้ หลับไป…ถึงวังแล้วพี่จะปลุก” มือใหญ่จับขยี้เรือน 

“…” ผมน้ำตาซึมอีกแล้ว ช่วงนี้อะไรสะกิดนิดสะกิดหน่อยก็จะบ่อน้ำตาแตกตลอด 

. 

. 

วังสุริยวงศ์ ณ กรุงเทพฯ 

“ตื่นครับน้องภูว” ผมขยี้ตาขึ้นตื่น พลางค่อยๆทรงตัวขึ้นมานั่ง เมื่อม่านตาเปิดรับแสงเต็มทีภายนอกตัวรถที่นั่งมา มีผู้คนเต็มวังไปหมดทุกคนต่างมีงานมีสิ่งที่ต้องทำอยู่ในมือ  

“ฉลองครบหม่อมย่าอายุ 60 ปีก็ต้องจัดเต็มกันหน่อยนึง” พี่ภูวเนตรเปรยขึ้น โดยที่ผมยังไม่ทันถาม 

“ไม่นิดแล้วมั้งพี่” บริเวณสนามหญ้ากว้างๆ ถูกแทรกด้วยเวทีขนาดกลาง และเครื่องเสียงครบวงจร ต้นไม้ทุกต้นเริ่มถูกตกแต่งโดยพนักงานช่างไฟ 

“ไปกราบเรียนหม่อมย่า” ผมพยักหน้าพลันลงจากรถ โดยมีพี่ชิดคอยถือกระเป๋าเดินตามเข้าเลื่อนเอาไปเก็บด้านบน 

 

“กราบครับ” ผมก้มกราบดังเคย “แล้ว…” หม่อมย่าเหมือนจะเอ่นถึงอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ 

“เดินทางเหนื่อยมั้ยลูก” หม่อมย่าลูบเรือนพร้อมเอ่ยถาม 

“ไม่ครับ” ผมเข้ากอดรัดหม่อมย่าให้หายคิดถึง “ภูวนาทมาก็ดีเลยจะได้ช่วยย่าจัดงาน นรินทร์ไม่รู้จะไปรอดหรือเปล่าไปช่วยนมแจ่มทำของหวานแต่เช้าแล้ว ปานนี้ยังไม่เห็นหน้าเห็นตาเลย” 

“ถูกคนจริงๆ น้องภูวคือความภาคภูมิใจของสุริยวงศ์จริงๆ” ผมเบิกตาขึ้นสูง 

“อวยเกินไปแล้วพี่ชายใหญ่ ภูวขอไปเก็บของแล้วจะไปช่วยน้องหญิงนะครับหม่อมย่า” 

“…” หม่อมย่ายิ้มส่งท้าย 

ผมเดินขึ้นบันไดเพื่อไปยังห้องผม “เราคิดมากไปหรือเปล่า มันไม่เหมือนเดิม” 

ผมพูดเพ้อออกมาระหว่างขั้นบันได 

“อะไรไม่เหมือนเดิม” เสียงเข้มๆถามตามท้ายขึ้นมา 

“พี่ชายใหญ่! ตกใจหมด” ผมหันหลังกลับไปดู ก็พบว่าพี่ชายใหญ่ตามขึ้นมาด้วยแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง เล่นทำหัวใจผมเต้นแรงจนต้องเอามือเข้ากุม 

“สรุปว่า?” พี่ภูวเนตรยังคงขยี้ถาม 

“ไม่มี! ภูวก็พูดไปเลื่อยนั่นแหละ ว่าแต่พี่ชายใหญ่ขึ้นมาทำอะไร” ผมตอบเสียงสูงๆ ก่อนจะถามปัดกลับไปที่ร่างสูง 

“จะเอาของฝากให้” เมื่อพูดจบก็เดินแซงหน้าผมขึ้นไปยังชั้น 3 ห้องด้านบนห้องผม 

. 

. 

“ก็อกๆ!” ผมเก็บข้าวของได้ไม่นานนักเสียงเคาะประตูก็เข้าแทรก “เชิญครับ” ผมตอบคนข้างหลังประตู 

“แต๊นแตน เข็มกลัดประจำตระกูล พี่ให้ช่างฝีมือทำให้ที่อังกฤษฯ” 

“โห้ น่าจะแพงน่าดู” ผมชะโงกหน้ามองลงในกล่องกำมะหยี่สีแดงเลือดนก เข็มกลัดอักษรย่อตัวภาษาอังกฤษรูปตัว S สีทองพร้อมประดับด้วยเพรชเล็กใหญ่ตามลำดับพลันรูปทรงคล้ายหงส์ แค่เปิดกล่องมาตัวเข็มกลัดกระทบแสงไฟในห้อง มันก็ส่องแสงออกมาอย่างสง่างามด้วยตัวมันเอง 

“ภูวออกงานบ่อยได้ใช่แน่นอน” คำพูดเปรยขึ้นอีกครั้ง พร้อมดันกล่องเข้ามาให้ผม 

“ยังไงแล้วผมจะรักษาไว้อย่างดี ขอบคุณนะครับพี่ชายใหญ่” ผมรับกล่องแดงกำมะหยี่ไว้พลางเข้าโอบกอดพี่ชายสุดที่รัก เป็นการขอบคุณ 

. 

. 

“โป้กๆๆๆ” 

“ทำอะไรกันอยู่ครับ เสียงตำดังลั่นเลย” ผมเอ่ยทักทายเหล่าคนครัวของวัง 

“คุณชาย!” ทุกคนต่างทักทายด้วยความดีใจ 

“น้องหญิงลงครัว ฟ้าฝนต้องตกคาใหญ่แน่” ผมแซวน้องนรินทร์ที่เป็นต้นเสียงของเสียงตำครกหินดังไปเจ็ดคุ้งน้ำ 

“พี่ภูวก็! แซวน้องงงงงงงงงงงง” เจ้าตัวบิดเขินใหญ่ 

“มันต้องทำแบบนี้ มาๆ” ผมเข้าสวมออกแรงตำถั่วลิสงสำหรับเป็นใส่ลูกชุบให้น้องนรินทร์ดู เพราะเสียงที่ได้ยินมีแต่เสียงสากหินกระทบกับครกหินไม่โดนเนื้อที่ตำอยู่เลย ตำทั้งวันก็ไม่เข้าเนื้อวันนี้ 

“ทำไมพี่ภูวตำแล้วไม่กระเด็นออกนอกครกอะ น้องตำยังไงก็หกออกหมด”  

“ใช้ใจตำสิ! น้องหญิงใจร้อนเอาแต่คิดว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ ต่อให้ตำแรงตำเบายังไงมันก็หก อาหารไทยต้องใจเย็นๆ อย่าเร่งรีบ” 

“เข้าใจแล้ว ถึงธรรมเจ้าค่ะ” น้องหญิงแซะแซว 

“มีอะไรให้ผมช่วยมั้ยนม” ผมเอ่ยถามเหล่าคนครัวที่มือเป็นระวิง 

“คุณชายพึ่งมาถึง ไปพักเถอะค่ะ ทางนี้นมรับมือได้” นมกำลังนั่งขูดกระต่ายเอ่ยขึ้น 

“นมนั่นแหละไปพัก ให้ผมทำเอง” ผมเข้าแทรกแทนที่นมแจ่ม นั่งกระต่ายขูดมะพร้าวแทน 

“น่ารักตลอด งั้นนมจัดยาให้ห…”  

“จัดยา! ใครเป็นอะไรเหรอครับ” ผมถามย้ำ ตาเบิกโพลงด้วยความตกใจและสงสัย 

“เอ่อออ หญิงเองพี่ภูว น่าจะแพ้อากาศตอนที่กลับมาเมื่อวาน” หญิงเอ่ยเข้าแทรก 

“อ่อ” ผมบุ้ยๆปากพยักหน้าเข้าใจๆ แม้ลึกๆจะดูไม่มีน้ำหนักก็ตาม แพ้อากาศงั้นเหรอ? ไม่เห็นจะไอหรือมีน้ำมูกเลยสักนิด แถมดูจากการออกแรงตำถั่วแล้วแข็งแรงจะตาย เอาตรงไหนมาไม่สบาย 

. 

. 

เช้านี้ผมตื่นมาตั้งแต่ตี 5 มาเตรียมของใบบาตรให้หม่อมย่า ปีนี้นิมนต์พระมา 9 รูป หลังตักบาตรเสร็จก็ต่อด้วยการทำบุญ สวดมนต์ เลี้ยงพระใหญ่ ฟังพระธรรมเทศนา พร้อมถวายสังฆทานแก่พระสงฆ์ในช่วงเช้า 

ครั้นตกเย็น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เตรียมไว้ก็เริ่มต้นขึ้น ไฟแสงสีที่ติดตามวัง ต้นไม้ก็พากันส่งแสงสวยงาม พลันแขกเหรื่อก็เริ่มทยอยกันเข้ามาร่วมงาน “ไป รวีรีบไปแต่งหน้าแต่งตัว” ผมซ้อนตัวอยู่ในห้อง สุ่มแต่งหน้าแต่งตัว นึกท่ารำในหัว ทำสมาธิก่อนออกไปแสดงเปิดงานให้วันคล้ายวันเกิดหม่อมย่า 

“นับจากวินาทีนี้ไปจะเป็นการแสดงของหลานชายแห่งวังสุริยวงศ์ที่ทำการซุ้มซ้อมมาอย่างหนักเพื่อเป็นของขวัญแก่หม่อมย่าระพี สุริยวงศ์ ในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 60 ปี ขอเชิญรับชมการแสดงชุดเทพบันเทิงได้เลยครับ…” 

เมื่อเสียงพิธีกรส่งขึ้น เสียงดนตรีไทยสดก็เล่นขึ้น ผมกับเจ้ารวีที่ทรงชุดไทยโบราณก็ค่อยๆซอยเท้าออกไปโชว์ พลันหม่อมย่ายิ้มเล็กยิ้มน้อยตลอดที่ผมกับเจ้ารวีทำการแสดง ทุกคำสอนของหม่อมย่าแขผุดขึ้นในหัวตลอด ‘ยืด…ยุบ ถอดขาขวา ตึงแขนขวา เคียงคอ…’  

เมื่อพวกผมค้างในท่าจบ เหล่าเสียงปรบมือก็ดั่งขึ้นอย่างถี่รัว ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนสิ่งเดียวที่ทำให้ผมหายเหนื่อยได้เป็นปลิดทิ้งคือรอยยิ้มและเสียงปรบมือของหม่อมย่าระพี “เอาละครับ ก็จบกันเป็นที่เรียบร้อยสำหรับการแสดงเปิด เป็นการแสดงที่งดงามมากทีเดียวครับ ต่อไปเราจะไปรับฟังเพลงลูกกรุงสดจากนักร้องเสียงใสกันเลยนะครับ” 

ผมกับเจ้ารวีรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้อง… “รวีพี่ปลดกระดุมข้างหลังไม่ถนัดช่วยหน่อย” 

“ครับ” เสียงนั้นทำผมแน่นิ่งไปสักครู่ก่อนจะหันไปมอง  

“ดล!” ผมเข้าโผกอดด้วยความคิดถึง แผ่นหลังใหญ่ๆของเขาผมโคตรคิดถึง น้ำตาซึมๆเสียงสั่นเครือ “ทำไมมาไม่ให้ซุ่มให้เสียง แล้วเจ้ารวี”  

“พี่แสงเขาช่วยอยู่ เรียบร้อยครับ” เขาปลดกระดุมให้ผมเสร็จสับ ก่อนจะเดินไปถอดชุดออกที่ห้องน้ำ 

“ให้ผมช่วยนะครับ” มือใหญ่จับร่างผมหันหลังเข้าหากระจกบานใหญ่ หันใบหน้าผมเข้าหาตัวเขา พลางจับอุ้มผมขึ้นนั่งบนอ่างล้างหน้า เขาหยิบแผ่นสำลีหนาๆ หยดคลีนซิ่งลงบนสำลีเข้าปาดเช็ดเครื่องสำอางบนหน้าให้ผมอย่างเบามือ  

“ทำไม?” 

“สงสัยอะไรครับ”  

“พี่รู้สึกว่า…” 

“ไม่เอาๆ อย่าพึ่งคิดอะไรในตอนนี้ คนสำคัญที่สุดของพี่เขารออยู่ข้างล่างนะ” 

“แล้วขา?” ผมถามด้วยความแปลกใจเพราะขาซ้ายที่ต้องใส่เฝือกลมไว้กลับไม่มีแล้ว 

“คุณพยาบาลส่วนตัวดี อาภูมิบอกว่าหายเร็วกว่ากำหนด แต่ก็ให้ระวังไว้ก่อนอย่าพึ่งทำอะไรรุนแรง” เขาพูดอธิบายพลันเช็ดหน้าให้ผมไปด้วย 

“เสร็จแล้ว” สำลีเปื้อนสีน้ำตาล สีแดงและอื่นๆถูกวางเป็นกองพูน พี่ช่างแต่งหน้าแกเล่นแต่งซ๊ะ หนาผิวราวกับเป็นตุ๊กตายาง 

“ขอบคุณครับ” 

“พ่อกับแม่อยู่ในงานด้านล่าง แต่ผมบอกพ่อไปว่าจะตามไปทีหลัง พอถึงก็รีบแว๊บมาหาที่รักเลย” ผมยิ้ม 

“เจ้าเลห์จริงๆ ถ้าไม่จับให้ได้คาหนังคาเขา ก็จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน” ผมสวมเสื้อสูทสีเทาเข้มพลันเจ้าดลก็เอาเข็มกลัดหงส์มีตัวอักษรย่อประจำตระกูลที่ผมเตรียมไว้ที่โต๊ะเครื่องประดับเอามากลัดลงที่หน้าอกด้านซ้าย 

“สมบูรณ์แบบ พี่อยู่สูงเหลือเกิน…ผมเริ่มหมดแรงจะต่อสู้กับแม่มดใจร้ายบนหอคอยแล้ว” เจ้าดลพูดคำแปลกใส่ผมอีกครั้ง 

“พูดเพ้ออะไรเรา ไป!...เดินไปกับพี่เราจะจับมือกันไว้แบบนี้” ในห้องไม่เจอเจ้ารวีคาดว่าน่าจะลงไปในงานกับไอ้แสงฉานแล้ว 

 

“ดิฉันก็ต้องขอขอบคุณผู้ที่มารวมยินดีในการก้าวสู้เลขหกขอดิฉันนะคะ ขอให้ทุกคนเต็มที่ค่ะ” หม่อมย่าขึ้นกล่าว ก่อนที่ดนตรีสดจะเล่นต่อ 

“มาแล้วเหรอ เดินไปขอบคุณแขกเหรื่อกับย่า” หม่อมย่าเดินนำพลันมีนมแจ่มคอยเดินเอาพัดโบกให้อยู่ข้างๆ 

“ขอบคุณที่มาร่วมงานนะคะ เต็มที่ค่ะ ขาดเหลืออะไรบอกกล่าวกันได้นะคะ” หม่อมย่าเดินกล่าวขอบคุณแขกที่มาร่วมแสดงความยินดีทีละโต๊ะ 

 

ทันใดนั้น…สองพี่น้องคู่หูปากนรก ที่ไม่ค่อยจะกินเส้นกับหม่อมย่าระพีก็เดินชูกะบังลมมาแต่ไกล “คุณพี่! สวัสดีค่ะ” คนเล็กเอ่ยคำสวัสดีพร้อมยกมือไหว้อย่างกับลิงหลอกเจ้า และตามด้วยคนใหญ่ “สวัสดีค่ะ หม่อมระพี แห่งวังสุริยวงศ์” 

“สวัสดี! ฉันไม่คิดว่าฉันส่งการ์ดเชิญไป” หม่อมย่าตอบ 

“ต๊ายตาย! คุณพี่พูดอะไรอย่างนั้น ถึงไม่ส่งไปน้องก็ให้เกียรติมางานครบรอบวันคล้ายวันเกิดของหม่อมย่าแห่งวังสุริยวงศ์…ยังไงน้องก็ต้องมาอวยพรอยู่แล้ว ในฐานะที่คุณพี่อยู่นานนมและทนทานเห็นโลกมามากถึง 60 ปี just kidding ค่ะคุณพี่” มือที่รายล้อมไปด้วยเหวนเพชรยกขึ้นป้องปากหัวเราะ คนเล็กเริ่มวางมวยยกที่หนึ่ง ทว่าส่งไม้ต่อให้คนใหญ่ทันที 

“แต่ว่าก็ว่านะคะ หญิงใหญ่เคยได้ยินมาว่า…ยิ่งแก่! ยิ่งรวยค้าาาา ดูคุณพี่สิคะรวยเอ๊ารวยเอา มรกตที่คอคุณพี่สิคะ เม็ดใหญ่อย่างกับตาไดโนเสาร์ รวยขนาดที่ว่าเอาขึ้นไปใช้บนสวรรค์ยังไม่หมด ฮ่าๆ  just kidding ค่ะคุณพี่” 

“ฮ่าๆๆๆๆ” เจ้ารวีที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนเข้าขำกลบ ก่อนจะหาตัวช่วยอย่างไอ้แสงฉาน 

“แสงฉาน…ทำไมวันนี้เซ็ทผมมาส๊ะสูงเป็นกระด้งเลยละ” 

“แล้วดูสิ! ใส่เพรชใส่พลอยเม็ดใหญ่เท่าขี้ตาแมว แถมยังเป็นของปลอมอีกนั้นประลัย” ไอ้แสงฉานรับลูกคู่เข้ากันเป็นอย่างดีกับให้เจ้ารวี 

“ดูไปดูมาประโคมอย่างกับเวลาที่ลูกหลานส่งกงเต๊กมาให้แล้วไม่มีที่เก็บ ฮ่าๆ just kidding นะครับ” เจ้าดลก็รวมตอบโต้ไปกับเขาด้วย 

“โอ๊ยตายๆ วันนี้มันร้อนอบอ้าวแปลกๆ” เจ้าดลเอ่ย พร้อมเอามือพัดลมเข้าตัว 

“งั้นไปกับโต๊ะเดียวกับฉันสิ เย็นสบายไม่มีพวกอิจฉาตาร้อนมากวนใจ”  

“กรี๊ดดดด คุณพี่จงใจประสมโรงดุด่าว่าน้อง อืออออไม่มีอารมณ์อยู่และคุณพี่หญิงใหญ่กลับค่ะ” คนเล็กวีดว้ายไม่พอใจ พลันสะบัดสะบิ้งเอาผมที่ยีฟูตั้งสูงถอยทับกลับไปจากงาน 

“ขอบใจนะ” หม่อมย่าพูดเอ่ยเบาๆ 

แต่ดูเหมือนว่าสงครามยังไม่จบอย่าพึ่งนับศพทหาร…หญิงสาวแต่ตัวด้วยชุดสีแดงเพลิง ทาปากสีแดงดังอีกาคาบพริกเดินสับเอวเข้ามาในงานโดนไม่มีใครเชิญ เจ้าหล่อนก้าวขึ้นไปแย่งไมค์นักร้องบนเวที “มินนี่” ผมเอ่ย 

“สวัสดีค่ะ ดิฉันเป็นใครทุกท่านคงไม่ต้องสนใจ แต่จงช่วยสนใจในสิ่งที่ฉันจะพูดดีกว่าค่ะ กาลครั้งหนึ่งมีตระกูลเก่าแก่ตระกูลหนึ่งของไทยชื่อว่า สุริยวงศ์ ตระกูลนี้สืบทอดเชื้อสายความเป็นหม่อมราชวงศ์ มาอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงรุ่นลูกที่ด่วนจากไปเสียก่อน จนทำให้หญิงชราเข้าสู่เลขหกต้องทำหน้าที่ดูแลหลานๆ ความเจ้ายศเจ้าอย่าง ความทะนงตัว และความรักในคำนำหน้าถูกนำมาครอบงำหลานๆ แต่แล้วจะเลี้ยงให้ดียังไง…เกิดมาในชาติตระกูลที่สูงส่งแค่ไหน ยังไงอีกามันก็คืออีกาจะทำตัวเหมือนหงส์ไม่ได้ หลายชายคนกลางผู้รับภาระหน้าที่สืบทอดต่อวงค์ตระกูลไม่ไหวก็ใจแตก ไปรักในเพศเดียวกัน…” แขกเหรื่อต่างพากันหันซ้ายหันขวา บ้างก็ซุบซิบนินทาทันใด 

เหล่าผู้ชายเปลือยท่อนบนกล้ามแน่นๆนับสิบคน เข้ามาพร้อมปืนสีแดงสด ก่อนจะยกชูขึ้นสูงกราดยิงกระดาษแผ่นไม่เล็กไม่ใหญ่ทยอยไหลออกมาจากลำก้อง กระดาษพวกนั้นเป็นรูปตอนที่เจ้าดลแอบลักหลับผม เป็นรูปที่ผมย้ำบอกให้ไอแสงฉานเก็บมันไว้ให้ดี ท้ายที่สุดแล้วมันก็หลุดออกมาจนได้ 

เศษกระดาษนับร้อยๆใบ บินร่อนลอยไปทั่วชั้นบรรยากาศ ก่อนจะถลาลงตามแรงโน้มท่วงของโลก 

เสียงซุบซิบเริ่มหนาหูขึ้นทันใด 

“...หม่อมย่าระพีที่ใครๆก็ต่างเคารพนับถือนั้น แท้จริงแล้วเป็นนางแม่มดร้ายในทุ่งดอกไม้ เธอจัดการชายทุกคนที่เข้ามาข้องแวะกับหลานชายเธอ ด้วยการส่งลูกน้องไปรุมทำร้ายและใช้อำนาจทางสังคมเข้าข่มขู่ไม่ให้เอาเรื่อง… 

…ด้วยความอดอยากปากแห้งคนเป็นหลานก็พยายามจะแหกกรงทองออกไปใช้ชีวิตในโลกกว้าง แต่แล้วก็แสร้งเป็นคนดีได้ไม่นาน แอบรักใคร่กับรุ่นน้องที่เป็นชายแท้ คนที่เป็นรุ่นน้องก็ตกในอำนาจของเงินทองที่หลานชายนำมาปรนเปรอ จนชายหนุ่มเคลิ้มและพากันมาพลอดรักในเรือนไทยมัจฉา หม่อมย่าผู้แสนใจดีในสายตาหลาน ก็แอบส่งคนไปค่อยถ่ายรูป…และส่งคนไปลอบทำร้ายจนชายคนรักบาดเจ็บสาหัส” 

“พอได้แล้ว!” คุณหญิงแม่อำไพลุกขึ้นยื่น พร้อมตะเบ็งเสียงโกรธใส่ 

“อยากฟังถึงตอนหักมุมมั้ยละ…” 

“ชายคนที่เธอกำลังป้ายสีสาดโคลนใส่ แท้จริงแล้วเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของหม่อมราชวงศ์หมอ ไตรรัตน์สิริกุล และคุณหญิงอำไพ เจ้าของธุรกิจพันล้าน เพราะฉะนั้นใครที่จำข้อมูลผิดๆช่วยจำใหม่ด้วย คนที่เธอกล่าวหาเขามีศักดิ์ศรีมากพอ” คิ้วขมวดเอ่ยกราดจนทุกสายตาแขกที่มาร่วมงานหันมามอง 

“ใครก็ได้เอานางผู้หญิงน่ารังเกียจและคนพวกนี้ออกไปจากงานได้ ฉันจะให้คนละแสน” ไม่นานอากงยืนขึ้นตาม พลางพูดด้วยความเกรี้ยวกราดโมโห 

“อ๊ายยยยยยยยยยยยยย ปล่อยกู!! กูจะทำให้พวกสุริยวงศ์ฉิบหายยยยยยย” เหล่าผู้คนที่มาร่วมงานแห่เข้าไปอุ้มออกเธอออกจากงาน 

“เอ่ออออ เห้ออออ” หม่อมย่าระพีเอามือกุมขมับก่อนจะเซตัวเป็นลมล้มลง “หม่อมย่า!” ผมเข้าช้อนรับร่างหม่อมย่าที่เป็นลมล้มพับไปทั้งน้ำตา 

และแล้วงานที่ควรมีการอวยพรเฉลิมฉลองก็กลายเป็นงานที่ต่างโจดจันกันไปทั่ว… “ภูวในทวิตเตอร์มีคนเอาเรื่องของพวกมึงสองคนไปพูดจนขึ้นเทรนด์แล้ว” ไอ้แสงยืนโทรศัพท์มาให้ดู เหล่าโพสต์ในทวิตเตอร์ต่างพูดคุยเม้าส์มอยกันอย่างสนุกปากเกี่ยวกับความรักของผม และนามสกุลสุริยวงศ์ 

. 

. 

วันสำคัญที่ควรมีแค่คนมาให้ความเคารพนับถือ แสดงถึงความยิ่งใหญ่และสง่างามของตระกูล และหม่อมย่าที่เป็นหญิงแกร่ง ภาพที่ผู้คนควรจนจำในโสตประสาทควรเป็นแบบนั้น แต่มันกลับผิดไป…คนล้มอย่าข้าม 

แต่วันนี้มันยิ่งกว่านั้น มันกลายเป็นเหมือนการเหยียบซ้ำ เมื่อเหล่าผู้คนออกจากงานไปคำพูดก็หลุดลอยไปตามลม มันไกลเกินกว่าที่จะตามไปแก้ตัว หมดแล้ว… 

“ส่งแขกกลับหมดแล้วเหรอครับ” ผมถามพี่ชายใหญ่ที่เดินมาด้วยใบหย้าซีดเซียว 

“เรียบร้อยหมดแล้ว” พี่ชายใหญ่ที่ออกไปส่งแขกพร้อมกับอากงได้เดินกลับเข้ามาในวัง 

“หม่อมย่าเป็นยังไงบ้าง”  

“ยังไม่ฟื้นเลยครับ” ผมตอบด้วยน้ำเสียงเศร้า พลันกลั้นน้ำตาเอาไว้ มีหลายสิ่งที่มันค้างคาในใจ ในโลกโซเชียลเรื่องของผมมันกำลังเป็นประเด็นที่ร้อนแรง รูปถ่ายใบนั้นกำลังอยู่ในกระแส 

“มึง!” ไอ้แสงฉานเอ่ยเรียก 

“กูขอโทษ” 

“มึงเป็นคนปล่อยรูปพวกนี้เหรอ ถ้าไม่ใช่ก็อย่าไปคิดมาก กูไม่ถือโทษโกรธอะไร” หน้านิ่งพยายามเก็บสีหน้าไว้ แต่ดูเหมือนผมจะควบคุมเสียงไว้ไม่ได้ เลยได้แต่เอ่ยตอบเสียงนิ่งๆโทนเดียวไปอย่างนั้น 

“…” 

“กูจะไปหาตัวคนร้ายมารับโทษ” 

“อย่าเลยมึง” ผมฝืนยิ้มให้มันได้สบายใจขึ้น มันเข้าโอบกอดด้วยในหน้าที่รู้สึกผิดต่อผมกับธราดลมากๆ ผมไม่เคยเห็นมันเศร้าขนาดนี้มาก่อนตั้งแต่ครบเป็นเพื่อนกันมา 

“ภูวต้องกราบ ขอโทษคุณพ่อกับคุณแม่ด้วยนะครับ ขอโทษ…” ผู้ใหญ่ทั้งสองท่านที่ไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องและเสื่อมเสีย ต้องมาเสียชื่อเพราะผม เพราะพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม 

“แม่บอกภูวแล้วไงว่า แม่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อความสุขของลูก แต่เรื่องที่แม่ไม่เคยทราบเลยคือ…ลูกแม่โดนทำร้ายร่างกาย” เจ้าดลเข้ามายืนประกบข้างๆ ค่อยจับเอวผมไว้ เพราะตอนนี้ขาผมมันแทบจะทรงตัวไว้ไม่อยู่แล้ว 

“ผมแข็งแรงดีพ่อกับแม่เห็นมั้ย อย่าถือโทษโกรธใครเลยนะ ผมขอ!” เจ้าดลยิ้มกว้างๆ ออกรับแทนผม       

“หม่อมท่านฟื้นแล้วค่ะ” นมรีบร้อนเดินลงมาจากห้องนอนหม่อมย่า พลันหลานๆอย่างพวผมก็รีบขึ้นไปหาทันที มีหม่อมย่าแข อากง เจ้าดล และคุณพ่อคุณแม่ขึ้นไปด้วย ข้างล่างที่รอฟังข่าวอยู่ก็มีแสงฉานกับเจ้ารวีและก็หม่อมลุงกับหม่อมป้าค่อยดูแลอยู่ด้านล่าง 

ผมยืนมองหญิงวัยหกสิบตาปริบๆ ไม่รู้ว่าตัวเองควรเริ่มคำถามไหน “สิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นพูดเป็นเรื่องจริงมั้ย”  

หม่อมย่าแขนั่งลงที่ขอบเตียงใหญ่ๆ 

“จริง!” น้ำตาผมหยดเปาะแบบไม่ต้องพยายามสั่ง มือใหญ่เข้าลูบแขนให้กำลังใจ 

ช็อคได้ไหม ผมคาดหวังคำตอบสิ่งใดอยู่กัน หม่อมย่าที่ผมรักและเคารพต้องบอกว่าไม่สิ! หัวสมองปวดตุบๆไปทั่ว 

“ย่าทำแบบนั้นทำไม?” เสียงสั่นๆถาม 

“กรอบแบบแผน ขนบธรรมเนียม สิ่งที่ยึดถือปฏิบัติมันมาหลายชั่วอายุคน ฉันเฝ้าคอยระวังไม่ให้สุริยวงศ์ต้องแปลกเปื้อนมาชั่วชีวิต และแล้วมันพังทลาย หลานทุกคนต้องมีชีวิตที่ดี เพียบพร้อมในทุกๆด้าน แต่แล้วมันต้องสั่นคลอนด้วยการที่หลานชายหัวแก้วหัวแหวนบอกว่าชอบผู้ชาย คำโกหกตื้นๆที่ใครก็ดูออกนั้น มันเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันหลอกตัวเองว่าหลานกลับมาเป็นปกติแล้ว จนมาวันหนึ่งก็มีอาจารย์ที่โรงเรียนมารายงานพฤติกรรมของเพื่อนสนิทที่มีพฤติกรรมดูเบี่ยงเบนกับหลานให้ฟัง ความกลัวว่าชื่อเสียงวงตระกูลจะเสื่อมเสียก็เข้าแทรกความถูกต้อง ฉันยอมทำทุกอย่างเพื่อให้สุริยวงศ์ยังอยู่รอดปราศจากเสียงซุบซิบนินทา” 

“ผมว่า หม่อมท่านเองนั่นแหละที่เป็นคนทำให้สุริยวงศ์ต้องด่างพร้อย ไม่ใช่ภูวนาทเลย…การที่เขาเป็นเด็กดีมาตลอดทั้งชีวิต อยู่ในโอวาทอยู่เสมอ เรียนเก่ง รับวิชาความรู้งานบ้านงานเรือน ออกงานสังคมสร้างหน้าสร้างตาให้สุริยวงศ์ยังไม่ตายจากไปสังคม แต่มันถูกมองข้ามเพียงเพราะเขามีความรักที่ไม่เหมือนใคร ผมว่าหม่อมท่านต้องคิดใหม่แล้วนะครับ” หม่อมอาหมอเอ่ยแทรก 

 

“ทำไม? หม่อมย่าแข นมแจ่ม อากง…ธราดลถึงดูไม่แปลกใจเลยละครับ” เสียงสั่นๆเอ่ยถาม ผมมองใบที่ใบหน้าคนรอบข้าง เขาต่างทำหน้านิ่งๆเหมือนรู้กันอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น แม้แต่คนที่นอนข้างกายผมยังรู้เรื่อง ผมหายใจถี่รัวเหมือนหน้าจะมืด… 

“…” ทุกคนเงียบไม่มีคำอธิบายหรือแก้ตัว น้ำตาที่จางๆก็ไหลพรากขึ้นอีกครั้ง 

“ผมไม่เคยต้องการสิ่งใด ทุกอย่างที่ทำให้ก็เพื่ออยากให้หม่อมย่าภูมิใจในตัวผม ผมก็แค่อยากมีความรักกับคนที่เขารักผม ทำไมย่าต้องทำกับผมและพวกเขาได้มากขนาดนั้นด้วย ภูวเข้าใจว่าย่ารักความเป็นสุริยวงศ์มาก ผมเองก็เข้าใจดีและพยายามรักษามันเท่าที่คนคนหนึ่งจะทำได้ ต่อให้ย่าจะส่งคนไปทำร้ายทุกคนที่เข้ามาในชีวิตผม ยังไงผมก็ไม่มีทางกลับไปเป็นในสิ่งที่หม่อมย่าหวังได้ ภูวขอร้อง…ภูวขอแค่ได้รักในแบบที่อยากจะรัก หม่อมย่าอย่าทำร้ายใครไปมากกว่านี้เลย ผมขอ…” ขาผมอ่อนจนไม่มีแรง นั่งฟุบเข่าลงไปกับพื้น มือพนมกราบขอร้องคนที่นอนอยู่บนเตียง น้ำตาไหลรินลงบนพรมสีอ่อนจนเกิดคราบน้ำ 

“พี่ภูว…” เจ้าดลเข้าช้อนร่างที่กำลังจะล้มลงของผมไว้ ก่อนที่ความมืดจะเข้าแทรก… 

 

00.15 นาที ผ้าขนหนูเย็นๆเข้าลูบเช็ดตามแขนขา และใบหน้าที่แห้งตึงไปด้วยคราบน้ำตา หม่อมย่าแขค่อยดูแลผมอย่างไม่พักไม่ผ่อน 

“หม่อมย่าแข” ผมน้ำตาแตกทันทีเมื่อเห็นหญิงนุ่งขาวห่มขาวคอยดูแลอยู่ข้างๆ 

“พี่ย่าไม่พูด ไม่เล่า ก็เพราะคนเราหนีความจริง หนีกรรมที่ก่อไปไม่ได้…ย่าเคยห้ามแล้ว แต่มันไม่สำเร็จ และมันจะมีประโยชน์อะไรเพราะจะช้าหรือเร็ว ความเจ็บปวดมันก็เท่ากัน” เสียงสั่นๆเอ่ยพลางเช็ดถูตามแขนผม 

“ไม่ร้องลูกไม่ร้อง” มือเหี่ยวย่นเข้าลูบเรือนปลอบขวัญ เมื่อน้ำตาเข้าอธิบายแทนคำพูด 

“คนอื่นละครับ” ผมถามเสียงสั่นๆ 

“ทุกคนก็ต่างพูดไม่ออก จนปัญญา…คนเราถ้ามันมีทัศนคติแบบใดแบบหนึ่งไปแล้ว การที่จะปรับเปลี่ยนมันก็ยาก” 

“มันผิดที่ผมเอง ผมเป็นอย่างที่ย่าหวังไม่ได้ ผมทำให้สุริยวงศ์ต้องพัง” ผมพูดไปพลางสะอึกสะอื่นไป 

“นอนพักก่อนเถอะนะลูก ย่าจะคอยดูแลอยู่ตรงนี้” 

“อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ 

ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน 

แม้องค์พระปฏิมายังราคิน 

คนเดินดินหรือจะสิ้นคนนินทา” 

ผมเอ่ยทั้งน้ำตา เพราะพยายามทำใจให้สงบและหนักแน่นไว้ไม่ไหว “โลกในบ้านก็ร้อนแผดเผา โลกใบกว้างก็พร้อมพรั้งด้วยเสียงครหา ภูว…”  

“ใจหลานมันร้อนดังไฟ ยังหวั่นไหวไปกับคำพูดและความคิดคน จงทำใจให้เป็นดังสายน้ำ…หลับตาและนึกถึงคุณพระรัตนไตรให้ใจสงบ” มือเหี่ยวย่นเข้าปาดน้ำตาบนหน้าแก้ม 

ผมพยายามข่มตาหลับไปสักครู่ ก็ไม่อาจข่มตาหลับได้ หม่อมย่าแขเองก็อ่อนเพลียจนนั่งสัปหงกอยู่ข้างๆไม่ห่าง 

ผมแหวกผ้าห่มเดินออกไปจากห้องตัว เดินขึ้นบันไดเข้าไปหาหม่อมย่าระพีในห้องชั้นบน 

“ผมไม่มีดอกไม้ ธูปเทียน ภูวมีแต่บุหงารำไปที่หม่อมย่าชอบและได้ถ่ายทอดวิชาไว้ให้ผม มาเป็นสิ่งทดแทนในการกราบขอขมาหม่อมย่า กรรมใดที่ผมกระทำไม่ดีต่อหม่อมย่า ทั้งกายกัม วจีกัม มโนกัม ผมขอให้หม่อมย่ายกอโหสิกรรมให้ผมด้วย” ผมก้มกราบหญิงแก่ชราที่นอนหลับอยู่บนเตียง นิ้วมือข้างกายหม่อมย่ากระตุกขึ้นเบาๆ 

“ในวันที่ภูวบอกหม่อมย่าว่าภูวเป็นอะไร ภูวก็ได้แต่หวังว่าให้ย่าเข้าใจและรับได้ แต่เมื่อรู้ว่ามันเร็วไป…อาหมอก็ได้แนะนำว่าการกระทำจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ถึงแม้ภูวจะเป็นเกย์ แต่ภูวก็ยังภูวเหมือนเดิมแค่ไม่สามารถมีทายาทให้หม่อมย่าได้ ภูวตั้งใจทำทุกอย่างอย่างไม่ขัดใจ” 

“แต่แล้ววันนี้ก็มาถึง…วันที่ภูวได้รู้ว่าต่อให้ภูวทำดีแทบตาย หม่อมย่าก็ไม่อาจมองข้ามสิ่งที่ภูวเป็นไปได้…สุริยวงศ์ มันหนักเกินกว่าที่ภูวจะแบกรับไหว ภูวไม่ขอโทษใครที่ทำให้สุริยวงศ์ต้องพัง แต่ภูวขอโทษตัวเองที่เป็นคนทำมันเสียชื่อ” 

“ภูวขอไม่ข้องเกี่ยวกับสุริยวงศ์อีก ถึงภูวไม่อยู่แล้ว…หม่อมย่าก็ต้องดูแลตัวเองนะครับ มีพี่ชายใหญ่กับน้องหญิงที่ต้องการต้นไม้ใหญ่ไว้เป็นที่พักพิง ภูวกราบขอโทษและกราบลา” น้ำตาไหลอาบหน้าในท่าคุกเข่า หม่อมย่าระพีที่นอนหลับ ก็มีน้ำตาซึมไหลออกมา ย่าแสร้งทำเป็นหลับ…แต่แล้วก็ไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองหน้าหลานคนนี้ 

ไม่พูดอะไรกับหลานคนนี้อีกสักครั้งที่จะจากกัน 

ผมเดินออกมาอย่างไม่มีอะไรติดตัวมาสักชิ้น มีแต่เสื้อผ้าที่ใส่อยู่บนตัวเท่านั้น ผมเดินร้องไห้ออกมาจนถึงรั้ววัง “ธราดล!” ผมหยุดนิ่งระหว่างรั้วเหล็กกั้น 

“พี่จะไปไหน?” เขาเอ่ยถามผมขึ้น 

“ไม่รู้! พี่อยากไปไหนก็ได้ ที่ไม่ใช่ที่นี่…” ผมตอบพร้อมเสียงสะอึกสะอื้น 

“ให้ผมได้อยู่ข้างๆพี่นะ” มือใหญ่เข้าจับมือผม ก่อนที่ผมจะขึ้นรถเปิดประทุนของเจ้าดลที่จอดอยู่ข้างๆวัง พลันออกตัวไปยังถนนสีเทา… 

ผมไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ผมไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะเป็นยังไง และผมไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนี้…ผมรู้ว่าจะมีเขาอยู่ข้างๆ เขาไม่หนีผมไปเหมือนรักครั้งก่อนๆเท่านั้นมันก็มากพอให้ผมไม่ต้องรู้สึกว่าอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ 

. 

. 

. 

1 คอมเมนต์ 1 ล้านกำลังใจ 

เพื่อนรัก 

เราขอฝากนิยายรักเรื่องนี้ของเราด้วยนะทุกคน 

ความคิดเห็น