email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สืบสวน สอบสวน ขอให้บอก เดี๋ยวจัดให้ ( มาต่อให้ 100% )

ชื่อตอน : สืบสวน สอบสวน ขอให้บอก เดี๋ยวจัดให้ ( มาต่อให้ 100% )

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แอ็คชั่น,บู๊ล้างผลาญ

คนเข้าชมทั้งหมด : 74

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ม.ค. 2564 16:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สืบสวน สอบสวน ขอให้บอก เดี๋ยวจัดให้ ( มาต่อให้ 100% )
แบบอักษร

บทที่ 2  

     ณ สำนักงานทนายความเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งก็ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรนัก แต่ด้วยความที่รวมคนเก่ง ขยัน อดทน ทำให้ลูกค้าหลายรายเชื่อถือและปากต่อปาก จึงพอจะมีงานเข้ามาให้รับใช้ลูกค้าทุกท่านอยู่เสมอ  

    ระบบของที่นี่ทำงานกันเป็นระบบ แม้จะเจ้าของสำนักทนายความจะเริ่มมันจากความเป็นกันเอง อยู่กันอย่างพี่น้อง แต่เพื่อความรวดเร็ว เป็นระบบ ดังนั้น งานคืองาน จะมาล้อเล่นกันเหมือนเพื่อนไม่ได้ ต้องมีการรับงาน ส่งงานให้เป็นระบบที่สุด เพื่อความน่าเชื่อถือของคนในองค์กรและลูกค้าที่มาใช้บริการ 

 ที่นี่รับปรึกษา ว่าความ คดีแพ่ง คดีอาญา คดีเกี่ยวกับมรดก หย่า พินัยกรรม กู้ยืม เช็ค บริการรับรองเอกสาร  

ถ้าหากมีปัญหาต้องการคำปรึกษาสามารถติดต่อได้ตามที่อยู่ด้านหน้าตัวสำนักงานของสำนักทนายความ และทางเว็บไซท์  

รับให้คำปรึกษาฟรี และหากต้องการใช้บริการ ทางเรายินดีให้ความช่วยเหลือ สามารถแจ้งความจำนงกับทางทีมงานของเราได้เลย 

“ครับ ทราบแล้วครับ ผมจะจัดการให้นะครับ” เสียงนุ่มๆของชายหนุ่มคนหนึ่งรูปร่างสูงเพรียวในชุดสูทสีดำ ดูเป็นทางการ ดูเป็นมืออาชีพ คุยโทรศัพท์กับใครสักคนอย่างสุภาพ ก่อนจะวางสาย 

               “ษิต...มีงานให้ทำอีกแล้วนะ มารับงานเร็ว” พี่ผู้หญิงซึ่งเป็นหนึ่งในพนักงานของสำนักทนายความแห่งนี้ และเธอรับหน้าที่รับเรื่องคำขอของลูกค้า นำมาให้ ‘เขา’ เพื่อจัดการปัญหาให้ลูกค้า 

               “ครับผม”  

ภูษิต ธนะโชติโภคิน เด็กเรียนดีเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยรัฐบาลชื่อดัง ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร  

และตอนเรียนจบรุ่นพี่สถาบันเดียวกัน (ก็คือเจ้านายของเขาในตอนนี้) ได้ชวนเขาเข้ามาทำงานด้วยกันที่นี่ ซึ่งเขากับรุ่นพี่เคยไปกินเหล้าด้วยกันตอนพี่เขายังเรียนอยู่ ด้วยความถูกคอกันเขา...ที่ตอนนั้นเป็นรุ่นน้องปีหนึ่งก็เลยขอเบอร์ ขอไอดีไลน์ของพี่เขาเอาไว้ เวลาเรียนไม่เข้าใจ จะสอบย่อย สอบกลางภาค ปลายภาพ ก็โทรคุยปรึกษากับพี่เขาตลอด  

ตอนเรียนจบแล้วพี่เขาก็เลยชวนมาทำงานด้วย ก็เลยอยู่ที่นี่มานานหลายปี  

“มีเคสอะไรให้ผมทำหรือครับ” 

“ลูกค้าคนนี้...เขาบอกว่ารู้จักษิตน่ะ อยากให้ษิตช่วยแก้ปัญหาหน่อย” แล้วพี่ผู้หญิงก็ส่งเอกสารการรับงานมาให้  

“ชื่อลูกค้า คุณไตรทศ เรืองฤทธิไกร เอ๊ะ คุณอาไตรทศ” ภูษิตใช้เบอร์โทรศัพท์ของสำนักทนายความโทรตามเบอร์ที่ลูกค้าทิ้งให้ไว้ทันที  

“สวัสดีครับคุณอาไตรทศ ผมภูษิตเองครับ” 

“อืม กำลังรออยู่เลย สบายดีนะษิต” 

“สบายดีครับ มีอะไรให้รับใช้ครับผม” 

          ภูษิตเป็นลูกชายเพื่อนพ่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่จบมาพ่อของเด็กน้อยคนนี้ไปสอบเป็นผู้พิพากษา ตัวลูกชายไปทำงานเป็นนักสืบ ในสำนักทนายความของเพื่อนจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ซึ่งจบนิติศาสตร์และสอบเนติบัณฑิตได้ 

          เด็กน้อยคนนี้จบจากโรงเรียนอัสสัมชัน ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร และติวเข้มตั้งแต่ขึ้นเรียนมัธยม4 เพื่อสอบเข้าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัฐบาลชื่อดัง  

พ่อของเขาก็เป็นผู้พิพากษา จึงมีความฝันอยากจะทำงานด้านกฎหมาย เพื่อช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากเหมือนพ่อของเขา  

               อาจจะไม่ค่อยได้คุยกันบ่อยนัก ด้วยความที่ผู้พิพากษาต้องระวังตัวจากผู้ไม่หวังดี แต่ก็ยังติดต่อกันบ้างด้วยความที่ไว้ใจ เขาจึงได้รู้ว่า ภูษิต สอบติดคณะนิติศาสตร์ที่มีชื่อ และเป็นของมหาวิทยาลัยชื่อดัง 

               ตอนสอบติดก็ว่าเก่งแล้ว ยังเรียนจบเกียรตินิยมอีก และเข้ามาทำงานกับรุ่นพี่ที่สำนักงานทนายความแห่งนี้  

               ตอนนี้กำลังมีเรื่องอยากให้คนที่ไว้ใจได้ช่วยแก้ปัญหาให้หน่อย ถึงขอให้ภูษิตรับงานนี้โดยตรง 

               “อาอยากให้หลานช่วยสืบคดีของหลานสาวของอาให้หน่อยได้ไหม ?”  

หลานสาว ? เอ่อ ขอโทษครับเกิดอะไรขึ้นกับหลานสาวของคุณอาครับ ? ” 

               “มาคุยที่บ้านอาได้ไหม” 

               “ครับ ได้ครับ ที่ไหนครับ” 

 

สถานที่นัดพบคือ เมืองหลวงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน  

               มีเหตุผลสองสามอย่างที่คุณอาไตรทศให้เขามาพบที่นี่ คือ เนื่องจากคุณอาไตรทศเปิดฟาร์มส่งออกนมโค ทั้งนมสดพาสเจอร์ไรส์ โยเกิร์ตและอื่นๆเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากนมโค  

               และอีกอย่างหนึ่งก็คือ...คอยดูแลหลานสาว ซึ่งเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของพี่ชาย คือ น.ส.ชลกนก เรืองฤทธิไกร ซึ่งประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ และต้องบำบัดกายภาพและสมองอย่างใกล้ชิด  

               และสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุนั้นก็เป็นคำถามที่คุณอาต้องการจะรู้ ว่ามันเกิดเพราะอะไร ? และนั่นคือสาเหตุที่เขาต้องมาอยู่ที่นี่ 

“คุณอาสบายดีนะครับ”  

               “อืม เธอล่ะ สบายดีนะ”  

               “ครับ” 

               “แล้วพ่อกับแม่ล่ะ”  

               “พ่อกับแม่สบายดีครับ” 

               “ไม่ได้เจอนานแล้วนะ กี่ปีแล้วนะ ?” คุณอาไตรทศหันมาถามลูกชายของเพื่อนสนิท เกี่ยวกับพ่อและแม่ของเขาที่ไม่ได้เจอคุณอาไตรทศมานานแล้วเหมือนกัน  

               “ก็เกือบสิบปีได้แล้วมั้งครับ ?”  

               “อืม ก็นานจนจำไม่ได้แล้วนะ”  

               “แล้วหลานคุณอา...ทำไมถึงประสบอุบัติเหตุได้ล่ะครับ คุณอาพอจะทราบไหมครับ ?” ภูษิตเริ่มเข้าเรื่องสำคัญ  

“อาไม่รู้อะไรเลย ได้ข่าวจากคนของอาว่า ยัยน้ำ...หลานสาวอาคนนี้ ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ ก็ได้คนโทรแจ้งรถพยาบาลมาช่วยหลานอาไว้ ผ่าตัดด่วน นอนไม่ได้สติเกือบปีถึงได้ส่งตัวมาที่สวีเดนนี่แหละ” น้ำเสียงเริ่มมีความอาฆาตมาดร้าย เมื่อเล่าถึงประสบการณ์น่ากลัวที่ผ่านมา  

               “อาเลยอยากให้เธอช่วยสืบให้อาหน่อยว่า จริงๆมันเป็นแค่อุบัติเหตุใช่ไหม หรือมันมีอะไรมากกว่านั้น ?”  

               “ครับ ผมจะจัดการให้นะครับ”  

               “อืม ขอบใจนะ แล้วก็มาเจอกับหลานของอาหน่อยสิ จะได้รู้ว่า อาเจ็บปวดขนาดไหน”  

คุณอาไตรทศพาภูษิตที่คุยกับเงียบๆในห้องทำงานของที่บ้านหลังนี้ มายังสวนหย่อมหลังบ้าน ซึ่งมีบริเวณกว้างขวางพอตัว  

               และที่ตรงนั้นมีคณะแพทย์ ผู้ช่วยพยาบาล กับคนไข้คนหนึ่งอยู่ตรงนั้น  

               คนไข้คนนั้น คือ คุณน้ำ ชลกนก เรืองฤทธิไกร ที่คุณอาเล่าให้ฟังว่า เธอเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางและประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์  

ภูษิตเอ่ยทักทายภาษาอังกฤษกับทีมแพทย์สองสามคำ ส่วนคุณอาไตรทศนั้นแนะนำเขาและขอให้เขาได้คุยกับหลานสาว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ภูษิตจึงเข้าไปทักทายหญิงสาวและอดสงสารไม่ได้  

               ที่จริงหลานของคุณอาไตรทศเป็นผู้หญิงที่สวยมาก สวยธรรมชาติที่ขนาดไม่แต่งหน้ายังสวยดึงดูด ผิวพรรณดี ขาวมาก ผิวเนียน ใส ไร้สิว ไร้ฝ้า โครงหน้าสวยหวานปนคมนิดๆแบบสาวไทย ผมดำสนิทยาวตรงเหมือนคนไม่เคยทำอะไรกับผมเลย  

แต่เห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ เพราะหน้าตาสวยขนาดนี้ การศึกษาดี ชาติตระกูลดี เป็นผู้หญิงที่มีความสามารถ แต่ต้องมาขาพิการทั้งสองข้างจากอุบัติเหตุรถคว่ำ ต้องทำกายภาพบำบัดทุกวัน เพื่อให้กลับมาเดินได้อีกครั้ง สมองก็ได้รับการกระทบกระเทือนจนเหมือนจะเบลอๆ พูดช้าๆ ต้องให้แพทย์คอยดูอาการอย่างใกล้ชิด ต้องบำบัดให้ฟื้นตัวเป็นเหมือนเดิม 

               แต่จะต้องอดทนขนาดไหนกันถึงจะผ่านจุดตรงนี้ไปได้ และกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม  

 

หลังกลับจากสวีเดน ภูษิตก็เริ่มทำงานทันที โดยเริ่มรวบรวมประวัติของชลกนก เรืองฤทธิไกรคนนั้น 

               ชลกนก เรืองฤทธิไกร ชื่อเล่น น้ำ เกิดวันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2531 ปัจจุบัน อายุ 31 ปี ราศีพิจิก 

               เกิดในครอบครัวฐานะปานกลาง พ่อเป็นนักธุรกิจรายเล็ก ลงทุนเปิดบริษัทขนาดเล็กเป็นของตัวเอง แม่เป็นแม่บ้าน ฐานะทางบ้านเป็นกลุ่มฐานะดี ร่ำรวยพอตัว  

               พ่อของชลกนก ชื่อ นิรัช นามสกุล เรืองฤทธิไกร เกิดวันอาทิตย์ วันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2511 มีภรรยาชื่อ พรวลัย นามสกุล เรืองฤทธิไกร เกิดวันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ.2516 มีลูกสาวหนึ่งคนคือ คุณชลกนก 

                คุณนิรัชมีน้องชายสองคน คนที่สองชื่อ ธนิก เกิดวันเสาร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ.2512 ปัจจุบันอายุ 50 ปี บริบูรณ์ ราศีเมถุน  

คุณธนิกมีลูกสาวหนึ่งคน ชื่อ ภาสิกา เกิดวันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2529 ปัจจุบัน อายุ 33 ปีบริบูรณ์ ราศีกันย์ 

               ส่วนคนเล็ก ชื่อ ไตรทศ หรือ อาทศ ที่คอยดูแลคุณชลกนกอย่างใกล้ชิดในขณะนี้ เกิดวันพฤหัส วันที่ 1มกราคม พ.ศ.2513 ปัจจุบัน อายุ 51 ปี บริบูรณ์ ราศีธนู มีภรรยา ชื่อ จิรสุดา เรืองฤทธิไกร เกิดวันอังคารวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ.2518 ราศีพฤษภ แต่ทั้งคู่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีทายาทด้วยกัน  

คุณไตรทศและภรรยาเปิดธุรกิจฟาร์มโคนมและส่งออกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนมสดพาสเจอร์ไรส์ โยเกิร์ตและอื่นๆที่เกี่ยวกับนมสด ที่ประเทศสวีเดน 

                 

คุณนิรัชได้นำเงินจากทางบ้านมาลงทุนเปิดบริษัทเล็กๆเป็นของตัวเอง ธุรกิจของครอบครัวพอจะมีเงินมากพอจะส่งลูกสาวคนเดียวให้เรียนดีๆสูงๆได้  

ลูกสาวคนเดียวของคุณนิรัช ชื่อ ชลกนก เรืองฤทธิไกร เป็นเด็กเรียบร้อย น่าตาสะสวย ว่านอนสอนง่าย เรียนเก่งมาตั้งแต่ประถม สอบเข้าโรงเรียนประถมในจังหวัดกรุงเทพมหานครได้ สอบเข้าโรงเรียนชื่อดังในจังหวัดกรุงเทพมหานครได้อีก ทั้งมัธยมต้น มัธยมปลาย และสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังของจังหวัดกรุงเทพมหานครได้ เรียนได้เกรดดีไม่เคยตก กิจกรรมช่วงมัธยมต้นถึงมหาวิทยาลัยก็มีพอตัว และได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโท ปริญญาเอกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา  

ทั้งหมดทั้งมวลไม่ได้ได้มาโดยโชคช่วยหรือความบังเอิญ แต่ชลกนก เรืองฤทธิไกร เป็นเด็กที่มุมานะในการเรียนจริงๆ ทั้งเรียนพิเศษ ติวพิเศษ จนสามารถทำเกรดดีๆได้ 

ในระหว่างที่เรียนต่อก็เปิดร้านเครื่องสำอางเป็นของตัวเอง โดยมีคุณนิรัชเป็นผู้จดทะเบียนการค้าให้ เพื่อจะได้มีใบอนุญาตในการประกอบการที่ประเทศสหรัฐอเมริกา 

ทั้งคู่เสียชีวิตในตอนชลกนกอายุ 29 ปี นั่นคือ ช่วงรับปริญญาที่อเมริกา 

ภูษิตนึกสงสารประวัติของลูกค้ารายนี้ เรียนดี หน้าตาสะสวย บ้านมีฐานะ แต่...ดันมาเสียคนที่รักตอนช่วงจบรับปริญญา ช่วงสำคัญอีกช่วงหนึ่งของชีวิต

ถ้าเป็นเขาจะเป็นยังไงนะ ? แล้วเธอคนนั้นไม่เสียศูนย์ไปเลยหรือ ตอนรู้ข่าวแบบนี้ ?  

ต่อจากนั้น ชลกนกก็กลับมาจัดการมรดกของครอบครัวและสะสางธุระของครอบครัวต่อ และเปลี่ยนบริษัทของพ่อให้เป็นของเธอ

ช่วงกลับมารับช่วงต่อของที่บ้าน ชลกนกเปิดบริษัทของเธอเป็นสาขาประเทศไทย ซึ่งสาขาแรกอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และบริหารจากจุดเล็กๆจนสามารถขยายให้ใหญ่โตมั่นคงได้

นับว่าเก่งพอตัว...สำหรับผู้หญิงตัวคนเดียว 

หลังจากนั้นก็เริ่มเพิ่มหุ้นส่วน และรับคนทำงานเพิ่ม ซึ่งหุ้นส่วนนี้ก็คือญาติของเธอ คือคุณธนิกและคุณภาสิกา เรืองฤทธิไกร

ชลกนก เรืองฤทธิไกร บริหารงานนี้อยู่หลายปีก่อนจะเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ และนี่คือสาเหตุที่คุณอาไตรทศ เรืองฤทธิไกร สงสัยว่า...เกิดอะไรขึ้น 

ซึ่งอย่างหนึ่งที่แน่ใจ...ชลกนก เรืองฤทธิไกร เป็นเด็กดีไม่เคยมีเรื่องอะไรกับใครแน่นอน และคุณอาก็ไม่ปักใจเชื่อด้วยว่านี่คืออุบัติเหตุ

ณ สำนักงานตำรวจ...

               ในทุกๆวันก็จะมีคดีให้ต้องสะสาง ทั้งของเก่า ของใหม่ ทั้งที่รอจำหน่ายส่งให้ศาลพิพากษา ทั้งรอสืบพยาน สืบหลักฐาน

               ใช่ว่าจะว่างเสียเมื่อไร

               หนึ่งในคดีที่รอการสะสางคือ...คดีอุบัติเหตุทางรถยนต์ของน.ส.ชลกนก เรืองฤทธิไกร ซึ่งผู้เป็นอาแทบหัวเสียตอนรู้ว่าเกิดเรื่อง และบ่นไม่สบอารมณ์เมื่อเห็นคดียังไม่คืบหน้า ทั้งที่ก็ผ่านไปสักพักหนึ่งแล้ว  เพียงแต่...ในการจะสรุปคดีได้ต้องมีพยานและหลักฐานที่ชัดเจน จึงจะสามารถเอาผิดผู้ต้องสงสัยได้

               และตอนนี้ก็ยังคลุมเครือทุกอย่าง ทั้งหลักฐานและพยาน จึงยังคาดเดาได้แค่เป็นอุบัติเหตุทางรถยนต์

               “มีอะไรคืบหน้าไหมจ่า ?”

               “เอ้อ ยังขาดหลักฐานและพยานที่เห็นเหตุการณ์ครับ เลยยังสรุปไม่ได้”

               “อืม นี่ก็โทรมาสอบถามความคืบหน้าอีกแล้ว เห้อ พวกคนมีเงินนี่มันน่าปวดหัวจริงๆนะ”

               “คงจะรักหลานคนนี้มากนะครับ”

               “ก็ชลกนก เรืองฤทธิไกร ผู้บริหารบริษัทเครื่องสำอางนันนลินนั่นไง จะไม่ให้ถามจิกๆๆได้ยังไงวะ รีบๆหาหลักฐานเข้านะ จะได้ปิดคดี กูปวดหัว” หรี่เสียงกระซิบข้างหูตำรวจจ่าสิบเอกอย่างประชดประชัน แล้วเดินกลับเข้าไปในห้องทำงานของตัวเอง ส่วนตำรวจคนนั้นก็ได้แต่ส่ายหัวเงียบๆในขณะที่มือก็เปิดแฟ้มคดีตรวจสอบความเรียบร้อยไปพลางๆ

---------( เดี๋ยวมาต่อให้นะ )-------------------------------------------- 

ความคิดเห็น