email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 31

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 49

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ม.ค. 2564 01:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 31
แบบอักษร

ร่างผอมบางและค่อนข้างเล็กตามมาตรฐานสรีระหญิงไทยขยุกขยิกด้วยความเมื่อยล้า ค่าที่นั่งแช่บนอัฒจันทร์ชั่วคราวมาตั้งแต่ฟ้าสาง 

อลิสา บุญประยูร ไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่ามารดาผู้มีวิสัยทัศน์การใช้จ่ายเค็มดุจเกลือสมุทรของตนจะออกอาละวาดเปิดเปิงถึงเพียงใด หากได้รู้ว่าบุตรสาวของนางละลายทรัพย์เป็นจำนวนทั้งสิ้น 350 ยูโร หรือประมาณ 10,500 บาทตามอัตราแลกเปลี่ยนขณะนั้น ไปกับการซื้อที่นั่งหลุดจองบนอัฒจันทร์ซึ่งเจ้าของร้านเจลาโตที่อยู่หลังอัฒจันทร์นั้นนำมาประกาศขายในอินเทอร์เน็ต 

ถึงแม้จะมีผู้สนใจอีกนับสิบคนต่อคิวจองทั้งเสนอราคาสูงกว่าราวการประมูล แต่เพราะความลำเอียงส่วนตัวของเจ้าของร้านเจลาโตนั้นที่เห็นอลิสาแวะมาซื้อสินค้าร้านเขาเนืองนิตย์ ประกอบกับเคยไปเที่ยวเมืองไทย ชื่นชอบนิสัยใจคอของคนไทย เธอจึงได้ครอบครองที่นั่งวิวดีจุดนั้นโดยปริยาย 

นิสิตต่างชาตินั่งถอนใจพลางนึกถึงเงินก้อนใหญ่ที่ควักจ่ายเป็นค่าที่นั่งตรงนี้ ซึ่งมีมูลค่ามากพอจะเปลี่ยนเป็นตั๋วรถไฟหรือรถบัสไปเที่ยวฟลอเรนซ์ ลุกก้า ชิงเควเตร์เร หรือแม้แต่มิลานที่ตนเคยวางแผนจะไปท่องเที่ยวได้สบาย กระทั่งคิดเลยไปถึงเหตุการณ์ขึ้นรถไฟผิดขบวนเมื่อวานซืน เธอก็กลับมาทบทวนตัวเองใหม่ว่าความสุขของเธอคือการได้ออกเที่ยวทั่วอิตาลีจริงไหม เมื่ออีกใจค้านว่าบางทีการได้อยู่ใกล้ชิดใครสักคนในเมืองเล็กแห่งนี้อาจเป็นความสุขยิ่งกว่าก็ได้ 

อากาศทวีความร้อนขึ้นจนอลิสาต้องยกท่อนแขนขึ้นบดบังใบหน้าจากแสงอาทิตย์ที่แยงตา พร้อมกันนั้นเธอก็คิดว่า ถึงจะต้องกระเบียดกระเสียรในการใช้ชีวิตหนึ่งเดือนต่อจากนี้สักหน่อย แต่มันก็ช่างคุ้มค่าเสียเหลือเกิน ถ้าหากว่ามัตเตโอจะมีกำลังใจสู้ศึกปาลิโอมากขึ้น เมื่อได้เห็นเธอเฝ้าดูเขาอยู่ตรงนี้ 

 

พิธีการเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 7.45 นาฬิกาของเช้านั้นด้วยพิธีมิสซาสำหรับฟานตีโน่ ซึ่งบิชอปแห่งเมืองเซียน่าจะเป็นผู้ให้พรแก่ผู้ร่วมแข่งขันทั้งคนและสัตว์พาหนะทั้งหมด จากนั้นจึงเป็นเวลาของการซ้อมใหญ่รอบสุดท้าย ซึ่งเหล่านักแข่งจะได้รับเสื้อผ้าชุดที่ใช้สวมใส่ในตอนแข่งจริง และยังเป็นโอกาสสุดท้ายที่คอนตราดาทั้งหลายจะสามารถเปลี่ยนตัวฟานตีโน่ของตน 

หลังเที่ยงวัน จะเป็นเวลาที่ฟานตีโน่และม้าแข่งได้รับการพาตัวไปยังโบสถ์ประจำคอนตราดาที่ตนสังกัด เพื่อร่วมประกอบพิธีรับพรจากบาทหลวง 

ขณะนี้ร่างที่ห่มคลุมด้วยเครื่องแบบนักขี่ม้าแข่งครบชุดของมัตเตโอกำลังยืนหยัดนิ่งอยู่กลางโบสถ์ของคอนตราดาป่า อุ้งมือที่แข็งแรงจูงขลุมขี่และบังเหียนม้าแน่น ระหว่างที่ดวงตาสีฟ้าสวยปิดลงเพื่อทำสมาธิครู่ใหญ่ๆ ก่อนจะเบิกขึ้นมองผนังและเพดานที่แลลานด้วยภาพเฟรสโกในทุกซอกมุม โดยมีประดาชาวบ้านผูกผ้าพันคอสีเขียว-ส้มห้อมล้อมเนืองแน่น 

บาทหลวงชราผู้คล้องผ้าพันคอแบบเดียวกันทับอาภรณ์สีขาวมีกิริยาสงบสำรวมตลอดเวลา แม้ในขณะที่เหล่าพลธงผู้นำขบวนพาเหรดในชุดแต่งกายโบราณเต็มยศจะพากันทยอยเข้ามาในที่ประกอบพิธีด้วยเสียงดังเซ็งแซ่ 

“เดชะพระนาม พระบิดา และพระบุตร และพระจิต อาแมน”  

คุณพ่อพรมน้ำเสกแก่ม้าแข่งขนสีน้ำตาลซึ่งกำลังคึกคะนอง ท่ามกลางชาวคอนตราดาป่าที่พากันทำสำคัญมหากางเขนอย่างพร้อมเพรียง 

มัตเตโองุดหน้าลงพร้อมกับใจที่เต้นเร่า เส้นขนทุกเส้นบนเรือนกายลุกเกรียวอย่างสั่นสู้ พลางท่องชื่อในวงการที่ตนเพิ่งตั้งเมื่อช่วงเช้าด้วยความมั่นใจเต็มประดาว่าจะยึดมั่นในนามแฝงนี้ และจะไม่มีการเปลี่ยนไปใช้นามอื่น 

“บ่าวของพระองค์ มัตเตโอ กัปเปลลี ผู้มีสมญานามว่า...”  

“ฟูลมีนีโน่” ชายหนุ่มลั่นปาก “ชื่อของลูกคือสายฟ้าน้อย-ฟูลมีนีโน่”  

“ข้าแต่พระเป็นเจ้า ขอโปรดอภิบาลคุ้มครอง มัตเตโอ กัปเปลลี หรือ ฟูลมีนีโน่ บ่าวของพระองค์จากทุกความเสี่ยงและภยันตรายทั้งปวง...”  

ผู้ทรงศีลแหกปากตะโกนสุดลูกคอ 

“...จงไป และนำชัยชนะกลับมาเทอญ!”  

ฟูลมีนีโน่ผู้เป็นบุตรของฟูลมีเน่ แตะหน้าผาก หน้าอก และไหล่ซ้ายขวารับพร วูบหนึ่งที่เขารู้สึกรำคาญเล็กน้อยกับการที่ม้าแข่งตัวเก่งซึ่งตกเป็นของเขามัวออกท่าพยศไม่ยอมหยุดนิ่ง กระนั้นด้วยชื่อชั้นความสามารถของมันก็ยังสามารถสร้างความมั่นใจแก่เขาอย่างครามครันว่ามันจะนำชัยชนะมาให้ในที่สุด 

 

ริ้วขบวนแต่ละคอนตราดาซึ่งดาหน้าเข้ามาวนรอบจัตุรัสคัมโปช่วงบ่ายให้ความรู้สึกประหนึ่งย้อนเวลากลับไปสมัยยุคอัศวินก็ปานกัน ทุกขบวนประกอบด้วยคนถือธงนำขบวน คนโบกธงที่มักอวดลีลาด้วยการโยนธงสลับกันหรือกระโดดข้ามผืนธงที่ตนโบก คนตีกลองแต๊กกลุ่มใหญ่ที่หมั่นรัวหน้ากลองตามจังหวะ และยังมีคนในชุดเกราะอัศวินที่วาดลายเท้าอย่างแช่มช้า สง่าผ่าเผยสมเครื่องแบบที่สวมกาย 

ชั่วอึดใจที่รถแห่ผืนธงผ้าไหมปาลิโอเคลื่อนขบวนเข้ามาในลู่ดินเหนียวผสมทรายรอบจัตุรัส เสียงปรบมือก็ดังสนั่นหวั่นไหว ระคนด้วยเสียงกรีดร้อง เสียงเฮ และเสียงแตรเป่าต้อนรับ ธงผ้าไหมที่ได้รับการเนรมิตโฉมโดยศิลปินท้องถิ่นตระหง่านอยู่บนรถลากเทียมโคเผือกสองคู่ มีธงสีขาว-ดำประจำเมืองเซียน่าผืนใหญ่ปลิวไสวอยู่ด้านหลัง รอบรถรายล้อมด้วยพลหอกสวมหมวกเหล็กตามอารักขา ไม่ว่ารถคันนี้จะเคลื่อนตัวไปถึงไหน ก็พร้อมมีคนถ่ายรูปและโบกผ้าพันคอทักทายตลอดทาง 

บรรยากาศพาเหรดปาลิโอดูจะยิ่งใหญ่ทัดเทียมงานคาร์นิวัลเมืองเวนิสที่น้าสาวเคยอัดวิดีโอมาให้ดูสมัยอลิสายังเล็กอยู่ ถึงกระนั้นเธอก็ไม่ได้ตื่นตาตื่นใจกับภาพความอลังการตรงหน้าเท่าที่ควรจะเป็น ด้วยความคิดความรู้สึกของเธอในตอนนี้มีแต่การแข่งขันเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่เธอให้ค่าความสำคัญ 

 

“จริงหรือเปล่าที่ว่าปาลิโอหนนี้ มีฟานตีโน่ที่เป็นศิษย์ของจอร์โจอยู่ถึงสี่คน”  

ผู้ช่วยศาสตราจารย์เกตาน่า เบ็ตติ ลดเสียงถามอย่างเกรงๆ ว่าถ้อยคำนั้นจะกระเด็นไปถึงหูคนใกล้ชิดหรือผู้เกี่ยวข้องกับคนที่กล่าวถึงอยู่ 

“ฉันไม่รู้” เพื่อนอาจารย์ยักไหล่ “ต่อให้สิ่งที่เธอพูดมาเป็นความจริง ฉันก็ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อน หากคนของมันจะเป็นผู้ชนะ”  

“แม้แต่ซิโมเน่น่ะหรือ” นางถามเสียงขื่น 

โหนกแก้มหนาของชายผมขาวดูจะเข้มขึ้นตามตะกอนอารมณ์เมื่อผู้เป็นเจ้าของลอบถอนใจพลางย้อนระลึกถึงจุดแตกหักในห้องพักครูวันนั้น 

“ทุกชีวิตมีชะตากรรมของมันเอง บางทีม้าลำพองอย่างซิโมเน่ก็ไม่เหมาะจะเป็นศิษย์ของฉันแต่แรก ถ้าหากมันได้ดิบได้ดีกับจอร์โจ ฉันก็ยินดีกับมันด้วย” นัยน์ตาหลังแว่นตากันแดดของเอนโซ่ซ่อนแววลำบากใจ “แต่สันดานม้าลำพอง ชั่วนาตาปีมันก็ออกฤทธิ์ไม่เลิกรา พร้อมจะระรานม้าเชื่องได้ทุกคราที่มันอยู่เหนือกว่า ไม่ช้าก็เร็วมันก็จะแพ้ภัยตัวเอง แต่กว่าจะถึงเวลานั้น ฉันห่วงแต่ว่าเจ้าม้าเชื่องที่ฉันตั้งใจฟูมฟักมานานปีจะต้องแพ้ภัยม้าลำพองอย่างมันเสียก่อน”  

 

อุโมงค์สภาเมืองคับคั่งด้วยบรรดาฟานตีโน่ในเครื่องแต่งกายหลากสี ขณะนี้ทุกคนประจำการเตรียมพร้อมบนหลังม้าแข่งของตนเป็นที่เรียบร้อย รอแต่สัญญาณไฟเขียวจากเจ้าหน้าที่ให้กรูกันออกไปยังจุดปล่อยตัว 

ยิ้มย่องระบายอยู่บนดวงหน้าแจ่มใสของซิโมเน่ เบียงโคเนโร ตลอดเวลาที่เขาทำกายบริหาร ลดอาการปวดเมื่อยต้นคอ ชายหนุ่มหยุดการออกกำลังกายในบัดดลที่ฟานตีโน่รุ่นอานำม้าก้าวย่างมายืนเคียงคู่ 

“ขอบใจที่ให้ ‘ของดี’ กับฉันนะ ซิโมเน่” หนุ่มใหญ่ผู้ผ่านปาลิโอมานานกว่ายี่สิบปีกระซุบกระซิบ “วันนี้ก็ตามที่เราตกลงกันเอาไว้ นายจะจบอันดับเท่าไหร่ก็ได้ แต่ฉันขอเป็นที่หนึ่งทิ้งท้ายก่อนอำลาสนาม”  

“ถ้าทำได้ผมก็จะทำ” ซิโมเน่แบ่งรับแบ่งสู้โดยไม่มองผู้สูงวัยในชุดแข่งสีน้ำเงิน-เหลืองของคอนตราดาเต่า “ผมจะช่วยให้คุณชนะปาลิโอง่ายขึ้น”  

เสียงแตรดังยาวหนึ่งครั้งเป็นสัญญาณบอกการปล่อยตัวออกจากอุโมงค์ นักขี่ม้าแข่งบนหลังม้าโล่งทั้งสิบคนทยอยอวดโฉมแก่คนดูกว่าหกหมื่นคน พร้อมกับรับแส้ม้าหรืออันที่จริงคือแท่งไม้สำหรับหวดเร่งพาหนะ จากตำรวจสองนายซึ่งยืนถือแส้ร้อยกันเป็นพวงขนาบข้างทางออกซ้ายขวา 

ภาพจัตุรัสคัมโปยามโพล้เพล้ที่แลลานตาด้วยมวลมหาประชาชนเกินครึ่งแสนทั้งที่อยู่กลางจัตุรัส บนอัฒจันทร์โดยรอบ ตลอดจนถึงหน้าต่างและระเบียงตึกทุกหนแห่ง มัตเตโอเก็บความรู้สึกแรกก้าวสู่สังเวียนนั้นไว้ด้วยดวงตาที่ฝ้าฟางด้วยละอองน้ำตา ลำคอแห้งผากจนมิอาจกลืนน้ำลายเพื่อลดความตื่นสนาม เมื่อสิ่งที่ตนตั้งไว้เป็นปณิธานชีวิตอย่างการได้ลงสนามปาลิโอบรรลุเป้าหมายสมปรารถนา 

นี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น ฝันที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นยังรอวันเป็นจริงอยู่...ชายหนุ่มเตือนตัวเองขณะบังคับม้าไปยังจุดเริ่มต้นที่ซึ่งเชือกทะเลสองเส้นถูกขึงเป็นรั้วกั้น ข้างกันบริเวณกลางจัตุรัสมีบั้งไฟอันโตตั้งอยู่ 

ฟานตีโน่ทั้งเก้าเข้าประจำที่คือกึ่งกลางระหว่างเชือกยักษ์ทั้งสองเส้น ส่วนอีกหนึ่งคนที่เหลือคือผู้ได้รับจับฉลากให้มีอภิสิทธิ์เลือกเวลาเริ่มแข่งต้องอยู่หลังคนอื่นๆ ซึ่งในปาลิโอครั้งนี้ คอนตราดาเต่าคืออภิสิทธิ์ชนที่ว่า 

“เย็นไว้ๆ” โฆษกสนามประกาศเตือนม้าทุกตัวที่ชักอยู่ไม่นิ่ง ขณะเดียวกัน แววตามุ่งมั่นของมัตเตโอตวัดมองต้นเสียงที่ก่อความรำคาญแก่เขา และพบว่าเจ้าของเสียงนั้นคืออดีตศิษย์สำนักเดียวกันผู้จงเกลียดจงชังเขายิ่งกว่าใคร 

“ไง ไอ้บัสตาร์โด” ซิโมเน่ยั่วโทสะ “ไอ้ลูกไม่มีพ่อ แม่เป็นโสเภณีข้างถนน คิดว่าแน่นักเหรอ อีกร้อยปีแกก็ไม่ชนะฉันหรอก”  

“หุบปากสามหาวของแกซะ” มัตเตโอชักหน้าหนี 

“ไอ้เด็กขี้ขโมย” ผู้สวมเครื่องแบบคอนตราดาเสือดาวว่าอย่างเป็นต่อ “อย่าคิดว่าฉันไม่รู้เชียวนะว่าเมื่อก่อนแกเคยเป็นหัวขโมยอยู่ซาแลร์โน อ้อ แล้วฉันก็รู้ด้วยว่าวันก่อนแกหายหัวไปไหนมา ให้ฉันป่าวข่าวให้ทุกคนที่นี่ได้ฟังดีมั้ย”  

ความโกรธแค้นระคนตกใจแผดเผาจิตใจผู้ฟัง มือที่จับสายบังเหียนสั่นระริกด้วยความขึ้งเคียดเดียดฉันท์ ก่อนที่เขาจะสวนคำออกไป 

“ให้ผลงานในสนามเป็นพยานเองดีกว่า”  

ถ้อยคำตอบโต้นั้นทำซิโมเน่หัวเราะจนหน้าแทบหงาย 

“แกอย่าตกม้าให้ฉันเห็นอีกก็แล้วกัน มัตเตโอ ถ้าเจ้าม้าที่แกขี่อยู่มันดีดตัวแกร่วงลงมาต่อหน้าคนเป็นหมื่นวันนี้ ฉันจะขำให้ขี้เล็ดเลย”  

พริบตาสั้นๆ ที่ปลายจมูกม้าแข่งตัวที่สิบแตะระนาบเส้นเชือก บั้งไฟก็ถูกจุดขึ้น เช่นเดียวกับเส้นเชือกทั้งสองที่ถูกปล่อยลง  

เสียงระเบิดนำมาซึ่งเสียงโห่ฮาของผู้คนทั่วสนามแข่งเมื่อม้าแข่งทั้งสิบผาดผังออกจากจุดเริ่มต้นด้วยอารามตระหนกจากเสียงดังกัมปนาทผสมกับความตื่นตัวที่เกิดจากการลงแส้ของมนุษย์บนหลัง ฝูงอาชาไนยบดบี้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ภายใต้แรงกดดันของกระบวนฟานตีโน่ที่เร่งรุดสุดแรงเกิด 

สิบวินาทีที่ผ่านไปช่างนานเนิ่นจนประเมินไม่ได้ในความรู้สึกของนิสิตชาวไทยที่เพิ่งได้สัมผัสปาลิโอหนแรกในชีวิต ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนยังคงเกาะกลุ่มสูสีกันในระยะแรก จวบจนจังหวะโค้งหักศอกผ่านหน้าสภาเมือง ผู้นำและผู้ตามจึงเริ่มปรากฏเด่นชัด เนื่องด้วยม้าแข่งบางตัวทยอยกันเสียหลัก หลายตัวพุ่งชนแบร์ริเออร์เบาะนวมจนล้มระเนระนาดทั้งม้าทั้งคน ส่งผลให้สามคอนตราดาผู้โชคร้ายอันได้แก่คอนตราดาหนอนผีเสื้อ มังกร และเม่นหงอนหมดสิทธิ์ลุ้นชิงชัยทันที 

ล่วงเข้าสู่รอบที่สอง คอนตราดายีราฟและคอนตราดาหงส์เป็นอีกสองทีมที่ต้องหลุดโผผู้ชนะ เมื่อม้าของพวกเขาได้รับบาดเจ็บที่เท้าจนต้องถอนตัวจากการแข่งขัน ขณะนั้นคอนตราดายูนิคอร์นนำลิ่วเป็นที่หนึ่ง ทว่าไม่กี่วินาทีล่วงผ่าน ตำแหน่งนั้นก็ถูกฉวยไปโดยฟานตีโน่ในชุดสีเขียว-ส้มที่ได้ชื่อว่าเป็นม้ามืดในครั้งนี้ 

“นั่นแหละ มัตเตโอ!” อลิสาโลดเต้น “สู้เขา สู้เขา”  

“มัตเตโอนำแล้ว เอนโซ่!” อาจารย์เกตาน่าอุทานอย่างนึกไม่ถึง ส่วนอาจารย์เอนโซ่ถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้อัฒจันทร์ “เหลือเชื่อมากๆ เขามาจริงๆ”  

ม้ามืดประจำทัวร์นาเมนต์ควบตะบึงผ่านหน้าม้าตัวอื่นๆ ว่องไวดุจสายฟ้าน้อยตามสมญานามของผู้ขี่ ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะมัตเตโออาศัยจังหวะโค้ง แทรกตัวเข้าวงแคบ จนสามารถเบียดแซงฟานตีโน่คอนตราดายูนิคอร์นไปได้ 

“คิดว่าจะหนีพวกฉันพ้นเหรอ ไอ้ลูกพ่อไม่เลี้ยง”  

คำบริภาษนั้นแผ่วเบาดั่งเสียงกระซิบของสายลม เขาได้ยินแว่วๆ ที่ข้างหู แล้วในแวบเดียว ม้าของซิโมเน่ก็ตีคู่ขึ้นมา 

ตัวแทนคอนตราดาป่ากระอึกกระอัก ไม่ทันที่สมองจะสั่งการโต้ตอบ ปลายจมูกม้าอีกตัวก็สอดมาอีกข้างหนึ่ง ฟานตีโน่คอนตราดาเต่านั่นเอง 

“แกเสร็จพวกฉันแล้ว ไอ้มัตเตโอ” สิ้นคำขู่ ซิโมเน่ก็ใช้แท่งไม้ในมือฟาดแขนของมัตเตโอซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ตามกติกา และในห้วงความเจ็บปวดปนสับสนนั้น ตัวแทนคอนตราดาเต่าก็ฉวยโอกาสแซงขึ้นนำเป็นที่หนึ่ง 

“ขี้โกงนี่นา” สาวไทยซึ่งไม่เข้าใจกฎลุกขึ้นด่าทออย่างไม่สนใจอีกต่อไปว่าผู้ชมรอบตัวจะเป็นคนของคอนตราดาเต่าหรือเสือดาวหรือไม่ ในหัวเธอรู้เพียงว่าผู้ชายคนสำคัญคนใหม่ในชีวิตกำลังถูกประทุษร้ายทางกาย 

“เป็นอย่างที่ฉันได้ยินจริงๆ ด้วย” เกตาน่าฟ้อง “พวกเต่ากับเสือดาวมันรวมหัวกันหักโค่นมัตเตโอ เป็นแผนของจอร์โจกับซิโมเน่”  

“อย่าเอะอะไป เกตาน่า” เอนโซ่ปรามเพื่อนสนิททั้งที่ใจตนเองก็รู้สึกดุจเดียวกัน “ถ้ามัตเตโอเก่งจริง เขาต้องชนะพวกนั้นได้ด้วยตัวเอง”  

สิ้นคำวิจารณ์ของผู้เป็นครู ฟูลมีนีโน่ หรือมัตเตโอ กัปเปลลี ก็พุ่งตัวมาอยู่ในแนวระนาบเดียวกับคอนตราดาเต่าอีกครั้ง เขาทำท่าจะขึ้นนำเดี่ยวในรอบสุดท้ายอยู่แล้วเชียว เพียงแต่ฟานตีโน่รุ่นเดียวกันชิงจังหวะควบตามมาติดๆ เสียก่อน 

“อย่าอยู่เลยแก!”  

ซิโมเน่ตวาดเสียงยานคางพลางเสือกม้าของตนเข้าเบียดม้าของมัตเตโอตามกลวิธีที่ได้ร่ำเรียนมาจากเทศมนตรีคอนตราดาเต่า จอร์โจ โบรจี ด้วยแรงกระแทกอย่างจังในจังหวะเลี้ยวโค้ง ถึงม้าแข่งขนสีน้ำตาลที่ฟานตีโน่คอนตราดาป่าขี่หลังจะแข็งแรงกำยำเพียงใด แต่ด้วยเหลี่ยมที่เสียเปรียบ มันจึงซวนเซเสียศูนย์ ถลาหลุดวงโค้งไปชนขอบรั้วกั้นอย่างรุนแรง ส่วนมัตเตโอที่นั่งอยู่บนหลังก็ลอยละลิ่วดุจขนนกที่ปลิวว่อน ก่อนร่วงหล่นบนดินเหนียวผสมทราย 

มันเป็นภาพที่ไม่เคยเลือนจางไปจากความทรงจำของอลิสา แม้เธอจะอยากแสนอยากลืมเท่าใด ทว่าภาพอันน่าขนลุกขนพองนั้นกลับยิ่งตรึกแน่นในจิตสำนึกเหมือนว่าจะตอกย้ำให้จดจำยิ่งขึ้นไป เช่นเดียวกับหยาดน้ำตาพรูพราย และคำขานเรียกชื่อเขาดังสุดเสียงอย่างกับคนบ้า  

คอนตราดาเต่ากำลังจะเข้าเส้นชัย แต่ด้วยความนึกไม่ถึงของนักแข่งมากประสบการณ์ ทำให้เขาถูกคนหนุ่มปาดหน้าคว้าแผ่นผ้าไหมปาลิโอไปครอง  

ครูผู้หญิงของเหล่านิสิตต่างชาติร่ำไห้ฟูมฟายอย่างไม่อายใคร ขณะเดียวกับที่เพื่อนซี้ของนางลุกขึ้นตะโกนเรียกศิษย์ที่รักเหมือนลูกในอุทรอย่างคลุ้มคลั่ง ราวกับเป็นอีกร่างหนึ่งของอาจารย์เอนโซ่จอมตลกโปกฮาในชั้นเรียนภาษาอิตาเลียนและฟานตีโน่ปลดระวางผู้สุขุมลุ่มลึกผู้คอยให้คำแนะนำแก่ลูกศิษย์ 

แชมป์ปาลิโอ ดิ เซียน่า รอบวันที่ 2 กรกฎาคมศกนี้ตกเป็นของซิโมเน่ เบียงโคเนโร หรือ ‘เนโร’ ในวงการปาลิโอ นับเป็นฟานตีโน่คนแรกในรอบหลายปีที่คว้าชัยได้ตั้งแต่ครั้งประเดิมสนาม ทว่าผู้สนับสนุนมัตเตโอละเลยความจริงข้อนี้เสียสิ้น สิ่งเดียวที่พวกเขารู้คือมัตเตโอถูกแย่งชัยไปอย่างไม่เป็นธรรม 

บั้งไฟถูกจุดขึ้นอีกครั้ง เสียงดังกึกก้องปลุกชายหนุ่มที่นอนคว่ำหน้าให้ฝืนใจลืมตาตื่นจากการสลบไสล ผู้คนมากมายกรูกันเข้ามาในสนามเพื่อห้อมล้อมผู้ชนะ นั่นคือสิ่งที่มัตเตโอพอรู้ความ ก่อนที่สติสัมปชัญญะของเขาจะฟื้นคืนมา พร้อมๆ กับร่างของบุรุษพยาบาลที่กวดฝีเท้ามาหาพร้อมเครื่องปฐมพยาบาลพื้นฐาน 

“เจ็บตรงไหนบ้างครับ” หนึ่งในจำนวนนั้นถามเขา 

ปัจจามิตรคนเดียวในสนามของเขากำลังถูกแห่แหนในฐานะผู้ชนะเลิศ ขณะที่ตัวเขาถูกทิ้งให้เดียวดายท่ามกลางความดูแลของทีมแพทย์ 

ชัยชนะ...ความยอมรับ...ม้าแข่งตัวที่ดีที่สุด...ทั้งหมดทั้งมวลที่เขามาดหมายตลอดหลายวันที่ผ่านมา แหลกสลายลงในพริบตาที่กายเขาหลุดออกจากหลังม้า แค่ได้คิดหยาดน้ำตาก็หลั่งรินอย่างมิอาจอดกลั้นได้อีก  

“ไม่!” ฟานตีโน่คอนตราดาป่าคำรามด้วยความเจ็บแค้นอเนกอนันต์ จากเคยคิดว่าตนบรรลุจุดสูงสุดในชีวิต มาบัดนี้เขารู้สึกว่าตนถูกทอดทิ้งให้เดียวดายในโลกแห่งความปราชัย 

ความคิดเห็น