email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

อีกด้านของคนเลว 100%

ชื่อตอน : อีกด้านของคนเลว 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.4k

ความคิดเห็น : 27

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ม.ค. 2564 18:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
อีกด้านของคนเลว 100%
แบบอักษร

“หือ?” ตาแก๊ปขานรับในลำคอหลังจากมองผมนิ่งไปพักใหญ่ ผมกะพริบตาสองสามทีแต่ยังจ้องหน้าเขาไม่ยอม ซึ่งเขาเองก็คาดเดาไม่ออกเหมือนกันว่ากำลังคิดอะไรอยู่ 

“ตาแก๊ป” ไอหมอกดึงแขนเสื้อตาตัวเองยิกๆ พลางมองผมหน้าแดง 

“ให้ตาย! ไม่คิดว่าจะได้คำตอบชวนคลื่นไส้แบบนี้” จากนั้นตามัจจุราชก็ทำหน้ารับไม่ได้แล้วยืดตัวขึ้นตรง จ้องมองผมทางหางตา จากนั้นก็พูดขึ้นสั้น 

“แกไปกับฉัน” 

“ผมเหรอ?” ผมชี้อกตัวเองแล้วเลิกคิ้วขึ้นสูง จะว่าไปตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ผมยังไม่เคยอยู่กับตามัจจุราชลำพังเลยสักครั้ง แทบจะไม่ค่อยได้เจอหน้าเขาเลยด้วยซ้ำ มีแต่คำสั่งที่ฝากคนงานมาเท่านั้น 

“เออ” ตามัจจุราชตอบรับสั้นๆ แล้วเดินออกจากโรงครัวไป  

ผมหันไปมองไอหมอก ยัยนั่นส่งยิ้มให้กำลังใจพลางโบกมือให้ ผมจึงต้องจำใจหมุนตัวเดินตามตามัจจุราชไป จะถูกพาไปฆ่าเพระคำตอบของผมไม่ถูกใจเขาหรือเปล่า 

“ขึ้นรถ” เดินมาถึงระกระบะสี่ประตูเขาก็ร้องสั่งแล้วเดินอ้อมไปนั่งหลังพวงมาลัย ผมแลบลิ้นเลียริมฝีปากพลางลอบถอนหายใจ ใจจริงก็อยากจะไปนอนหลับสักงีบ รู้สึกง่วงชะมัด แต่ก็เอาเถอะ ไปๆ ให้มันจบเรื่องจบราว 

ผมขึ้นไปนั่งข้างคนขับ ตามัจจุราชขับรถออกจากไร่ไม่พูดไม่จา ผมเหล่มองเขาทางหางตา บอกตรงๆ นะว่าเขาดูไม่เหมือนตาของไอหมอกเลย เขาดูไม่แก่เลยสักนิดแถมยังดูแข็งแรง ใบหน้าคมคาย ดูมีเสน่ห์มาก 

ผู้ชายคนนี้เป็นคนแก่ที่เจ๋งที่สุดเท่าที่เคยเจอมา ไม่ใช่สิ! ยังมีอีกคน ปู่ของหมอเมลล์คนนั้น ขนาดปู่ของผมยังแก่แทบจะเดินไม่ไหว โรคภัยรุมเร้า ปู่ผมเป็นทหารแท้ๆ ยังสู้คนพวกนี้ไม่ได้เลย 

“ไปไหนมาแต่เช้า?” อยู่ๆ เขาก็ถามขึ้น ผมเรียกสติตัวเองกลับมาแล้วตอบเสียงเนือย 

“ไปโรงพยาบาลมาครับ เมื่อคืนมีเคสด่วน คุณแม่ครรภ์เป็นพิษต้องผ่าคลอดก่อนกำหนด โชคดีที่ทั้งสองคนปลอดภัย” 

“หน้าอย่างแกไม่เหมาะจะเป็นหมอเลยสักนิด” เขาเหล่มองผมบ้าง ผมกะพริบตาปริบๆ แล้วหันไปมองเขา 

“แล้วหน้าอย่างผมเหมาะจะเป็นอะไร?” ผมถามพร้อมรอยยิ้มมุมปาก 

“เป็นของเล่นให้ฉัน” คำตอบของเขาทำให้รอยยิ้มผมต้องหุบลง เปลี่ยนมาแยกเขี้ยวนิดๆ แทน 

เริ่มจะสงสารหมอเมฆขึ้นมาแล้วสิ ก่อนหน้านี้เขาต้องเจออะไรมาบ้างก็ไม่รู้ 

“ที่บอกว่าผมไม่เหมือนหมอเมฆ ในสายตาของตาแก๊ปแล้ว ผมไม่เหมือนว่าที่พ่อตาผมยังไง?” 

“ไอ้หมอเมฆมันไม่ใช่ประเภทล่าเหยื่อ แต่แกมันใช่” 

“ผมเนี่ยเหรอ?” ผมยิ้มมุมปากทันที ตามัจจุราชหัวเราะขึ้นจมูก 

“แต่ไม่คิดว่าคำตอบของแกมันจะออกมาแบบนั้น นับว่าหัวเร็วใช่ได้? ผมกับเป็นหมอ” 

“ผมแค่ตอบตามความรู้สึกจริงๆ” ผมตอบกลับเสียงแผ่วแล้วหันหน้ามองเส้นทางตรงหน้า ตามัจจุราชนี่ก็ไม่รู้เหตุผลที่ผมมาเป็นหมอหรอก 

“ทักษะการต่อสู้แบบนั้นมันคืออะไร?” ผมเปลี่ยนเรื่องคุย มีโอกาสคุยเรื่องที่สงสัยแล้วจะปล่อยไปก็น่าเสียดาย 

“สนใจ?” เขาหันมาเลิกคิ้วมองชั่วครู่แล้วหันกลับไปมองถนนต่อ ผมพยักหน้ารับเบาๆ 

“ผมสนใจเรื่องแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก พ่อผมได้สายดำของยูโด ส่วนผมก็เรียนยูโดมาตั้งแต่เด็ก” 

“พวกหมอจะเรียนยูโดไปต่อยตีกับใคร?” เขาแสยะปากทันที ผมยักไหล่ให้เขาโดยไม่ได้ตอบอะไร จากนั้นเขาก็เงียบไปเลย อึดใจใหญ่ๆ ต่อมาเขาก็ยอมเปิดปากพูด 

“MMA” 

“แบบผสมผสานเหรอ?” ผมย่นคิ้วเข้าหากัน หันไปมองเสี้ยวหน้าของเขาแทบจะทันที 

“อือ” 

“แต่เท่าที่ผมเห็นมัน….” ผมขมวดคิ้วเข้าหากัน ผมรู้จักศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานหรือที่เรียกกันว่า MMA รวมศิลปะการต่อสู้ทุกศาสตร์ ทุกแขนงมาประยุกต์ใช้ 

“ชีวิตจริงมันไม่เหมือนการเรียนหรือยืนอยู่ในสังเวียนหรอก ไม่มีคนดีๆ ที่ไหนเขาเอา MMA มาใช้กันในชีวิตจริงบ่อยนักหรอก ตอนเราต้องการป้องกันตัวหรือปกป้องตัวเอง ในชีวิตจริงมันไม่มีเวลามาต่อสู้ตามแบบแผน ถึงเวลานั้นจริงๆ มันก็แค่การเอาตัวรอด ทักษะการต่อสู้พวกนี้ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์” ตาแก๊ปสวนขึ้น 

ผมนิ่งไปกับคำตอบของเขาและก็พอจะเข้าใจอยู่บ้าง จริงอยู่ที่ผมเรียนยูโดมาแต่ก็ไม่เคยเอามาใช้ในชีวิตจริงเลยสักครั้งเดียว ในหัวของผมจึงมีแต่ทักษะที่เป็นแบบแผน ท่วงท่าที่เคยเรียนมาเท่านั้น 

“ทำไมถึงต้องเรียน MMA” 

“แกเป็นนักข่าวหรือเป็นหมอเนี่ย ถามมากจริง!” 

“ผมก็แค่อยากรู้จักตาของเมียผมให้มากขึ้นเท่านั้น” คำตอบของผมทำให้เขาต้องหันมาหรี่ตามอง นัยน์ตาคมกริบหรี่ลงแต่เพียงอึดใจเขาก็หันกลับไปขับรถต่อ 

“เรียนมันมาจากในคุก มีไอ้ปีศาจหัวแดงตัวแสบสอน” 

“ผมไม่รู้หรอกว่าปีศาจหัวแดงคือใคร แต่ผมสนว่าทำไมในคุกถึงสอนเรื่องพวกนี้” 

“ไม่ได้สอน แต่ฉันสู้กับควายร่างยักษ์แทบจะทุกวัน กว่าจะเรียนรู้ได้ ซี่โครงฉันหักไปกี่ซี่แล้วก็ไม่รู้” 

“ผมไม่เข้าใจ คุกที่ว่านี่…..” 

“หึ! ไม่ใช่คุกที่ทนุถนอมนักโทษเหมือนแถวนี้หรอก” ตาแก๊ปสวนขึ้นแล้วยิ้มมุมปาก ผมจึงไม่ได้ถามอะไรเขาต่อและเขาก็เลี้ยวรถมาจอดที่โรงพักพอดี ผมจึงได้แต่นั่งกะพริบตามองรอบตัวตาปริบๆ  

คือว่า…..พาผมมาโรงพักทำไม? 

กำลังจะหันไปถามแต่ตามัจจุราชก็เปิดประตูลงจากรถไปเสียก่อน ผมเห็นเขาเดินไปกระบะหลังรถแล้วยกลังไม้อันใหญ่ลงจากกระบะก่อนจะเดินตัวปลิวเข้าไปในโรงพัก 

ผมรีบเปิดประตูแล้วลงจากรถตามเขาไปติด ๆ ขนยาเสพติดมาให้ตำรวจหรือไง อยู่กับตามัจจุราชนี่ใจคอผมไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่เลย 

“โอ้! วันนี้ป๋าแก๊ปแจกผักสดอีกแล้ว” 

ผมโผล่เข้าไปในด้านในก็ได้ยินเสียงของตำรวจดังขึ้น เจ้าหน้าที่ลุกจากโต๊ะกรูกันเข้ามาห้อมล้อมลังไม้ที่ตามัจจุราชวางลงบนพื้น 

“ผักเหลือ ผลไม้เน่า เชิญพวกแกแย่งกันได้เลย เก็บไว้แล้วมันรกไร่ของฉัน” ตาแก๊ปแสยะปาก จากนั้นก็เดินไปนั่งบนโซฟา ยกขาขึ้นวางพาดลงบนโต๊ะ 

ผมยืนมองเจ้าหน้าที่ตำรวจรุมทึ้งแย่งผักผลไม้ในลังแล้วเผลอยิ้มมุมปาก คิดว่าเอายาเสพติดมาให้ตำรวจเสียอีก 

“เฮ้ย! มึงน่ะ กูไม่ให้หรอกนะ” ตาแก๊ปร้องขึ้นแล้วชี้นิ้วไปที่ตำรวจนายหนึ่ง อีกฝ่ายชะงักมือที่กำลังหยิบมะละกอสุก 

“ทำไม? หมู่มันพึ่งจะย้ายมา” นายตำรวจอีกนายพูดขึ้น แต่ตาแก๊ปยกยิ้มมุมปาก 

“พึ่งย้ายมาก็เริ่มเก็บส่วย รับใต้โต๊ะแล้วเหรอ? ได้ส่วยมาเยอะ ก็ไปหาซื้อกินเอาเองสิ” คำพูดของตาแก๊ปทำให้นายตำรวจหน้าถอดสีไปเลย จากนั้นก็รีบเดินหนีออกไปโดยไม่พูดไม่จา 

“ระวังจะถูกร้องเรียนว่ามาติดสินบนเจ้าหน้าที่นะ” นายตำรวจอีกนายส่ายหน้า ตาแก๊ปหัวเราะในลำคอ กลอกตาไปมา 

“ถ้าจะถูกจับเพราะขนผักผลไม้มาให้ตำรวจ กูก็ไม่อยากแก่ตายหรอก” 

“นี่ตา” นายตำรวจพูดขึ้นแต่ก็หุบปากลงเมื่อตามัจจุราชหันไปหรี่ตามอง 

“เรียกว่าตา มึงแก่กว่าหลานกูเป็นสิบปี” 

“เอ่อ…ลุงก็ได้ นี่ใครเนี่ย พามาส่งตำรวจอีกแล้วเหรอ?” นายตำรวจหันมามองผม เล่นเอาขนต้นคอลุกเลย ไม่เคยเดินเข้าสถานีตำรวจแบบนี้สักที 

“เหยื่อกูเอง ช่างเถอะ เอาที่เหลือไปแบ่งกันเองแล้วกัน” ตาแก๊ปโบกมือไปมาก่อนจะลุกขึ้นยืน จากนั้นก็เดินไปหานายตำรวจนายหนึ่งพร้อมกับยื่นบางอย่างให้ แต่ผมไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร 

“ไปซัดใครมาอีกล่ะลุงเนี่ย” 

“กูไม่ซัดคนดีหรอก พวกมึงก็เหมือนกัน ถ้าตุกติกคิดไม่ซื่อ อย่าหวังเลยว่ากูจะปล่อยไป” ตามัจจุราชยกนิ้วชี้หน้านายตำรวจเรียงตัวอย่างไม่เกรงกลัว 

นั่นตำรวจนะ ผมเห็นเขาแล้วก็อดส่ายหน้าไม่ได้ เข้าใจแล้วว่าทำไมลุงกราฟถึงบอกว่าไร่ดิรกมีตำรวจเข้าออกบ่อยกว่าชาวบ้าน 

“เจ้าของไร่ดิรกขนผักเน่าๆ มาติดสินบนเจ้าหน้าที่อีกแล้วเหรอ ปิดปากให้คนงานในไร่หรือยังไง” ระหว่างนั้นก็มีเสียงแหบๆ ดังขัดขึ้น 

ผมหันกลับไปมองชายวัยกลางคนแต่งตัวดี สวมทองเต็มตัวเดินออกมาจากห้องสอบสวน คนคนนี้จะเรียกว่าเสี่ยก็ได้ รวยใช่เล่น 

“ไอ้ตำรวจดีๆ มันชอบผักเน่า แต่ตำรวจเลวๆ มันชอบแบงก์” ตาแก๊ปสวนกลับแล้วยิ้มมุมปากเยาะเย้ย 

“แล้วคนที่ขึ้นชื่อว่าไอ้ขี้คุก อดีตเคยค้ายา เขาเรียกว่าอะไรนะ?” อีกฝ่ายไม่ยอมแพ้ คำพูดของชายคนนั้นเหมือนกำลังยั่วยุตาแก๊ปอยู่ ตอนแรกผมคิดว่าเขาจะโกรธแต่เขากลับยิ้มรับ 

“เรียกว่าอัศวินมาเก็บกวาดลูกน้องเสี่ยโง่ๆ บางคนล่ะมั้ง” 

“แก!” 

“หึ!” ตาแก๊ปหัวเราะในลำคอ จ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้ 

ผมลอบมองทั้งสองคนตาไม่กะพริบ คอยลุ้นว่าจะเปิดศึกกันบนโรงพักหรือเปล่า ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดูเหมือนกำลังเตรียมพร้อมที่จำรับมือเหมือนกัน 

หนึ่งคนคือคนที่คิดว่าน่าจะรวยมาก ส่วนอีกคนเป็นเจ้าของไร่อดีตเคยเป็นไอ้ขี้คุก 

ไม่คิดว่าที่นี่จะมีอะไรให้น่าสนใจกว่าที่คิด 

“คุณเป็นหมอเหรอ?” นายตำรวจนายหนึ่งเดินมาถามผม 

“ครับ” 

“หมอคิดยังไงถึงกล้ามาจีบไอหมอกเนี่ย คนในหมู่บ้านที่นี่ไม่มีใครกล้าไปจีบหลานสาวไร่ดิรกหรอกนะ แม้กระทั่งตำรวจ” นายตำรวจหัวเราะชอบใจ ช่างไม่เข้ากับสถานการณ์เลยจริงๆ 

“พวกเขากลัวตาแก๊ปกันเหรอครับ” 

“ก็คงอย่างนั้น แต่คนดีๆ เขาไม่กลัวตาลุงนั่นหรอกนะ เขาเป็นคนเลวที่ไม่ได้เลวน่ะ” นายตำรวจหัวเราะชอบใจก่อนจะตบมือลงบนบ่าผมแล้วหันไปห้ามทัพ 

“อย่ามีเรื่องกันบนโรงพัก ต่อให้เป็นเสี่ยที่ชาวบ้านรักหรือเจ้าของไร่ดิรกที่ชาวบ้านกลัว ผมก็จับพวกคุณสองคนยัดตารางได้นะ” คำขู่ของนายตำรวจทำให้ทั้งสองคนแยกกันได้ 

“กลับไอ้หมอ!” ตาแก๊ปเดินผ่านผมพร้อมคำสั่ง ผมหันไปก้มหัวให้นายตำรวจเล็กน้อยแล้วเดินตามร่างสูงออกมาขึ้นรถ 

“ไอ้แก่เอ๊ย!” ขึ้นรถมาได้ตามัจจุราชก็สบถออกมา ผมเหล่มองเขาทางหางตาแล้วอยากจะเถียงเหมือนกันว่าระหว่างเสี่ยคนนั้นกับตาแก๊ป มันก็แก่พอๆ กันนั่นแหละ 

“เสี่ยที่รักของชาวบ้านเหรอ?” ผมพึมพำ ถ้าเสี่ยคนนั้นเป็นที่รักแล้วทำไมถึงไม่ถูกกับตาแก๊ป อ้อ! สงสัยตาแก๊ปนี่ชาวบ้านจะเกลียดกัน 

“เออ แจกเงินเป็นว่าเล่น จะไม่รักได้ยังไง แจกเสร็จก็ยึดที่ดินของชาวบ้าน ช่างเป็นคนดีจริงๆ” ตาแก๊ปเบะปากแล้วขับรถออกจากโรงพัก 

“ยึดที่ดินเหรอ?” 

“อือ มันปล่อยเงินกู้ ดอกเบี้ยมหาโหด ปากก็พูดว่าเป็นคนใจบุญ แจกเงิน แจกของ มนุษย์น่ะ พอได้ของฟรีก็ชอบทั้งนั้น มองเห็นคนชั่วเป็นคนดีได้ แต่ก็ไม่รู้กี่รายที่ต้องเสียทั้งบ้าน ทั้งที่ดินให้ไอ้เสี่ยนั่นน่ะ มันถึงได้มีเงินมาเสริมบารมีไง”  

“แต่ตาแก๊ปกลับถูกชาวบ้านเกลียด?” ผมแซวกลับแล้วอมยิ้ม 

“ชาวบ้านเห็นฉันเป็นไอ้ขี้คุก เคยค้ายา ก็ไม่แปลกที่จะถูกเกลียด” เขายักไหล่ไม่แยแส ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รู้สึกอะไรกับการถูกเกลียดด้วยซ้ำ 

“ทำไมถึงเอาผักในไร่มาให้ตำรวจ แล้วทำไมตำรวจนายนั้นถึงไม่ได้” 

“ตำรวจพวกนั้นมันทำงานหนัก ทั้งพวกสืบจับคนร้าย ออกลาดตะเวนดูแลชาวบ้าน แต่ส่วนใหญ่จะถูกชาวบ้านด่ามากกว่าชื่นชม ส่วนไอ้หมู่ใหม่คนนั้น พึ่งย้ายมาก็ออกลาย เรียกเก็บเงิน ทุจริต จะไปให้มันกินทำไม?” ตาแก๊ปกลอกตาไปมา ผมหันไปมองเสี้ยวหน้าเขาแล้วยิ้มบางๆ  

หือ? ตามัจจุราชนี่มีอะไรให้น่าสนใจเยอะพอๆ กับที่นี่เลย 

“นั่นสินะ ผมเห็นคนมักจะเกลียดตำรวจ ผมยังคิดว่าตำรวจนี่เลวไปหมดเลยหรือไง” ผมยักไหล่บ้าง พูดคุยสบายๆ ขึ้น ไม่ได้เกร็งเหมือนตอนแรก 

“จะอาชีพไหน มันก็มีทั้งคนดีและคนเลวนั่นแหละ ไม่มีใครขาวไปหมดหรอก แม้กระทั่งตัวคนที่ต่อว่าคนอื่นว่าเลว แกคิดว่าคนดีดูจากอะไรล่ะ?” ประโยคหลังตาแก๊ปหันมาถามผม  

ผมเป็นหมอ มีหน้าที่แค่ทำคลอดและรักษา ไม่ได้พัวพันกับพวกสายตำรวจแบบนี้ ผมก็ไม่ค่อยจะเข้าใจสักเท่าไหร่ 

“ไม่รู้สิครับ” 

“ไม่มีใครตอบได้ใช่ไหมว่าคนดีดูจากอะไร นั่นเท่ากับว่าโลกนี้ไม่มีคนดีหรอก” จบประโยคของตาแก๊ปผมก็หันไปมองเขาแล้วนิ่งเงียบไป 

ไม่มีคนดีเหรอ? 

“ผมไม่เข้าใจ” 

“มันก็แค่คำพูดสร้างโลกปลอมๆ ขึ้นมาเท่านั้นแหละ ดูอย่างไอ้เสี่ยนั่นสิ ทั้งๆ ที่ฮุบที่ดินชาบ้านไปไม่รู้เท่าไหร่ ก็แค่สร้างโลกคนดีขึ้นมา ก็กลายเป็นคนดีในสายตาชาวบ้านไปแล้ว แต่ในชีวิตจริง โลกใบนี้มันมีแต่สีเทาเท่านั้น” 

“ตาจะบอกว่าแม้กระทั่งหมอเมฆ ไอหมอก ลุงกราฟ ปู่แม็กซ์และคนในไร่ ไม่มีใครเป็นคนดีเลยเหรอ?” ผมขมวดคิ้วเข้าหากัน  

“พวกนั้นไม่ใช่คนดีหรอก ก็แค่คนที่รู้จักแยกแยะ มีเหตุผล ไม่มองข้อเสียคนอื่น ไม่คิดถึงแต่ผลประโยชน์ และไม่ว่าร้ายคนอื่น พวกนั้นก็แค่คนทั่วไป อ้อ! ยกเว้นไอ้แม็กซ์ ไอ้เวรนั่นมันพวกสารเลว” 

ความคิดของตาแก๊ปนี่แปลกดีจัง ผมลืมตัวมองเสี้ยวหน้าของเขาอย่างใช้ความคิด เป็นคนที่มีความคิดไม่เหมือนใครดี 

“แล้วคนอย่างตาล่ะ เรียกว่าอะไร?” ผมถามต่อพร้อมกับรอยยิ้มุมปาก เขาจอดรถติดไฟแดงพอดีแล้วหันมามองหน้าผมนิ่ง อึดใจเขาก็ตอบสั้น 

“ฉันมันคนเลวที่กำลังชดใช้” 

คำตอบของตาแก๊ปครั้งนี้ทำให้ผมต้องเงียบลงแล้วนั่งมองหน้าเขาอยู่แบบนั้น เป็นคำตอบที่ทำเอาผมชะงักไปเลย 

ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะกระจกรถเรียกสติ ตาแก๊ปหันไปมองชายแก่ขายพวงมาลัยแล้วกดเลื่อนกระจกรถลง 

“เห็นรถก็จำได้แล้วว่าต้องเป็นรถคุณแก๊ป” 

“ขายดีไหมล่ะ?” ตาแก๊ปถามกลับ ดูเหมือนจะรู้จักกัน คนขายพยักหน้าแล้วยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ก็ไหนบอกว่าชาวบ้านเกลียดตาแก๊ปกันไง 

“ที่ไร่มีดอกรักกับมะลิออกเยอะแล้วนะ ลูกสะใภ้ฉันปลูกดอกดาวเรืองกับบานไม่รู้โรยทิ้งเอาไว้ เข้าไปเอาในไร่ได้ ช่วงนี้มะลิแพงนี่” 

“ขอบคุณครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมรีบเข้าไปนะครับ” คนขายพนมมือไหว้ตาแก๊ปอย่างดีใจ จากนั้นเขาก็ขับรถออกจากไฟแดง 

“แจกเหรอ?” ผมถามถึงเรื่องดอกไม้ที่เขาให้คนขายเข้าไปเอาในไร่ 

“ไม่ได้แจก จ่ายเงินโว้ย!” เขาสวนกลับ 

“แล้วทำไมเขาต้องดีใจขนาดนั้น” 

“ก็มันถูกกว่าไปซื้อที่ดิน ไม่ได้โขกสับราคาแพง ดอกไม้ที่ไร่ไม่ได้ขายเป็นผลผลิตหลัก ก็แค่ขึ้นตามธรรมชาติของมัน ไม่ได้ลงทุนอะไร” 

“แล้วทำไมตาไม่แจกไปเลยล่ะ ไหนๆ ก็ไม่ได้ลงทุนอยู่แล้ว” 

“นี่แกเห็นฉันเป็นพ่อพระหรือไง? ถ้าให้ฟรี มันก็คงชอบเลย ไม่ต้องไปขวนขวายหาอะไรแล้ว ชีวิตต้องดูแลตัวเองไม่ใช่แบมือขอจากคนอื่นอย่างเดียว ” ตาแก๊ปหันมาแยกเขี้ยวให้ทันที ผมอ้าปากนิดๆ แล้วสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ 

“ทีตำรวจยังขนผักไปแจกเลย” 

“ผักมันจะเน่า เก็บไว้มันรกไร่!” เขาสวนกลับอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด จากนั้นในรถก็เงียบลง ผมไม่รู้ว่าเขาจะพาผมไปไหนหรอก แต่ก็รู้สึกดีที่ได้มากับเขา ได้เห็นอะไรเยอะแยะ 

อยากเห็นว่าชีวิตจริงๆ ของคนที่มีอดีตไม่ดีมาก่อนจะเป็นยังไงเหมือนกัน 

“ฉันไม่ได้แจกทุกคนหรอกและไม่คิดจะยุ่งวุ่นวายกับชีวิตของใครด้วย จะอดตายก็เรื่องของพวกมัน ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉัน เอาแค่ชีวิตลูกเมีย หลานๆ ตัวเองก็พอแล้ว แต่ว่าบางครั้งคนบางคนก็ควรจะตอบแทนอะไรพวกเขาบ้าง ตำรวจพวกนั้นทำงานหนักโดยที่ไม่มีใครรู้ เงินเดือนพวกมันก็ไม่ได้ขึ้น แถมยังต้องไปเสี่ยงตายกับกระสุนของไอ้พวกค้ายาอีก มีเรื่องอะไรเดือดร้อนก็เรียกหาแต่พวกมัน แต่กลับมีคนส่วนน้อยที่มองเห็นข้อดีของพวกมัน ฉันเคยเป็นศัตรูกับตำรวจตอนที่ค้ายาอยู่ แต่หลังจากถูกจับ มีชีวิตวุ่นวายอยู่กับไอ้พวกตำรวจน่ารำคาญมันก็มองเห็นบางอย่างขึ้นมา ตัวฉันเลวเองแต่ทำไมต้องไปเป็นภาระของไอ้พวกนั้นให้มันมาไล่จับฉันด้วยก็ไม่รู้สิ”  

เลวเองแต่ไปเป็นภาระของตำรวจเหรอ? ผมทวนคำพูดของเขาแล้วกะพริบตาปริบๆ 

“นั่นมันหน้าที่ของตำรวจไม่ใช่เหรอ ตำรวจมีไว้จับโจร หมออย่างผมก็มีไว้รักษา” ผมเถียงกลับเสียงแผ่ว คนไข้ของผมคงไม่ใช่ว่าท้องเองแล้วมาเป็นภาระให้ผมทำคลอดหรอกใช่มั้ย? 

“แล้วพวกค้ายามีหน้าที่ต้องทำตัวเลวเหรอ?” คำถามสวนกลับมาเหมือนหมัดฮุกเข้ากลางลิ้นปี่ของผม จนต้องรีบหุบปากลง 

“ตานี่ผิดจากที่ผมคาดเอาไว้เยอะเลยนะ” ผมหันหน้ามองออกไปด้านหน้ารถแล้วกลอกตาขึ้นบน ปากก็พึมพำ 

“รู้แบบนี้ ยังอยากสู่ขอไอหมอกอยู่อีกมั้ยล่ะ?” 

“อยาก ผมสู่ขอไอหมอก ไม่ได้สู่ขอตาสักหน่อย” ผมสวนกลับบ้างรอบนี้เขาเหยียบเบรกรถกะทันหันจนหัวผมพุ่งไปกระแทกกระจกดังโป๊ก 

ตามัจจุราช!! 

 

[Part : เรส] 

“เฮ้อ! น่าเบื่อ” 

ผมนอนถอนหายใจอยู่ใต้ร่มไม้ในไร่ มีหนังสือปิดหน้าเอาไว้ ตาแก่ไปกับไอ้หมอทำคลอดนั่นหายต๋อมไปเลย ทิ้งผมไว้ที่ไร่คนเดียว เบื่อเป็นบ้า อยากไปยืดเส้นยืดสายบ้าง 

ส่วนไอหมอกก็ไปช่วยแม่เก็บเห็ดไปแล้ว เวลาอยู่กับผมไม่เหมือนอยู่กับไอ้หมอทำคลอดนั่นเลย หึ! ได้แค่กลิ่นก็รู้แล้วว่ายัยนั่นรักไอ้หมอทำคลอดจนโงหัวไม่ขึ้น 

หงุดหงิดชะมัด! 

ครืด! ครืด! 

มือถือในกระเป๋ากางเกงสั่นมาหลายรอบแล้ว แต่ผมทำเป็นไม่สนใจเพราะรู้ว่าเป็นปลายสายจากใคร ส่งตรงมาจากนิวยอร์กแน่ๆ 

“เฮ้อ! ผมถอนหายใจอีกรอบแล้วตัดสินใจควานหามือถือออกมามองหน้าจอ ตอนแรกก็ว่าจะตัดสายทิ้งแต่เมื่อเห็นชื่อไลน์ที่โทรเข้ามาก็ต้องนิ่วหน้า 

ไม่ได้มาจากนิวยอร์กแต่มาจากญี่ปุ่น 

ผมตัดสินใจรับสายโทรไลน์ หน้าจอปรากฏใบหน้าของชายแก่อีกคนที่ยังดูหล่อเหลาจนน่าหมั่นไส้ 

“มีอะไรปู่?” 

“แกอยู่ที่ไหน?” ปู่ถามกลับ คิ้วเข้มขมวดมุ่น ผมกลอกตามองรอบตัวแล้วปรับกล้องให้ปู่มองดูรอบๆ ตัวผม 

“ไร่ไอ้แก๊ปเหรอ?” 

“อือ มาขอสาวแต่งงาน” ผมขานรับแล้วกระตุกยิ้มมุมปาก ปรับกล้องหันกลับมา ยกท่อนแขนรองหัวตัวเองให้มองปู่ชัดขึ้น 

ปู่ผมไม่ได้อยู่นิวยอร์กแต่อยู่ที่ญี่ปุ่นกับย่า ปู่ลาออกจากซีไอเอไปแล้ว กลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายกับย่าที่ญี่ปุ่นสองคน ปู่ผมเป็นคนไทยแท้แต่มีน้องชายต่างพ่อที่เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นอยู่หนึ่งคน 

นั่นก็คือหมอเรน ประวัติของหมอเรนคนนั้นก็ไม่ธรรมดา บอกไปใครจะเชื่อว่าคนเป็นหมอฝีมือดีของญี่ปุ่นคนนั้นจะเคยเป็นเด็กเกเร ติดยาเสพติดมาก่อน 

แต่ก็เลิกยาได้เพราะเป็นหนูทดลองให้กับองค์กรลับที่มีแก๊งอำนาจมืด แก๊งยาเสพติดขึ้นชื่อระดับแนวหน้าอยู่เบื้องหลัง อดีตแก๊งนี้มีหัวหน้าแก๊งถูกเรียกว่าราชาไทงะเป็นคนควบคุมดูแล 

ยาทดลองตัวนั้นถูกผลิตขึ้นเพื่อให้คนเคยเสพยาเลิกยาไปเองโดยไม่รู้ตัว ถูกสลับเปลี่ยนกับยาเสพติดของจริง แต่ยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนเพราะพวกเรายังต้องต่อสู้กับพวกค้ายากันอีกนานและต้องพัฒนาตัวยาอีกเยอะ 

“อย่าบอกนะว่าหลานไอ้แก๊ปน่ะ?” ปู่ได้ยินแบบนั้นก็ถามกลับมาด้วยใบหน้าสยดสยอง อย่ามาทำหน้าเหมือนญี่ปุ่นแผ่นดินไหวไปหน่อยเลย 

“แล้วจะทำไม?” 

“จะแต่งงานกับใครก็ได้ ยกเว้นลูกหลานบ้านนั้น ฉันเบื่อขี้หน้าไอ้แก๊ปเต็มทน ไม่มีใครอยากจะดองกับไอ้เวรนั่นนักหรอก” ปู่โวยวายกลับมาจนผมต้องกลั้นหัวเราะเอาไว้ 

ถ้าถามว่าปีศาจหัวแดงที่เขาพูดถึงกันและเป็นคนที่จับตาแก๊ปคนนั้นเข้าตารางแล้วส่งให้ไปเป็นสายของเจ้าหน้าที่ในคุกจนกวาดล้างพวกค้ายาไปได้ส่วนหนึ่งอยู่ที่ไหน ก็ต้องบอกว่า อยู่ตรงหน้าผมนี่แหละ 

ปู่ของผมเป็นคนเดียวที่ตามล่าตัวตาแก๊ป บางทีมันอาจจะฟังดูขัดๆ กัน ทำไมเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลอเมริกาจะต้องลงมาจับพ่อค้ายาเล็กๆ ในเมืองไทยด้วย 

มันโชคร้ายตรงที่ตาแก๊ปดันไปเป็นเครือข่ายของเจ้าพ่อค้ายาในอเมริกาเข้าน่ะสิ ช่วงนั้นบูมกันน่าดูเลย ปู่ของผมถูกชะตาตาแก๊ปเข้าให้ ก็เลยตีซี้กันมาถึงทุกวันนี้ 

ฟังไม่ผิดหรอก เห็นทำท่าทางขยะแขยงกันแบบนี้ แต่พวกเขาซี้กันน่ะ เจ้าหน้าที่กับผู้ต้องหา 

ตาแก๊ปคนนั้นไม่ใช่คนเลวโดยสันดานหรอก การค้ายาของเขามันมีเหตุผล และครอบครัวพวกเราก็เข้าใจเขาดี ถึงได้แวะเวียนมาหาเขาบ่อย ๆ จะบอกว่าพวกเราเป็นครอบครัวที่ห่วงใยกันก็ได้ 

ผมเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแต่ผมเคารพตาแก๊ปคนนั้นมาก เคารพในความเป็นลูกผู้ชายของเขา เคารพในการยอมรับผิดของตัวเอง ไม่ได้โทษใครหรืออะไร แต่เขาโทษตัวของเขา 

เขาเป็นคนเดียวที่ยอมรับผิดและพยายามแก้ไขและชดเชยในสิ่งที่เขาทำมาโดยตลอดจนถึงทุกวันนี้ 

คนแบบนั้นมันน่าเคารพมากกว่าคนที่ไม่เคยโทษตัวเองหรือพยายามแก้ไขตัวเองเลยไม่ใช่หรือไง 

“ฉันเกลียดขี้หน้ามัน” 

“เอาน่าๆ ยังไงตาแก๊ปก็เคยเป็น…อุ๊บ!!” ผมส่ายหน้าไปมาเสียงเนือยแต่ยังพูดไม่จบก็ต้องรู้สึกจุกจนอาหารเที่ยงแทบพุ่งออกจากปาก บางสิ่งบางอย่างวิ่งมาเหยียบท้องผมเต็มๆ 

“เป็นอะไร?” ปู่ถามมาตามสาย ผมรีบดีดตัวลุกขึ้นนั่งหน้าเหยเก กวาดสายตาไอ้บางสิ่งบางอย่างที่ว่าก็ต้องกะพริบตาปริบๆ 

หมาเหรอ? 

“อ๊ะ! ขอโทษที มะม่วงวิ่งหนีฉันน่ะ เหยียบนายหรือเปล่า?” เสียงเล็กๆ ดังตามมา ผมหันไปมองร่างเล็กที่วิ่งหอบตามหมามาแล้วนิ่วหน้า 

ยัยเด็กนี่ หลานสาวคนเล็กของตาแก่นั่นนี่ ตั้งแต่มาที่นี่พึ่งจะเจอตัวนี่แหละ คิดว่าถูกตาแก่จับขังเอาไว้ไม่ให้โผล่มาเจอผมเสียอีก 

“ไอ้หมานั่นชื่อมะม่วงเหรอ?” ผมชี้นิ้วไปที่หมา มือก็กดวางสายปู่ไปเรียบร้อยแล้ว 

“ใช่” 

“ส่วนไหนของมันที่เหมือนมะม่วง?” ผมทำหน้าประหลาดใส่ จากนั้นก็ได้รับสายตาค้อนๆ มาจากยัยนั่น 

ชื่ออะไรนะ ลืมไปแล้ว 

“ฉันเก็บมันได้ที่ต้นมะม่วง ตอนนั้นมันนอนอยู่ใต้ต้นมะม่วงเหมือน…” ยัยนั่นหยุดพูดแล้วจ้องมองผมเขม็ง ผมก็มองยัยนั่นเขม็งเหมือนกัน มองแบบนั้นอยากมีเรื่องเหรอ 

“เหมือนอะไร?” 

“เหมือนนายตอนนี้เลย” ยัยนั่นหัวเราะคิก ชี้นิ้วมาที่ผม 

ผมกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะเงยหน้ามองมองต้นไม้แล้วก็เห็นลูกมะม่วงลอยอยู่บนหัว ผมกำลังนอนอยู่ใต้ต้นมะม่วง 

ยัย!! ฉันจะฆ่าเธอซะ!  

 

 

[Part : ออสติน] 

ตามัจจุราชขับรถกลับมาถึงไร่ก็จอดรถหน้าออฟฟิศและก่อนที่ผมจะเปิดประตูลงจากรถ เขาก็ถามขัดขึ้น 

“แกบอกเหตุผลฉันมาสามข้อสิ ว่าทำไมฉันจะต้องยอมยกหลานสาวของฉันให้แก อ้อ! เตือนไว้ก่อนนะไอ้เหตุผลที่ว่าจับหลานสาวฉันทำเมียไปแล้ว เรื่องนั้นฉันไม่สน” 

ผมหันกลับไปมองตามัจจุราชแล้วกลอกตาครุ่นคิด เหตุผลสามข้อเหรอ ตามัจจุราชนี่เคยถามหมอเมฆแบบนี้หรือเปล่า ถ้าเป็นคนอย่างหมอเมฆ คงจะตอบว่า 

เพราะรัก อยากดูแลและห่วงใย 

แต่ผมไม่มีทางตอบแบบนั้นแน่ๆ ผมยิ้มมุมปาก สบนัยน์ตาคมกริบของคนตรงหน้าพร้อมคำตอบ 

“เพราะผมหล่อ ผมรวย ผมเป็นหมอ” 

ผมพูดจบก็ยิ้มส่งท้าย เปิดประตูลงจากรถเดินผิวปากอารมณ์ดีกลับบ้านพักตัวเอง เมื่อกี้เห็นตาแก๊ปหรี่ตาลง สันกรามกระตุกเหมือนพร้อมจะจับหัวผมโขกกำแพงให้ตายคามือ 

“ออสติน” ผมกำลังจะเปิดประตูบ้านก็ได้ยินเสียงเรียกของไอหมอก จึงหันกลับไปมอง ยัยนั่นวิ่งขึ้นบันไดบ้านมาหาผมหน้าตาตื่น 

“เกิดอะไรขึ้น” 

“ฉันแค่เป็นห่วงนายน่ะ ตาแก๊ปไม่ได้แกล้งอะไรนายใช่มั้ย?” ไอหมอกสำรวจเนื้อตัวผมจริงจัง ผมได้แต่ยืนมองยัยนั่นจับตัวผมหมุนไปหมุนมาไม่หยุด 

ตอนแรกก็คิดว่าจะปฏิเสธว่าไม่เป็นอะไร แต่คิดดูแล้วไม่เอาดีกว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอสำออยจับยัยนี่กินจะดีกว่า 

ผมไม่ได้กินยัยนี่มากี่วันแล้วก็ไม่รู้ ในเมื่อตามัจจุราชรู้ถึงความสัมพันธ์ของผมกับไอหมอกแล้ว ผมก็ไม่จำเป็นจะต้องปกปิดอะไร หมอเมฆเองก็คงจะรู้แล้วเหมือนกัน สายตาผู้ชายด้วยกันแถมยังเป็นรุ่นตา รุ่นพ่อผมอีก จะมองผมกับไอหมอกไม่ออกเชียวเหรอ 

“โอ๊ย!” ผมแกล้งร้องแล้วเซไปหายัยนั่น ไอหมอกรีบประคองผมไว้ตาโต ผมเหวี่ยงแขนไปคล้องบ่ายัยนั่นเป็นหลักยึดแล้วให้ยัยนั่นพยุงผมไว้ 

“นายเป็นอะไรมากมั้ย?” 

“เป็น ตาเธอแกล้งฉัน ขับรถแล้วเบรกกะทันหันจนหัวฉันพุ่งไปกระแทกกระจก” ผมก้มหัวลงเล็กน้อยให้ไอหมอกเป็นรอยแดงที่หน้าผาก อันนี้เรื่องจริงนะ ไม่ได้มารยา 

“เข้าไปทายาก่อนมั้ย? เจ็บมากมั้ย?” ไอหมอกเป่าลมเบาๆ ที่รอยแดง นิ้วเล็กค่อยๆ แตะที่หน้าผาก ผมหลบซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ 

ยัยนี่ลืมไปหรือเปล่าว่าผมเรียนยูโดมา แน่นอนว่ารอยฟกช้ำพวกนี้มันไม่ทำให้ผมรู้สึกเจ็บได้หรอก 

แต่ก็ดีแล้ว รู้สึกดีเป็นบ้า 

ไอหมอกพยุงผมเข้าไปในบ้าน ไปนั่งบนเตียงนอน มือก็สำรวจรอยแดงที่หัวแล้วกวาดสายตามองทั่วร่างผม 

“เจ็บตรงไหนอีกไหม ตาแก๊ปน่ะไม่ค่อยออมมือหรอกนะ ซัดเป็นซัดทุกที” ไอหมอกบ่นอุบ ผมกัดปากตัวเองแล้วรีบปรับสีหน้าเหยเก 

“ท้องก็เจ็บ รู้มั้ยว่าตาเธอพาฉันไปไหนมา?” ผมยื่นหน้าไปถามใกล้หน้าเนียน ไอหมอกส่ายหน้าให้ แววตาเป็นห่วงผมชัดเจน 

“พาไปมีเรื่องต่อยกับพวกวัยรุ่นจนต้องขึ้นโรงพัก” 

“หา? ตาแก๊ปไม่เคยพาคนที่ต่อสู้ไม่เก่งไปมีเรื่องหรอกนะ” ไอหมอกอ้าปากค้าง ผมเห็นแววตาสงสัยของยัยนั่นแล้วต้องนิ่วหน้า ยัยนี่ลืมจริงๆ เหรอ 

“ไอหมอก เธอลืมไปแล้วเหรอว่าฉันเคยเรียนยูโดมา” ผมจับแก้มยัยนั่นแล้วดึงเข้ามาใกล้ ปากก็ถามไปด้วย ไอหมอกกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะทำท่าทางนึกขึ้นมาได้ 

“แต่นายเรียนมาแล้วไม่เคยใช้เลย อีกอย่างนี่มันของจริงนะ ตาแก๊ปน่ะมีเรื่องจริงๆ ไม่ใช่การซ้อม ขนาดลุงกราฟ ตาแก๊ปก็สอนมาตั้งแต่เด็ก ยังไม่เคยให้ลุงกราฟไปต่อยตีกับใครเลย” 

“นั่นลูกชาย แต่ฉันไม่ใช่สักหน่อย เขาก็แค่แกล้งให้ฉันเจ็บตัว” ผมยักไหล่แล้วหลบสายตายัยนั่น นึกหวั่นๆ ว่าถ้าตามัจจุราชรู้ว่าผมโกหก ผมอาจจะถูกย่อยเอาจริงๆ ก็ได้ 

“นายโกหก! ฉันไม่เชื่อนายหรอก ฉันรู้จักตาแก๊ปดี เขาไม่มีวันทำแบบนั้นหรอก ถึงเขาจะไม่ชอบนายแต่เขาก็ไม่คิดจะทำให้นายเจ็บตัวหรอก” ไอหมอกมองค้อน จากนั้นก็จิ้มนิ้วลงบนหน้าผากของผมจนผมต้องสูดปาก 

เจ็บขึ้นมาจริงๆ แล้ว 

“เธอชอบหมอนั่นหรือเปล่า?” ผมปรับอารมณ์ตัวเองแล้วถามขึ้น ไอหมอกที่กำลังค้นหากล่องยาเงยหน้ามองผมแล้วเลิกคิ้วขึ้นสูง 

“เรสน่ะเหรอ?” 

“อือ” 

“นายเคยถามฉันไปแล้วหรือเปล่า?” ไอหมอกทำคิ้วขมวด ผมก็จำไม่ได้แล้ว แต่ในหัวของผมมันยังอยากได้คำตอบอยู่เพราะมันเอาแต่คิดว่าไอหมอกจะหลงเสน่ห์ไอ้หมอนั่นหรือเปล่าอยู่ตลอดเวลา 

“ฉันอยากได้คำตอบอีก” 

“ถ้าอย่างนั้น เรามาตอบกันคนละคำถามไหม?” ไอหมอกหยิบหลอดยาเดินมานั่งข้างผม 

“จะให้ใครถามก่อน” ผมหันไปถาม ไอหมอกแตะปลายนิ้วที่มียาอยู่ลงบนรอยแดงบนหน้าผากผมเบาๆ 

“นายก่อน” 

“ฉันถามไปแล้ว” 

“ฉันชอบเรสเพราะเขาเป็นเพื่อน” ไอหมอกตอบกลับง่ายๆ ผมยกมุมปากยิ้มพึงพอใจ หลังจากนั้นไอหมอกก็เริ่มถามบ้าง 

“คำตอบของนายที่บอกตาแก๊ปมันหมายความว่ายังไง?” 

“ก็ตามที่ตอบ” ผมตอบสั้นๆ ผมรู้ว่าไอหมอกหมายถึงคำตอบตอนไหน คงเป็นคำตอบของคำถามที่ว่าผมไม่เหมือนหมอเมฆตรงไหนนั่นแหละ 

“นายรู้เหรอว่าพ่อฉันชอบแม่ฉันมาตั้งแต่ตอนไหนน่ะ?” ไอหมอกชะงักมือแล้วลากสายตามาสบตาผม 

“ไม่รู้ แต่คิดว่าคงไม่นานพอเท่ากับฉัน” ผมยักไหล่ ไอหมอกย่นคิ้วแล้วจ้องตาผมจริงจัง 

“นายชอบฉันจริงๆ เหรอ?” 

“เฮ้! ไอหมอก มาถึงขนาดนี้แล้ว เธอยังคิดว่าฉันทำทุกอย่างนี้เพื่อใครกัน ฉันคงไม่อดทนไปขนอึสัตว์เพราะไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอหรอก” 

“นายชอบฉันมาตั้งแต่เมื่อไหร่?” ไอหมอกถามจริงจัง ส่วนผมก็ได้แต่นั่งเงียบ ไม่ใช่ว่าไม่อยากตอบแต่ผมตอบไม่ได้ 

ผมไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่มั่นใจว่านานกว่าหมอเมฆแน่นอน 

“เรื่องนั้นมันสำคัญด้วยเหรอ?” ผมกระซิบตอบแล้วรั้งต้อคอยัยนั่นเข้ามาใกล้ก่อนจะก้มลงไปจูบปากเล็กเอาไว้ 

เบื่อจะตอบคำถามแล้ว อยากทำอย่างอื่นมากกว่า 

“อื้อ!” ไอหมอกร้องในลำคอแต่ก็จูบตอบผม หลอดยาในมือเล็กหล่นลงพื้นจากนั้นมือเล็กก็เกี่ยวต้นคอผมขณะแหงหน้าจูบตอบผมอย่างไม่เกี่ยงงอน 

ผมจูบยัยนั่นจนแทบหมดแรง ค่อยๆ ถอนจูบออกอ้อยอิ่ง เห็นใบหน้าแดงก่ำของยัยนั่นก็ต้องกลืนน้ำลายลงคอ 

ไม่ไหวเลยนะยัยนี่ แค่สีหน้าก็ปลุกผมตื่นได้แล้ว  

“เอาได้มั้ย? ตอนนี้” 

 

 

 

“ไม่ได้! นายต้องไปกับฉันก่อน” ไอหมอกดันหน้าผมออกพร้อมคำปฏิเสธ ผมถึงขั้นเสียศูนย์ไปเลย ปฏิเสธกันหน้าตาเฉยแบบนี้ ไม่สนใจเป้ากางเกงผมเลยสักนิด 

“ไม่ไปไม่ได้หรือไง” ผมหน้าเบ้แต่ยัยนั่นก็ส่ายหน้าพร้อมกับคว้าข้อมือผมแล้วพยายามดึงให้ผมลุกขึ้น จากนั้นก็ลากผมออกจากบ้าน 

ทั้งตาทั้งหลาน ลากผมกันสนุกเลย อยากจะลากไปไหนก็ไป ไม่ฟังความสมัครใจผมเลยสักนิด 

ไอหมอกพาผมมาที่บ้านของยัยนั่น ที่รู้ว่าเป็นบ้านของไอหมอกก็เพราะเห็นรถของเมฆจอดอยู่หน้าบ้าน พามาบ้านตัวเองทำไม ผมหลุบตามองยัยนั่นเล็กน้อยจากนั้นก็ถูกลากเข้าไปในบ้าน 

“พ่อแม่” ไอหมอกลากผมเข้าไปในห้องครัวพร้อมกับเรียกพ่อแม่ บนโต๊ะกินข้าวมีหมอเมฆ แม่ไอหมอกแล้วก็พี่ต้นข้าวนั่งกินข้าวกันอยู่ 

พี่ต้นข้าวเห็นผมมาปรากฏตัวก็นิ่วหน้า คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแทบจะทันที ผมเผลอกลืนน้ำลายลงคอ ถึงผมจะเป็นสัตว์ร้ายในสายตาของทุกคน แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยที่พี่ต้นข้าวมีอารมณ์โกรธหรอก 

เขามักจะยิ้มเสมอแต่ว่าอีกด้านของเขาก็ตาแก๊ปดีๆ นี่เอง 

“นายมาทำอะไรที่นี่?” พี่หมอต้นข้าวเปิดปากถาม เขาไม่รู้เรื่องของผมกับออกัสหรอกเหรอ น่าแปลกที่ไม่มีใครเขาเรื่องของผม 

“หนูกับออสตินเป็นแฟนกันแล้ว” ไอหมอกประกาศออกมาโต้งๆ ผมอึ้งไปเล็กน้อย ก้มลงมองยัยนั่น มือเล็กกระชับมือผมแน่น 

หมอเมฆนั่งมองผมด้วยสายตานิ่งๆ ส่วนแม่ไอหมอกอมยิ้มกรุ้มกริ่ม เห็นจะมีแค่พี่หมอต้นข้าวเท่านั้นที่ทำหน้าช็อกถึงขั้นช้อนในมือหลุดจากมือ 

“เรื่องนั้นพ่อรู้แล้ว จะมาบอกพ่อทำไม?” หมอเมฆพูดขึ้น ตักข้าวใส่ปากอย่างไม่ใส่ใจ 

“เราสองคนเป็นมากกว่าแฟนมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ออสตินยังเป็นนักเรียนแพทย์ปีสุดท้าย” จบคำพูดของไอหมอก ในบ้านก็เงียบกริบ ไม่มีแม้กระทั่งรอยยิ้มของแม่ไอหมอก ทุกคนตัวแข็งไปตามๆ กัน 

มีเพียงผมกับไอหมอกเท่านั้นที่กวาดสายตามองทุกคนลุ้นๆ 

“ไอ้ออสติน! แกทำอะไรน้องสาวของฉัน!” จากนั้นก็มีเสียงเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงพร้อมที่จะฆ่ามาก ผมลากสายตาไปมองต้นเสียง ตอนนี้หน้าหล่อเหลาของพี่หมอต้นข้าวดำคล้ำ ถ้ามีดผ่าตัดอยู่ในมือเขาตอนนี้ มันต้องเสียบลงมาบนท้องของผมแน่ๆ 

“ผมรักไอหมอก ผมไม่รู้หรอกว่าผมรักไอหมอกตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เราสองคนอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ผมเจอไอหมอกที่โรงพยาบาลบ่อยๆ และตั้งแต่นั้นผมก็อยู่ห่างไอหมอกไม่ได้เลย เรียนแพทย์ปีสุดท้าย ไอหมอกไปหาผมที่ทะเล นั่นเป็นครั้งแรกที่ไอหมอกเป็นเมียของผม” ผมตัดสินใจบอกกับทุกคน เห็นหน้าหมอเมฆแล้วใจคอไม่ดีเลย 

“แล้วทำไมถึงพึ่งจะมาสู่ขอ?” 

“ตอนนั้นผมไม่รู้จะทำยังไง ผมไม่คิดว่าความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่จะลงเอยแบบนั้น เราไม่เคยพูดว่ารักกันสักคำ ผมเป็นฝ่ายเงียบเองแล้วปล่อยเวลามานานจนถึงวันนี้” ผมก้มหน้าลงแต่ก็แอบเหลือบมองสีหน้าของหมอเมฆ 

เขานิสัยนิ่งๆ ไม่โวยวายหรือเจ้าอารมณ์ แต่หมอเมฆคนนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นศัลยแพทย์ยมฑูต เขาก็น่าจะมีความโหดร้ายอยู่บ้างแหละ 

“ออสติน นายบอกว่านายรู้จักกับฉันมาตั้งแต่เด็กๆ เหรอ เราเคยเจอกันที่โรงพยาบาลเหรอ?” ไอหมอกเงยหน้าถามผมด้วยแววตาสงสัย ผมลากสายตาไปมองยัยนั่นด้วยความงุนงง 

อยู่ๆ มาถามเรื่องนี้ทำไม ยัยนี่ก็รู้จักกับผมมาตั้งแต่เด็กแล้วนี่ พ่อของพวกเราทำงานอยู่โรงพยาบาลเดียวกัน ไม่แปลกที่ลูกๆ จะเจอกันบ่อย  

“ใช่ เธอไปรอหมอเมฆกลับบ้านทุกวัน จำไม่ได้เหรอ?” 

“ฉันจำได้ว่าเราเจอกันตอนฉันเรียนมัธยม ตอนเด็กๆ ฉันเคยเจอนายด้วยเหรอ?” ไอหมอกทำหน้านึก ตอนนี้ทุกคนให้ความสนใจยัยนี่มากกว่าเรื่องของเราเสียอีก  

โดยเฉพาะหมอเมฆกับพี่หมอต้นข้าว 

“ไอหมอกจำออสตินไม่ได้เหรอ?” หมอเมฆถามขึ้น ไอหมอกมองหน้าทุกคนแล้วส่ายหน้า 

“หนูจำได้แค่เรสเท่านั้นที่เป็นเพื่อนตั้งแต่เด็ก ส่วนออสติน หนูจำได้แค่ว่าหนูเจอหมอนี่ตอนเข้าเรียนมัธยมในโรงเรียนเดียวกับหมอนี่” คำตอบของไอหมอกทำให้ผมอึ้งไปเลย มือเย็นเฉียบไปหมด 

หมายความว่าที่ผ่านมา ไอหมอกจำช่วงวัยเด็กของเราไม่ได้เลย จำผมไม่ได้และคงจะจำคำสัญญาในตอนนั้นไม่ได้ด้วย 

แต่ยัยนี่จำเรื่องของไอ้หมาป่านั่นได้ทุกเรื่อง  

“ทำไมเธอถึงจำฉันไม่ได้?” ผมถามเสียงเบาหวิว ไอหมอกกะพริบตาปริบๆ แล้วเงยหน้ามองผม แววตาของยัยนี่ไม่ได้โกหกหรอก ยัยนี่จำผมไม่ได้จริงๆ 

ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมไอหมอกไม่เคยพูดถึงเรื่องสัญญาที่บอกว่าจะแต่งงานกับผมเลยสักครั้ง 

นั่นมันเพราะยัยนี่จำเรื่องนั้นไม่ได้ 

 

 

 

 

ตัวอย่างตอนต่อไป 

“อ๊ะ! ออสติน เบาหน่อย นายทำแรงเกินไปแล้ว อา…” 

กึก! กึก!! กึก!! 

“ออสติน! ฉันบอกว่า” 

“เงียบหน่อยได้มั้ย? จะเสร็จแล้ว” ออสตินก้มลงมองฉันด้วยสายตาเย็นชา ถึงใบหน้าของเขาจะเต็มไปด้วยหยดเหงื่อแต่กลับไม่เหมือนทุกครั้ง 

ไม่มีแม้กระทั่งเสียงครางมาจากเขา เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า 

“นายเป็นอะไรไป ทำไมเย็นชาจัง” ฉันถามเสียงหอบ สบนัยน์ตาคมกริบที่ดำมืดที่ขยับโยกอยู่เหนือร่างฉัน 

“สนใจด้วยเหรอ?” เขากระซิบถาม น้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย มีรอยยิ้มเล็กๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก แต่มันกลับไม่ใช่รอยยิ้มที่ออสตินเคยยิ้มให้ฉัน 

“ออสติน นายโกรธอะไรฉันหรือเปล่า?” ฉันยื่นมือจะไปจับแก้มชื้นเหงื่อของเขา แต่ข้อมือกลับถูกมือหนาจับรวบแล้วกดลงกับเตียงนอน เหมือนไม่อยากให้ฉันแตะใบหน้าของเขา 

“หยุดถาม…..ครางอย่างเดียวก็พอแล้ว” 

ความคิดเห็น