email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 50. กล่องดำ

ชื่อตอน : ตอนที่ 50. กล่องดำ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 41

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ม.ค. 2564 03:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 50. กล่องดำ
แบบอักษร

“ฮ่าๆๆ ดื่มๆ”

“ดื่มให้แก่ ความสำเร็จที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า ฮ่าๆๆ”

การดื่มเพื่อต้อนรับชัยชนะของเสนาบดีชินและผู้สมรู้ร่วมคิดเป็นไปด้วยความยินดี ทั้งสุราและนารีรายล้อมอยู่ภายใต้หลังคาบ้านเสนาบดีชิน

“ใต้เท้า ท่านแน่ใจหรือว่าการ เอ่ออ..ลอบปรงพระชนองค์รัชทายาท จะสำเร็จตามที่เราคิดไว้”

เสนาบดีผู้หนึ่งเอ่ยถามเสนาบดีชินอย่างไม่มั่นใจจนทุกคนต่างก็จ้องไปที่เสนาบดีชินผู้นั้น

“ท่านพูดอะไรอย่างนั้นเล่า ท่านไม่รู้หรือว่าคนผู้นั้นคือใคร?”

“...?”

“ลูกชายเพียงคนเดียวของใต้เท้าชิน ชินมูยอง อย่างไรเล่า องค์รัชทายาทแม้จะเก่งกาจ แต่ยังไร้เล่ห์เหลี่ยม ยิ่งไม่มีคนคอยคุ้มกันด้วยแล้ว ฮ่าๆๆๆ”

“แผนการของใต้เท้านั้น หลักแหลมยิ่งนักฮ่าๆๆๆ”

“....”

ท่ามกลางคำพูดเยินยอของเหล่าเสนาบดี เสนาบดีชินไม่ได้พูดอะไรโต้ตอบถึงข้อสงสัยต่างๆนั้น เขาเพียงแต่ยกจอกเหล้าขึ้นดื่มแล้วยิ้มอย่างผู้ชนะ

“ใต้เท้า นายท่านชิน...!!”

“...!!!”

เด็กรับใช้คนหนึ่งได้เข้ามาในที่ประชุมพร้อมกับแจ้งให้เสนาบดีชินรับรู้ถึงการกลับมาของฮีวอน

ครึ้มมม!!

“....!!!”

แต่ยังไม่ทันไร ฮีวอนก็เดินเข้ามาท่ามกลางสายตาทุกคนด้วยสภาพไม่สู้ดีนักก่อนจะโยนห่อผ้าที่มีกล่องสีดำอยู่ภายในกลิ้นไปบนพื้น

“นะ นี่อะไร?!!”

เสนาบดีกุงซู ที่อยู่ปลายแถวหยิบห่อผ้านั้นขึ้นด้วยสีหน้าแปลกใจก่อนจะถามขึ้น

“องค์รัชทายาท สิ้นพระชนแล้ว”

“...!!!”

ทุกคนต่างก็สะดุ้งเฮือกตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน ฮีวอนมองไปยังเสนาบดีชินที่นั่งอยู่ด้านในสุดด้วยเสียงหายใจที่เหนื่อยหอบ

เสนาบดีกุงซูได้รู้เช่นนั้นจึงรีบแกะห่อผ้านั้นออกเพื่อดูสิ่งที่อยู่ภายในกล่องสีดำ

“ว้ายยยย!!!”

“นะ นี่มัน!!”

“จริงด้วย!!”

ฟรึบ!!

ทุกคนต่างก็ตื่นตกใจที่ได้เห็นสิ่งที่อยู่ในกล่อง นางโลมที่นั่งข้างๆ ต่างก็ร้องกรี๊ดไปตามๆกัน เสนาบดีกุงซูปิดกล่องลงก่อนจะรีบร้อนนำไปให้กับเสนาบีชินดูด้วยตัวเขาเอง

“ใต้เท่า!! แหวนวงนี้ เป็นขององค์รัชทายาทอย่างแน่นอน”

“.....!”

เสนาบดีชินมองสิ่งที่อยู่ในกล่อด้วยความพอใจ มือข้างขวาพร้อมด้วยแหวนขององค์รัชทายาทถูกตัดใส่ไว้ในกล่อง เสนาบดีชินเอื้อมมือไปปิดฝากล่องลงก่อนจะยิ้มออกมาอย่างพออกพอใจ

“เจ้าทำได้ดี ลูกชายข้า”

“ถึงคราวที่ท่านต้องรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้กับข้าแล้ว”

ฮีวอนไม่สนใจในความเชยชมของเขาอีกต่อไป กลับย้อนถามถึงสัญญาที่เสนาบดีชินเคยให้ไว้ก่อนหน้านี้

“ต่อแต่นี้ไป ข้ามิใช่บุตรชายของตระกูลชิน...!!”

“เจ้าจะได้ตามที่เจ้าหวังก็ต่อเมื่อ ข้าชิงบัลลังก์มาได้แล้วเท่านั้น”

“.....!”

“กลับไปลักษาตัวซะ วันรุ่งขึ้นข้าจะเริ่มแผนการต่อไป”

“หึ....”

“หืม...!”

ฮีวอนหัวเราะในลำคอพรางส่ายหัวไปมา ทำเอาเสนาบดีชินหลี่ตาลงมองฮีวอนอย่างชั่งใจ

ไม่ผิดอย่างที่คิดไว้แม้แต่น้อย มันยิ่งทำให้เขาเข้าใจถึงความชัดเจนของเสนาบดีชินยิ่งขึ้น สิ่งที่อียูพูดกับเขาไว้ นางพูดถูกทุกอย่าง ไม่มีอะไรทำให้คนอย่างเสนาบดีชินพอใจได้หรอก

“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านพ่อ”

“....”

ฮีวอนคลายมือที่กำแน่นออกอย่างช้าๆ พร้อมกับก้มคำนับให้แก่เขาก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากที่ประชุมไป

เสนาบดีชินยกจอกเหล้าขึ้นดื่มอีกครั้งแต่สายตาก็ยังคงจดจ้องไปยงแผ่นหลังกว้างๆ ของฮีวอนจนเขาลับตาไป

มีบางอย่างผิดแปลกไป เกิดอะไรขึ้นในระหว่างที่มูยองรอบปรงพระชนองค์รัชทายาทกันแน่ เสนาบดีชินหยุดคิดไปชั่วขณะก่อนจะกระดิกนิ้วเรียกทหารที่ยืนคุ้มกันอยู่ให้เข้ามาหาเขา

“นายท่าน”

“จับตาดูมูยองไว้”

“ขอรับ นายท่าน”

เสนาบดีชินกระซิบกระซาบเพื่อไม่ให้เสนาบดีคนอื่นๆ ได้รับรู้ ก่อนจะหันกลับมาร่วมดื่มเพื่อแสดงความสำเร็จในครั้งนี้ต่อ

พระราชวัง ตำหนักใหญ่.

“พระมเหสี องค์หญิงโซรอง ขอเข้าเฝ้าเพคะ”

“หืม!”

“ว้ายยย!! องค์หญิงเพคะ ทำเช่นนี้ไม่ได้นะเพคะ.!!”

ยังไม่ทันขาดคำ องค์หญิงก็เปิดประตูเข้ามาโดยไม่รอรับสั่งใดๆ วอนฮีและขันทีต่างก็ดึงรั้งกันไปมาวุ่นวายเสียทีเดียว

“เสด็จแม่!!”

“อะไรกัน!! พวกเจ้าออกไป”

“พะ เพคะ พระมเหสี!!”

พระมเหสียกมือขึ้นไล่ให้นางในทั้งหลายออกไปอย่างเสียไม่ได้ เมื่อเห็นว่าโซรองดึงดันจะเข้ามาให้ได้

“เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดจึงรีบร้อนเช่นนี้องค์หญิง?”

“เสด็จแม่ ลูกอยากพูดกับเสด็จแม่เพียงสองคนเพคะ”

“....”

พระมเหสีถอนหายใจกับกิริยาเอาแต่ใจของลูกสาวแต่ก็ยอมทำตาม พระนางหันไปพยักหน้าให้หัวหน้านางในออกไปจากห้องแต่โดยดี

“มีเรื่องอันใด เจ้าจึงเดือดร้อนเช่นนี้โซรอง?”

“ลูกทนไม่ได้อีกต่อไปแล้วเพคะ”

พระมเหสีมองไปยังใบหน้าขาวใสที่บัดนี้เต็มไปด้วยความอัดอั้น พระนางไม่เข้าใจในสิ่งที่องค์หญิงพูด แต่ก็ไม่ได้ตำหนิอะไรนาง

“เจ้าพูดมาเถิด ใครทำอะไรให้เจ้าเจ็บช้ำน้ำใจ?”

“เสด็จแม่ไม่รู้จริงๆ หรือเพคะ?”

“....”

“พระชายา ไม่เสด็จกลับพระราชวังมาหลายวันแล้ว เสด็จแม่ทรงรู้เรื่องนี้หรือไม่”

“ตายจริง! เกิดอะไรขึ้นกับพระชายาอย่างนั้นหรือ เหตุใดจึงไม่มีใครแจ้งความแก่ข้า?!”

“.....”

โซรองกำมือแน่นมองดูผู้เป็นแม่พูดราวกับไม่ได้รับรู้ถึงความผิดอะไรเลยแม้แต่น้อย

“หากเสด็จแม่ทรงคิดว่าไม่มีใครรู้เรื่องที่ทรงทำลงไป ท่านคิดผิด”

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?..!!”

“ลูกรู้ทุกอย่าง ลูกทนไม่ได้ที่เห็นเสด็จแม่ทรงทำเรื่องเสื่อมเสียเช่นนี้!!”

โซรองกล่าวออกไปทั้งน้ำตา พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น พระมเหสีนิ่งอึ้งไปชั่วขณะแต่ก็ยังคงไขสือ

“เจ้าไปรู้อะไรมา? ข้าหนะหรือทำเรื่องเสื่อมเสีย พูดจาเหลวไหล?!”

“เสด็จแม่รู้ดีแก่ใจ หากเสด็จย่า ไม่ทรงยับยั้งเอาไว้แล้วละก็ เรื่องนี้คงรู้ถึงหูเสด็จพี่ซอลมินเป็นแน่”

“นี่เจ้า กล้าขู่แม่อย่างนั้นหรือโซรอง!!”

พระมเหสีทรงกำพระหัตถ์แน่นตะวานลั่นใส่องค์หญิง

จากที่โซรองพูดมา พระพันปีไม่น่าจะบอกเรื่องนี้กับโซรองแน่ๆ เพราะพระนางไม่ยอมให้ราชวงศ์เสื่อมเสียชื่อเสียงเพียงเพราะผู้หญิงคนเดียว

“เสด็จแม่ทรงอบรมสั่งสอนให้หม่อมฉันซื่อตรง ไม่คิดร้ายต่อผู้อื่นหม่อมฉันยังจำได้ดี แต่เสด็จแม่กลับทำในสิ่งที่เลวร้ายเสียเอง!”

“เจ้าเลยคิดว่าการหายตัวไปของพระชายาในครั้งนี้ เป็นฝีมือของข้าอย่างนั้นหรือ?”

“หากไม่ใช่เสด็จแม่ที่เคยทำเรื่องเช่นนี้มาครั้งนึงแล้ว จะเป็นใครได้อีกเพคะ? ท่านเคยละอายใจบ้างหรือมะ.!!!”

เพี๊ยะ!!!!

“....!!!”

“....!”

มือเรียวของพระมเหสีฟาดไปบนใบหน้าขององค์หญิงเสียงดังอย่างไม่รู้ตัว โซรองนิ่งเงียบตกใจกับสิ่งที่ตนเพิ่งได้รับจากผู้เป็นแม่อย่างไม่คาดคิด

พระมเหสีที่เพิ่งรู้ตัวว่าได้ทำร้ายโซรอง พระนางรู้สึกผิดแต่ถึงอย่างไร นี่ไม่ใช่สิ่งที่ลูกควรพูดให้กับคนเป็นแม่ เรื่องนี้พระนางไม่อาจปล่อยผ่านไปได้

“ได้! เอาสิ หากเจ้าคิดว่าแม่เลวมากขนาดนั้น เหตุใดเจ้าไม่นำเรื่องนี้ไปฟ้องพี่ของเจ้า หรือกราบทูลฝ่าบาท จะมาพูดกับข้าให้ได้อะไร?!”

“.....!”

โซรองนิ่งเงียบไปในทันที หากข้าคิดจะทำอย่างที่ว่าจริงๆ คงไม่มาคุยกับเสด็จแม่ก่อน เพราะสิ่งที่ข้าต้องการคือการเกลี้ยกล่อมให้เสด็จแม่ยอมปล่อยพระชายาก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

โซรองจิตรใจซื่อตรงและดีงาม แต่เรื่องนี้ตัดสินใจไม่ง่ายเลย เพราะคนตรงหน้านั้นคือแม่ของตน

“หม่อมฉันเชื่อว่าเสด็จแม่ ทรงมีเมตตา แม้พระชายาจะไม่เป็นที่พอพระทัย แต่นางไม่ใช่คนไม่ดี”

“ทั่วทั้งแผ่นดิน มีหญิงที่ทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้เป็นชายาขององค์รัชทายาท นางไม่ได้ครึ่งของหญิงพวกนั้นเลย ทั้งยังไม่ได้มีใจรักซื่อตรงต่อซอลมินแต่แรก ช่างน่าไม่อาย ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง”

“เหตุผลเพียงเท่านั้นเองหรือเพคะ? สำหรับหม่อมฉัน หากเสด็จพี่ซอลมินทรงเลือกแล้ว หม่อมฉันก็เคารพต่อการตัดสินพระทัยของเสด็จพี่”

“...!!”

“เสด็จพ่อและเสด็จแม่ทรงสนับสนุนการคัดเลือกมาโดยตลอด เหตุใดมาตัดสินเอาแต่พระทัยของตนเช่นนี้ ไม่นึงถึงจิตใจของเสด็จพี่ซอลมินบ้างหรือเพคะ?”

“พอได้แล้วโซรอง!”

“....!”

พระมเหสีพูดพร้อมทั้งตัวสั่นราวกับทนคำพูดของโซรองไม่ไหวอีกต่อไป

“ได้โปรดเสด็จแม่ ลูกไม่อยากให้ทุกอย่างสายเกินไป”

“ซังแจ!”

พรึบ!!

“พระมเหสี!”

หัวหน้านางในรีบเปิดประตูวิ่งเข้ามาหาด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลนเมื่อเห็นว่ารอบๆ พระวรกายของทั้งสองพระองค์เต็มไปด้วยความครุกรุ่น

“ส่งองค์หญิงกลับตำหนัก”

“ลูกไม่ไป จนกว่าเส็ดแม่จะทรงฟังคำของลูก”

“ซังแจ!!”

“พะ พะเพคะพระมเหสี!!! องค์หญิง โปรดเสด็จกลับก่อ ว้ายยย!!”

ซังแจรีบปรี่เข้าไปประคองแขนของโซรองขึ้น แต่โซรองปัดมือของนางออก พระมเหสีเห็นดังนั้นจึงตบฝ่ามือลงบนโต๊ะอักษรเสียงดังสนั่น

“ถ่ายทอดคำสั่งข้า นับแต่นี้ห้ามองค์หญิงออกจากตำหนักแม้เพียงก้าวเดียว คนในห้ามออก คนนอกก็ห้ามเข้า”

“เสด็จแม่!!”

“ผู้ใดฝ่าฝืน มีโทษหนัก”

“เพคะ พระมเหสี!!”

พระมเหสีไม่รอให้โซรองได้พูดอะไรได้อีก พระนางลุกออกจากพระที่นั่งเดินกลับเข้าไปยังอีกห้องทันที

“องค์หญิง กลับตำหนักกับหม่อมฉันเถิดเพคะ”

“......”

เป็นหน้าที่ของวอนฮีที่ต้องเป็นฝ่ายเข้ามาพาองค์หญิงออกจากพระตำหนักไปนางถึงจะยอมฟังและกลับไปกับนางแต่โดยดี

 

ความคิดเห็น