'พงพี' ขอบคุณทุกคนมากเลยนะครับ ตอนนี้ "เกล็ดมณี" ดำเนินเรื่องมาไกลมากเลย ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัว แล้วอยู่ด้วยกันนานๆ นะครับ ;]

12. เกาทัณฑ์อาลัมพายน์ (1/2)

ชื่อตอน : 12. เกาทัณฑ์อาลัมพายน์ (1/2)

คำค้น : #ธัญล่าฝันซีซั่น3 #ธัญวลัยxสถาพรบุ๊คส์ #นาค #นาคี #นาคา #ครุฑ #นิยายรัก #นิยาย

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 839

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ม.ค. 2564 17:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
12. เกาทัณฑ์อาลัมพายน์ (1/2)
แบบอักษร

12. 

เกาทัณฑ์อาลัมพายน์ (1/2) 

 

“อย่าประมาท” พรายนิลพุ่งเข้าหาครุฑหนุ่มทั้งสอง 

ลลินพรตพยายามฝืนลุกแต่เหมือนว่าการกระแทกเมื่อครู่จะทำให้ร่างกายของเขาบอบช้ำไปมาก นัยน์ตาของทหารเอกนาคาฉายชัดถึงแรงสังหาร อนิลจึงจับญาติผู้พี่ของเขาเหวี่ยงไปให้พ้นทาง ส่วนตนเข้าประดาบกับคู่ต่อสู้อย่างสุดกำลังจนทำให้ลลินพรตรู้สึกละอายใจ 

“อนิล” 

“รีบไปช่วยเสด็จอาเร็วเข้า” 

เขาพยายามถ่วงเวลาให้ได้มากที่สุด แต่บัดนี้เขากลับพบว่าหากไม่หมายเอาชีวิตของพรายนิล ตัวพวกเขาเองก็อาจจะไร้ซึ่งลมหายใจเสียก่อน นั่นเพราะทุกครั้งที่พรายนิลตวัดดาบ มันมักพุ่งเข้าจุดตายของเขาแทบทุกจุด หากมิระวังให้ดี ก็อาจต้องถึงแก่ความตายได้ 

“ดูแลตัวเองด้วยน้องข้า” ลลินพรตสะบัดหน้าหมายไปเสริมกำลังแด่ผู้เป็นพระราชบิดา 

แต่กำลังพลของนาคก็มาขัดขวางเขาไว้ นั่นจึงทำให้เขาต้องสู้กับทหารหาญอีกหลายสิบนาย อนิลมิอาจละสายตาจากทหารเอกเผ่านาคได้แม้เพียงเสี้ยววินาที ถึงแม้พรายนิลจะมิได้หมายชีวิตเขาแต่แรก แต่ขึ้นชื่อว่าทหารเอกของภูชาเคนทร์ ฝีมือเขาย่อมมิธรรมดา 

“ท่านหมายชีวิตข้าเช่นนั้นหรือ” อนิลเอ่ยถามในขณะที่ทั้งสองต่างห้ำหั่นกัน 

“ข้ามิได้หมายเอาชีวิตท่าน…” พรายนิลเอ่ยตามตรง แต่เขาก็เดินหน้าตวัดดาบมามิลดละ จนบัดนี้กลายเป็นอนิลเองที่เริ่มอ่อนกำลังลง เพราะการศึกยืดเยื้อมานานจนครึ่งค่อนวันแล้ว “ข้าเพียงหมายสอนให้ท่านเป็นชาตรีที่ช่ำชองในสนามรบเพียงเท่านั้น” 

อนิลขบกรามแน่น เมื่อประเมินความเสียหายจากศพที่กองพะเนิน เผ่าครุฑอย่างพวกเขาถือว่าล้มตายลงมาก ในขณะที่เผ่านาคยังเหลือกำลังพลอีกกว่าครึ่ง ซึ่งหากพวกเขาเดินหน้าปล่อยทัพเต็มกำลัง เผ่าครุฑมีหวังถูกล้างบางจนถึงฉิมพลีเป็นแน่ 

องค์ภูชาเคนทร์มิได้หมายเข่นฆ่าพวกครุฑแต่แรก… 

อนิลเหลียวไปมองยังวิหรุตที่บาดเจ็บจนกายโชกไปด้วยเลือด ในขณะที่ภูชาเคนทร์มีเพียงรอยขีดข่วน จะว่าบาดเจ็บจนเลือดสีมรกตไหลรินก็เห็นจะมีเพียงรอยแผลเล็กน้อยจากคมดาบ ช่องโหว่นั้นทำให้พรายนิลพุ่งเข้าตวัดดาบฟาดฟันเข้าที่เกราะทองสุวรรณจนทำให้ร่างทั้งร่างของอนิลกระเด็นไปไกล 

“อย่าเสียสมาธิ…” พรายนิลเตือน สาวเท้าเข้าหาอนิลเรื่อยๆ แรงกระแทกเมื่อครู่หนักหน่วงยิ่งนัก จนทำให้อนิลสำลักเอาเลือดกองหนึ่งออกมาเปรอะร่าง การเคลื่อนกายเข้ามาของทหารเอกนาคามิต่างจากมัจุราชที่พร้อมเก็บเกี่ยวดวงวิญญาณไปสู่ปรโลกอย่างไร้ปราณี “พะวงแค่เรื่องตรงหน้าท่านเถิด” 

“ถ้าเช่นนั้น ข้าคงต้องขอเด็ดหัวท่านออกมาแล้วกระมัง” 

“หากท่านทำได้…” พรายนิลทะยานไปเบื้องหน้าด้วยความเร็ว ถึงแม้ร่างกายของอนิลจะยังมิพร้อมรับมือ แต่สถานการณ์เบื้องหน้าก็บีบบังคับให้เขาต้องรีบปัดป้องภยันตรายที่พุ่งเข้ามา “ข้าก็มิขัดเคืองหรอกหนา” 

สายลมเย็นพัดคาวเลือดคละคลุ้ง ก่อนที่อนิลและนิลพรายจะพุ่งเข้าปะทะกันอีกครั้ง ละอองมรกตพลันกำจายไปจนทั่ว หยาดพิรุณเริ่มโปรยปรายมิต่างจากหยาดน้ำตาของเหล่าเมฆาร่วงโรย ความเย็นเยือกแผ่ซ่านไปโดยรอบ พรายนิลหยุดการเคลื่อนไหวเช่นเดียวกับทหารเผ่านาคทุกตน 

กลองศึกดังระทึกเสริมความฮึกเหิม เสียงกลองดังเติมใจมั่น เหล่านาคีสะบัดธงไปมาและทัพดาบกลับส่งเสียงโห่ร้องกึกก้องไปจนทั่ว ตูมๆ เสียงกลองรัวสนั่น เรียงร้อยใจของเหล่าทหารนาคให้โห่ร้องตามไปด้วย พรายนิลเผยยิ้มที่มุมปากมิต่างจากผู้มีชัยชนะในมือ เสียงโห่ร้องกึกก้องสร้างความสามัคคีจนทำให้เหล่าทหารครุฑเริ่มเสียขวัญ 

กระแสทิพย์แสนบริสุทธิ์แบบนี้ปลิดปลิวมาจากที่ใดกัน… 

วิหรุตจับจ้องไปยังศัตรูเบื้องหน้า ใบหน้าของภูชาเคนทร์แสดงออกเด่นชัดว่าชัยชนะจักเดินทางมาหาเขาในอีกมิกี่เพลาเบื้องหน้า การต่อสู้ของทั้งสองยังคงดำเนินต่อไปถึงแม้จะเกิดสิ่งอัศจรรย์ขึ้น 

“กลิ่นบุปผชาติ” อนิลเบิกตาโพลงเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมประจำกายของตน 

ละอองมรกตหลอมรวมจนกลายเป็นร่างสตรีงามในชุดเกราะปรากฏเบื้องหน้าเขา จากผู้สวมอาภรณ์ขาวคล้ายผู้บำเพ็ญเพียร ถูกแปรเปลี่ยนเป็นแผ่นเกราะหน้าหลังที่คอยปกป้องร่างกาย เว้นช่องไว้ตรงเขนเพื่อให้สามารถขยับได้อย่างแคล่วคล่อง เส้นผมสีดำสลวยถูกมวยมัดไว้ด้านบน นุ่งโจงกระเบนด้วยผ้าเนื้อดีสีครามเข้ม มือขวากำดาบแน่นเตรียมรับมือกับศึกที่กำลังเกิดขึ้น 

“องค์หญิง” พรายนิลปล่อยเสียงให้เล็ดลอดออกมาจากลำคอ 

การปรากฏกายในครานี้ของเกล็ดมณีทำให้เหล่านาคผู้พบเห็นเกิดความกล้าแกร่งและหมายชนะศึกเพื่อนาง ในขณะที่เหล่าครุฑต่างรู้สึกหวาดหวั่น เพราะกระแสบุญของนางที่แผ่กำจายออกมาทรงพลังยิ่ง หากมินับการศึกด้วยคมดาบ นางคงใช้กระแสทิพย์จัดการกับพวกเขาได้อย่างง่ายดาย 

“เจ้ามาได้อย่างไร…” อนิลรีบตรงเข้าหานาคีตรงหน้า “คราก่อนเจ้าบอกกับข้าว่ามิหมายมากระทำศึกมิใช่หรือ” 

“ข้ามาเพื่อปรามศึก” 

“ในสนามรบเยี่ยงนี้ มิปลอดภัยหรอกหนา” อนิลแสดงออกถึงความห่วงใยอย่างเห็นได้ชัด 

คมหอกพวยพุ่งแหวกอากาศมาด้วยความเร็ว อนิลปัดมันออกได้ในทันทีที่มันพุ่งตรงเข้าหานาคีที่ตนรัก ลลินพรตยืนอยู่ที่ต้นทางของคมหอก เขาเป็นคนเหวี่ยงมันออกมาเบื้องหน้าด้วยมือของตนเอง ใบหน้างามของเกล็ดมณีมิอาจทำให้เขาหลงรักได้อีกต่อไป ยามใดที่ได้เห็นเขากลับรู้สึกช้ำชอกใจที่มิใช่คนที่นางเลือก ความขุ่นเคืองภายในอกพร้อมปะทุขึ้นมาทุกเวลา ยิ่งได้เห็นอนิลปกป้องนาง เขากลับยิ่งอยากเห็นเลือดสีมรกตของนางหลั่งริน 

“ไอ้กบฏ” ลลินพรตเอ่ยเสียงเข้ม 

“ข้ามิได้เป็นกบฏ” 

“เจ้ามันกบฎ…” เขาตวาดก้อง เหล่าทหารครุฑโดยรอบคล้ายเปลี่ยนจุดสนใจจากทหารนาคมาเป็นบุรุษผู้ถูกตราหน้าจากเจ้าชายแห่งฉิมพลี อนิลเหลียวมองไปโดยรอบ นี่มิต่างจากกลลวงเพื่อล่อให้เกล็ดมณีปรากฏกาย และให้อนิลเป็นแพะรับบาป การศึกครานี้คล้ายญาติผู้พี่ของเขาเตรียมการไว้แล้วที่จะกำจัดเขาไปในตัว “อย่าได้คิดจะหวนกลับสู่ฉิมพลี พ่อข้าคงมิอยากเลี้ยงกบฏเยี่ยงเจ้าไว้ให้เสียข้าวสุกหรอก” 

“ข้า…” 

“หยุดเถิดอนิล…” เกล็ดมณีปรามเขา ครุฑหนุ่มจึงเงียบเสียงลง นางสาวเท้าไปข้างหน้าเพื่อหมายเข้าหาผู้ที่ขว้างหอกเมื่อครู่ แต่กลับถูกทหารครุฑหลายนายพุ่งเข้ามาหมายเอาชีวิต ชั่วพริบตาเหล่าทหารนาคีที่เป็นทัพหลังต่างพุ่งตรงเข้าประดาบเพื่อกันทหารเหล่านั้นให้ออกห่างจากนาคีชั้นสูง เพื่อให้นางเดินเข้าหาเป้าหมายโดยง่าย “หากหมายชีวิตข้าก็เข้ามาสิ ผู้อื่นมิเกี่ยวข้อง” 

ลลินพรตหันไปเห็นง้าวที่เสียบร่างของทหารนาคตนหนึ่ง เขาดึงมันขึ้นมาส่งให้ของเหลวข้นสีมรกตไหลรินเป็นทาง เกล็ดมณีมองภาพเบื้องหน้าด้วยความปวดใจ ยิ่งสาเหตุของสงครามครานี้กลับเป็นเพราะนางกับวิหรุตแล้ว นางกลับยิ่งรู้สึกผิดเข้าไปอีก 

ข้าควรทำอย่างไรดีพระแม่… 

ถึงจะหวนรำลึกถึงพระแม่ลักษมีเทวีให้ชี้ทาง แต่กลับมิมีสรรพสำเนียงใดก้องกังวานมาจากเกษียรสมุทร นางรู้เพียงว่านางต้องเดินทางมายังสนามรบแห่งนี้ แต่มิรู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป เพื่อป้องกันมิให้ลลินพรตฆ่าอนิล นางจึงเลือกที่จะเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงเพื่อป้องกันภาพนิมิตที่ตนได้เห็น ถึงแม้จะมิรู้ว่าตนจะสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้หรือไม่ แต่นางก็อยากลองลงมือแก้ไขดู 

ลลินพรตมิได้ยั้งมือด้วยเห็นว่านางเป็นสตรี เขากลับเหวี่ยงง้าวไปมาด้วยหมายตัดหัวนาคีตรงหน้าด้วยท่วงท่าคล่องแคล่ว แต่เกล็ดมณีก็สามารถหลบหลีกการโจมตีของเขาได้อย่างพลิ้วไหวประดุจการร่ายรำ นางมิได้ตวัดดาบเพื่อหมายสร้างบาดแผลให้กับครุฑหนุ่ม แต่นางกลับใช้คมดาบเพื่อปัดป้องการโจมตีของเขาก็เท่านั้น ยิ่งนางสามารถปัดป้องการโจมตีของเขาออกไปได้มากเพียงใด เขากลับยิ่งมีโทสะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกับนางกำลังยั่วยุเขาด้วยท่วงท่าเย้ายวน และยิ่งได้สบเข้ากับนัยน์ตาสีสุวรรณ มันเหมือนกับว่านางกำลังเยาะเย้ยเขาผ่านแววตานั้น 

“หยุดบ้าได้แล้วลลินพรต เจ้าไม่จำเป็นต้องนำไพร่พลให้มาล้มตายที่นี่” 

“หุบปากของเจ้าซะ…” เกล็ดมณีตวัดดาบจนทำให้ง้าวในมือของลลินพรตหลุดกระเด็นไปไกล เขาเหลียวไปเห็นดาบสองเล่มที่อยู่ใกล้ๆ จึงดึงมันมากวัดแกว่งเพื่อสลัดเลือดที่ติดอยู่ให้ออกไป ทีท่าเขาในตอนนี้ทำให้นางรู้สึกคุ้นเคยยิ่งนัก ทั้งใบหน้าโกรธเกรี้ยวและทีท่าเอาแต่ใจ รวมถึงความรู้สึกในอกที่พร้อมพวยพุ่งออกมาเบื้องนอก ความเก็บกดและเกลียดชังที่ครั้งหนึ่งนางเองก็เคยรู้สึกเช่นนั้น “เจ้าเป็นผู้เลือกเจ้าจะไปรู้อะไรเล่า ข้านี่สิเป็นคนที่มิถูกเลือก เจ้าจะไปเข้าใจหัวอกของข้าได้อย่างไรเล่า” 

ความชัดเจนในน้ำเสียงขมขื่นทำให้เกล็ดมณีรู้สึกเจ็บปวดในอุระ แต่ลลินพรตบัดนี้ก็มิต่างจากนางเมื่อก่อน ทั้งความน้อยเนื้อต่ำใจ ทั้งความเสียใจที่เป็นคนที่ถูกมองข้าม ทั้งหมดนั้นนางล้วนผ่านมันมาได้แล้ว 

ข้ามิได้หมายให้เจ้ารู้สึกเช่นนั้นเลยลลินพรต… 

เกล็ดมณีตรงเข้าประดาบกับเขาอย่างตรงไปตรงมา ความรู้สึกของเขานางเองก็สุดจะหาสิ่งใดมาปลอบประโลม นั่นเพราะในยามนั้นนางเองก็เผลอเลอทำสิ่งที่เลวร้ายที่สุดไปจนเกือบได้กลายเป็นเดรัจฉาน การที่ลลินพรตจะเป็นบ้าเหมือนนางในครานั้นก็คงมิแปลก แต่นางมิอยากให้ครุฑหนุ่มผู้นี้ต้องเดินเส้นทางผิดเช่นนาง หากนางเปลี่ยนใจเขาได้ นางก็อยากจะช่วยเหลือ 

“เจ้ารามือเสียเถิด…” ทุกคราที่โลหะกระทบกันจนเกิดเสียง เกล็ดมณีพยายามห้ามปรามเขาด้วยไมตรีเท่าที่นางจะสามารถกระทำได้ “ข้ามิอยากเห็นเจ้าเดินทางผิดเช่นข้า” 

“มันสายไปแล้วเกล็ดมณีนาคี ข้าจักมิยอมพ่ายแพ้ต่อเผ่านาค…” สายตาหยิ่งทะนงจับจ้องไปยังอีกแห่งหนึ่ง เกล็ดมณีลอบมองตามปลายทางของสายตานั้นไป ก็พบเข้ากับอนิลที่กำลังประดาบอยู่กับพรายนิล ซึ่งอยู่ห่างจากนางไปไม่ไกลนัก “และข้าจักมิยอมพ่ายแพ้ต่อญาติผู้น้องของข้าด้วย” 

ลลินพรตดาหน้าเข้าโจมตีเกล็ดมณีไม่ยั้ง นางทำได้เพียงรับมือกับคมดาบที่รวดเร็วมิต่างจากสายลมแรง ถึงแม้นางจะมองการโจมตีออกด้วยสมาธิที่ฝึกมา แต่นางก็มิอาจตอบโต้กลับไปเพื่อสร้างบาดแผลแก่เขา  

ได้สติเสียทีเถิดลลินพรต... 

นางหมายมาที่นี่เพื่อยุติสงคราม แต่บัดนี้นางกลับหมายจะทำให้เขาได้สติและหยุดความบ้าคลั่งในครั้งนี้เสีย แต่ไม่ว่านางจะพยายามเพียงใดเขาก็เหมือนกับขาดสตินึกคิดไปเสียหมดสิ้นแล้ว 

จงอย่าฝืนโชคชะตาเลยลูกเอ๋ย… 

น้ำเสียงพิเราะของพระแม่ลักษมีเทวีดังก้องในโสตของนาง มิต่างจากพยายามย้ำเตือนในสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ทีท่าอ่อนหวานเมื่อครู่จึงถูกแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง และการประจันหน้าจึงเป็นไปด้วยความดุเดือดจนทำให้ลลินพรตรู้สึกยำเกรงยังนัยน์ตามุ่งมั่นของนาคีเบื้องหน้า 

นี่มันอะไรกัน ทำไมนางช่างดูร้ายกาจถึงเพียงนี้… 

นาคีเบื้องหน้ามิต่างจากอสรพิษร้ายที่หมายล่าเหยื่อ นั่นจึงทำให้ลลินพรตคิดถึงพระมารดาของตนที่เคยพร่ำบอกเมื่อก่อนหน้านี้ว่าเหล่านาคีนั้นเป็นศัตรูที่ร้ายกาจ แถมยังทำร้ายจิตใจของนางจนทำให้นางตกสวรรค์มาแล้วถึงคราหนึ่ง แต่เขาเองก็คิดเพียงว่าสิ่งที่พระมารดาเล่าคงเป็นเพียงนิทานปรัมปรา มิได้คิดว่ามันเป็นความจริง จวบจนมาพบเข้ากับนัยน์ตามุ่งมั่นของเกล็ดมณี จึงทำให้ความรู้สึกเกรงกลัวแล่นปราดเข้ามาในหัวของตน 

ข้าต้องตัดหัวนางอรพิษนี้ออกมาให้จงได้… 

แต่ก่อนที่เขาจะกระทำตามความคิดของตน ร่างร่างหนึ่งพลันลอยแหวกอากาศมากระแทกร่างของเขาจนล้มลง ร่างนั้นโชกไปด้วยเลือด ถึงจะไม่ได้ดูอ่อนแรงจนมิอาจสู้ต่อไปได้ แต่ร่างนั้นก็ถือว่าได้รับบาดเจ็บมากพอสมควร 

“เสด็จพ่อ” ลลินพรตรีบพยุงร่างของวิหรุตให้ลุกขึ้นยืน เขาเหลียวไปมองผู้ที่สาวเท้าตามมาด้วยความเกลียดชัง บัดนี้เผ่านาคกลายเป็นเผ่าพันธุ์แห่งความเลวทรามไปแล้วในสายตาเขา 

ภูชาเคนทร์ที่ประดาบกับวิหรุตมาเนิ่นนานรับรู้ดีว่าฝีมือของเขาถดถอยไปมาก เพราะหากวัดจากบาดแผลทั่วร่างของราชาทั้งสอง บาดแผลที่วิหรุตสร้างให้กับภูชาเคนทร์ถือว่าเป็นรอยขีดข่วน แต่ในทางตรงกันข้าม บาดแผลบนกายของราชาครุฑกลับมิต่างจากผ่านศึกมาเนิ่นนานกว่า ทั้งร่างเต็มไปด้วยโลหิตข้นไหลริน ถึงจะมิได้อ่อนล้าจนร่างแทบแหลกสลาย แต่วิหรุตในยามนี้ดูไร้สิ้นซึ่งกระแสแห่งความอาฆาตไปเสียแล้ว 

“เสด็จอา” อนิลหมายพุ่งเข้ามาดูอาการของราชาครุฑ แต่กลับถูกเสียงหนึ่งห้ามไว้เสียก่อน 

“อย่าปล่อยให้ไอ้กบฏนั่นเข้ามา” 

ทหารครุฑหลายนายกรูกันเข้ามาขวาง อนิลจึงทำได้เพียงยืนนิ่งๆ อยู่เบื้องหลังของเกล็ดมณี แม้แต่พรายนิลที่ประดาบกับเขาเมื่อครู่ยังรับรู้ได้ถึงความภักดีที่ครุฑผู้นี้มอบแด่วิหรุต เห็นทีจะมีก็แค่ความยโสของลลินพรตกระมังที่บดบังความดีที่ผู้อื่นสามารถมองเห็นได้ 

“ยอมแพ้หรือยังเล่าวิหรุต” ภูชาเคนทร์เอ่ยถามโดยมิเข้าไปทำร้ายเขาซ้ำ 

วิหรุตกวาดสายตามองไปโดยรอบ ผืนดินนี้แปดเปื้อนไปด้วยเลือดสีเข้มจากชาวฉิมพลีโดยมาก กองกำลังของเหล่านากก็ไล่เข่นฆ่าเหล่าครุฑจนแทบหมดสิ้นทั้งกองทัพ กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งบ่งบอกว่าบัดนี้ถึงแม้หยาดพิรุณจะหยาดโปรยมาหมายชำระล้างสีแดงเหล่านั้นให้เจือจาง แต่มันก็มิอาจกระทำได้ นั่นเพราะหลายชีวิตของชาวฉิมพลีต่างต้องจบสิ้นเพราะตัวของเขาเองที่ผิดสัญญา ไหนจะการบัญชาการอย่างร้อนรนบุ่มบ่ามของบุตรชายของเขาอีก ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เขาสมควรต้องยอมรับเสียที 

นี่คือสิ่งที่ข้าสมควรได้รับแล้ว กับการกระทำของตัวข้าเอง… 

ลลินพรตพยุงพระราชบิดาให้ลุกขึ้นหยัดยืน ตัวเขากำหมัดแน่นมิยอมรับในผลของการรบครานี้โดยง่าย ถึงแม้ในยามนี้วิหรุตจะยังมิทิ้งดาบในมือ สื่อถึงว่าตัวของเขาเองก็พร้อมจะต่อสู้จนวินาทีสุดท้ายของชีวิต แต่เขากลับดูอิดโรยจนทำให้ลลินพรตรู้สึกสงสารพระราชบิดาจับใจ 

“เราเผ่าครุฑพ่าย…” 

“ข้ามิยอมรับในเรื่องนั้น…” ลลินพรตตวาดก้อง เขาถอยออกห่างจากพระราชบิดาพลันทะยานขึ้นสู่กลางเวหาในร่างทิพย์ ก่อเกิดพายุลมแรงโดยรอบ ส่งให้หยาดพิรุณร่วงโปรยลงมาแรงขึ้น สายอัสนีบนเมฆาคำรามกึกก้อง สิ่งที่เขากำลังจะทำจากนี้ล้วนผิดต่อสัตย์ปฏิญาณของกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ จนทำให้ทั่วทั้งโลกหล้าสั่นสะเทือน “ข้ามิยอม” 

 

____________________________ 

 

'พงพี' มาแล้วน้าครับ 

เรื่องราวดำเนินมาถึงจุดที่เข้ม้ขนเกือบถึงที่สุดแล้วนะครับ 

วันนี้เลยแวะเวียนมาอัพเดทแบบเล็กๆ น้อยๆ สักหน่อย 

เผื่อจะมีคนคิดถึง "ลลินพรต" กันอยู่ 

เอ้ะ!! หรือคิดถึง "อนิล" ดี 

. 

ขอบคุณทุกกำลังใจ และโปรดอย่าปิดกั้นการมองเห็น 

สามารถแสดงความคิดเห็น หรือกดให้กำลังใจนักเขียน หรือตัวละครได้นะครับ 

#เกล็ดมณีนาคี #อนิลครุฑา 

. 

สำหรับใครที่อยากให้กำลังใจนักเขียน 

สามารกด "ดาว" และ "ดาว" และ "ดาว" เท่านั้น ให้ผมได้เลยน้า ...อิอิ... 

พอดียังไม่ได้ติดเหรียญน้า 

 

By. 

พงพี 

ความคิดเห็น