email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Episode 15 แอบซ่อนความหวาน

ชื่อตอน : Episode 15 แอบซ่อนความหวาน

คำค้น : เซฟแมงป่อง ตบหลุมรัก My heart November นิยายวาย ตบจูบ ฟิวกูดรักมหาลัย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.6k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ม.ค. 2564 17:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
Episode 15 แอบซ่อนความหวาน
แบบอักษร

Episode 15 

แอบซ่อนความหวาน 

[The Scorpion King]  

 

พรึบ...พรึบ

 

“อึก...” เสียงลมแรงบนยอดดอยสูงกระทบเต็นท์นอนจนดังก้องไปทั่วกับอากาศอันแสนหนาวเย็นมันทำให้ผมต้องกระชับวงแขนรัดไปตามร่างกายขนาดใส่เสื้อกันหนาวถึงสองชั้นยังเอาแทบไม่อยู่

 

หมับ!

 

อ้อมแขนของคนที่นอนอยู่ข้างเคียงกอดลงมาที่ตัวของผมเขาขยับชิดจนแผ่นหลังสัมผัสได้ถึงไอร้อน “หนาวจนนอนไปหลับเหรอ?” น้ำเสียงกระซิบแผ่วเบาถามขึ้นใบหน้าซุกมาที่ลำคอ

 

“อืม...แล้วเซฟล่ะทำไมยังไม่นอนอีก”

 

“ผมนอนไม่หลับน่ะ...ไม่สบายใจเลยที่เห็นแมงป่องคุยกับเด็กคนนั้น”

 

“ใคร?” ผมเริ่มพลิกตัวกลับไปมองหน้าเซฟ “หึงที่พี่คุยกับเด็กที่ชื่อดินนั่นรึไง?”

 

“หึง...หึงมาก ยิ่งเวลาที่ต้องทำเหมือนเราสองคนโกรธกันต่อหน้าคนอื่นมันยิ่งทำให้ผมน้อยใจ” เซฟขยับหน้าชิดมาที่คอของผมจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อน “ผมไม่อยากทำตัวปากเสียต่อหน้าคนอื่นอีกแล้วอะ แมงป่องไม่อยากให้ใครรู้จริงเหรอว่าเรากำลังคบกันอยู่”

 

“เซฟ...รออีกหน่อยนะหลังจากจบทริปนี้ มีเรื่องหนึ่งที่เซฟต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง”

 

หลังจากสอบภาคต้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วพายุมันขอให้พวกผมช่วยเรื่องน้องหิน โดยมันเสนอตัวให้ทุกคนตามมาเที่ยวบ้านพ่อมันที่อุตรดิตถ์เพื่อง้อน้องหินโดยเฉพาะทุกอย่างเป็นไปด้วยดีอย่างที่ควรจะเป็น ตอนนี้หินกับพายุก็เข้าห้องหอกันทั้งวันทั้งคืนแทบจะไม่ยอมออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันกันด้วยซ้ำ แถมยังจัดแจงให้รถตู้พาพวกเราทั้งหมดมาเที่ยวภูสอยดาวโดยออกทุนให้ทั้งหมด แต่ความจริงแล้วผมรู้จักตัวตนของพายุเป็นอย่างดีมันแค่อยากหาเวลาอยู่กับน้องหินสองต่อสองมากกว่า

 

ส่วนเพลงกับพรายรอบนี้มันก็ไม่ยอมขึ้นมานอนค้างบนภูด้วยกันอีกคู่ เห็นเพลงมันบอกว่าจะพาพรายไปกราบพ่อแม่มันที่บ้านขนาดเพิ่งเปิดตัวกันได้ไม่นานแต่คู่นี้มันรักกันยิ่งกว่าอะไรดี เป็นความรักที่สามารถยอมตายแทนให้กันได้เลยจนแม้แต่ผมเองยังต้องอิจฉาที่ในชีวิตหนึ่งจะมีใครรักได้มากมายขนาดนี้

 

“ยังไงผมก็ไม่มีวันปล่อยแมงป่องไปอีกเด็ดขาด” ถ้าเวลานั้นมาถึงไม่รู้ว่าเซฟมันยังจะทำได้อย่างที่พูดอยู่ไหม

 

บอกตามตรงว่าผมกลัว...

 

กลัวว่าการที่เรากลับไปบ้านรอบนี้ทุกอย่างมันจะไม่เหมือนเดิม ผมกลัวที่จะเสียเด็กคนนี้ไปทั้งที่รู้ดีว่าครอบครัวคือทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามี...เซฟคงไม่มีทางหันหลังให้พี่สาวตัวเองเพื่อเลือกที่จะอยู่กับผมแน่

 

เรื่องของเรื่องมันเริ่มต้นขึ้นก่อนหน้าเข้าสู่การสอบได้ไม่กี่วันเมื่อผมได้รับโทรศัพท์จากพี่มังกร

 

Rrrrrr…

 

“ครับ...ว่ายังไงครับพี่”

 

[แมงป่องปิดเทอมรอบนี้จะกลับมาค้างที่บ้านรึเปล่า...ป๊าม้าบ่นคิดถึงน่ะ]

 

น้ำเสียงของพี่มังกรดูผิดปกติไปจากทุกทีเหมือนกับเขากำลังมีเรื่องกวนใจอะไรบางอย่างที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแต่ไม่กล้าบอกใคร

 

“มีอะไรไม่สบายใจอยู่รึเปล่าพี่...พี่บอกผมได้นะไม่ว่าเรื่องอะไรผมก็พร้อมจะยืนเคียงข้างพี่เสมอ”

 

[...]

 

[ขอบใจมากแมงป่อง พี่เป็นพี่ที่โคตรแย่เลยสร้างแต่ปัญหาให้น้องตลอด]

 

“บอกผมมาเถอะครับว่าเรื่องอะไร พวกเราจะได้ช่วยกันแก้ไข”

 

[แมงป่องเมื่อวานแซนโทรกลับมาหาพี่...]

 

ส่วนหนึ่งในใจผมก็คิดเอาไว้อยู่แล้วว่าปัญหาของพี่ชายคงหนีไม่พ้นเรื่องของผู้หญิงคนนั้น ไม่รู้ว่าแซนจะมาไม้ไหนอีกถ้าให้เดาก็น่าจะเป็นเรื่องลูกเรื่องค่าเลี้ยงดูเหมือนเดิม ทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายทิ้งลูกให้อยู่กับปู่มาเกือบห้าเดือนโดยไม่เคยติดต่อมาเลยแท้ ๆ

 

“รอบนี้แซนจะเอาอะไรครับ?”

 

[อืม...แซนโทรมาต่อว่าพี่เรื่องที่พี่หยุดส่งค่าเลี้ยงดูไปน่ะ เขาขู่ว่าจะเอาลูกคืนไปให้ได้ตอนนี้พี่เองก็กำลังติดต่อทนายแล้วเหมือนกันแต่ปู่บอกให้พี่เตรียมตัวให้พร้อมกลางเดือนหน้าปู่นัดพี่คุยกับแซนอีกครั้งเผื่อว่าจะตกลงกันได้ด้วยดี]

 

“ครับ...พี่อยากให้ผมกลับไปอยู่ด้วยใช่ไหม?”

 

[ไม่ใช่แค่ครอบครัวเรานะแมงป่อง แม้แต่เซฟเองปู่ก็จะติดต่อให้กลับบ้านหลังสอบเสร็จเหมือนกัน]

 

ถ้าจะบอกว่าผมเห็นแก่ตัวก็คงไม่ผิด ผมไม่อยากให้เซฟต้องเจอกับแซนเลยผู้หญิงคนนี้สามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อให้เราผิดใจกันและผมเองก็ไม่อยากเดินจากเซฟไปไหนอีกแล้ว หัวใจทุกห้องที่มีผมมอบให้เขาไปทั้งหมดหากเซฟเลือกพี่สาวใจผมคงต้องแตกสลาย

 

“อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดนะพี่มังกร เคลียร์กันให้จบตั้งแต่ตอนนี้ก็ดีเหมือนกันแล้วอีกอย่างถ้าขึ้นศาลจริงผมก็มีหลักฐานสำคัญบางอย่างที่จะช่วยให้พี่ได้สิทธิ์ในการเลี้ยงดูน้องสกอร์ดังนั้นพี่ไม่ต้องคิดมากนะครับ ยังไงช่วงนี้พี่ก็พยายามรวบรวมรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดตลอดสองปีที่พี่ส่งเสียไปให้ได้มากที่สุดละกัน”

 

[แมงป่องจะโอเคจริงเหรอ? หากเซฟเลือกที่จะช่วยแซน...เราล่ะจะโอเคจริงรึเปล่า?]

 

...แน่นอนว่ามันย่อมต้องไม่โอเคอยู่แล้วแต่คนที่ตัดสินใจมันไม่ใช่ผมมันคือเด็กคนนั้นต่างหาก...

 

“ครับถ้าเซฟมันเลือกที่จะจากไป ผมก็ไม่คิดจะรั้งเอาไว้” อยู่ ๆ น้ำตามันก็ไหลออกมาเอง ขนาดแค่คิดยังเจ็บปวดขนาดนี้

 

[พี่เชื่อว่าความรักที่แมงป่องมีให้เซฟคงไม่เปราะบางขนาดนั้นหรอกนะ เซฟเป็นคนฉลาดที่มักจะมองหาคำตอบได้ด้วยตัวเองเสมอ แล้วนี่เด็กนั่นมันรู้แล้วใช่ไหม? ว่าวันที่พวกโจรขึ้นบ้านเราก็ถูกจ้างมาจากพี่สาวตัวเอง]

 

“ไม่แน่ใจครับพี่มังกร...เซฟมันไม่ยอมพูดหรือถามอะไรผมเลยจนบางครั้งผมเองก็เดาไม่ออกว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่ ไม่แน่ตอนนี้มันอาจจะยังเกลียดผมอยู่ก็ได้”

 

[ไม่มีทางเราเนี่ยคิดมากเกินไปแล้ว เอาล่ะพี่ต้องวางสายก่อนนะสกอร์น่าจะตื่นแล้วพี่ขอไปดูลูกหน่อย]

 

“ครับผมฝากหอมแก้มหลานด้วยนะพี่”

 

[ได้...แมงป่องเองก็อย่าลืมดูแลตัวเองละกันแค่นี้ล่ะ...ตู๊ดดดดด]

 

พอมาคิดดูแล้วช่วงหลังตั้งแต่ที่ผมยอมคบกับเซฟ เซฟไม่เคยถามผมเกี่ยวกับแซนเลยทั้งที่มันเป็นเรื่องที่เขาน่าจะอยากรู้มากที่สุด บางทีการกระทำที่เขาแสดงออกมาทั้งหมดอาจจะทำเพื่อแก้แค้นผมก็ได้

 

...ไม่รู้ว่ากำลังคิดมากไปเองรึเปล่าแต่ต่อให้ผมถูกหลอกเวลานี้มันก็มีความสุขมากจริง ๆ

 

“นอนเถอะ...ผมจะกอดแมงป่องเอาไว้แบบนี้เอง” ใช้เวลาไม่นานเสียงกรนแผ่วเบาก็ดังขึ้นออกมาจากปากเด็กตรงหน้าตอนนี้เขาคงหลับสนิทจากความเหนื่อยล้าที่ต้องเดินขึ้นเขามาทั้งวัน

 

ผมยังคงลืมตามองเขาในความมืดและเสียงของลมที่พัดกระหน่ำ นิ้วมือยกขึ้นเขี่ยเส้นผมที่กำลังปกปิดใบหน้า “เซฟไม่ได้กำลังหลอกพี่อยู่ใช่ไหม?” คำถามที่พูดพึมพำออกมามันคงไม่มีทางส่งไปถึงเขาหรอกหากแต่มันพูดเอาไว้เพียงเพื่อปกป้องหัวใจอันอ่อนแอของผมต่างหาก

 

เช้าวันรุ่งขึ้นผมตื่นขึ้นมาตั้งแต่ยังไม่ตีห้าเพราะต้องเตรียมอุปกรณ์ออกมาถ่ายภาพทะเลหมอกกับแสงอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า เดินออกมาเข้าห้องน้ำท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บและหมอกลงจัดจนมองแทบไม่เห็นทาง แค่เพียงวักน้ำขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟันก็ถึงกับทำให้ขนลุกไปทั้งตัวขนาดว่าผมเล่นกีฬามาตลอดยังทนอากาศแบบนี้แทบไม่ไหว ไม่ต้องพูดถึงสองสาวรุ่นน้องคะน้าและข้าวจี่ป่านนี้คงนอนกอดกันตัวแข็งตายไปแล้วมั้ง

 

เดินกลับมาที่หน้าเต็นท์ตอนนี้ยังไม่มีใครตื่นขึ้นมาสักคน มองไปรอบ ๆ ท่ามกลางความมืดและหมอกหนาทึบเห็นเพียงแสงริบหรี่จากกองไฟจนต้องเดินไปดู เป็นพี่เจ้าหน้าที่อุทยานที่พ่อพายุฝากฝังให้ขึ้นมานำทางแนะนำการเดินป่าและให้ความรู้เรื่องพันธุ์ไม้บนเขาลูกนี้กำลังนั่งต้มน้ำโดยเอาก้อนหินมาวางเอาไว้รอบกองไฟเพื่อกันไม่ให้ไฟลุกลามไปจุดอื่น

 

“อ้าวตื่นแล้วเหรอครับน้อง เป็นยังไงบ้างเมื่อคืนพอจะนอนหลับกันได้ไหม?” รอยยิ้มและเสียงหัวเราะขบขันของพี่เจ้าหน้าที่ ทำให้ผมเข้าใจได้ในทันทีน่าจะมีนักท่องเที่ยวหลายคนที่ไม่ชินกับอากาศและลมแรงบนยอดเขาแบบนี้สินะ

 

“พอไหวครับ...ไม่คิดเลยนะพี่ว่าบนยอดภูจะหนาวเย็นได้ขนาดนี้” ผมลูบมือไปตามแขนเสื้อกันหนาวของตัวเอง

 

“อะไรกันจุดตั้งแคมป์ลานสนตรงนี้ยังไม่ใช่ยอดภูสอยดาวนะน้อง...นู่นต่างหาก” พี่เจ้าหน้าที่ชี้มือฝ่าความมืดออกไปทางด้านหลัง “ยังต้องเดินไปต่ออีกสองกิโลกว่า ๆ เองตรงจุดนี้ยังไม่ถือว่าอากาศหนาวจัดหรอกนะอย่างมากก็แค่ราวสิบองศาบนยอดภูสอยดาวนั่นหนาวกว่านี้อีก แต่รอให้สว่างก่อนละกันพี่ค่อยพาขึ้นไปตอนนี้ยังขึ้นไม่ได้อันตรายเกิน”

 

อือหือ! นึกภาพหน้าข้าวจี่ออกเลยถ้ารู้ว่าต้องเดินขึ้นลงเขาอีกเกือบห้ากิโลแบบนี้ แค่กว่าจะลากจะดึงขึ้นมาถึงลานสนน้องมันก็บ่นไม่หยุดแล้ว

 

“มานั่งก่อนสิเดี๋ยวพี่ชงอะไรอุ่น ๆ ให้กิน” พี่เขากวักมือเรียกผมแล้วล้วงลงไปหยิบห่อโอวัลตินแบบซองมาเทใส่กระป๋องนมข้นแล้วเทน้ำร้อนส่งมาให้ผมรับไว้

 

“ขอบคุณครับพี่” ไอร้อนจากกระป๋องมันทำให้ผมรู้สึกดีสุด ๆ การได้ดื่มของร้อน ๆ ทามกลางอากาศหนาวจัดแบบนี้ถือว่าเป็นอะไรที่ไม่เลวเลย

 

ผมหันซ้ายมองขวามองหาเด็กหนุ่มที่ชื่อดิน จากที่คุยกันตอนขึ้นมาเด็กคนนี้เป็นคนในพื้นที่และมักจะเข้ามาทำงานเป็นอาสาสมัครเจ้าหน้าที่คอยนำทาง คอยช่วยเหลือและร่วมเดินทางไปพร้อมเจ้าหน้าที่ในบางครั้ง

 

“เด็กคนนั้นกลับลงไปแล้วหรอกครับ?”

 

“อ้อ เจ้าดินน่ะเหรอ? ยังหรอกนู่นมันนอนอยู่ตรงเต็นท์นั้นกับเพื่อนของเรานั่นแหละ เห็นว่าพ่อหนุ่มนั่นขาแพลงเพราะเกือบตกเขาดีนะที่ไม่ได้เป็นอะไรมาก ดินมันเลยไปปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ก่อน” ผมถึงกับขมวดคิ้วในทันทีใครกันที่มันคิดอุตริออกมาเดินยามวิกาลคนเดียวในป่าเขาแบบนี้จนผมต้องลุกขึ้นยืนทำท่าจะเดินไปทางที่พี่เขาบอก

 

“อ้อพี่ฝากเราปลุกเจ้าดินมันหน่อยนะ ปกติเด็กคนนี้ตื่นเช้าจะตายสงสัยกำลังติดใจอะไรบางอย่างอยู่แน่เลย” ใบหน้าขบขันของพี่เขายิ่งทำให้ผมอยากรู้เข้าไปใหญ่ว่าดินมันเข้าไปนอนกับใคร ไฟแห่งความอยากรู้อยากเห็นมันปะทุจนรุ่มร้อนไปหมด

 

...เรียกง่าย ๆ ว่าอยากเสือกนั่นแหละ

 

ว่าแล้วก็ต้องรีบย่องกลับมาที่เต็นท์ในทันที ตัดเต็นท์ของสองสาวออกไปก่อนยังไงสองคนนี้คงไม่มีทางออกมาเดินกลางป่าค่ำมืดแน่ คิดได้แล้วก็เดินไปอีกหลังค่อย ๆ แง้มเปิดรูดซิปอย่างเบามือที่สุดยังไม่ทันจะเปิดดีเสียงกรนสนั่นหวั่นไหวก็ดังลอดออกมาผมชะโงกคอเข้าไปมองด้านในราวกับผีกระสือที่มีแต่หัวเพ่งสายตาอยู่นานก็เห็นเป็นไอ้เอกับยูจิที่ต่างคนต่างนอนตีนงี้แทบจะพาดหน้ากันอยู่แล้ว

 

หึ ๆ ๆ เป้าหมายสุดท้ายคือไอ้เคน ทำไมผมถึงนึกไม่ออกตั้งแต่แรกไอ้นี่มันก็ชอบถ่ายรูปเหมือนกันนี่หว่าถ้าไม่ติดว่ามันเป็นรองประธานชมรมรักบี้มันคงมาอยู่ชมรมผมไปแล้ว ว่าแล้วก็ย่องและย่องเข้าหาเต็นท์หลังสุดท้ายค่อย ๆ ทำแบบเดิมรูดซิปทีละนิดแต่จะไม่ทันจะเปิด ซิปจากด้านในก็รูดออกมาอย่างรวดเร็วเด็กหนุ่มคนนั้นก็ไม่ทันระวังตัวก้าวออกมาจนหัวเขากระแทกมาที่หน้าผมแบบเต็ม ๆ จนหงายหลัง

 

ดินเองก็ล้มลงมาทับร่างของผมเขารีบดันตัวขึ้นในขณะที่ยังคร่อมร่างของผมอยู่

 

“ขอโทษนะครับเจ็บตรงไหนรึเปล่า?”

 

แกรบ!

 

เสียงเหมือนใครบางคนกำลังเหยียบเศษใบไม้จนทั้งผมและดินถึงกับหันไปมองตามปลายเสียง ภาพที่เห็นคือเซฟกำลังยืนจ้องมองมาที่เราทั้งคู่ตาค้างในปากยังมีแปรงสีฟันคาอยู่ในนั้น จากนั้นหน้ามันก็เริ่มเปลี่ยนจากตกตะลึงเป็นขมวดคิ้วแทนก่อนจะเดินหนีไปเฉยเลย จังหวะนี้ผมรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่ รีบผลักร่างของดินออกแล้ววิ่งตามไปทันทีแบบไม่คิดชีวิต

 

เซฟมันมานั่งจุ้มปุ๊กแปรงฟันอยู่บนขอนไม้หน้าห้องน้ำแบบเอาเป็นเอาตายจนปากจะฉีกอยู่แล้ว สิ่งเดียวที่นึกออกตอนนี้คือต้องรีบง้อก่อนที่เรื่องมันจะเลยเถิดไปกันใหญ่ จากที่ไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนผมกลับสอดวงแขนผ่านรักแร้จากด้านหลังสวมกอดแล้วแนบหน้าลงไปที่ต้นคอ

 

เซฟมันสะดุ้งเล็กน้อยแล้วหันมองมาทั้งที่ฟองยังฟู่ฟ่องอยู่เต็มปาก

 

“เซฟกำลังเข้าใจพี่ผิดนะ เมื่อกี้นี้มันไม่มีอะไรเลยจริง ๆ พี่เจ้าหน้าที่แค่ขอร้องให้พี่ไปปลุกดินเท่านั้นเอง” เด็กมันเหล่มองผมแล้วรีบหันไปเอาน้ำกลั้วคอ

 

“ทำไมต้องร้อนตัว...ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย”

 

“ก็...” ยังไม่ทันจะได้พูดจบเด็กมากก็หันหน้าหนีไปเฉยเลยจนผมต้องกอดมันแน่นขึ้น “กลับมาคุยกันดี ๆ ก่อนนะ” ว่าแล้วก็หอมไปที่แก้มของเซฟมันฟอดหนึ่งเชื่อเถอะน่าจะเป็นวิธีง้อที่ดีที่สุดแล้วและมันก็เป็นจริงอย่างที่คิดเอาไว้ไม่มีผิด เซฟมันหันกลับมามองผมแล้วกะพริบตาแบบไม่อยากจะเชื่อว่าผมจะกล้าทำเรื่องแบบนี้

 

“อยากได้อีกข้างอะ...” เอาเถอะอีกข้างก็ไม่เสียหายอะไร ผมเลยเอี่ยวตัวไปเตรียมจะหอมอีกฝั่งแต่เซฟมันกลับหันมาดักรอจนปากเราชนกันแทน “ต้องแบบนี้ต่างหากถึงหายงอน”

 

“ที่จริงผมยืนมองแมงป่องตั้งแต่โผล่หัวเข้าไปในเต็นท์ของพี่ยูจิแล้วล่ะ ว่าจะเดินไปถามสักหน่อยว่ากำลังทำอะไรอยู่แต่ดันมาเห็นฉากเด็ดซะก่อน” เด็กมันยิ้มขึ้นอย่างภาคภูมิที่ได้เห็นผมเป็นคนโง่จนโดนมันหลอก

 

“นี่มึงหลอกกูเหรอเซฟ?” ผมรีบคลายมือออกแต่มันคว้าจับข้อมือผมล็อกเอาไว้

 

“ไม่ได้หลอกสักหน่อย...ผมจะไม่ได้ว่าอะไรเลยสักคำแมงป่องเองไม่ใช่เหรอที่มาหอมแก้มผมเอง”

 

“ปล่อย!”

 

“หนาวอะกอดกันแบบนี้อีกหน่อยไม่ได้รึไง?”

 

“เซฟเดี๋ยวก็มีใครมาเห็นหรอก” สายตาผมเริ่มส่ายมองไปรอบ ๆ หมอกที่ค่อนข้างหนาจัดก็ยังไม่เห็นใครสักคน

 

“ไม่เอา! ไม่ปล่อยกว่าจะได้อยู่แบบนี้เนี่ยรู้ไหมว่าผมต้องรอนานแค่ไหน” เสียงกระซิบหยอกล้อกับลมหายใจสะอาดจากปากที่เพิ่งแปรงมาหมาด ๆ มันช่างเย้ายวนชะมัด ให้ตายเถอะผมอาจจะกลายเป็นคนโรคจิตนิดหน่อยแล้วก็ได้

 

“กะ...กลับไปที่เต็นท์ไหม?” โอ๊ยยยย! นี่ผมกำลังพูดอะไรออกไปวะเนี่ย

 

เซฟมันดีดตัวรีบลุกขึ้นกระชากข้อมือผมให้เดินตามอย่างไวว่อง แต่อนิจจาไม่ใช่ทุกสิ่งจะสมหวังตามใจคิดเสมอเดินกลับมายังไม่ถึงดี เสียงเจ๊าะแจ๊ะก็ดังไปทั่วตอนนี้หลายคนเริ่มตื่นแล้วออกมายืนห้าวตัวสั่นกันเต็มไปหมด โดยเฉพาะยูจิที่ยังคงพลังงานล้นเหลือตื่นขึ้นมาปุ๊บมาก็ออกมาบริหารร่างกายหน้าเต็นท์ปั๊บ

 

เดาอารมณ์ของไอ้เซฟตอนนี้ได้เลยมันดูหงุดหงิดสุด ๆ เพราะนอกจากจะต้องปล่อยมือจากผมแล้วจะต้องทำทีเป็นเดินห่างออกไปอีก เซฟมันเดินไปคุยกับคะน้าและข้าวจี่ในขณะที่ผมเองก็เดินมาหายูจิแทน

 

“เคนกับเอมันยังไม่ตื่นอีกเหรอ?”

 

“ไม่รู้สิยังไม่เห็นมันออกมาเลยว่ะ ส่วนไอ้เอมันเดินออกไปหาสัญญาณมือถือโทรหาแฟนมันแล้ว” ยูจิตอบพร้อมกับบิดร่างกายไปมา

 

“แฟน? ไอ้เอน่ะนะ” ผมขมวดคิ้วถามอีกครั้ง

 

“เออ ไอ้พี่ข้าวหมากพี่ชายข้าวจี่ไง เห็นว่าพี่เขาเข้าเวรตอนเช้ามันเลยรีบออกไปโทรหาก่อน” เหอะ! ผมว่าพวกเดือนคณะของมหา’ ลัยนี้มันกำลังโดนสาปอยู่แน่เลยทั้งที่เมื่อก่อนก็เห็นพวกมันจีบสาวกันทั้งนั้นแต่ไหงกลายเป็นมาได้กับผู้ชายกันหมดเนี่ย!

 

“งั้นกูไปปลุกเคนก่อนนะ” กำลังจะก้าวเดินไปเซฟมันกลับมาดึงชายเสื้อผมแล้วสะกิดให้ดูเด็กที่ชื่อดินวางไม้ค้ำกับยกกระป๋องน้ำเดินหายเข้าไปภายในเต็นท์

 

“ไปเปลี่ยนเสื้อกันเถอะ ดูท่าวันนี้คงไม่ได้ขึ้นไปบนยอดแล้วล่ะเอาแค่ถ่ายพระอาทิตย์ขึ้นกับทะเลหมอกแถวนี้ก็พอ” หลังจากเซฟมันหันมากระซิบมันก็เดินมุดเข้าไปยังเต็นท์นอนก่อนจะพยักหน้าให้ผมเดินตามเข้ามาเร็ว ๆ

 

พอเดินตามเข้าไปเซฟมันรีบรูดซิปแล้วกระชากเหวี่ยงตัวผมลงทันที จากนั้นมันกระระดมจูบมาแบบไม่ยั้งถลกเสื้อผมออกจนหมดไม่รู้ว่ามันไปหื่นกระหายมาจากไหน

 

“ขอมัดจำหน่อยนะ” ว่าแล้วมันก็ดูดมาที่ยอดอกจนตัวผมแอ่นตามแรงดูดอยากจะครางออกมาก็ไม่กล้ากลัวคนอื่นจะได้ยินแต่จะให้ทำไงได้ล่ะในเมื่อผมเองก็เริ่มติดใจลีลาเร่าร้อนแบบนี้ไปเสียแล้ว พริบตาเดียวเซฟก็เริ่มถอดเสื้อตัวเองออกแล้วก้มลงกอดผมท่ามกลางอากาศที่หนาวจัด “วันมะรืนเราสองคนก็ต้องกลับระยองกันแล้วคืนพรุ่งนี้เราออกไปเดทกันสองคนเถอะนะ”

 

“...เอาสิ” ตอบแบบไม่ต้องคิดเลยแม้แต่น้อย ยิ่งพอรู้ว่าถ้ากลับบ้านแล้วต้องไปเจออะไร ตอนนี้ผมอยากจะเก็บความทรงจำของเราสองคนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

“พูดจริงเหรอ?”

 

“อืม”

 

ต่อจากนั้นเราก็ไม่ได้คุยกันต่อนอกจากนอนกกกอดกันอยู่พักใหญ่จนเสียงข้างนอกเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ผมสองเคยเลยต้องรีบแต่งตัวกันออกมาแล้วก็จริงอย่างที่เซฟเดาไว้ไม่มีผิด สรุปก็ไม่ได้พิชิตยอดภูสอยดาวเพราะเคนมันปีนขึ้นไม่ไหวแต่พวกผมก็ไม่มีใครโกรธเคืองกันหรอกนะครับ ยิ่งสองสาวยิ่งดีใจใหญ่ที่ไม่ต้องไปต่อแค่เดินเล่นถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้น แอบถ่ายรูปเซฟบ้างแค่นี้มันก็คุ้มค่าที่ได้มาทริปนี้แล้ว

 

พอช่วงสายหน่อยเราก็เริ่มเก็บของลงจากภูสอยดาวแต่ที่ทำให้พวกผมตะลึงกันมากที่สุดน่าจะเป็นเด็กที่ชื่อดินแบกไอ้เคนขึ้นหลังแล้วลงจากเขาเกือบตลอดทางจนใคร ๆ ก็พากันหมั่นไส้โดยเฉพาะเซฟที่ดูจะอิจฉามากกว่าใครเพื่อนทั้งเหล่มามองผมทั้งเบะปากหน้าง้อ

 

ตลอดทางพวกเราก็แวะกินข้าวแวะซื้อของฝากกว่าจะกลับมาถึงตัวเมืองก็บ่ายแก่ ๆ แล้วพวกผมรีบเข้ากรุปไลน์วง Full Moon ถามพายุมันทันที

 

The Scorpion King 

พวกกูกำลังจะถึงบ้านมึงแล้วนะพายุตอนนี้มึงอยู่บ้านรึเปล่า 

 

Double A 

มันไม่ตอบหรอกแมงป่องช่วงนี้พายุมันกำลังหลงเมียหัวปักหัวปำ

 

เคน คนหล่อพ่อรวย 

มึงไปแซวพายุมันทำไมวะเอ กว่ามันจะได้เข้าห้องหอกับน้องหินไม่ใช่ง่ายนะเว้ย

 

Double A 

คนดี๊ดดดด เรื่องของมึงยังเคลียร์กับพวกกูไม่จบนะเคน แล้วอีกอย่างไอ้พายุมันไม่ใช่คนดีขนาดนั้นป่านนี้มันขย่มจนเครื่องในน้องบรรลัยหมดแล้วมั้ง

 

Uji scirnce 

วันแรกมันก็ล่อน้องไปตั้งเจ็ดครั้ง แล้วลองคิดดูตอนที่พวกเราไม่อยู่สองวันหินมันไม่ช็อกคาเตียงไปแล้วเหรอ

 

The Scorpion King 

เรื่องแบบนี้คุยกันในรถก็ได้เปล่าวะ? ไปเผาไอ้พายุมันทำไม 

 

Double A 

เสือกไม่อ่านก็ต้องโดนแบบนี้แหละ มึงเองก็เหมือนกันแมงป่องความลับไม่มีในโลกเมื่อเช้ากูเห็นเรื่องราวดี ๆ ท่ามกลางหมอกหนานะขอบอก แล้วอยากให้กูพูดในรถจริงเหรอ? เด็ก ๆ อยู่เยอะนะ หึ หึ หึ

 

Uji scirnce 

!!!

 

เคน คนหล่อพ่อรวย 

!!!

 

The Scorpion King 

สารเลว! 

 

Payu Wayu 

ไหนอาการเป็นไงเล่าให้กูฟังหน่อย...ตอนนี้กูทำธุระอยู่บ้านย่าพวกมึงบอกลุงสุชาติให้ไปส่งที่บ้านหินเลยอยู่ก่อนถึงหน้าตลาดเป็นร้านนวดสองห้อง ไม่ไกลจากบ้านพ่อกูเท่าไหร่จะเหมาร้านไปเลยก็ได้เดี๋ยวกูเสร็จแล้วจะรีบตามไป

 

Payu Wayu 

สรุปเรื่องไอ้เคนกับแมงป่องนี่มันยังไง?

 

เคน คนหล่อพ่อรวย 

เสือก!

 

The Scorpion King 

เสือก! 

 

ไอ้เอนี่มันอสรพิษฉิบหายทั้งที่นึกว่าไม่มีใครเห็นแล้วแท้ ๆ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดหูรอดตามันไปได้อยู่ดี ลองถ้าเรื่องนี้รู้ถึงหูพวกมันเมื่อไหร่ล่ะก็มีหวังได้รู้กันทั่วทั้งมอแน่

 

Payu Wayu 

ถึงไม่ต้องเล่ากูก็เดาเรื่องมึงออกแมงป่อง ต่อให้ไอ้เคนช่วยมึงปิดบังเอาไว้ก็ไม่มีทางรอดพ้นสายตากูไปได้หรอกไอ้ควาย! แหมไม่รู้เลยเนอะสะเออะไปซื้อดอกไม้ช่อโตให้เด็กมึงในวันประกวดเนี่ยโง่ฉิบหาย เหลือแค่ไอ้ยูจิกับไอ้เคนนี่แหละที่กูยังไม่รู้ว่ามันคบใครอยู่

 

Double A 

มึงไม่ต้องห่วงเคนเลยพายุ ดอกรักเบ่งบาน ณ ทุ่งสอยดาว แต่กูว่ามันคงไม่มีวาสนาจะได้เจอกับเด็กคนนั้นอีกแล้ววะ เบอร์ติดต่ออะไรก็เสือกไม่ขอไว้เอาแต่เล่นตัวอยู่นั่นล่ะ รู้ตัวอีกทีได้เด็กนั่นก็หายไปแล้ว

 

Uji scirnce 

มึงรู้ได้ไงไอ้เอบางทีมันสองคนอาจจะแลกไลน์กันเอาไว้แล้วก็ได้ เล่นเดินแบกไอ้ยักษ์ลงเขาได้เนี่ยโคตรไม่ธรรมดา

 

Double A 

มึงช่วยหันไปดูหน้าเพื่อนมึงด้วยครับยูจิ ทำหน้าเป็นจิ๋มหมาขนาดนี้แปลว่ามันกำลังเสียดายชัวร์

 

เคน คนหล่อพ่อรวย 

พอเถอะ! พวกมึงจะเที่ยวให้กูขอเบอร์คนที่เพิ่งเคยเจอกันเนี่ยนะ

 

The Scorpion King 

เอาน่าอย่างน้อยกูก็ยังถ่ายรูปมึงสองคนมาให้แล้ว ถ้าเสียดายมากเอาไว้มีโอกาสมึงคอยกลับมาขอเบอร์ติดต่อเด็กคนนั้นจากเจ้าหน้าที่อุทยานก็ได้นี่ หรือไม่บางทีพรหมลิขิตอาจจะทำให้มึงได้เจอน้องที่ไหนสักแห่ง 

 

Double A 

(สติกเกอร์มองบน)

 

ยิ่งคุยยิ่งปวดหัวผมเก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกงตอนนี้อยากจะหลับตาพักสักหน่อย ถึงที่นั่งในรถจะเหลือเฟือแต่ไม่รู้ทำไมต้องมาอัดอยู่กันด้านหลังด้วยก็ไม่รู้ เซฟมันนั่งริมกระจกรถด้านในสุด ผมนั่งกลาง ถัดมาก็เป็นไอ้เคนซึ่งมันเองรู้ดีเรื่องระหว่างผมกับเซฟอยู่แล้วแต่ที่น่าแปลกใจคือมันไม่เคยถามผมเลย

 

สักพักตาก็เริ่มปรือจนเผลอหลับ ตลอดทางผมรู้สึกได้ถึงมือที่เอื้อมมาจับมือผมเอาไว้

 

“ถึงแล้วแมงป่อง” เคนมันสะกิดเรียกจนผมสะดุ้งตัวตื่นท่ามกลางพวกเหล่าเพื่อนสนิทที่ต่างพากันหันมามองผมเป็นตาเดียว ทุกคนพากันลงจากรถไปหมดเหลือแค่เคนที่ยังนั่งยิ้มอยู่คนเดียว

 

“เกิดอะไรขึ้นวะเคน? ทำไมพวกมันถึงมองกูแบบนั้น”

 

“มึงไม่รู้ตัวจริงเหรอ? แมงป่อง” ได้แต่ส่ายหน้าตอบแบบงุนงง “มึงนอนจับมือพิงอกเซฟมันมาตลอดทางเลย พอไอ้เอมาหันมาเห็นเท่านั้นแหละจัดภาพให้ไปสิบกว่ารูปลองเข้าไปดูในไลน์สิ”

 

โฮล่กกกกก! น้ำตาจะไหล

 

ว่าแล้วก็รีบยกมือถือขึ้นมาดู รูปผมนอนกุมมือเซฟแถมมืออีกข้างยังกุมไปบนเป้ากางเกงมันอีก แบบนี้มันไม่เรียกว่านอนพิงแล้วเรียกว่าซบอกเลยดีกว่า

 

“เก็บอาการไม่อยู่แล้วนะมึงน่ะ” เคนมันลุกลงจากรถพร้อมกับฮัมเพลง “ปล่อยมันไป~อย่างที่เป็น~ไม่อาจจะเก็บอีกต่อไป” สัด!

 

เดินเข้ามาในร้านนวดสองคูหา บรรดาหมอนวดชายหญิงสูงวัยส่งสายตามองมาที่กลุ่มพวกเรา

 

“สวัสดีครับที่นี่ใช่บ้านน้องหินรึเปล่าครับ” ยูจิมันเอ่ยปากถามออกมาก่อนใครเพื่อน ชายสูงวัยรูปร่างท้วมพยักหน้าให้เป็นอันเข้าใจว่ามาถูกที่แล้ว “พวกผมเป็นรุ่นพี่ของน้องหินครับ ส่วนสามคนนี้เป็นเพื่อนห้องเดียวกันกับน้อง” ยูจิมันชี้ไปที่คะน้า ข้าวจี่และเซฟที่กำลังยกมือไหว้ทุกคนอย่างทั่วถึง

 

“เอ้า! เข้ามานั่งกันข้างในเลยลูก” หญิงมีอายุท่าทางใจดีกว่าขึ้น “เดี๋ยวแม่ไปตามเจ้าหินมันให้นะไม่รู้ว่าตื่นรึยังไอ้เด็กคนนี้ก็เพิ่งกลับเข้าบ้านมาก่อนเที่ยงเอง ตางี้โบ๋เป็นหมาปั๊กมาเลย”

 

“ฮ่า ๆ ๆ ให้น้องนอนต่อไปเถอะครับสงสัยจะเหนื่อยหนักว่าแต่พวกผมจะขอเหมาเวลานวดกันหมดเลยได้ไหมครับเพิ่งกลับมาจากภูสอยดาวปวดเท้ามาก...ขอแบบมือหนัก ๆ เลยยิ่งดีครับ”

 

“บะ! มันต้องอย่างนี้สิ” ชายรูปร่างท้วมตบไปที่เข่า “มานอนนี่เลยเดี๋ยวพ่อนวดให้เอง เล่นกล้ามมาแบบนี้คนอื่นกดไม่ลงหรอกอีกอย่างกล้าขอพ่อก็กล้าจัดให้”

 

พอยูจิมันขึ้นไปนอนบนเตียงนวดเท่านั้นแหละ คะน้า ข้าวจี่กับไอ้เอรีบหันมองหน้ากันแล้วกระโดดแย่งเตียงทันที ผมเอาก็ต้องพยุงไอ้เคนมันมานั่งที่เก้าอี้รับรอง

“งั้นเดี๋ยวกูออกไปซื้อยาพ่นคลายกล้ามเนื้อมาให้นะเคน”

 

“ขอบใจมากแมงป่อง...กูฝากมึงสองคนช่วยไปรับเพลงกับพรายมาให้ทีสิ” เคนมันชี้มาที่ผมกับเซฟ “เมื่อกี้มันเพิ่งโทรหากูบอกว่าพ่อแม่มันเอารถออกไปทำธุระเลยไม่มีรถใช้ จากที่นี่ไปไม่เกินห้ากิโลเดี๋ยวกูส่งแผนที่เข้ามือถือมึง”

 

“อ้าวจะออกไปข้างนอกกันรึ แล้วจะไปยังไงล่ะ?” คุณป้าถามพวกผมสองคนขึ้นมา ซึ่งพวกผมก็ลืมไปเลยว่าจอดรถกันไว้ที่บ้านพายุด้วยถ้าเจ้าตัวมันไม่อยู่บ้านจะไปเอารถได้ไงวะ แถมลุงสุชาติลูกน้องพ่อพายุก็กลับไปแล้วอีก “เอาคันของพ่อไปก็ได้ แม่ได้ยินว่ากำลังจะไปรับเจ้าเพลงใช่ไหม?” คุณป้าหยิบกุญแจรถที่แขวนอยู่ส่งมาให้

 

“ขอบคุณครับคุณแม่”

 

“จ้ะ ขับกันดี ๆ นะลูกรถต่างจังหวัดน่ะไม่เหมือนกรุงเทพนึกจะออกก็ออก นึกจะกลับรถตรงไหนก็กลับซะดื้อ ๆ”

 

“เข้าใจแล้วครับ” เอาจริงแม่ของน้องหินให้ความรู้สึกแบบเดียวกันกับหม่าม้าผมเลย

 

หลังจากรับเพลงพรายเสร็จพวกเราก็แวะร้านขายยาก่อน อันที่จริงก็อยากเดินเที่ยวตลาดกันอีกหน่อยแต่เพราะไม่ใช่รถตัวเองมันก็เกรงใจด้วยเลยต้องรีบไปรีบกลับ พอมาถึงบ้านหินเพลงมันก็รีบยกมือไหว้พ่อและทุกคนในร้านแต่ที่ทำให้ผมต้องแปลกใจอีกครั้งเพราะเด็กที่กำลังเตรียมตั้งอาหารอยู่กลางร้านคือน้องดินสุดหล่อคนนั้น หันไปมองไอ้เคนมันก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แต่หน้างี้แดงไปถึงหูเชียว

 

“โหไอ้ดินมึงนี่นับวันจะสูงหล่อเกินหน้าเกินตาพี่เข้าไปทุกทีแล้วนะ” เพลงมันทักน้อง

 

“ผมคงสู้พี่ไม่ได้หรอกมั้งพี่เพลง ได้ข่าวว่าเป็นเดือนคณะนี่”

 

“แม่ไปไหนแล้วล่ะเดี๋ยวพี่จะพาแฟนไปไหว้ก่อน” ว่าแล้วมันก็จูงมือพรายเข้าไปกราบแม่ที่อยู่หลังบ้านต่อแบบไม่ได้แคร์สายตาใครเลยสักนิด

 

คำถามมากมายจากพ่อหินไล่เรียงมาแทบทีละคน ส่วนใหญ่ก็หลอกถามเรื่องที่ลูกตัวเองปิดปากเงียบเอาไว้ไม่ยอมบอกว่าไปนอนที่ไหนมาถึงไม่ยอมเข้าบ้านนั่นแหละ ข้าวซอยไก่กลิ่นหอมฉุยถูกนำมาวางเอาไว้จนแต่ละคนกลืนน้ำลายกันยกใหญ่

 

ผมว่าวันนี้แค่เรื่องที่ดินเป็นน้องชายหินมันก็เซอร์ไพรส์มากแล้วนะ แต่ที่พีคที่สุดของวันนี้คือตอนที่พายุกับคุณย่าเดินเข้ามาในร้านแล้วยกพานสินสอดมาของหมั้นน้องหินนี่แหละ เรียกว่าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพายุมันจริงจังขนาดนี้ มันทั้งเข้มแข็ง มั่นใจและไม่เกรงกลัวต่ออุปสรรคในอนาคตเลยแม้แต่น้อย

 

ผมกำลังอิจฉาพายุ...อิจฉาที่มันเชื่อมั่นในตัวน้องได้อย่างสนิทใจ ในขณะที่ผมยังเอาแต่กลัวจนหัวหด

 

“เป็นอะไรไปอีกแมงป่องเห็นเหม่อลอยมาตั้งแต่ออกจากบ้านหินแล้วนะ” หลังจากเสร็จพิธีหมั้นภายในครอบครัว ผมกับเซฟก็พากันออกมาเดินเล่นเลียบแม่น้ำน่าน

 

“เปล่า...”

 

“โกหกไม่เคยเนียนเลย”

 

“เซฟ...ถามอะไรหน่อยสิ” ผมยืนจ้องหน้าเขาแบบที่ควรทำมาตั้งนานแล้ว

 

“ครับ?”

 

“เซฟยังโกรธเกลียดพี่อยู่รึเปล่า?” เด็กตรงหน้านิ่งเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะดึงมือผมไปจับ

 

“เคยเกลียด...ถึงตอนนี้ก็ยังโกรธอยู่ มันผสมกันจนแยกไม่ออกแล้วล่ะแต่แมงป่องรู้อะไรไหมว่าผมกำลังโกรธเรื่องอะไรอยู่”

 

“เรื่องที่พี่ทิ้งเซฟไปโดยที่ได้บอกเหรอ?” นี่คงเป็นเรื่องเดียวที่ผมทำผิดกับเขามากที่สุด ตอนนั้นผมให้ความสำคัญกับครอบครัวตัวเองจนลืมนึกถึงความรู้สึกของเขา

 

เด็กตรงหน้าดึงผมเขามากอดกระซิบไปที่ข้างหู “เอาไว้กลับมาจากระยองผมจะให้คำตอบทุกอย่างเอง”

ความคิดเห็น