email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 28

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 47

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ม.ค. 2564 13:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 28
แบบอักษร

ตึกใหญ่หินผสมปูนสามชั้นที่อยู่หลังรั้วเหล็กดูงามตาทุกกระเบียดนิ้ว ไล่มาตั้งแต่สีงาช้างที่ทาทั่วทั้งตัวตึก มุขระเบียงทรงครึ่งวงกลมสองฝั่งที่ยื่นออกมาอย่างสมมาตร รูปปั้นเทพธิดาโรมันที่ยืนหันหน้าหากันขนาบทางเดินราวจะเชื้อเชิญอาคันตุกะให้เข้าสู่ตัวบ้านด้วยความอ่อนช้อย รวมไปถึงไม้ดัดสารพัดรูปทรงที่แม้จะดูทันสมัย แต่ก็สอดรับกับตัวบ้านที่กรุ่นกลิ่นอายโบราณได้อย่างกลมกลืน 

นัยน์ตาคมวาวของเด็กสาวผิวขาวเหลืองเมียงมองทัศนียภาพวิลล่าหลังนี้อย่างลืมความเมื่อยล้าจากการต้องลำบากลำบนลากกระเป๋าสัมภาระพะรุงพะรังอ้อมเขาทั้งลูก...ที่นี่เธอเคยใช้เป็นที่ซุกหัวนอนอยู่ชั่วเวลาสั้นๆ ก่อนจะมีเหตุให้ต้องอเปหิตัวเองออกมา คือการเลิกรากับหนุ่มเจ้าของบ้านชนิดกล่าวได้เต็มคำว่าจบไม่สวย ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังสามารถจดจำสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกบ้านได้ไม่มีตกหล่น เพราะใจเธอเฝ้าฝันจะได้กลับมายังวิมานแสนสุขีหลังนี้อยู่เสมอ 

ที่คิดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าเธอยังโหยหาเพศรสตาบ้าซิโมเน่อยู่หรอกนะ แต่เพราะในกระบวนผู้ชายที่เธอหว่านเสน่ห์มาทั้งหมด ไม่มีคนไหนที่ถือครองบ้านช่องมโหฬารอย่างนายคนนี้ การจะมีอะไรกับใครไม่ใช่เรื่องน่ากระอักกระอ่วนสำหรับสาวหัวก้าวหน้าอย่างอินซุก หากต้องสละตัวเองให้กับตานี่อีกที แลกกับการได้ออกจากหอพักนิสิตสับปะรังเคหลังนั้นและมาพักอยู่วิลล่าสุดตระการตา บวกลบคูณหารดูในแง่มุมไหนๆ มันก็มีแต่กำไรกับตัวเธอเห็นๆ  

ความเพลิดเพลินเจริญใจของอินซุกหยุดชะงักโดยพลัน เมื่อหางตาเฉียงๆ ของเธอไปสะกิดเข้ากับรถจักรยานสามคันซึ่งจอดอยู่หน้าประตูรั้ว ครั้นแลเลยทะลุลูกกรงรั้วเข้าไปอีก เธอก็เห็นเด็กวัยรุ่นท่าทางไม่ธรรมดาสามคนซึ่งคงเป็นเจ้าของรถถีบเหล่านี้ กำลังยืนเข้าแถวหน้ากระดานอยู่ตรงประตูห้องรับแขก 

ประตูบานนั้นอ้าออก ร่างล่ำสันทัดของซิโมเน่ก้าวมาจากมุมมืด พลางแจกจ่ายธนบัตร 500 ยูโรสีม่วงให้เด็กวัยรุ่นทีละคน… 

“ซิโมเน่” ฝ่ามืออินซุกตบเข้าที่รั้วย้ำๆ “รับฉันเข้าไปสักทีซิ”  

หนึ่งในวัยรุ่นพวกนั้นตวัดสายตามองเธอด้วยลักษณาการปองร้าย สายตาคมกริบที่มันกรีดมองมาทำเธอขนลุกซู่ชูชันไปทั้งกาย  

“อ้าว อินซุกเองรึ” เจ้าของวิลล่าทักทายอย่างออกจะทึ่งหน่อยๆ แล้วจึงปรามคนที่เพิ่งรับแบงก์ใหญ่จากตนไป “เพื่อนฉันเอง ปรีโม”  

เด็กหนุ่มมาดอันธพาลที่ชื่อปรีโมถอนสายตาจากเธอทันที 

“งั้นเราไปกันก่อนนะ” หัวโจกบอกพลันนำเพื่อนๆ ออกเดิน 

นิสิตหญิงชาวเอเชียนึกจะเค้นถามความจริงจากอดีตคนรักตนว่าวัยรุ่นในชุดแต่งกายปอนๆ พวกนี้เป็นใคร มาจากที่ไหน เหตุใดพวกเขาจึงมีสิทธิ์เข้านอกออกในบ้านหลังนี้ได้ ทว่าเธอก็ต้องกลับความคิดนั้น และรีบสงวนท่าทีในบัดดลที่สบสายตากักขฬะของพวกมันแต่ละคนขณะจ้องตาเธอ 

“มาแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่ให้สุ้มให้เสียง” ซิโมเน่ถามเมื่อแขกผู้มาเยือนกลุ่มแรกถีบจักรยานพ้นรั้วบ้านออกไปแล้ว  

“ได้สักพักแล้วย่ะ” อินซุกออกแรงยกกระเป๋าขึ้น “เอาล่ะ บอกฉันมาทีว่าทำไมเธอไม่ยอมไปรับฉัน ทั้งที่ฉันก็เป็นลูกผู้หญิงตัวนิดเดียว ต้องหิ้วกระเป๋าเดินทางใบเบ้อเริ่มเทิ่มเดินไกลเป็นกิโลแบบนี้ มันใช่เรื่องมั้ยยะ”  

“จะสำคัญตัวเองผิดไปถึงเมื่อไหร่” เขาพูดอย่างเป็นต่อเพราะรู้ว่าถึงตรงนี้ยังไงเธอก็ต้องเป็นฝ่ายยอม “มีปัญหานักก็ไสหัวไปจากบ้านฉันได้เลย”  

เป็นไปดังคาด แม้จะโกรธแสนโกรธปานใด เธอก็ทำได้แค่ขบฟัน 

“อ้อ แล้วก็มีอีกเรื่องที่ฉันสงสัย”  

“เรื่องไหนอีก” ซิโมเน่ถามเมื่อก้าวเข้าห้องรับแขก 

“ช่วงนี้พวกฟานตีโน่อย่างเธอต้องเก็บตัวอยู่ในที่ที่สภาเมืองเขาจัดให้ ไม่ให้ออกมาเพ่นพ่านอย่างนี้ไม่ใช่หรือ แล้วทำไมเธอยังกลับมาบ้านอีก”  

“เธอไม่เคยได้ยินสำนวนว่า ‘บ้านคือวิมานของเรา’ หรืออย่างไร” ชายหนุ่มหัวเราะพลางกดสวิตช์ไฟโคมคริสตัลดวงโต 

“ไม่ต้องมาเล่นลิ้นกับฉัน” เด็กสาวร่ำๆ จะแว้ด แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายยื่นมือมาหา เอาปลายนิ้วชี้กับนิ้วโป้งถูไถกันไปมา ทำสัญญาณมือแทนคำว่า ‘เงิน’ แบบชาวอิตาเลียน เธอก็คลายความกังขานั้นโดยดุษณี 

“ที่จริงฉันกลับมานี่เพราะฉันได้รับบาดเจ็บจากการซ้อมรอบเมื่อเช้านิดหน่อย” ฟานตีโน่ฝีมือดีนั่งลงบนชุดรับแขกที่มีเข็มฉีดยากับขวดยาหน้าตาแปลกๆ วางเรียงกันรายรอบแจกันดอกทานตะวันบนโต๊ะ  

“ไปพลาดอีท่าไหนเข้าล่ะ” สาวเกาหลีถามอีก ตาลอบมองสำรับยาบนโต๊ะเขาอย่างไม่สู้จะไว้วางใจ  

“เธออย่ารู้เลยเถอะ” เขาพยายามจะตัดบท ไม่กล้าเล่าความจริงว่าต้นตอของเรื่องทั้งหมดมาจากการที่เขาไม่ทันระวังม้าของมัตเตโอ จังหวะที่ถูกแซง ม้าของเขาถลาไปกระแทกรั้วกั้นอย่างจังจนตัวเขาปวดระบมไปทั้งแขน 

“ก็เลยต้องพึ่งยาพวกนี้น่ะนะ” อินซุกนิ่วหน้า “เธอแน่ใจนะว่าพวกมันเป็นยารักษาอาการบาดเจ็บจริงๆ ไม่ใช่ยาโด๊ปที่พวกนักกีฬาใช้กัน”  

“แล้วแต่เธอจะคิดก็แล้วกัน” ซิโมเน่ไม่รับไม่ปฏิเสธ 

“แต่เธอก็รู้ดีนี่ว่าปาลิโอเขามีกฎห้ามไม่ให้ใช้ยาประเภทนี้ ไม่ต่างอะไรกับการแข่งขันกีฬาที่ใช้พละกำลังทั่วไป”  

“แต่กฎก็มีช่องโหว่เสมอ และการซิกแซกผ่านช่องโหว่ก็เป็นสิ่งที่ฟานตีโน่เรารู้และนิยมทำกัน” เจ้าบ้านเถียงกลั้วหัวเราะ ขณะที่อดีตแฟนสาวหันหน้าหนีคล้ายระอากับพฤติกรรมใช้เงินซื้อความสำเร็จของเขาเต็มแก่ 

“มีอะไรจะพูดอีกมั้ย ถ้าไม่ ฉันจะกลับไปคัมโปแล้ว ถ้าเธอไม่คิดอยากไปดูฉันซ้อม ก็เชิญพักผ่อนให้สบายใจ” ซิโมเน่พูดพลางลุกขึ้นยืน  

“ลืมสนิทเลย” เธอรีบแจ้งผล “วันนี้ยายอาลิซ่ากับตาบ้าคาสึยะจะไปเที่ยวปีซ่าด้วยกัน นางนั่นเพิ่งบอกฉันก่อนที่ฉันจะออกมานี่”  

“จริงรึเปล่า” ชายหนุ่มตาโตอย่างมีนัยสำคัญ  

“ฉันจะโกหกเธอให้มันได้อะไรขึ้นมา” อินซุกกรีดเสียงหัวเราะเจ้าเล่ห์ “ตั้งแต่อยู่นี่มา ยายทึ่มนั่นยังไม่เคยไปต่างเมืองสักครั้ง ทำอะไรแต่ละอย่างก็ป้ำๆ เป๋อๆ ยังกะคนไม่เต็มเต็ง ตายุ่นคงหนักใจไม่ใช่น้อยเลยล่ะ...เรามาดูกันเถอะว่าแผนการที่เธอคิดขึ้นมาจะได้ผลขนาดไหน ถ้าเป็นไปได้ ฉันภาวนาให้นางคนไทยคนนั้นติดอยู่ที่ปีซ่าตลอดไป ไม่ต้องกลับมาที่เซียน่าอีกเลยยิ่งดี”  

“ฉันก็หวังจะให้เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน” ฟานตีโน่เจ้าแผนการหัวเราะตามก่อนจะรำพึงประโยคต่อมาให้ได้ยินเฉพาะตัวเอง “เผื่อว่าไอ้สวะมัตเตโอมันจะกระวนกระวายจนไม่มีแก่ใจจะแข่งกับฉัน”  

 

เสียงหวูดรถไฟกังวานลั่นสถานีรถไฟประจำเมืองเซียน่าซึ่งมีขนาดเล็กกว่าสถานีรถไฟประจำเมืองมีชื่อส่วนใหญ่ในอิตาลี ราวการประกาศศักดาของพาหนะที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเส้นทางคมนาคมหลักของประเทศนี้ กลิ่นควันจากหวูดม้าเหล็กขบวนที่วิ่งผ่าน ผสานกับกลิ่นน้ำมันเครื่องยนต์ของขบวนที่จอดนิ่ง ตลอดจนกลิ่นบุหรี่ของผู้โดยสารที่สูบและพ่นจนคลุ้งชานชาลา ทำให้เด็กสาวชาวไทยที่ยังไม่เคยออกเดินทางด้วยรถไฟในดินแดนรองเท้าบู๊ตมาก่อน ต้องกลั้นหายใจพร้อมกับชะเง้อชะแง้หาตัวเพื่อนหนุ่มชาวญี่ปุ่นของตนเองไปด้วย 

“อาลิซ่า ฉันอยู่นี่” เสียงเรียกนั้นเลื่อนลอยอยู่ในสรรพเสียงอันอื้ออึงของสถานีรถไฟเล็กที่ผู้คนพลุกพล่าน “ฉันเอง คาสึยะ อยู่ทางนี้”  

ผู้โดยสารของรถไฟที่เพิ่งจอดเทียบชานชาลาเริ่มสลายวง เมื่อนั้นร่างเล็กของเด็กหนุ่มในชุดเสื้อยืดลายการ์ตูนกางเกงขาสามส่วนจึงดูเด่นขึ้นมา  

“คาสึยะ” อลิสาร้องหาพลางวิ่งกราก “โทษที ฉันมาสายไปนิด”  

“เธอไม่ได้มาสายหรอก ฉันมาเร็วเองต่างหาก”  

“จริงสินะ” เธอแหงนหน้าดูนาฬิกาดิจิทัลติดผนังสถานี “เธอนี่รักษาเวลาดีสมกับเป็นคนญี่ปุ่นมากเลย”  

“งั้นเหรอ” คาสึยะลูบท้ายทอยตัวเองทั้งรอยยิ้ม “ที่จริงเป็นเพราะฉันอยากรีบไปแต่หัววัน กลัวเย็นๆ คนจะแห่ไปถ่ายรูปที่หอเอนเยอะน่ะ”  

“ที่นั่นคนเยอะตอนเย็นเหรอ” เด็กสาวนึกฉงน 

“ที่จริงก็เยอะตลอดทั้งวันนั่นแหละ” ชายญี่ปุ่นขำขัน “ปีซ่ามีที่เที่ยวที่น่าดูไม่เยอะเท่าไหร่ นอกจากหอเอนก็ไม่ค่อยมีอะไรให้ดูแล้ว ใครที่ไปเที่ยวเมืองนั้นร้อยทั้งร้อยก็มุ่งมั่นจะไปถ่ายรูปพิงหอเอนกันทั้งนั้นแหละ”  

“ไม่ต้องชวนให้ฉันแอคชันท่าพวกนั้น เห็นรูปถ่ายของนักท่องเที่ยวที่พยายามทำท่าพยุงหอทีไร นึกว่าพวกเขาไปรำไท่เก๊กกันทุกที”  

สองนิสิตต่างเชื้อชาติพากันหัวเราะเมื่อนึกถึงภาพถ่ายที่แชร์ว่อนอินเทอร์เน็ตเมื่อหลายปีก่อนโดยมีคำบรรยายภาพประกอบว่า ‘สมาคมไท่เก๊กแห่งชาติอิตาลี’ แล้วทันใดคนทั้งคู่ก็ต้องสะดุ้งตามกัน เมื่อใครคนหนึ่งปรี่เข้ามาทัก 

“เชา อาลิซ่า คาสึยะ” น้ำเสียงนั้นเปี่ยมด้วยความปรานี 

“อาจารย์เกตาน่า” อลิสาทักโดยอัตโนมัติ “เชา”  

“ไปไหนมาหรือครับ โปรเฟสซอเรสซา” คาสึยะถามบ้าง 

“ฉันเพิ่งกลับมาจากบ้านน้องสาวฉันที่จังหวัดกรอสเซโต” คุณครูให้คำตอบก่อนซักกลับ “แล้วพวกเธอล่ะจ๊ะ จะไปไหนกัน หรือว่ากลับมาแล้ว”  

“พวกเรากำลังจะไปเที่ยวปีซ่ากันค่ะ”  

“อาลิซ่ายังไม่เคยไปที่นั่น ผมเลยอาสาพาเธอเที่ยวครับ”  

“ว้าว น่าสนุกดีนะ” เกตาน่ายิ้มอ่อนโยน “ฉันคงต้องไปแล้วล่ะ บวน วิอัจโจ – เที่ยวให้สนุกนะจ๊ะ ทั้งสองคน”  

 

ตั้งแต่การซ้อมใหญ่รอบแรกเมื่อวานนี้ ฟานตีโน่หน้าใหม่ในเครื่องแบบสีส้ม-เขียวเต็มยศของคอนตราดาป่ามีสีหน้าท่าทางหม่นหมองจนใครๆ ก็สังเกตได้ และถึงแม้ผลงานการซ้อมของเขาจะจัดอยู่ในขั้นดี จบด้วยอันดับแรกๆ เสียทุกครั้ง หากร่องรอยความทุกข์ก็ยังผนึกแน่นติดใบหน้าคมคายนั้น เสมือนหนึ่งยังไม่พอใจในผลงานของตน ไม่ก็ยังมีบางเรื่องที่คั่งค้างในความรู้สึกอยู่ 

ทุกอิริยาบถทุกการกระทำของเขาล้วนอยู่ในสายตาของผู้ประสาทวิชา ซึ่งนั่งตากแดดอยู่บนอัฒจันทร์ไม้ตั้งแต่เช้าจนบ่าย เมื่อความรู้สึกคับข้องใจท่วมท้นถั่งโถมจนอั้นไว้ไม่อยู่ ผู้สูงวัยจึงตกลงใจถามออกไป 

“เป็นอะไรหรือเปล่า มัตเตโอ” รองศาสตราจารย์เอนโซ่ กัปเปลลี เอ่ยปากเมื่อชายหนุ่มควบม้าเหยาะๆ มาถึงจุดที่ตนนั่งอยู่ “เธอดูซึมๆ มาสักพักแล้วนะ มีเรื่องอะไรสร้างความเศร้าหมองห่อเหี่ยวใจให้กับเธออีกใช่ไหม”  

‘สักพัก’ ที่ฟานตีโน่เกษียณอายุกล่าวถึงขณะนี้กินเวลามาแล้วถึงสองวันเศษ นับเรื่อยมาตั้งแต่คืนจัดเลี้ยงรับฟานตีโน่คนใหม่ซึ่งชาวคอนตราดาป่าลือกันให้แซ่ดว่าตัวแทนสู้ศึกปาลิโอคนใหม่ของพวกเขาจูบหญิงสาวกลางงานเลี้ยง อันเป็นเหตุให้เธอโกรธและหุนหันลุกหนีหน้าผู้คนจากงานไปในทันที  

เดิมทีเดียวผู้เป็นครูที่วันนั้นไม่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงไม่อยากเชื่อว่าลูกศิษย์ที่เขารักดังลูกแท้ๆ ของตนจะทำกิริยาเยี่ยงนั้น แต่เมื่อข่าวโคมลอยเริ่มจะหนาหูขึ้นทุกทีๆ เขาก็เริ่มจะคล้อยตาม และจากการประสมประเสเปปนคำพูดของคนนั้นคนนี้ มันก็เริ่มมีน้ำหนักขึ้นทีละนิดละน้อย จนเขาพอจะรู้ว่าอะไรคือสาเหตุแท้จริงที่ทำให้มัตเตโออยู่ในห้วงอารมณ์จมทุกข์ต่อเนื่องข้ามวันอย่างที่เป็นอยู่ 

“ผมไม่พอใจกับผลงานของผม” ชายหนุ่มตอบสั้นๆ ตามประสา 

“ผลงานการซ้อมใหญ่ที่ลงสนามไปแล้วสองครั้ง จบด้วยอันดับสี่และสามนั่นน่ะหรือ” เอนโซ่ยิ้มอย่างจะปลูกถ่ายความมั่นใจในตัวเองแก่ลูกศิษย์ “นั่นก็ดีจนไม่รู้จะดียังไงแล้ว สำหรับคนประเดิมสนามอย่างเธอ”  

“แต่ผมอยากให้ดีกว่านี้อีก” มัตเตโอแค่นเสียงบอก 

“อะไรทำให้เธอกระหายความสำเร็จรวดเร็วแบบนี้หนอ” หนุ่มใหญ่โคลงศีรษะ “พูดก็พูดเถอะ ปาลิโอมันไม่ได้มีหนเดียวเสียเมื่อไหร่ เธอยังมีโอกาสแก้ตัวอีกหลายครั้ง ฉันอยากเห็นเธอก้าวหน้าในวงการนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่มั่นคง มากกว่าจะเร่งรัดเอาความสำเร็จจนกลัดกลุ้มอย่างนี้”  

คนขี่ม้าสะบัดหน้ามองคนพูดด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย เหตุผลที่ทำให้เขาอยากคว้าแผ่นผ้าไหมเสียตั้งแต่ครั้งนี้มีเป็นร้อยแปดพันเก้า หนึ่งในนั้นคือเพราะอยากได้มันมาอวดในช่วงเวลาที่คนคนหนึ่งยังอยู่เซียน่า  

“แต่โอกาสที่ผมจะได้ลงสนามในนามคอนตราดาป่าของเราคงมีไม่มาก” เขาตอบเท่าที่สถานการณ์จะอำนวยให้ตอบ “และที่สำคัญ มันเป็นโชคดีมหาศาลแล้วที่เราจับฉลากได้ม้าแข่งตัวที่ดีที่สุดในปาลิโอครั้งนี้”  

เอนโซ่ทอดสายตามองม้าสีน้ำตาลรูปร่างกำยำด้วยมัดกล้ามผิดกับม้าส่วนใหญ่ ในระหว่างที่มัตเตโอสาธยายเหตุผลที่เขาอยากชนะปาลิโอครั้งนี้ต่อไปด้วยแววตาที่เปล่งประกายด้วยไฟฝันอันยิ่งใหญ่ 

“โอกาสอันดีหลายอย่างมารวมตัวกันพร้อมพรั่งถึงเพียงนี้ มันชวนให้ผมคิดถึงสุริยคราสทีเดียว” ฟานตีโน่หนุ่มพูดด้วยแววตาจริงจัง “เราเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบขนาดนี้แล้ว ผมจะพลาดให้คอนตราดาป่าอับอายขายขี้หน้าไม่ได้”  

“แต่ดวงตาเธอดูเหมือนดวงตาของคนที่เสียดายหรือสูญเสียความรู้สึกอยู่มากกว่า นั่นไม่น่ามีสาเหตุมาจากปาลิโอ” ชายผมขาวหยั่งเชิง 

มัตเตโอมองหน้าคนพูดด้วยความยุ่งยากใจ 

“ใช่เพราะที่เขาพูดๆ กันหรือเปล่า เรื่องเธอคนนั้นน่ะ” น้ำเสียงของผู้อาวุโสเต็มไปด้วยความห่วงใย “เรื่องเด็กผู้หญิงคนไทยคนนั้น”  

ผู้ถือสายบังเหียนไม่พูดไม่จา 

“ว่าไงจ๊ะหนุ่มๆ” หญิงวัยทองที่เพิ่งกลับจากต่างจังหวัดผ่าเข้ามากลางวงโดยที่ไม่มีใครทันสังเกต “คุยอะไรกันอยู่หรือ หน้าเครียดกันเชียว”  

“ไม่มีอะไรมากหรอก เกตาน่า” เอนโซ่ได้ทีเปลี่ยนเรื่อง “กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่บ้านน้องสาวเธอเรียบร้อยดีไหม”  

“ก็ดี หลานๆ ยังซนเป็นลิงทโมนกันไม่เปลี่ยน” นางยิ้มหัวอย่างจะผ่อนคลายบรรยากาศการสนทนา “ฉันเพิ่งมาถึงเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วนี่เอง รถไฟดีเลย์ตั้งนาน อ้อ จริงด้วย เธอทายซิว่าฉันเจอใครที่สถานีตอนกลับมาถึงนี่”  

“นิสิตของเรารึ” อาจารย์ชายเดาน้ำเสียงของเพื่อนที่ทำงาน 

“อาลิซ่ากับคาสึยะ” เกตาน่าไขปัญหา “ฉันถามว่าไปไหน พวกเขาบอกจะไปเที่ยวปีซ่าด้วยกัน ท่าทางพวกเขาสองคนดูน่ารักน่าเอ็นดูยังกะคู่รักที่เพิ่งคบกันใหม่แน่ะ เห็นอย่างนี้ฉันก็ปลาบปลื้ม ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในห้องเรียน อาลิซ่าดูไม่มีเพื่อนเลย ดีนะที่อย่างน้อยก็มีเด็กญี่ปุ่นคนนั้นเป็นเพื่อนอยู่หนึ่งคน”  

ถ้อยความชมลูกศิษย์นั้นทำเอาเอนโซ่เลิ่กลั่ก เขาเหลือบมองมัตเตโออย่างประเมินการณ์ แต่เหมือนกับเจ้าตัวจะรู้ทัน จึงรีบลงแส้ม้า นำสัตว์พาหนะของตนวิ่งไปจากวงสนทนาด้วยท่าทางที่ฟ้องว่าไม่ต้องการได้ยินได้ฟังเรื่องนี้ 

“ฉันพูดอะไรผิดไปหรือ” อาจารย์หญิงถามหน้าตื่น 

“เรื่องมันซับซ้อน ไว้ฉันค่อยอธิบายให้เธอฟังทีหลัง” เอนโซ่พูดพลางข่มอารมณ์พลุ่งพล่านที่มีต่ออีกฝ่าย “จำคำฉันไว้ประโยคเดียวก็พอ คราวหน้าคราวหลังอย่าพูดถึงนิสิตจากตายลานเดียคนนั้นให้มัตเตโอได้ยินอีก”  

 

เทศมนตรีแห่งคอนตราดาเต่าที่ยืนดูการถกเถียงระหว่างอาจารย์มหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติทั้งสองอยู่ในมุมมืด ถึงกับแสยะยิ้มหยันเมื่อเห็นคู่อริเก่าแก่ของตนอยู่ในสภาพพะว้าพะวัง เขาจึงถือโอกาสนั้นเดินอาดๆ เข้าไปหาเรื่อง 

“เวนตอชโช” จอร์โจออกชื่อในวงการปาลิโอต่อด้วยชื่อจริง “ว่าไงเอนโซ่ สบายดีหรือ หวังว่าแกคงจำฉันได้”  

“จอร์โจ” เอนโซ่ทักตอบอย่างระวังภัย “แกมีธุระอะไรกับฉัน”  

“ลูกศิษย์แกเป็นอะไรถึงได้หน้าเครียดเชียว โดนแกสั่งลงโทษให้โกยขี้ม้าอีกเหรอ” ชายร่างอ้วนแลไปยังมัตเตโอที่กำลังขี่ม้าวนรอบจัตุรัส 

“ศิษย์ฉันจะเป็นอะไรก็ไม่ใช่เรื่องที่แกต้องสาระแนเข้ามายุ่งด้วย”  

“แน่ใจหรือว่าฉันจะไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเกี่ยว ทั้งที่เพชรน้ำเอกเม็ดหนึ่งของแกก็ย้ายค่ายมาอยู่กับฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” จอร์โจย้อนถาม 

“ซิโมเน่” เอนโซ่คาดไม่ถึง “แกหมายถึงเจ้านั่นเหรอ”  

“ฉลาดสมกับเป็นครูบาอาจารย์” คู่ปรับคุยข่ม “แต่แกโง่นักที่ไม่รู้จักเก็บรักษาคนฝีมือดีอย่างนั้นไว้กับตัว เจ้าซิโมเน่มีแววชัดมากทีเดียว รับรองได้เลยว่าฉันสามารถสงเคราะห์ศิษย์เก่าของแกได้ดีกว่าแกแน่นอน”  

คนมาหาเรื่องหันหลังกลับอย่างสาแก่ใจที่ได้ยั่วประสาทอีกฝ่าย ปล่อยให้ชายผมสีขาวเหมือนปุยนุ่นทำเสียงฮึดฮัดราวกับสูบไฟ โดยมีเพื่อนหญิงคนสนิทคอยรั้งตัวเขาไว้ด้วยรู้ดีว่าไม่มีสิ่งใดในชีวิตที่สามารถยั่วโทสะของเขาได้มากเท่าวาจาส่อเสียดของอดีตคู่แข่งตัวฉกาจอย่างชายที่ชื่อ 'จอร์โจ โบรจี' 

ความคิดเห็น