email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 49. โซ่ตรวนที่ไม่กล้าตัด

ชื่อตอน : ตอนที่ 49. โซ่ตรวนที่ไม่กล้าตัด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 38

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ม.ค. 2564 22:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 49. โซ่ตรวนที่ไม่กล้าตัด
แบบอักษร

“เจ้า! ทำอะไรลงไป?!”

“ข้า!! ข้าไม่ได้...!!”

ฮีวอนตะวาดลั่นไม่สนแม้คอของตนจะมีดาบของซอลมินจ่ออยู่ โอซองยืนนิ่งตกใจกับสิ่งที่ตนเพิ่งจะทำลงไป ดาบในมือเต็มไปด้วยเลือดของอียูสั่นราวกับควบคุมตัวเองไม่ได้

ฮีวอนที่ได้เห็นทุกอย่างเขาเองก็ช็อคไปไม่ต่างจากซอลมิน

ตุบ!!

ร่างสูงของซอลมินทรุดลงทั้งมือข้างซ้ายยังค้างอยู่ ลู่ลงแนบลำตัวอย่างหมดแรง ไม่มีคำพูดใดออกจากปากของซอลมิน เขาทิ้งดาบในมือลงไม่คิดจะต่อสู้หรือป้องกันตัวทั้งสิ้น

“อียู..”

“....”

ร่างสูงค่อยๆ คลานเข้าไปหาอียูที่นอนแน่นิ่ง สองแขนช้อนร่างเล็กขึ้นพิงอกกว้าง มือซ้ายคอยประคองใบหน้าขาวซีดไว้อย่างเบามือพรางเขย่าตัวเพื่อปลุกให้อียูตื่น

“ไม่ๆๆ อียู!! ตื่นสิ!!!!”

“....”

น้ำตาเอ่อนองลงสองข้างแก้มโดยที่ซอลมินไม่ทันได้รู้ตัวด้วยซ้ำ ในหัวขาวโพลนไปหมด ทั้งที่เมื่อครู่นางยังบอกรักข้าอยู่เลย นางยังยิ้มให้กับข้าอยู่แท้ๆ ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ไปได้

วอนกีที่เพิ่งมาถึงในสภาพโซเซมือกุมไว้ที่หัวและมีเลือดไหลแน่นอนว่าเป็นฝีมือของอียู เป็นอันต้องตกใจเมื่อเห็นว่าองค์รัชทายาทนั่งร้องไห้โยเยกอดร่างไร้สติของอียูอย่างหมดสภาพ โดยมีฮีวอนและโอซองยืนดูอยู่ห่างๆ

“ทำไม นางถึง? มันเกิดอะไรขึ้น!!”

“ข้า ไม่ได้ตั้งใจ!!”

“.....!”

วอนกีที่ไม่รู้เรื่องเอ่ยถามขึ้น โอซองที่ยืนสั่นอยู่ตอบกลับเขาด้วยน้ำเสียงบางเบา แม้ในมือจะถือดาบที่เปลื้อนเลือดแต่ก็สั่นราวกับไม่มีแรง

เพียงเท่านี้วอนกีก็พอเดาออกว่ามันเกิดอะไรขึ้น นั่นหมายความว่าฮีวอนไม่ปล่อยเขาทั้งสองคนเอาไว้แน่นอนโอซองถึงได้ยืนตัวสั่นอยู่แบบนั้น

แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะมานั่งลำลึกถึงคนอื่นไม่ใช่หรือ ทำไมองค์รัชทายาทจึงยังไม่ตาย คิดได้เท่านั้นวอนกีก็เดินตรงเข้าไปหาซอลมินโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

หมับ!!

“นายท่าน!!! ห้ามข้าทำไม?!”

ฮีวอนไม่พูดไม่จาเดินเข้ามาคว้าข้อมือของวอนกีเพื่อหยุดเขาเอาไว้

องค์รัชทายาทในสภาพไร้การป้องกันเช่นนี้ทำไมจึงไม่รีบจบชีวิตของเขาเสีย เพียงเท่านี้เราก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระแล้วแท้ๆ

“พอเท่านี้เถอะ”

“ทำไม? จะพอได้ยังไง อิสระอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ ท่านมัวลังเลอะไรเล่า?!”

“ไม่มีอิสระรอเราอยู่จริงๆ หรอก!”

“....!!”

“พวกเจ้าสองคนหนีไปซะ”

ฮีวอนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งก่อนจะปล่อยมือออกจากข้อมือของวอนกี

โอซองและวอนกีต่างก็ตกใจในคำพูดของฮีวอน เขาเสียสติไปแล้วอย่างนั้นหรือ เพียงเพราะพระชายาตายไป นายท่านถึงขั้นฆ่าองค์รัชทายาทไม่ลงเชียวหรือ

ทั้งสองมองหน้ากันไปมาราวกับกำลังชั่งใจกับคำพูดของฮีวอน ทุกๆ อย่างที่ได้ทำร่วมกันมาโอซองและวอนกีต่างก็นับถือฮีวอนดังพี่ชาย หากเค้าตัดสินใจดีแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องคัดค้าน

ไม่คิดว่าการที่ฮีวอนให้วอนกีพาพระชายาไปยังจุดนัดพบเพื่อนซ่อนตัวนั้น ฮีวอนไม่ได้ต้องการใช้นางเป็นตัวล่อ แต่กลับกลายเป็นพยายามปกป้องนางจากทุกกรณี

วอนกีรู้ตัวดีว่าเขาทำพลาด แต่ไม่คิดว่าฮีวอนจะอาลัยอาวรณ์ต่อพระชายาจนถึงขั้นล้มเลิกแผนการเอาป่านนี้ พระชายาคงเป็นอีกคนที่สำคัญต่อฮีวอนจริงๆ

“ข้าจะไม่ไปไหน หากท่านไม่ไป”

“....”

วอนกีพูดขึ้นท่ามกลางเสียงสะอึกสะอื้นขององค์รัชทายาท ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปยืนข้างๆกับโอซองดังเดิม

ฮีวอนหันกลับไปมองยังทั้งสองคนด้วยสายตาตำหนิที่พวกเขาไม่เชื่อฟังคำของตน อย่างไรเสียเขาเองก็มีส่วนผิดที่เลือกความรู้สึกส่วนตัวมากกว่าแผนการ จะเรียกว่าหักหลังลูกน้องของตนก็ยังได้ ฮีวอนไม่มีหน้าที่จะสั่งให้โอซองและวอนกี่ทำอะไรอีกแล้ว

“คุ้มกันองค์รัชทายาท!!!”

เสียงร้องตะโกนของแทซันและเสียงฝีเท้าของม้าราวๆ สิบตัววิ่งตรงเข้ามายังที่ๆ พวกเขายืนอยู่ โอซองและวอนกีต่างก็ตกใจชักดาบออกมาตั้งท่าป้องกันฮีวอนในทันที

“ข้าบอกให้พวกเจ้าหนีไป!!”

ฮีวอนเห็นท่าไม่ดีจึงชักสีหน้าตะวาดลั่นใส่ทั้งสองคนเสียงดัง

“จะไปหรือไม่ ข้าจะเป็นคนตัดสินใจเอง”

“พวกเจ้า!!”

โอซองยังคงปักหลังตั้งท่าระวังตัวไม่ต่างจากวอนกี ฮีวอนได้ยินอย่างนั้นจึงได้แต่กระอักกระอักกระอ่วนในใจ ไร้หนทางที่จะผลักไสให้ทั้งสองคนหนีเอาตัวรอด

ทหารได้เข้าล้อมไว้อย่างว่องไว ทั้งสามคนหมดสิ้นหนทางหนีซึ่งฮีวอนเองก็ไม่คิดจะหนีอยู่แล้ว แทซันโดดลงจากหลังม้ารีบวิ่งเข้าไปหาซอลมินทันที

“องค์ชาย!!”

ซอลมินเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นถึงสีหน้าที่เจ็บปวดเกินกว่าจะเยียวยา ภายในอ้อมแขนของซอลมินกอดร่างบางของพระชายาเอาไว้แน่นเพียงแค่นั้นแทซันส่ายหัวด้วยความเห็นใจ

“จับพวกมัน!”

“พะยะค่ะ”

สิ้นสุดเสียงสั่นครือของซอลมินแทซันพยักหน้ารับคำก่อนจะให้สัญญาณทหารเข้าจับกุมทั้งสามคนในทันที

“ท่านหมอ!!”

“....!!”

“ถอยไปๆๆๆ!!! เจ้าพวกนี้ ขวางทางข้าอยู่ได้!! โอ๊ะ!! ตายแล้ว!!!”

สิ้นเสียงตะโกนเรียกหมอซอลมินเงยหน้าขึ้นมองไปยังเสียงหญิงชราที่คุ้นหูดังมาแต่ไกลอย่างแปลกใจ ท่านหมอเดินแหวกทหารฝ่าวงล้อมเข้ามาโดยไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อยพร้อมกับปากที่บ่นอุบอิบไม่เลิกรา

ท่านหมอเข้ามานั่งลงก่อนจะถือวิสาสะแย่งอียูออกมาจากอ้อมแขนของซอลมินอย่างขัดอกขัดใจ ท่ามกลางสายตาหม่นหมองของซอลมิน

“สารรูปของท่าน ดูไม่จืดเชียวเพคะ”

“.....”

ซอลมินไม่ได้ติดใจอะไรในคำพูดของหมอชรา แต่กลับมีความหวังขึ้นทีละเล็กละน้อย ไม่คิดเลยว่าแทซันจะพาหมอท่านนี้มาที่นี่ด้วย

“ช่วยนางด้วย”

“องค์ชาย พระชายาทรงอ่อนแรงนัก หม่อมฉัน ไม่อาจรับปากได้เพคะ”

ท่านหมอจับชีพจรของอียูพร้อมกับส่ายหัวเล็กน้อยต่อความยากลำบากนี้

คำว่าอ่อนแรงของท่านหมอ อาจเป็นคำพูดชวนให้ทำใจเสียเนิ่นๆ แต่กับซอลมอนแล้ว ช่างราวกับพรจากสวรรค์ เพียงเท่านี้ ขอเพียงแค่นางไม่ตาย

“นางตายไม่ได้ ได้โปรดรักษานางที”

“.....”

ซอลมินอ้อนวอนท่านหมออย่างไร้หนทางแม้จะอยู่ในฐานะองค์รัชทายาท ซอลมินก็ไม่ได้สนใจต่อสายตาของผู้ใดกลับก้มหัวให้หมอชราในทันที

ท่านหมอถอนหายใจยาวยืด ราวกับไม่ว่าจะยังไง หากนางตายจริงๆ ก็จะต้องเดินทางข้ามแม่น้ำซัมโดเพื่อลากดวงวิญญาณของพระชายากลับมาเข้าร่างของนางให้ได้ยังไงอย่างงั้น

“วางพระทัยเถิดองค์ชาย ยังพอมีเวลา แต่ต้องรีบหน่อย ท่านช่วยอุ้มพระชายาไปใกล้ๆ กองไฟได้ไหมเพคะ?”

“....!”

ซอลมินรีบช้อนร่างของอียูขึ้นตามที่ท่านหมอบอกอย่างไม่ขัดข้องก่อนจะวางอียูลงข้างๆกับกองไฟอย่างเบามือ

ความหวังนี้ต้องฝากไว้ในมือของท่านหมอชราผู้นี้เสียแล้ว แม้จะช่วยลดความมัวหมองในใจลงไปบ้างแต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“องค์ชายพะยะค่ะ”

“.....”

แทซันเดินเข้ามาหาพร้อมกับคุกเข่าลงด้านข้างซอลมิน

“หนึ่งในสามคนนั้น มีบางอย่างจะกราบทูลพะยะค่ะ”

“อืม”

“.....”

ซอลมินไม่แม้แต่จะหันไปมองแทซัน ตอนนี้จิตรใจของเขาจดจ่ออยู่กับการทำหัตถการของแม่หมออย่างตั้งใจ

“องค์ชาย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหม่อมฉันเถิดเพคะ หากองค์ชายยังนั่งอยู่แบบนี้เกรงว่าจะเป็นการกดดันหม่อมฉันเกินไป เชิญองค์ชายจัดการอย่างอื่นก่อนเถิดเพคะ”

“.....”

“...!!”

ซอลมินสะดุ้งไปเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าตนกำลังให้การรักษาของท่านหมอยากลำบาก มือหนาเอื้อมไปจับมือเล็กซีดเซียวของอียูบีบเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินตามแทซันไป

ผลัก!! ตุบตับ!!!

“อ๊ะ อ๊ากกก!!!”

“อุ๊ก!!!”

ใต้ต้นไม้ใหญ่ ฮีวอนวอนกีและโอซอง พวกเค้าทั้งสามถูกมัดติดกับต้นไม้ต้นเดียวกัน ภาพทั้งสามดูไม่จืดเพราะถูกทหารของแทซันอัดจนน่วมไปหมด

“องค์ชาย!!”

“...”

ซอลมินมาถึงทหารทุกคนรวมถึงแทซันต่างก็หยุดทุกการกระทำลงพร้อมกับก้มคำนับให้แก่เขา

ฮีวอนในสภาพเลือดไหลจากหน้าผากตาข้างหนึ่งปูดบวมจนปิดเงยหน้ามองซอลมินอย่างเหนื่อยหอบ

“ออกไป”

“พะยะค่ะ”

ซอลมินพูดขึ้นโดยที่สายตายังคงจดจ้องไปยังฮีวอน ทหารทุกคนที่ยืนอารักขาอยู่ก็พากันเดินออกไปจากบริเวณต้นไม้ตามที่ซอลมินบอก

“นาง เป็นอย่างไรบ้าง..?”

“พระชายาของข้า ไม่ใช่คนที่เจ้าเรียกอย่างสนิทสนมเช่นนั้น!”

ซอลมินพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แผงไปด้วยความอดทนอดกลั้นพยายามที่จะไม่ลงมือฆ่าเขา เพราะต้องการข้อมูลจากพวกเขาทั้งสามคนอยู่

“ใครส่งพวกเจ้ามา?”

“ท่านเองก็รู้ดีอยู้แก่ใจ เหตุใดจึงต้องถามคำถามนั้นอีก”

“เจ้าอยู่กับพระชายาในวันนั้น ด้วยเหตุผลอะไร นางเกี่ยวข้องกับเจ้าและเสนาบดีชินอย่างไร?”

“หึ”

“....!”

ฮีวอนหัวเราะในลำคอก่อนจะเงยหน้ามองซอลมินอีกครั้งด้วยสายตายียวน แม้สงบเยือกเย็นแต่มือหนากำแน่นข่มอารมณ์สุดชีวิต

“ไหนท่านว่านางเป็นพระชายา เหตุใดท่านไม่รู้จักพระชายาของตนเอง เกี่ยวข้องอะไรอย่างนั้นหรือ ตลกสิ้นดี”

“....!”

“ท่านเองก็เคยทำร้ายพระชายาของตัวเองเพียงเพราะสงสัยในตัวนาง นี่หรือความรักที่ท่านมีต่อนาง แม้แต่ตอนนี้ยังกล้าที่จะสงสัยในตัวอียูอยู่อีกอย่างนั้นหรือ?! อั๊กก!!”

ฮีวอนตะวาดเสียงดังด้วยความโมโหจนต้องกระอักเลือดของตัวเอง

ซอลมินนิ่งไปในทันที เขาเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าสิ่งที่ถามฮีวอนออกไปนั้นตนแน่ใจแล้วว่าอียูไม่มีเจตนาฆ่าตน เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด ทั้งอียูยังมารับคมดาบแทนเขาอีก นั่นยิ่งทำให้ซอลมินรู้สึกผิดอย่างยิ่ง เพียงแค่ต้องการตอกย้ำความผิดของตัวเอง

“ข้าคนเดียว ข้าทำทั้งหมดนี่ตามคำสั่งของเสนาบดีชิน....!”

“นะ นายท่านฮีวอน!!”

“วอนกี! ข้าบอกให้พวกเจ้าหนี เพราะข้าไม่อยากให้พวกเจ้าได้รับรู้ถึงสิ่งที่ข้าจะทำ เพราะฉะนั้น อย่าพูดอะไรอีกเลย”

“โห แม้จะสารภาพทั้งหมด ข้าก็ไม่มีวันปล่อยพวกเจ้าไปแน่นอน เสนาบดีชินข้าจะจัดการหลังจากหนึ่งในพวกเจ้าถูกฝังอยู่ที่นี่”

“.....!”

ซอลมินพูดขบกรามแน่นเน้นเสียงประโยคหลังพร้อมกับหันไปจ้องเขม็งใส่โอซอง

ความผิดของคนที่บังอาจทำให้อียูต้องบาดเจ็บปางตาย สิ่งเดียวที่จะมอบให้ได้คือความทรมานราวกับตายทั้งเป็น

ฮีวอนก้มหน้านิ่งยอมรับทุกความพ่ายแพ้ นี่อาจเป็นหนทางเดียวที่เขาจะหลุดพ้นจากวงโคจรอันเลวร้าย เสนาบดีชิน เขาคือโซ่ตรวนที่ฮีวอนพยายามจะตัดให้ขาด แต่กลับไม่กล้าพอ

ฮีวอนรู้ตัวดีว่าเขาไม่มีวันทำได้ แม้จะถูกเลี้ยงดูมาอย่างสุขสุขสบายแต่เขากลับไม่เคยรับรู้ได้ถึงความรักจริงๆ ต่อคนที่เรียกตนว่าพ่อ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาจงใจยัดดาบใส่มือให้ฮีวอน และเปลี่ยนให้เด็กคนนึ่งกลายเป็นเครื่องมือที่สามารถฆ่าคนได้อย่างไร้ปราณี ฮีวอนเป็นดังความสำเร็จแก่เขา ทุกครั้งที่ฮีวอนทำการสำเร็จและถูกชื่นชมจากเสนาบดีชิน นั่นคือความสุขเดียว เป็นสิ่งเดียวที่ฮีวอนคิดว่าเสนาบดีชินรักเขาอย่างลูกคนหนึ่ง แท้จริงแล้วเป็นเพียงเรื่องที่เขาพยายามหลอกตัวเองมาตลอด

ฮีวอนรู้ตัวดีว่าเขาไม่มีความกล้าพอจะตัดสินเสนาบดีชินด้วยตัวเองเองได้ แต่ซอลมินหากเป็นเขา ต้องจัดการคนอย่างเสนาบดีชินได้แน่

“มีอีกอย่าง ที่ข้าต้องบอก....”

“สิ่งที่เจ้าพูดมา มากเกินพอ”

“ข้าเป็นเพียงหนึ่งในแผนการของเขา ข้า!! เป็นเพียงตัวล่อ...!!!”

“เจ้าจะพูดอะไรกันแน่?!”

ฮีวอนหายใจหอบถี่เพราะความเหนื่อยและเจ็บปวด โอซองและวอนกีต่างก็ก้มหน้ากัดฟันทำใจยอมรับในสิ่งที่ฮีวอนตัดสินใจ

“ท่านต้องรีบกลับพระราชวัง เสนาบดีชินคงจะเริ่มแผนลอบปรงพระชนกษัตริย์ หลังจากที่ข้าปรงพระชนองค์รัชทายาทตามคำสั่งของเขาแล้ว”

“.....!!!”

 

ความคิดเห็น