email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ส่วนที่ 4 สัมผัสแรก

ชื่อตอน : ส่วนที่ 4 สัมผัสแรก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย Yuri

คนเข้าชมทั้งหมด : 67

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ม.ค. 2564 02:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ส่วนที่ 4 สัมผัสแรก
แบบอักษร

ส่วนที่ 4 

สัมผัสแรก 

หลังจากที่ฟังเรื่องเล่า เกี่ยวกับท่านหญิงคนนี้มาบ้างแล้ว เท่าที่คิดฉันว่าเธอคงเป็นสาวหัวโบราณคร่ำครึเป็นแน่ ด้วยจากนิสัยชอบอ่านหนังสือและเล่นดนตรีเป็นกิจวัตรประจำ ฉันก็แอบเดาเล่นๆ ไปบ้างว่าเธออาจจะพวกโลกส่วนตัวสูง เก็บตัว หรือ สาวมะพร้าวแก่ทึนทึก ไม่ก็พวกผู้ดีที่แสนจะถือตัวอะไรเทือกนั้นมากกว่า แต่กลับตรงกันข้ามเลย สิ่งที่เธอถือไว้แทบตลอดเวลาคือหนังสือกับแมวสีส้มขนปุกปุยเสียมากกว่า ไอ่นิสัยยกตนข่มทาสแทบไม่มีให้เห็นหรือสัมผัส เธอดูอ่อนต่อโลก เหมือนกระต่ายตัวน้อยๆ ที่แสนจะน่ารัก นัตย์ตากลมโตแวววาวชวนเอ็นดูเวลาเธอขอร้องช่างแสนไร้เดียงสา บางคราวก็ตื่นขวัญยามออกคำสั่ง ขับกับใบหน้างามหยดจนชายใดมองก็ต้องหลงใหล ขนาดฉันเป็นผู้หญิงด้วยกันยังอดมองไม่ได้ โดยตรงเฉพาะริมฝีปากและแก้มที่ดูอวบอิ่มต้องตาต้องใจฉันเป็นพิเศษ ชอบเผลอจ้องทุกทียามเธอเอ่ย เรือนผมก็ยาวสลวยเงางามนุ่มลื่นยามสัมผัสกับหวี ขนาดฉันเป็นผู้หญิงยังอายตัวเองเลย เธอเหมือนนางฟ้าจำแลงกายลงมาโปรดสัตว์โลกก็ไม่ปาน ฉันไม่เคยเห็นเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันมีการวางตัวได้ดูสง่างามเพียงนี้ เอวก็บางร่างก็น้อยแต่ส่วนสูงสมส่วน ผิดกับฉันที่อายุมากกว่าแต่กลับไม่เหลือความสวย ผมเผ้ารุงรัง ยุ่งเหยิง หน้าตาก็แสนจะธรรมดา ผิวก็กรานขาดการดูแล แถมส่วนสูงฉันยังน้อยกว่าเธอไปตั้งสองนิ้ว ซึ่งก็เป็นความสูงของผู้หญิงทั่วไป

“เมื่อคืนนอนหลับสบายไหม” เสียงหวานเอ่ยทัก หันมาถามฉันที่เดินตามหลังเงียบอยู่ แดดสว่างเข้าตาจนพร่ามัว แต่ภาพดวงหน้าคนตรงหน้ากลับเห็นเด่นชัด เธอยิ้มอ่อนๆ แสงแดดทอแสงเป็นประกายยามต้อง กลิ่นดอกไม้หอมจางๆ จากกายคนตรงหน้า ทำฉันวูบไหวไปชั่วขณะ

“สบายมากเลย เจ้าคะ” พอได้สติ ฉันก็รีบตอบ ฉันบอกไปตามจริง ถึงแม้จะเล็กแต่หลับสบายมากกว่านอนรวมอยู่มาก ถึงมันจะเล็กแต่เงียบสงบไม่มีใครสามารถมารบกวนก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว

“นี้เธอคงไม่ได้พูดเป็นแต่คำว่าเจ้าคะหรอกจริงไหม” เธอหันมาเอ่ย สีหน้าเธอดูคาดหวังอยากให้ฉันเอ่ยอะไรที่มากกว่าคำนี้

“เอ่อ เจ้าคะ” ฉันเอ่ยออกมาอย่างไม่ทันคิด

“นี้แนะ ถ้าไม่พูดคำอื่นบ้างฉันคงต้องลงโทษซะให้เข็ดซะบ้าง” น้ำเสียงขึงขัง มือบางยกขึ้นตีไหล่ฉันเบาๆ เธอยิ้มอ่อนๆ

“จะให้ฉันเรียกเธอว่าอะไรดีละ ลี หรือ ว่า ฮานึล ดีละ มันคงไม่เป็นการเสียมารยาทหรอกนะ ถ้าฉันว่า ลีจัง น่าจะเหมาะกับเธอมากกว่านะ เราจะได้สนิทกันมากขึ้นดีไหมล่ะ”

“ดีมากเลยค่ะ คุณหนู” ฉันเอ่ยปากรับคำด้วยความยินดี นึกแปลกใจไม่เคยมีใครเรียกฉันแบบนี้มาก่อน แอบรู้สึกดีอยู่ไหม

“เธอต้องพูดให้มากขึ้นนะ งานหลักของเธอก็คืออยู่เป็นเพื่อนฉัน ถ้าพูดน้อยกว่านี้ฉันคงนึกว่าเธอเป็นใบ้ หรือไม่ก็นึกว่าเธอไม่ชอบฉัน” น้ำเสียงออกหวานแต่ติดตัดพ้อตอนท้าย ทำให้ถึงกับมองเธอด้วยความเหวอ

“ไม่เลยค่ะ ไม่เคยคิดแบบนั้นเลยค่ะ ฉันแค่...พูดไม่ค่อยเก่งเลย เจ้าคะ” ฉันโบกมือโบกมือเชิงปฏิเสธ ด้วยกลัวคนตรงหน้าจะคิดว่าไม่ชอบ

“อ๋อ ก็แสดงว่าชอบฉันใช่ไหม คิ คิ” เสียงหวานเอ่ยมาพร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆ อย่างชอบใจ คนอะไรน่ารักเป็นบ้าเลย

“จะ เจ้าคะ” ฉันรีบตอบกลับ น้ำเสียงแผวเบา ก่อนก้มหน้าหลบด้วยความขวยเขิล

“นี้จ๊ะ ฉันเห็นว่าหลายวันมานี้ เธอพูดน้อย ฉันคิดว่าเธอคงเหงา นี้เป็นหนังสือภาพที่ฉันชอบมากเลยนะ รูปเยอะ ส่วนตัวอักษรไว้วันหลังฉันจะสอนเธออ่าน ที่นี้กว้างใหญ่นะ แต่มันคงทำให้รู้สึกเหงาไปบ้าง อาจทำให้เธอคิดถึงบ้านสินะ ถ้าเป็นฉันคงร้องไห้คิดถึงบ้านไปแล้วละ” มือบางหยิบหนังสือที่กำออกตั้งแต่ออกจากห้อง ยื่นให้ฉัน

“ขอบพระคุณ เจ้าคะคุณหนู” ฉันเอ่ยขอบคุณด้วยความดีใจ ฉันเองไม่เคยได้รับหนังสือมาก่อนในชีวิต ฉันเคยคิดสงสัย อยากรู้เสมอว่าเขาอ่านหนังสือกันยังไง ฉันรับมาถือด้วยความตื่นเต้นและรู้สึกตื้นตันด้วยความดีใจ ท่าทีของฉันทำให้คนตรงหน้าถึงกับยิ้มกว้าง

“ได้เวลาไปเล่นดนตรีแล้วนะ” เธอเอ่ยพร้อมกับมองนาฬิกาข้อมือเรือนน้อย

“เธอช่วยมารับฉันตอนเที่ยงตรงนะ ห้ามเลยเด็ดขาด” เธอกำชับเสียงหนักแน่น

“รับทราบเจ้าคะ ฉันไปได้หรือยังเจ้าคะ” ฉันเอ่ยถามเมื่อเราถึงที่หมาย

“เดี๋ยว ขอเวลาอีกนาที” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย สีหน้าเธอดูเศร้า ทุกครั้งเธอมักจะดูเวลาให้เที่ยงตรงเสมอ ไม่เข้าไปก่อนหรือช้าไป มือบางกำมือตัวเธอเองเอาไว้แน่น ฉันเดาว่าเธอคงไม่ชอบการเล่นดนตรีที่กดดันมากเกินไป ทุกครั้งที่ต้องมาที่นี้เธอมักจะมีท่าทีเบื่อหน่าย ผิดกับตอนที่ใช้ชีวิตปรกติเธอมักจะแสดงออกถึงความร่าเริง

“ฉันจะรีบมารับนะคะคุณหนู” ฉันกุมมือคุณหนูเข้ามาแนบไว้ นี้อาจเป็นเพียงสิ่งที่ฉันสามารถปลอบประโลมเธอได้ในเวลานี้ เธอส่งยิ้มอ่อนๆ ให้เพียงเล็กน้อย ก่อนที่นาฬิกาประจำคฤหาสน์จะส่งเสียงดังก้องไปทั่วบริเวณ ทำให้เราต้องรีบผละออกจากกัน เธอโบกเบาๆ

หลังจากนั้นฉันก็จะต้องเดินกลับมาจัดห้องนอนไว้รอคุณหนู ฉันต้องเดินผ่านหลังสวนและสนามหญ้า เงียบสงัด เงียบจนหูอื้อ ถ้าเดินผ่านต้นไม้ใหญ่ก็รู้สึกหนาว ลมพัดผ่านแทบตลอดทั้งวัน ดูสงบเงียบมากจนบางทีก็ดูน่ากลัว ฉันต้องตื่นแต่เช้าทุกวันเพื่อให้ทันก่อนคุณหนูตื่น เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมที่จะดูแลคุณหนู ทุกครั้งที่กินอาหารเวลาเช้าฉันมักจะปวดท้องบ่อยๆ เหมือนกินอาหารผิดไปจากเวลาปกติ ก็นั่นแหละฉันไม่ชอบกินอาหารเช้าเท่าไหร่นัก ส่วนใหญ่ได้กินเพียงแค่มื้อเย็นเท่านั้น

ฉันนึกในใจว่าที่นี้ค่อนข้างสะดวกสบายจนฉันเริ่มจะขี้เกรียจไปแล้ว ผิดกับชีวิตที่ต้องดิ้นร้น หลายวันมานี้จะรู้ตัวว่าเราจะสบายเกินไปหรือเปล่า ฉันควรกระตือรือร้นให้มากขึ้น ใช้เวลาสักพักฉันก็เดินกลับมาถึงฝ่ายตะวันออก ห้องคุณหนูกับฉันอยู่ชั้นบน ส่วนชั้นล่างเป็นห้องน้ำและห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ส่วนตัวของคุณหนู ทั้งสองชั้นมีทางเชื่อมที่สามารถเดินได้ไปถึงอาคารฝ่ายตะวันตก แต่คุณหนูมักจะบอกว่าเธออยากเดินผ่านสวนด้านหลังมากกว่าเดินผ่านเชื่อมนั้นเป็นไหนๆ เพราะมันเงียบและไม่มีธรรมชาติให้ชื่นชม เหมือนสวนด้านหลัง

ฉันเปิดดูของใช้ส่วนตัวกับหีบทั้งหมดของคุณหนู โดยเฉพาะตู้ที่แอบอยู่ในซอกข้างโต๊ะเครื่องแป้ง มันดูหรูหราและแปลกตามาก ฉันเจอมันตอนเก็บกวาดห้อง มีตู้แต่ไม่มีกุญแจเธอคงเก็บมันไว้กับตัว ล็อกแค่นี้ดูไม่ได้ยากไปสำหรับมืออาชีพอย่างฉันหรอก ฉันใช้เหล็กกับลวดที่ติดตัวฉันมาไขออกเพียงไม่นาน ล๊อกคลายออก ข้างในมี ชุดสวยๆ มากมายเครื่องประดับหลากสีสัน ทั้งสิ่งของบางอย่างฉันเองก็แทบไม่รู้จัก แต่ที่มากไปกว่านั้นคือเครื่องเพชรทั้งหมดเธอเป็นของจริง ฉันแทบทนรอไม่ไหวหากพวกป้าลุงได้ดูของพวกนี้ แล้วเสียงนาฬิกาประจำคฤหาส์ตีบอกเวลามันดังจนฉันสะดุ้งตัวโยน ใจคอไม่ดี รีบเก็บทุกอย่างให้เข้าที่เหมือนเดิม หากใครมาเห็นว่าฉันขโมยอะไรไปแผนการทั้งหมดก็คงพังไม่เป็นท่า จากที่ได้ยินมา มินาโกะ เป็นอย่างที่เขาบอกไว้ไม่มีผิด เธอดูหัวอ่อนไร้เดียงสา มันคงจะไม่ยากหากเธอจะตกหลุมรักชายเจ้าเล่ห์อย่างเขา นับวันรอรับความสำเร็จได้เลย ป้ากับลุงคงยินดีกับความสำเร็จของฉันแน่นอน ฉันจะอดเปรี้ยวไว้กินหวาน แต่การได้ดูของพวกนี้มันช่างสุขใจฉันเหลือเกิน ฉันมักจะใช้เวลาว่างช่วงที่คุณหนูไปทำกิจวัตรประจำวันของเธอ ฉันเองก็จะคอยสำรวจสิ่งของต่างๆ ที่ควรจะเป็นของฉันเมื่อภารกิจสำเร็จ แต่หากเมื่ออยู่หน้าคุณหนูเองก็ละอายใจแทบทุกครั้ง ฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกตนเองสักเท่าไหร่ เสี้ยวหนึ่งภายในใจฉันก็บังเกิดความรู้สึกวูบไหวแปลก ฉันเดาว่ามันคือความหลงใหลมากกว่า เพราะฉันไม่เคยได้รับการใส่ใจแบบนี้มาก่อน บางครั้งก็รู้สึกว่าเธอคงจับสังเกตจากสีหน้าของฉันเวลามองเธอ ใครเคยบอกใจคนมีสองด้าน ด้านดี ด้านลบฉันว่ามันไม่น่าจะเป็นจริง แต่ตัวฉันเหมือนมีสามด้านในคนเดียวกันใจหนึ่งก็นึกสงสาร ใจลึกๆ ก็หวั่นไหวแปลกๆ ใจหนึ่งก็นึกอิจฉาชีวิตสวยหรูของคุณหนูได้นอนเตียงนอนสี่เสาหลังโต เตียงมีผ้าสักหลาดราคาแพงขึงพาดอยู่หัวเตียง ฉันเก็บผ้าน่วมมาพับทำความสะอาดเตียงให้ดูเรียบร้อย มันดูหนานุ่มจนน่าล้มตัวลงนอนของในห้องนี้ก็ดูมากมาย ถ้าเทียบกับชีวิตของฉันที่แทบไม่มีสิ่งของติดตัวมาแม้แต่ชิ้นเดียว มีเพียงแหวนทองวงนี้ก็ถุงมือเพียงขวาเดียวที่ฉันพกติดตัวมาได้ อดคิดถึงเจ้าของสิ่งนี้ไม่ได้ปานนี้หล่อนอยู่ตรงไหนก็ไม่อาจรับรู้ได้ มีเพียงตัวฉันเท่านั้นที่รับรู้ถึงความรู้สึกของตนได้ อยากมีชีวิตที่สุขสบายพอที่จะได้พบกันอีกครั้งจังเลย ฉันทำดีที่สุดก็ได้แค่คิด ฉันหยิบสมุดภาพที่ได้รับมาเปิดอ่านแล้วล้มตัวลงบนเตียงใหญ่ ภาพสวยที่สุดเท่าที่ฉันเคยผ่านตามา ถึงจะอ่านไม่ออกภาพมันก็อธิบายทุกอย่างจนฉันรู้สึกสนุกมาก เคลิม หลับไปสัมผัสของเตียงนุ่มโดยไม่รู้ตัว ไม่เคยได้รับความรู้สึกสุขล้นในใจอย่างนี้มาก่อน มันอาจจะมากกว่าสิ่งที่ฉันต้องการมาตลอด

“มาช้านะ” เธอเอ่ยน้ำเสียงขึงขัง ชูนาฬิกาเรือนน้อยที่ข้อมือให้ฉันดู ท่าทางเธอคงยืนรอฉันอยู่หน้าประตูสักพักใหญ่แล้ว ด้านหน้าประตูใหญ่มียามในชุดสูทเฝ้าอยู่ฉันเห็นหน้าตาคนพวกนี้แล้วรู้สึกขนลุก ที่นี้มีเวรยามแน่นหนากว่าที่อื่นอยู่ ก็บ้านเศรษฐีนี้นะ เขาคงต้องระวังเนื้อตัวเป็นพิเศษ

“ขอโทษนะเจ้าคะ พอดีฉันเผลอหลับไป” เสียงตะกุกตะไปบ้าง คงเพราะฉันหายใจแรงไปหน่อย รีบวิ่งมาตั้งไกล เธอคงสังเกตได้จากอาการหอบของฉัน มือบางเอื้อมมาแตะไหล่ฉันอย่างนุ่มนวล

“ก็พอฟัง ก็ดีกว่าลีจัง โกหก” เธอเอียงหัวฟังฉันด้วยความตั้งใจ ใบหน้าสวยยิ้มหวานเมื่อฉันตอบ

“หะ เรียกฉันหรอเจ้าคะ”

“ก็ ลีจัง ไงละ น่ารักใช่ไหมล่ะ เธอก็เรียกฉันว่า มินาโกะ”

“ไม่ได้หรอกค่ะ คุณหนู หัวหน้าแม่บ้าน เอาฉันตายแน่หากทำอะไรเสียมารยาทอย่างนั้นกับคุณหนู” เอ่ยถึงหัวหน้าแม่บ้านทีไรฉันรู้สึกเย็นเฉียบทุกที หล่อนคงพูดมากจนฉันหูฉีกตายแน่นอน

“คิ คิ งั้นชื่อนี้....ก็” เสียงหวานเอ่ยพร้อมกับคว้ามือฉันไปจับไว้ หงายมันขึ้นแล้วไล่ปลายนิ้ววนเล่นที่กลางฝ่ามือ ของฉัน ฉัน.....รู้สึกเหมือนเธอกำลังสุมฟืนให้แผดเผ่ากลางอกฉันให้ร้อนรุ่มแปลกๆ ใจเต้นตุบๆ

“ก็เอาไว้เรียกตรงนี้ก็พอจ๊ะ” สักครู่ปลายนิ้วเรียวก็จิ้มลงมากลางอกฉัน ชี้ลงตรงตำแหน่งหัวใจพอดี เอ่ยเสร็จแล้วเธอก็เดินนำไปจากไปเฉยๆ เหมือนทิ้งเรือน้อยไว้กลางทะเล

ตลอดเวลาที่อยู่ใกล้ มินาโกะ มือไม้ของเธอ รู้สึกจะว่องไวเป็นพิเศษ จับตรงนั้นจิ่มตรงนี้สารพัด ผิดกับตัวฉันที่ไม่ค่อยกล้าสัมผัสเนื้อตัวของเธอเช่นนั้นบ้าง มันอายเกินกว่าที่จะมองตรงๆ เสียด้วยซ้ำ จะสัมผัสตรงๆ ก็ต่อเมื่อเธออาบน้ำหรือเปลี่ยนเสื้อผ้าเพียงเท่านั้น ในใจฉันกลับรู้สึกว่าการพูดจาและสัมผัสของเธอมันดูไม่ปรกตินัก ระยะห่าง ท่าที บางทีก็เหมือนเธอคงต้องการเพื่อน บางทีก็เหมือนต้องการอะไรสักอย่าง เพียงแค่ฉันไม่สามารถจะล่วงรู้ความรู้สึกนั้นได้ บ่อยครั้งที่ฉันเผลอเขอะเขิลไปกับการกระทำของเธอ และเขิลเกินที่จะปกปิดซ้ำๆ ทั้งที่รู้ว่าควรหักห้ามใจ

“นี้ฉันคิดอะไรของฉันอยู่” ฉันบ่นพึมพำกับตัวเอง

ตกเย็นในวันเดียวกัน หลังจากทานมื้อเย็นเรียบร้อย มินาโกะ ก็มีอาการปวดหัวจนตัวสั่น แต่ก็ยังเธอยืนยันที่อาบน้ำ ทันทีที่ลงน้ำไปไม่ทันเท่าไหร่เธอก็เวียนหัว เหมือนเป็นไข้ จึงต้องพาเธอมานอนพักทั้งๆ ยังอาบน้ำไม่เสร็จ แต่คนป่วยก็ยังยืนยันต้องการชำระล้างร่างกายให้ได้

“เช็ดหน่อยเจ้าคะ คุณหนูมีไข้” ฉันเอ่ยขณะก้มลงเช็ดหัวไหล่ขาวๆ ควันจากไอน้ำอุ่นร้อนกำลังดี ประคบเนื้อตัวคนป่วยคงบรรเทาพิษไข้ลงได้บ้าง ฉันจับตัวคุณหนูให้อยู่ในท่านั่ง ผิวเธอแดงระเรื่อยามสัมผัสกับผ้าอุ่นๆ ตัวเธอสั่นๆ ทุกคราที่เช็ดตัว เช็ดทุกส่วนยกเว้นบริเวณที่สงวนไว้ ฉันมักจะเบือนหน้าหลบร่างกายที่เปลือยเปล่าของอีกฝ่าย แต่ก็เหลือบมองหน้าอกอวบเกินขนาดของเด็กสาวบ้าง แม้เพียงชั่ววูบก็พอจะให้ใบหน้าร้อนผ่าวไปทั้งหัวได้ยินแต่เสียงหัวใจดังลั่นกกหูตัวเอง จนมือเริ่มสั่น

“ทำไมมือเธอสั่นจัง หน้าก็แดง” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เอ่ยถามฉันที่เหมือนจะตัวนิ่งไปพักใหญ่

“ฉันแค่ยังไม่ชิน เจ้าคะ” ฉันเอ่ยตามจริง ฉันไม่เคยดูแลคนป่วยแบบนี้มาก่อน คิดว่าก็คงเหมือนตอนที่เราดูแลเด็กเล็กๆ แหละน่า เวลาคนป่วยก็น่ามีความงอแง

“ไม่เป็นไรเดี๋ยวฉันทำต่อเอง” เธอเอ่ยน้ำเสียงพร่า พยายามเอื้อมมือมากำทั้งมือฉันและผ้าเข้าไปแนบท้องท้องน้อย ฉันอยากจะร้องห้าม แต่ก็เหมือนจะไม่ทันเสียแล้ว มือบางค่อยๆ จับมือของฉันบรรจงเช็ดเบาๆ ฉันได้แต่คุกเข่าก้มหน้าที่แดงระเรื่อไปถึงใบหู รู้สึกกระตุกเล็กน้อยยามสัมผัสผิวนุ่มๆ ผ่านผ้าชิ้นน้อย วูบไหวกับใจแทบคลั่ง คาดว่าคนป่วยแทบจะไม่รู้สึกตัว เช็ดได้ไม่ถึงครั้งเธอก็ล้มตัวนอนด้วยลมหายใจที่หอบ

ไม่รู้ว่าใครทรมานกว่ากันคนป่วยหรือคนดูแลกันแน่ เสียงเธอฮึดฮัดเหมือนหายใจไม่ค่อยออกเรียกสติให้ฉันรีบชักมืออก รีบยกกะละใส่น้ำอุ่นไปเก็บเสียดีกว่า เพื่อหลุดพ้นเรือนกายขาวนวลตรงหน้าไปก่อนที่จะแย่ไปกว่านี้ ใจเต้นจนอกแทบจะแตก

ฉันเลือกสวมชุดนอนยาวสีขาวให้กับเธอก่อนจัดท่าทางให้หลับในท่าสบายที่สุด ฉันนั่งลงที่เก้าอี้ข้างหัวเตียง ก่อนจะหยิบขวดยาขึ้นมารินยาลงจอกแก้วสีเงินแล้วประคองเข้าไปใกล้คนป่วย

“ทานยาหน่อยค่ะ คุณหนู” ค่อยๆ ประคองร่างบางเอาไว้ในอ้อมแขน พยายามจะประคองจอกยาให้ใกล้ริมฝีปากคนป่วยอย่างยากเย็น

“ไม่เอาหรอกมันขม” ทันทีที่ยาเข้าไปใกล้ เธอก็ส่ายหน้าหนีไม่ยอมหันหน้ามาใกล้ยา

“ถ้าเธอป้อนเหมือนท่านแม่ ฉันคงพอทานได้” เธอเอ่ยเสียงแผ่วเบาหวิว จนต้องพยายามเงี่ยหูเข้าไปใกล้ๆ เพื่อจะฟัง

“งั้นหรอเจ้าคะ แล้วต้องทำยังไง” นึกงงและสงสัยเขามีวิธีอื่นด้วยหรอในการป้อนยา ลมหายใจเธอติดๆ ขัดจนฉันนึกสงสาร อยากจะให้รีบทานยาซะ อาการจะได้ทุเลาลงบ้าง

“ส่งยามา ให้ฉันก่อน แล้วยื่นหน้ามาใกล้ๆ อีก” มือบางหยิบจ๊อกสั่นไปมาจนฉันนึกหวั่นใจ

“พอหรือยังเจ้าคะ”

“อีกนิด เข้ามาใกล้อีก”

“ฮึก..” เสียงยาในช้อนไหลเข้าปากฉัน ฉันเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกใจ อมยาเอาไว้ในปาก ไม่กล้าแม้แต่จะกลืนหรือจะพ้นทิ้ง แต่ยังไม่ทันไร มือบางคว้าใบหน้าเข้าไปใกล้ ประกบริมฝีปากนุ่มเข้ากับกลีบปากฉัน ดูดกลืนยาในปากฉันออกไปอย่างรวดเร็ว แล้วก็หยุดทิ้งตัวลงนอนบนแขนที่ฉันประคองไว้ เล่นเอาเราเซล้มลงบนที่เตียงไปทั้งคู่

ฉันรู้สึกเจ็บปากนิดๆ เพราะจังหวะคนรุกใส่รวดเร็วเกินที่ยับยั้งไหว ใบหน้าฉันร้อนฉ่าเหมือนข้าวที่เพิ่งหุง ฉันพยายามผลักไสบ้างแต่ก็โอนอ่อนผ่อนตามด้วยเกรงใจคนป่วย แค่ได้กลิ่นหอมของดอกไม้อ่อนๆ จากกายคนป่วยชวนให้วูบไหวตามลมหายใจความรู้สึกนี้มันอะไรกัน

“ไม่ได้นะคะ คุณหนู” ฉันกระซิบข้างหูคนป่วย รสยาในปากยังขมอยู่แต่กลับอมความหวานไว้อย่างนั้น

“ฉันหนาว ฉันหนาว กอดฉันที ไม่งั้นก็ฉันจะเอาเสื้อตัวนี้ออก” มือบางยกขึ้นมาโอบรอบเอวฉัน ร้องโวยวายอย่างเอาแต่ใจ ไม่ได้ดังใจก็พยายามถอดเสื้อนอนของตนออก จนเห็นเนินอกขาวโผ่ลพ้นขอบเสื้อ

“อย่านะคะคุณหนู” ฉันรีบเอ่ยทักท้วงทันที ขืนให้แก้ผ้าต่อหน้าอีก จะขยำเนื้อตัวให้เป็นรอยเชียว มีหวังเราคงระงับอารมณ์ไม่ไหว เริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าเด็กน้อยไร้เดียงสาหรือเด็กน้อยลามกกันแน่ วัยอย่างเธอน่าจะกำลังอยากรู้อยากลองมากกว่า ต่างกับฉันที่เห็นเรื่องแบบนี้จนชินตา รู้สึกแขยงมากกว่าเวลาคนพลอดรักกัน ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอก็ตัวเอง เล่นเอาวูบวาบทำตัวแทบไม่ถูก

เธอคว้าฉันเข้าไปกอดแล้วบ่นพึมพำคล้ายกับคนละเมอเพราะผิดไข้ ใบหน้าขาวจนซีดทำให้ใจฉันนึกสงสารพอเอาแขนโอบลูบหลัง เธอก็ซุกตัวเข้ามากอดทันที ฉันได้แต่งงงวยกับสถานกราณ์ที่เกิดขึ้น ร่างของเธอผอมบางมากกว่าที่เห็นมาก ร่างบางสะโอดสะโองเห็นเอวเว้ากับบั้นท้ายกลมกลึงใจฉันก็หวิวลมแทบจับ กลืนน้ำลายเฮือกแทบไม่ลงคอ อดใจไม่ไหวจนต้องกำมือยั้งใจไว้ไม่ให้เผลอไปสัมผัส ฉันได้แต่ลูบหัวของเธอด้วยความเอ็นดู หากมากไปกว่าฉันคงตายแน่ ยอมรับเลยว่ากอดของเราค่อยอุ่นขึ้นเมื่อเรายิ่งแนบชิดกัน ผู้หญิงคนนี้ทำให้ฉันรู้สึกเป็นครั้งแรกแทบไม่ซะทุกอย่าง จนเริ่มจะกลัวความรู้สึกตัวเอง มันเป็นกอดแรกที่อบอุ่นจนฉันเองเคลิ้มหลับไป

ความคิดเห็น