facebook-icon Twitter-icon

ขอขอบคุณรีดเดอร์ทุกคนที่แวะเข้ามาอ่านนิยายของไรท์นะคะ ขอบคุณทุกยอดวิว ทุกติดตาม ทุกคอมเม้น ทุกไลค์ และยอดสนันสนุน มันคือกำลังใจที่ทำให้ไรท์เขียนนิยายให้ทุกคนได้อ่านกัน ไรท์ยังเป็นมือใหม่อยู่ ติชมกันได้ ไรท์จะนำไปแก้ไขให้ดีขึ้น ฝากนิยายของ "อ๊อบซอ" ด้วยนะคะ //โค้งคำนับ

ตอนที่ 7 มอมเมา

ชื่อตอน : ตอนที่ 7 มอมเมา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 82

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ม.ค. 2564 20:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7 มอมเมา
แบบอักษร

ตอนที่ 7 

มอมเมา 

 

หลังจากเหตุการณ์ในงานปาร์ตี้วันนั้นก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ช่วงแรกๆ เรื่องที่เพลงทำกับภัทรถูกพูดถึงอย่างหนาหูภายในมหา’ ลัยแต่พอผ่านไปสักพักก็เงียบไปเอง เรื่องคืนนั้นภัทรโกรธเพลงมากเพราะชีวิตเขาไม่เคยมีใครตบหน้ามาก่อนแม้กระทั่งพ่อแม่ และเขาจะแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายเพลงอีกด้วย แต่ภูผาช่วยพูดไว้ว่าให้คิดให้ดีเพราะเรื่องทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะภัทรเป็นคนเริ่มก่อน เขาพยายามเข้าหาเพลงก่อนตั้งแต่ต้นโดยที่เห็นชัดอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายไม่เล่นด้วยก็ยังตามตื๊อ แถมคืนนั้นเขายังเป็นฝ่ายลวนลามเพลงก่อนด้วยไม่ว่าจะทางร่างกายหรือคำพูดก็ไม่แปลกที่เพลงจะป้องกันตัว ภูผาขอให้ทั้งคู่เลิกแล้วต่อกันหลังจากนี้ก็ให้อยู่ใครอยู่มันอย่าข้องเกี่ยวกันอีกโดยเฉพาะภัทร สุดท้ายภัทรจึงยอมเพราะเห็นแก้เพื่อนแต่ก็ไม่วายบ่นภูผาที่เพลงไม่ได้เป็นแบบที่เขาพูดไว้สักนิด ไม่ได้ง่าย เข้าถึงยาก เอาเงินมาล่อแล้วก็ยังไม่ได้ผล เรื่องนี้ภูผาขอโทษเพื่อนตัวเองและบอกว่าเขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเพลงถึงเปลี่ยนไปเป็นคนละคนซึ่งเขาจะต้องหาสาเหตุมาให้ได้ 

วันนี้ภูผาเลิกเรียนตอนเย็นเพราะมีพรีเซ้นนอกชั่วโมงเรียนเด็กปีอื่นในคณะส่วนใหญ่กลับกันไปหมดแล้ว ร่างสูงเดินออกมาจากตึกเรียนพร้อมเพื่อนอีกสองคนแล้วเขาก็นึกบางอย่างได้ 

“เชี่ย! กูลืมรายงานไว้บนโต๊ะอาจารย์ว่ะ” คำอุทานของภูผาทำให้ธันและภัทรหยุดเดินแล้วหันมามองเขาพร้อมกัน 

“มึงลืมได้ไงวะของสำคัญด้วย ไม่เอามาแล้วพรุ่งนี้จะเอาอะไรแก้” ธันว่าเซงๆ 

“พวกมึงกลับกันไปก่อนเลยเดี๋ยวกูวนกลับไปเอาเอง” 

“เออมันก็ต้องอย่างนั้นอยู่แล้ว งั้นพวกกูกลับก่อนละกันแก้อะไรตรงไหนมึงส่งไลน์มานะ” ภัทรว่า 

“เออ ขับรถดีๆ” พวกเขาโบกมือแล้วแยกทางกันไป ภูผาเดินวนกลับเข้าตึกใหม่เพื่อขึ้นไปหยิบรายงานที่ลืมไว้ก่อนกลับลงมา ตอนแรกเขากำลังจะขึ้นรถแต่หางตาดันไปเห็นบางอย่างซ่ะก่อนจึงเดินไปทางนั้นแล้วยืนหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ 

ภาพตรงหน้าคือเพลงที่ใส่แมสปิดปากนั่งยองอยู่บนพื้นข้างม้านั่งใต้ตึกคณะที่รอบๆ แทบไม่มีใครอยู่แล้ว ในมือถือซองบางอย่างที่ดูเหมือนขนมรสจืดยี่ห้อหนึ่ง และกำลังเทมันลงบนพื้นเมื่อมีแมวจรร่างผอมแห้งตัวหนึ่งวิ่งมา เพลงรีบถอยหลังหลบออกไปถึงสองก้าวแล้วนั่งยองดูมันกินอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ไกลๆ 

“กินเยอะๆ นะจะได้อ้วนๆ ไง แกผอมมากเลยรู้ไหม” น้ำเสียงพูดกับสัตว์นั้นดูอบอุ่นอ่อนโยน เขาค่อยๆ ขยับเข้าไปหาแมวอีกนิดแล้วยกมือขึ้นมาเหมือนอยากจะลูบ แต่แล้วจู่ๆ ก็จามเสียงดังจนแมวยังตกใจหันกลับมามองก่อนก้มลงกินต่อด้วยความหิว เพลงดึงมือกลับสูดหายใจเข้าก่อนถอยกลับไปที่เดิมแล้วนั่งดูอยู่อย่างนั้นเงียบๆ 

“ทำอะไรของนาย” ภูผาพูดกับตัวเองสงสัยในพฤติกรรมแปลกๆ นั้น ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นนักศึกษาคนอื่นให้อาหารสัตว์แต่คนอื่นไม่ได้มีท่าทีแบบที่เพลงกำลังเป็นอยู่ เขาตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้อีกนิดเพื่อจะได้ดูชัดๆ 

“อ่ะ หมดแล้วนะ ไว้คราวหน้าค่อยซื้อมาให้อีกนะ” เขาพูดกับแมวอยู่ไกลๆ เช่นเดิมก่อนเทขนมจนหมดซองแล้วนั่งดูมันกินจนหมดและเดินหนีไป เพลงลุกขึ้นถอดแมสออกและจามติดกันสามครั้งจนหน้าแดงไปหมด มือเรียวถูจมูกตัวเองจนแดงหายใจเข้าออกถี่ๆ อยู่สักพักจนเริ่มดีขึ้นเขาถึงเดินไปทิ้งแมสและซองขนมในถังขยะ ก่อนจะเดินไปหน้ามหา’ ลัยเพื่อขึ้นรถกลับบ้าน ภูผามองตามอีกคนไปอย่างไม่เข้าใจและตั้งคำถามกับตัวเอง 

“แพ้ขนแมวเหรอวะ” เขาทำหน้าสงสัยก่อนนึกไปถึงตอนที่เขากับเพลินเคยนั่งทานอาหารด้วยกันที่ร้าน แล้วอีกฝ่ายอุ้มแมวได้ปกติไม่มีอาการจามหรืออะไรที่เหมือนครั้งนี้สักนิด “หรือเป็นหวัด” แต่เขาเจอเพลงทุกวันถ้าเป็นหวัดเขาต้องสังเกตเห็นแล้ว “หรือว่าแค่เสแสร้งสร้างภาพ...แต่ตรงนี้ไม่มีใครเลยหนิ” เขาถกเถียงกับตัวเองเหมือนคนบ้าเพราะไม่รู้ว่าคำตอบคืออะไร สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจปัดความสงสัยทั้งหมดทิ้งเพราะคิดก็ไม่ได้คำตอบอยู่ดีนอกจากถามเจ้าตัวตรงๆ แต่เพลงคงไม่ยอมบอกเขาหรอกภูผาจึงขึ้นรถขับกลับบ้านเหมือนทุกวัน 

 

เที่ยงวันนี้ขณะที่เพลงกำลังนั่งทานข้าวอยู่คนเดียวเหมือนเช่นเคย หลังของเขาก็ถูกสะกิดจนต้องหันกลับไปมอง 

“พี่แป้ง สวัสดีครับ” เพลงยกมือไหว้ แป้ง พี่รหัสสุดสวยของเขาที่เคยทักทายกันอยู่บ่อยๆ ถึงจะไม่ได้สนิทกันมากแต่เธอก็ไม่ได้แย่นัก 

“เพลงกินข้าวอยู่เหรอ” 

“ครับ พี่แป้งทานแล้วยังครับ นั่งกับผมก็ได้นะ” เพลงชวนยิ้มๆ 

“เรียบร้อยแล้วจ้ะ พี่แค่แวะมาบอกธุระนิดหน่อยน่ะ” เธอว่าก่อนนั่งลงข้างเพลง 

“เรื่องอะไรครับ” เพลงวางช้อนแล้วตั้งใจฟัง 

“พอดีพี่ปีสี่เขานัดเลี้ยงสายรหัสน่ะ มันเป็นธรรมเนียมของทุกปีแหละที่เวลามีน้องปีหนึ่งเข้ามาแล้วต้องมากินเลี้ยงทำความรู้จักกับรุ่นพี่ในสายปีที่แล้วพี่ก็โดนเหมือนกัน” 

“อ่า ครับ แล้ว...” 

“รุ่นพี่เขานัดคืนนี้ที่ผับX ตอนสามทุ่มนะ เพลงว่างไหม” เป็นคำถามที่ค่อนข้างกดดันเพราะจะบอกว่าไม่ว่างก็ดูจะน่าเกลียด จะบอกว่าไม่อยากไปก็ไม่ได้อีกเพลงจึงมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาไม่ชอบงานเลี้ยงสังสรรค์เท่าไรนักหลังจากกลับจากงานวันเกิดภัทรคืนนั้นก็ค่อนข้างเก็บตัวเป็นพิเศษ 

“ก็ว่างครับ” 

“ดีเลยงั้นเจอกันที่โน่นเลยเนอะเพลงไปถูกใช่ไหม หรือถ้าไปไม่ถูกก็นั่งแท็กซี่ไปก็ได้นะ เตรียมท้องไว้ด้วยล่ะงานนี้อาจมีเมาถ้าดื่มเหล้าไม่เก่ง พี่ขอตัวไปเรียนก่อนนะ” แป้งยิ้มหวานก่อนลุกเดินจากไป ทิ้งเพลงที่รู้สึกอิ่มขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ชีวิตเขาไม่เคยไปผับเลยสักครั้งและไม่คิดอยากจะไปด้วย สถานที่ที่มีแต่เสียงเพลงดังกระหึ่ม แสงไฟลายตา กับเหล้าราคาแพงไม่รู้ว่ามีอะไรดีนักหนา และเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าผับที่ว่านั่นอยู่ที่ไหน เขาไม่อยากบอกป้านวลว่าไปผับและนั่นแปลว่าเขาต้องกลับดึกและสิ่งที่กลัวที่สุดคือกลัวการถูกมอมเหล้าจากรุ่นพี่อย่างที่แป้งบอก ถึงจะกังวลยังไงแต่ก็ปฏิเสธชีวิตเด็กมหา’ ลัยที่ต้องเข้าสังคมไม่ได้ ร่างบางลุกขึ้นเอาจานไปเก็บก่อนเดินใจลอยไปเรียนวิชาต่อไปภาวนาไม่อยากให้ถึงสามทุ่มเร็วๆ 

แต่สุดท้ายสามทุ่มก็มาถึง เพลงแต่งตัวเหมือนปกติเวลาออกไปด้านนอกออกจะเรียบๆ ดูไม่สะดุดด้วยซ้ำ เขาเดินไปเคาะห้องป้านวลที่รู้ว่ายังไม่นอน 

ก็อกๆๆ 

รอไม่นานประตูก็เปิดออกพร้อมร่างท้วมของป้านวลที่ใส่ชุดนอนปะแป้งหน้าขาว 

“อ้าว เพลงจะไปไหนเหรอลูก” เธอเห็นเพลงแต่งตัวเหมือนจะออกไปข้างนอกจึงถามขึ้น 

“คือผม...ผมนัดกับเพื่อนไว้ว่าจะไปทำงานกลุ่มที่บ้านน่ะครับ” เขาตัดสินใจโกหกออกไป 

“ป่านนี้เนี่ยนะ ทำไมไม่ไปตั้งแต่ตอนเย็นล่ะ” 

“พอดีคนอื่นๆ ในกลุ่มสะดวกทำเวลานี้น่ะครับ บางคนเพิ่งเสร็จจากเลิกงานพาร์ทไทม์ด้วยเลยนัดดึกหน่อย” เขาโกหกต่อไปโดยได้แต่ขอโทษผู้มีพระคุณอยู่ในใจ 

“งั้นก็ไปเถอะ อย่ากลับดึกมากล่ะ” ป้านวลแทบไม่เอะใจอะไรเธออนุญาตโดยไม่ถามเซ้าซี้อีกเพราะคิดว่าเพลงไปทำงานกลุ่มบ้านเพื่อนจริงๆ 

“ขอบคุณครับ” เพลงยกมือไหว้ก่อนเดินไปหน้าบ้านเพื่อรอแกร็บที่เรียกไว้ แต่พอเดินผ่านโรงจอดรถเขาก็เจอกับภูผาที่แต่งตัวหล่อเหมือนกำลังจะออกไปข้างนอกเช่นกัน ทั้งคู่สบตากันก่อนภูผาจะทักขึ้นก่อน 

“นั่นนายกำลังจะไปไหน” ร่างสูงมองสำรวจการแต่งตัวของเพลงขณะถาม 

“แล้วคุณล่ะจะไปไหน” 

“ฉันถามก่อน” 

“ผมจะไปข้างนอก” เพลงหลบสายตาขณะตอบไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่อยากให้ภูผารู้ 

“รู้แล้วว่าไปข้างนอกแล้วจะไปที่ไหน” ภูผาถามจี้ 

“ไปทำงานกลุ่มบ้านเพื่อน” 

“โกหก” เพลงหันมาสบตาภูผาอย่างร้อนตัว “งานกลุ่มเขาไม่นัดทำกันป่านนี้หรอก นายกำลังจะไปผับXใช่ไหม” ภูผาเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวบางอย่างได้แล้ว 

“คุณรู้ได้ไง” 

“แป้งเป็นพี่รหัสนายสินะถ้าฉันจำไม่ผิด เหมือนจะได้ยินแป้งพูดว่าคืนนี้มีเลี้ยงสายรหัส” เขาได้ยินมาอย่างนั้นจริงๆ แต่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเลี้ยงสายรหัสก็แปลว่ารวมถึงเพลงด้วย ซึ่งคืนนี้เขาก็กำลังจะไปที่นั่นด้วยพอดีแต่ไม่ได้ร่วมกินเลี้ยงกับคนอื่น แต่เขาแค่ไปเที่ยวเหมือนปกติทั่วไปแค่บังเอิญเป็นสถานที่เดียวกันกับเพลงเพราะผับที่ว่าค่อนข้างดัง 

“ใช่ครับ งั้นผมขอ...” 

“ขึ้นรถ” ไม่ทันที่เพลงจะขอตัวเพราะเลยเวลานัดมากแล้วภูผาก็พูดขึ้นซ่ะก่อน 

“ขึ้นทำไม” 

“บอกให้ขึ้นก็ขึ้นเถอะหน่า” เขากดปลดล็อครถแล้วเพยิดหน้าให้เพลงเดินมาขึ้นรถอีกฝั่ง 

“ผมเรียกแกร็บแล้วเดี๋ยวก็มาถึง” 

“กดยกเลิกดิ ไปที่เดียวกันจะไปหลายคันทำไม” 

“คุณก็กำลังจะไปที่นั่นเหรอ” 

“อืม” ภูผายักคิ้วข้างเดียวประกอบคำพูด เพลงนึกลังเลแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจขึ้นรถไปกับภูผาและกดยกเลิกแกร็บที่นัดไว้ ทั้งคู่นั่งรถท่ามกลางความเงียบเพราะภูผาไม่ชอบเปิดเพลงฟังขณะขับรถเพราะมันชวนง่วง ทำให้บรรยากาศดูอึดอัดขึ้นไปอีกจนเพลงนั่งไม่นิ่งมองซ้ายมองขวาไปเรื่อย “เป็นอะไร” ภูผาที่เห็นจากหางตาว่าอีกฝ่ายมีท่าทีอึดอัดจึงถามขึ้น 

“เปล่าครับ” แล้วบรรยากาศในรถก็กลับมาเงียบอีกครั้งจนเพลงตัดสินใจหาเรื่องชวนคุย “คุณไปทำอะไรที่ผับเหรอ” 

“ก็สังสรรค์ปกติ” เขามองเพลงเล็กน้อยก่อนตอบ 

“กับเพื่อนคุณเหรอ” 

“ใช่ คู่อรินายไง” ภูผากระตุกยิ้มเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ 

“เขาบ้ามาก” เพลงหน้าบึ้งตึงเมื่อคิดถึงเรื่องคืนนั้นที่เพิ่งผ่านมาได้ไม่นาน 

“นายก็ปากจัดใช้ได้ ฉันเพิ่งรู้ว่านายปากจัดขนาดนี้” 

“พูดเหมือนคุณรู้จักผมมานานงั้นแหละ” เพลงหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนขับที่ขบกรามแน่นอย่างไม่รู้ตัว 

“นั่นสินะ จะเมื่อก่อนหรือตอนนี้ฉันก็ไม่เคยรู้จักตัวตนจริงๆ ของนายเลย” ภูผาหันมาสบตาเพลงเหมือนมีบางอย่างแอบแฝงอยู่ภายในใจจนเพลงต้องหลบสายตาก่อน พอดีกับที่รถมาถึงทางเข้าผับXทั้งคู่ลงจากรถแล้วเดินเข้าไปข้างในพร้อมกันโดยที่ภูผาไม่พูดอะไรกับเพลงอีกเลย เขาแยกไปยังโต๊ะที่ภัทรจองไว้ทิ้งให้เพลงยืนงงท่ามกลางคนมากมายที่เริ่มมองมาที่เขาจนรู้สึกประหม่า ร่างบางผิวขาวกับเสื้อยืดธรรมดาแต่กลับดูดีเมื่อมันมาอยู่บนร่างกายนี้ บวกกับกางเกงยีนแฟชั่นที่ตัดขาดตรงหน้าขาพอให้เห็นเนื้อสีขาวใต้แสงไฟของผับทำให้เขาดูยั่วยวนอย่างไม่รู้ตัว 

“เพลง!” เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้เพลงหันกลับไปมองแล้วก็พบกับแป้งพอดี 

“ผมกำลังหาโต๊ะพวกพี่อยู่พอดีเลยครับ” 

“พี่ก็ว่าใครกันคุ้นๆ มาสิเดี๋ยวพี่พาไปที่โต๊ะก่อน” หญิงสาวที่กำลังจะเดินไปเข้าห้องน้ำแต่ดันเจอเพลงพอดี เธอจึงโอบแผ่นหลังเพลงอย่างไม่ได้คิดอะไรพาเดินไปยังโต๊ะใหญ่ที่อยู่เกือบจะตรงกลางเวทีซึ่งมีรุ่นพี่คนอื่นนั่งอยู่ก่อนแล้ว “พี่ๆ คะน้องมาแล้ว ยืนหลงทางอยู่ตรงทางเข้าโน้นแหนะ” แป้งดันเพลงในนั่งลงตรงเก้าอี้ตัวหนึ่งด้านข้างมีผู้ชายที่เขาจำได้ว่าอยู่ปีสามฝั่งตรงข้ามเป็นรุ่นพี่ปีสี่และยังมีคนอื่นๆ ที่เขาไม่รู้จักอีกสี่คนทั้งชายและหญิงที่นั่งห่างออกไปในโต๊ะเดียวกัน 

“มาแล้วเหรอ ช้ามากเลยนะพี่นัดกี่ทุ่มครับ” พี่ปีสี่ถามด้วยหน้านิ่งๆ จนเพลงรู้สึกเกร็งไปหมด 

“อย่าไปดุน้องสิคะพี่กันน้องกลัวหมดแล้วเนี่ย” แป้งห้ามแบบไม่จริงจังเท่าไรนัก กัน จึงกระตุกยิ้มทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงอีกนิด “งั้นแป้งฝากน้องก่อนนะคะยังไม่ได้เข้าห้องน้ำเลยปวดจะตายแล้วเนี่ย” เธอพูดเร็วๆ ก่อนปลีกตัวออกไปเข้าห้องน้ำที่ตั้งใจจะไปในตอนแรกแต่ดันเจอเพลงซ่ะก่อน 

“เกร็งอะไรขนาดนั้นพวกพี่ไม่ดุหรอกนะแต่ถ้ากัดก็ไม่แน่” ชายหนุ่มเอ่ยเย้าดูเป็นคนขี้เล่นมากกว่ากันที่นั่งฝั่งตรงข้าม “พี่ชื่อบอนซ์นะเป็นลุงรหัส ส่วนนั่นพี่กันเป็นปู่รหัส” บอนซ์ เริ่มแนะตัวเองและรุ่นพี่หน้านิ่งอีกคนให้เพลงรู้จักไว้ 

“ปู่เลยเหรอวะ ฟังดูแก่ฉิบหาย” กันว่าไม่จริงจังนักก่อนยกแก้วเหล้าที่ชงจนเข้มขึ้นดื่มเหมือนไม่รู้สึกอะไร 

“ผมพอจะรู้จักพวกพี่อยู่บ้างครับ แต่ไม่ค่อยได้เจอในมหา’ ลัยเท่าไร” เพลงบอก 

“จะเจอได้ไงพี่สี่ก็ฝึกงาน พี่สามทำธีสิสจนหัวหมุนไม่ค่อยได้เข้าไปเรียนหรอก” บอนซ์ว่าพลางยื่นแก้วเหล้าที่ชงบางเบาให้เพลง “เอาไป หมดแก้วนี้ค่าที่มาสาย” 

“ผะ ผมไม่ดื่มเหล้าครับ” เพลงยกมือปฏิเสธพัลวัน 

“ไม่ดื่มก็ต้องดื่ม มาสายแล้วยังไม่ให้เกียรติรุ่นพี่อีกเหรอ” กันว่าด้วยสีหน้าเรียบนิ่งทำเอาเพลงทำตัวไม่ถูก 

“ไม่ใช่นะครับ คือผม ผมแค่...” 

“กินเข้าไปไม่ตายหรอกหน่า” กันจับแก้วกรอกปากเพลงจนเหล้าไหลหกจากขอบปากเปื้อนลำคอและเสื้อที่ใส่ 

“อื้อ แค่กๆ” เขาฝืนดื่มจนหมดแก้วพอกันยอมถอยเขาจึงสำลักน้ำตัวโยนเอามือเช็ดน้ำที่เปื้อนมุมปาก 

“หึ ก็แค่นั้นจะไปยากอะไร” กันกระตุกยิ้มสะใจที่ได้แกล้งอีกฝ่าย 

“ไม่เอาแล้ว” เพลงส่ายหัวยอมแพ้ 

“ไม่เอาอะไรนั่นเพิ่งแก้วแรกค่าที่น้องมาสาย ส่วนแก้วนี้เข้มๆ เน้นๆ ขอต้อนรับสู่ครอบครัวเดียวกันครับ” บอนซ์ชงมาอีกแก้วแต่แก้วนี้สีเข้มกว่าแก้วแรกเพลงรู้เลยว่าคืนนี้เขาชะตาขาดแน่ๆ 

อีกด้านหนึ่งของผับร่างสูงที่ในมือถือแก้วเหล้าเขย่าเบาๆ พลางยกดื่มโดยที่สายตาไม่ได้ละจากโต๊ะตรงกลาง ที่มีร่างบางของเพลงถูกบังคับให้ดื่มแก้วแล้วแก้วเล่าจนตัวอ่อนเอนซบไปกับร่างหนาของบอนซ์ที่ช่วยประคองไม่ห่าง เขาแทบไม่ละสายตาออกจากแผ่นหลังบางนั้นเลยและในใจก็ขบคิดอะไรบางอย่างตลอดเวลา 

“มึงมองอะไรวะ กูเห็นมองอยู่ตั้งนานแล้ว” ธันถามเพื่อนที่คืนนี้ดูเงียบผิดปกติ 

“จะใครล่ะคู่อริกูไง เห็นเดินเข้ามาพร้อมกันพวกมึงมาด้วยกันเหรอวะ” ภัทรช่วยตอบธันก่อนหันไปถามภูผา 

“อืม” 

“มึงให้มันขึ้นรถทำไมเสนียดรถฉิบหาย” 

“มึงก็เกินไป อย่าลืมว่าเมื่อก่อนมึงเองก็เดินตามตูดเขาต้อยๆ นะ” ธันแซวขำๆ 

“นั่นมันเมื่อก่อน แต่สำหรับตอนนี้ให้ฟรีกูยังไม่เอาเลย” ภัทรว่าก่อนยกแก้วขึ้นดื่ม 

“ตลกว่ะมึงพูดคำเดียวกับไอ้ผาเลยรู้ปะ เมื่อก่อนไอ้ผาก็เคยพูดคำนี้กูจำได้ ใช่ไหมมึง” ธันหันไปถามภูผาที่นั่งอยู่ข้างๆ 

“หึ ก็ไม่แน่” 

“อะไรนะ” เพราะเสียงเพลงดังมากไปธันจึงได้ยินไม่ถนัด 

“เปล่า ไม่มีอะไร” ร่างสูงยกแก้วเหล้าที่ชงมาใหม่ขึ้นดื่มเผื่อความขมจะช่วยล้างคอล้างความรู้สึกแปลกๆ ในใจตอนนี้ออกไปได้บ้าง จู่ๆ เขาคิดบางอย่างได้บางอย่างที่ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดที่จะทำแต่ไม่สำเร็จเพราะตอนนั้นเขายังไม่พร้อม แต่ตอนนี้ เวลานี้ ที่ความเมาและความรู้สึกอยากรู้เข้าครอบงำจิตใจทำให้เขาคิดวิธีบางอย่างได้ บางอย่างที่ช่วยพิสูจน์ความจริงแต่มันต้องพิสูจน์ด้วยตัวของเขาเอง 

 

เวลาล่วงเลยมาจนถึงตอนผับปิดมันดึกกว่าที่เพลงคิดว่าจะกลับในตอนแรกเพราะเขาไม่มีโอกาสปลีกตัวออกมาเลย ทั้งบอนซ์และกันรั้งเขาไว้และชงเหล้าให้เขาดื่มเกือบตลอดเวลาจนเขาแทบอ้วกแต่ก็ไม่ได้อ้วกมีแค่อาการมึนหัวจนบ้านหมุนและเดินทรงตัวไม่อยู่ในขณะนี้เท่านั้น ร่างบางถูกบอนซ์ประคองเดินออกมาหน้าผับพร้อมกับคนอื่นๆ ที่ทยอยกันออกมาเหมือนกัน 

“เอาไงกับเด็กนี่ดี ใครรู้บ้างว่าน้องพักที่ไหน” บอนซ์ถามคนอื่นๆ 

“ไม่รู้เลยอ่ะ ตอนมาน้องก็มาเอง” แป้งที่เมาเช่นกันแต่ยังพอประคองสติได้บอก 

“มึงก็เอากลับไปด้วยเลยดิกูเห็นมองมาสักพักแล้วหนิ” กันดูออกว่าบอนซ์สนใจหลานรหัสตัวเองอยู่ไม่น้อย เขาคอยโอบคอยสำรวจว่าเพลงอาการเป็นอย่างไรบ้างอยู่ตลอด ถึงแม้ตอนแรกจะชงให้เองแต่พอเพลงเริ่มพูดไม่รู้เรื่องก็กลายเป็นคนบอกให้เบามือลงหน่อย 

“ไม่ดีมั้งเผื่อเด็กมันมีเจ้าของแล้วผมไม่อยากมีปัญหาทีหลัง” เขายังไม่ทันได้ทำความรู้จักเพลงดีอีกฝ่ายก็เริ่มเมาและจะหลับท่าเดียวพวกเขาจึงแทบไม่ได้คุยอะไรกับเพลงอีกเลยหลังจากผ่านไปสี่แก้ว 

“ถ้ามีเจ้าของเขาต้องโทรเช็คหรือมารับแล้วดิ จะปล่อยให้เด็กกลับเองได้ไงจริงไหม” 

“งั้นผมว่า...” 

“ขอโทษนะครับ” ไม่ทันไรเสียงปริศนาก็ดังขึ้นที่ด้านหลังบอนซ์จึงหันไปมอง เขารู้สึกคุ้นหน้าแต่จำชื่ออีกฝ่ายไม่ได้คนที่จำได้อย่างแป้งก็เมาหลับไปแล้ว 

“มีอะไรครับ” 

“เพลงมากับผม เดี๋ยวผมไปส่งเขาเอง” ไม่ว่าเปล่ามือหนายังดึงร่างอ่อนปวกเปียกของเพลงเข้ามาหาอ้อมกอดของเขาเองอีกด้วย 

“ผมจะรู้ได้ไงว่าคุณไม่ได้โกหก แต่จะว่าไปผมก็คุ้นหน้าคุณอยู่นะ” บอนซ์พยายามนึกแต่ก็นึกไม่ออก 

“จะปลุกเขามาถามก็ได้นะครับ...เพลง เพลง ตื่นก่อน” เขาเขย่าร่างในอ้อมกอดเบาๆ เพลงจึงปรือตาขึ้นมามองเขา 

“อื้อ คุณภูผา ผม...คุณกลับไป...อีก” เสียงคนเมาที่แทบจับใจความไม่ได้แต่ประโยคที่เรียกชื่อภูผานั้นชัดเจนดีจนบอนซ์กับกันยอมเชื่อ 

“ทีนี้เชื่อผมแล้วใช่ไหมครับว่าผมรู้จักเขา งั้นผมขอตัวเลยละกัน” ไม่รอให้ใครท้วงอะไรขึ้นอีกภูผาก็อุ้มเพลงตัวลอยเดินไปยังรถของตัวเองที่จอดอยู่ไม่ไกล เพราะมันเร็วกว่าประคองเดินไปทั้งที่อีกฝ่ายแทบจะหลับคาอกอยู่แล้ว 

“กูว่ามึงแห้วแล้วแหละ เด็กมันน่าจะมีเจ้าของแล้วว่ะ งั้นแยกย้ายกันกลับเลยละกัน” กันสรุปเสร็จสรรพก่อนตบบ่าบอนซ์เบาๆ แล้วเดินไปขึ้นรถของตัวเอง บอนซ์มองตามหลังคนอื่นที่แยกย้ายกันกลับแล้วได้แต่ถอนหายใจอย่างนึกเสียดายสุดท้ายเขาก็คว้าได้แค่น้ำเหลวจริงๆ 

ภูผาว่างร่างอ่อนปวกเปียกของเพลงไว้ที่นั่งข้างคนขับได้ก็ปิดประตูแล้วเดินอ้อมไปยังฝั่งของตัวเองสตาร์จรถแล้วขับออกไป ถ้าเพลงลืมตามามองตอนนี้จะเห็นว่าเขานิ่งมากใบหน้าที่ไม่บอกอารมณ์ว่ากำลังคิดอะไรอยู่แต่มีเรื่องคิดในใจแน่ๆ คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยสายตามองตรงไปข้างหน้าจนถึงแยกที่ต้องเลี้ยวขวาเพื่อกลับบ้านเแต่ภูผากลับขับเลยไปข้างหน้า เขาขี่มาจนเห็นป้ายที่เขียนว่า Motel แล้วจึงเลี้ยวรถเข้าไป เขาจอดรถในที่จอดที่ติดกับห้องพักเป็นส่วนตัวและไม่มีใครเห็น สายตาคมมองคนหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นด้วยสายตาที่แปลไม่ออก มือแกร่งลูบผิวแก้มที่เป็นสีแดงทุกครั้งที่มึนเมาอย่างเบามือ ปลายนิ้วโป้งสัมผัสเบาๆ ที่ริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อที่อวบอิ่มอยู่เสมอ ริมฝีปากที่มักจะเถียงเขาทุกครั้งหากเจ้าตัวมีสติดี 

“ฉันจะต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไหนๆ นายก็เคยเป็นของพี่ขุนแล้ว ลองมาเป็นของฉันอีกสักคนจะเป็นไรไป” เขาพูดกับคนหลับก่อนลงจากรถมาเปิดประตูฝั่งของเพลงแล้วช้อนร่างบางขึ้นอุ้มเข้าห้องแล้วปิดประตู 

 

 

 

 

 

 

 

ToBeCon 

 

ตัดฉับๆ เดี๋ยวจะยาวเกินไป แต่ตอนหน้าจัดเต็มแน่นอนค่ะเตรียมทิชชู่ไว้ได้เลย เอาไว้ซับเหงื่อแหละไม่มีอะไรหรอก 5555555 

คอมเม้นหน่อยนะคะเงียบมากเลยไรท์ไม่รู้ว่ายังมีคนอ่านอยู่ไหม คำว่ารอหรือสติ๊กเกอร์สักอันก็ได้นะ 

ความคิดเห็น