email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 27

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 47

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ม.ค. 2564 02:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 27
แบบอักษร

“ซิโมเน่!” นิสิตหญิงจากแดนกิมจิออกชื่อเขา น้ำเสียงนั้นก้ำกึ่งระหว่างความโหยหาและห่างเหิน ขณะที่ร่างกายตั้งท่าระวังตัวโดยทันที 

“เธอยังจำฉันได้อีกหรือ อินซุก”  

“ก็เออน่ะซิยะ” เด็กสาวทำเสียงฮึดฮัด “ฉันจะลืมแกได้ไง ไม่ต้องมาเสแสร้งทำท่าว่าแปลกใจเลยนะ ไอ้คนปลิ้นปล้อนหลอกลวง”  

เธอด่าพลางซักถามตัวเองพลาง...เรื่องอะไรเธอจะลืมเขาได้ลง ในเมื่อเขาเป็นผู้ชายคนแรกในเซียน่าที่เธอรู้จัก ได้ครอบครองเธอ ทั้งยังล่อลวงเธอให้ต้องจมปลักอยู่กับแสงสียามราตรีอย่างชนิดที่กู่ไม่กลับจวบจนทุกวันนี้  

ทั้งสองรู้จักกันและกันผ่านแอปพลิเคชันหาคู่ชื่อดังตั้งแต่ก่อนฝ่ายหญิงออกเดินทางจากบ้านเกิด โดยอินซุกหวังจะใช้ความสัมพันธ์กับผู้ชายในเมืองนี้เป็นตัวช่วยประคับประคองเธอให้ผ่านพ้นความยากลำบากในการปรับตัวเข้ากับสภาพสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่าง พร้อมกับคลายความเหงาที่อาจกัดกินจิตใจอันเปล่าเปลี่ยวของคนมาอยู่ต่างแดนได้ทุกเมื่อ ขณะที่ซิโมเน่นั้นไม่ได้วาดหวังอะไรมากกว่าการได้เสพสุขกับหญิงสาวชาวเอเชียซึ่งเขาตีค่าว่า ‘ง่าย’ กว่าชาวอิตาเลียนเป็นไหนๆ  

ในชั้นแรกทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดีสมความประสงค์ของเด็กสาว ทว่าจากนั้นไม่นานซิโมเน่ก็เริ่มเผยธาตุแท้ออกมาทีละนิดละน้อย ด้วยการชักนำเธอสู่ห้วงเหวแห่งโลกียสุข...เหล้า บุหรี่ ปาร์ตี้ สีสัน เสียงเพลง รวมถึงเซ็กส์อันซาบซ่านเริ่มตามกันมาทีละอย่างสองอย่าง พวกมันเปลี่ยนแปลงตัวตนของเธอจนไม่เหลือคราบของอินซุกคนเก่า ผู้น่ารักและคงแก่เรียนก่อนมาเรียนที่เซียน่าโดยสิ้นเชิง  

เด็กสาวยังเจ็บจี๊ดในอกอยู่จนวันนี้ เมื่อนึกถึงช่วงเวลาสุดท้ายที่ตนยังคบหากับซิโมเน่อยู่ ในขณะที่เธอกำลังหลงใหลได้ปลื้มกับมิติชีวิตใหม่ที่ซิโมเน่พามารู้จักอยู่นั้น เขาก็ทิ้งเธอไปด้วยเหตุผลว่าเขากำลังมีคนใหม่ที่อยากจะจริงจังด้วยมากกว่า ส่วนเธอเป็นได้แค่เพียงคนฆ่าเวลาให้กับเขาก็เท่านั้นเอง 

“ทำไมล่ะ ฉันแปลกใจไม่ได้หรือ” ซิโมเน่แดกดันอย่างแสบสัน “เห็นเธอเที่ยวไปหลับไปนอนกับผู้ชายไม่ซ้ำหน้า ก็นึกว่าจะลืมคนพาเธอเข้าวงการนี้ไปเสียแล้ว เธอยังจำฉันได้ ฉันก็เลยแปลกใจ มันผิดตรงไหน”  

“แกมายุ่งกับฉันทำไมอีก ไสหัวไปเดี๋ยวนี้นะ”  

“ยังแรงดีไม่มีตกเหมือนเคย ที่รักของฉัน” หนุ่มอิตาเลียนเอ่ยแซวเหมือนเห็นความก้าวร้าวของสาวเกาหลีใต้เป็นเรื่องขบขัน 

“มีสิทธิ์อะไรมาเรียกฉันอย่างนั้น เรื่องของเรามันจบไปตั้งนานแล้ว พูดไม่รู้เรื่องหรือไงวะ” อินซุกเถียงคำไม่ตกฟากก่อนขยับเท้าอย่างจะก้าวเดินหลบไปทางอื่น แต่สัญชาตญาณในตัวกลับเตือนให้อยู่ที่นั่นตามเดิม 

“เดี๋ยวก่อนสิคนสวย ก็บอกแล้วไงว่าฉันมีธุระจะคุยด้วยแค่นิดหน่อย” เขาง้อแกมขู่ในที “คุยกันดีๆ ก่อนเถิด ไม่งั้นก็อย่าหาว่าฉันใจร้ายเลยนะ”  

นิสิตผิวเหลืองกลืนน้ำลายที่หนืดคอ ด้วยภาษีที่ดีกว่าของอีกฝ่าย ทั้งในแง่สถานภาพ ความคุ้นเคยกับเมืองนี้ รวมไปถึงอุปนิสัยความเป็นคนเจ้าแผนการ ล้วนตีกรอบให้เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากตั้งใจฟังทั้งที่ใจต่อต้านนักหนา 

“มีอะไรจะพูดก็รีบพูดมาเร็วๆ” อินซุกตะเบ็งเสียง 

“ฉันรู้หมดแล้วว่าเธอคิดยังไงกับมัตเตโอ เพื่อนที่ฝึกซ้อมปาลิโอมากับฉัน” เขาเพิ่งนึกได้ “ช้าก่อน เธอรู้หรือยังว่าฉันก็เป็นฟานตีโน่คนหนึ่งด้วย”  

“ฉันรู้แล้ว” เธออยากจะถามว่าเขารู้เรื่องเธอได้อย่างไรมากกว่า แต่ก็ไม่ได้ถามเพราะต้องการรักษาเชิง “แล้วยังไงต่อ ว่ามาสิ”  

“...และเธอก็คงเห็นสิ่งที่เกิดในงานเลี้ยงคอนตราดาป่าตะกี้นี้แล้ว”  

สาวเกาหลีถลึงตาอย่างไม่นึกว่าตนเองที่เป็นฝ่ายแอบดูการกระทำของคนอื่น จะถูกจับตามองซ้อนแผนอีกชั้นหนึ่ง  

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับแกด้วยมิทราบ”  

“ฉันเป็นเพื่อนมัตเตโอ เธอชอบมัตเตโอ แล้วก็เป็นรูมเมทของนางผู้หญิงไทยที่ชื่ออาลิซ่าคนนั้น เธอว่าเราเกี่ยวข้องกันมากพอหรือยัง”  

“ฉันหมายถึงว่าแกจะมาแส่เรื่องนี้ทำไม” อินซุกสวนคำ 

“เรามายื่นหมูยื่นแมวกันดีไหม” ซิโมเน่เข้าเรื่อง “เพราะเห็นแก่อดีตอันแสนหวานของเธอกับฉัน เมื่อมีโอกาสฉันเลยอยากจะสงเคราะห์เธอคืนสักเรื่อง เพื่อชดเชยบาปที่เคยก่อไว้กับเธอเมื่อสี่เดือนที่แล้ว ตอนที่เราแยกทางกัน”  

“ยื่นหมูยื่นแมวยังไง” ฝ่ายหญิงได้ยินแล้วชักหูผึ่ง 

“ฉันรู้สึกมาพักใหญ่ๆ แล้วว่ามัตเตโอไม่ได้รักยายอาลิซ่าคนนั้นจริงจัง แต่ยายนั่นไปโปรยเสน่ห์ไว้ พยายามหากทาง ‘จับ’ มัตเตโอสารพัดวิธี ตั้งแต่ชวนไปถ่ายรูปเล่น เข้าร้านคาเฟ่ กระทั่งเขาไปซ้อมปาลิโอ หล่อนยังขอติดตามไป”  

“สมองทึบอย่างยายนั่นน่ะหรือ จะมีปัญญาโปรยเสน่ห์มัตเตโอได้” เด็กสาวไม่วายเถียง “อย่ามาหลอกฉันเสียให้ยากเลยดีกว่า”  

“เธอเองก็เป็นผู้หญิง ไม่รู้หรือไงว่าพวกผู้หญิงยิงเรือที่ดูเหมือนจะไม่มีพิษมีภัยนี่น่ะปั่นหัวผู้ชายมาได้นักต่อนักแล้ว” คนพูดโกหกหน้าตาย “ส่วนมัตเตโอเป็นผู้ชายที่น่าสงสาร เขามีชีวิตที่ลำบากลำบนจนไม่มีเวลาได้ข้องแวะกับผู้หญิงคนไหน พอมีใครสักคนเข้ามาในชีวิต เขาก็หลงจนไม่เป็นอันซ้อมปาลิโอเลยทีเดียว”  

ระหว่างที่อินซุกมัวหลงเชื่อกับความจริงครึ่งเดียวที่ได้ยินนั้น อีกฝ่ายก็ถือโอกาสใส่ไฟต่อ “ในฐานะที่ฉันเป็นเพื่อนคนหนึ่งของเขา ฉันก็ทนเห็นเขาออกนอกลู่นอกทางอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ เลยอยากตัดไฟแต่ต้นลมเสีย”  

“แล้วฉันจะต้องทำยังไง”  

“ฉันอยากจะขอความช่วยเหลือจากเธอ แยกพวกเขาทั้งสองคนออกจากกันเสีย” ซิโมเน่กล่าวเสียงเข้มขึ้น “ถ้าเธอหวังดีกับมัตเตโอ เธอก็ไม่ควรนิ่งดูดายให้เพื่อนร่วมห้องของเธอปั่นหัวเขาอีก และถ้าหากเธอยินยอมร่วมมือกับฉันในการดึงเพื่อนฉันออกมา ฉันก็พร้อมจะผลักดันให้เธอได้คบกับเขาแทน”  

คนสกุลอิมมองตาแฟนเก่าอย่างคลางแคลง คำพูดของเขาแม้จะฟังดูพิลึกพิลั่นอยู่เป็นบางจุด แต่ด้วยอคติที่บังตาจนมืดบอด เธอจึงค่อยๆ คล้อยตามเขาอย่างง่ายดาย จนกระทั่งหลงเชื่อเต็มเปาเมื่อเขาเอ่ยประโยคถัดมา 

“ช่วยฉันหน่อยเถอะนะอินซุก เพื่อมัตเตโอและเพื่อตัวเธอเอง ลำพังฉันตัวคนเดียวไม่สามารถดึงมัตเตโอออกมาจากความลุ่มหลงนี้ได้หรอก และฉันก็เชื่อใจเธอว่าเธอสามารถเป็นคู่ตุนาหงันของเขาได้ดีกว่ายายผู้หญิงไทยคนนั้นเยอะ”  

ฟานตีโน่แห่งคอนตราดาเสือดาวดำเนินการเป่าหูไม่เลิกรา 

“ฉันยอมให้เธอมาพักที่วิลล่าของฉันด้วยก็ได้นะ เพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องอุดอู้อยู่กับยายนั่นในหอพักซอมซ่ออีก สัญญาด้วยเกียรติของลูกผู้ชายเลยว่าระหว่างที่เธอพักอยู่กับฉัน จะไม่มีการพาหญิงคนไหนเข้าบ้านอีกเป็นอันขาด”  

“ตกลง” อินซุกตอบรับทันควัน “ฉันจะทำเพื่อมัตเตโอ”  

 

อากาศของวันที่ 29 มิถุนายน แม้จะร้อนอบอ้าวเสียตั้งแต่หัววัน แต่ก็ไม่ได้สร้างความระย่อท้อแท้ต่อคนนับหมื่นจากทั่วสารทิศที่ดั้นด้นร่วมชุมนุมกลางจัตุรัสคัมโป เพราะรู้กันดีว่าวันนี้เป็นวันซ้อมใหญ่ของเทศกาลปาลิโอ ซึ่งบรรยากาศจะเหมือนวันจริงเกือบทุกประการโดยเฉพาะขบวนพาเหรดอันตระการตาที่แต่ละคอนตราดาพากันซุ่มซ้อมอย่างหนักติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายเดือน 

ส่วนบรรดาฟานตีโน่มีคิวนำม้าลงสนามวันนี้เป็นวันแรก โดยทุกคนจะต้องแข่งกันควบม้ารอบจัตุรัสเป็นระยะทางสามรอบเสมือนจริง นัยว่าเป็นการเตรียมความพร้อมและทดลองสนามก่อนแข่ง โดยมีธรรมเนียมกำหนดให้ซ้อมแข่งติดต่อกันทั้งสิ้นสามวันจวบจนวันที่ 2 กรกฎาคมอันเป็นวันจริง 

นอกจากนี้ วันนี้ยังเป็นวันที่ทางสภาเมืองจะเลือกม้าให้กับคอนตราดาต่างๆ โดยใช้วิธีการจับฉลาก ซึ่งคอนตราดาใดจะได้ม้าที่ดีหรือม้าที่แย่ไปครอบครอง ทั้งหมดทั้งมวลขึ้นอยู่กับโชคชะตาในวันนี้ทั้งสิ้น... 

 

เช้านี้อลิสาตื่นมาพร้อมกับความลังเลที่ติดค้างมาตั้งแต่เมื่อวาน เมื่อนึกได้ว่าเธอยังไม่ได้ตอบรับคำขอโทษขอโพยที่มัตเตโอส่งมาเพื่อแสดงความรู้สึกผิดต่อเหตุการณ์ในงานเลี้ยงวันนั้น ซึ่งนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาและเธอได้มีปฏิสัมพันธ์กัน 

หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องก็คือเธอจงใจหลบเลี่ยงไม่ตอบเขาต่างหาก 

เด็กสาวเดินลงบันไดหอพักพลางซักถามหัวใจตนเองว่าเธอคิดอย่างไรกับเขากันแน่...ในความรู้สึกของเธอในตอนนี้ มันเหมือนมีลวดบางๆ กั้นอยู่ระหว่าง ‘ความรัก’ กับ ‘ความรู้สึกดี’ โดยเธอเป็นเสมือนนักกายกรรมไต่ลวดเส้นนี้ หากเทน้ำหนักมากหรือไปเพียงน้อยนิด เธอก็พร้อมจะเทตนเองไปอยู่อีกฟากหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่ต้องการให้เกิดเอาเสียเลย ด้วยรู้ว่าหากพลั้งเผลอใจไปทางหนึ่งทางใดแล้วล่ะก็ ความวิบัติต่างๆ ก็จะดาหน้าเข้าหาจนเธอมิอาจรับมือได้ไหว 

กระนั้นก็ตาม แล้วการที่เธอมัวรักษาดุลความรู้สึกสองอย่างนี้ มันเป็นสิ่งที่ดีสำหรับตัวเธอเองแล้วหรือ บางทีเธอก็อดถามตัวเองเช่นนี้ไม่ได้ 

นิสิตชาวไทยหยุดความคิดล่องลอยไว้ชั่วคราว ปากเอ่ยทักคนที่เคาน์เตอร์ข้างประตูทางเข้าหอ ส่วนมือยื่นกุญแจห้องฝากไว้ 

“อาลิซ่า ห้องเลข 33 ใช่มั้ย” หญิงสาวหน้าหงิกซึ่งทำหน้าที่ดูแลหอพักวันนั้นเหลือกตามองเธอ “มีพัสดุจากโรมมาส่ง”  

‘พัสดุจากโรม’ ที่ว่ามีลักษณะเป็นซองสีน้ำตาลแบน มุมบนซ้ายเขียนชื่อที่อยู่ผู้ส่งเป็นชื่อโรงแรมที่เธอไปพักมาเมื่อเดือนที่แล้ว อลิสายิ้มลิงโลดออกมา เมื่อรู้ว่ามันคือโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าที่เธอเฝ้าคิดคำนึงถึงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่หลายวัน จากที่หวังจนเลิกหวังไปแล้ว ในที่สุดวันนี้ที่เธอรอคอยก็มาถึง...วันที่มันกลับคืนสู่กระเป๋าคล้องไหล่ของเธออันเป็นที่ที่มันควรจะอยู่ 

อลิสารีบแกะซองพัสดุนั้นด้วยความดีใจจนเนื้อเต้น โทรศัพท์มือถือเครื่องที่เธอใช้ตอนอยู่เมืองไทยและหยิบติดมาด้วยกะว่าจะได้ใช้อีกครั้งตอนขากลับ ยังมีสภาพดีเหมือนกับล่าสุดที่เธอได้เห็นมัน ไม่มีร่องรอยตำหนิให้กังวลใจ จุดนี้คงต้องยกความดีความชอบให้กับโรงแรมที่รักษาสัจจะและดูแลมันเป็นอย่างดี เธอคิดขณะเสียบสายชาร์จแบตเตอรี่ ปลุกมันให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง 

หน้าจอมือถือที่ดับมืดสว่างวาบด้วยแสงไฟและโลโก้แบรนด์อยู่พักใหญ่ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นพื้นหลังที่ดูคุ้นตา แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิดก็พลันบังเกิด เมื่อหน้าจอขึ้นเตือนความจำวันนี้เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว พร้อมด้วยภาพประกอบเป็นรูปเธอกับอดีตคนรักกำลังนั่งตักไอศกรีมกินจากถ้วยเดียวกันที่สยามสแควร์ 

นั่นเป็นภาพสุดท้ายของเขาที่เธอยังเก็บไว้ ไม่ใช่เพราะลืมลบเหมือนกับภาพอื่นๆ แต่เป็นเพราะเธอยังต้องการเก็บความทรงจำที่ดีที่สุดที่เธอมีต่อเขาเอาไว้ ด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าวันหนึ่งเขาจะกลับมาไยดีเธอเหมือนเก่า 

หยาดน้ำตาแห่งความอาดูรหยดแหมะลงบนจอภาพที่ยังฉายรูปนั้นแต่หม่นแสงลง สาวผิวสองสีไม่อยากจะนึกต่อถึงวันที่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเขาดำเนินมาถึงจุดแตกหัก เมื่อเธอจับได้ว่าผู้ชายของเธอมีผู้หญิงคนอื่น ซึ่งทีแรกเธอก็ไม่อยากจะเชื่อลมปากของใคร ตราบจนเธอบุกไปถึงคอนโดมิเนียมของเขา ความจริงก็ถึงได้ปรากฏว่าที่ผ่านมาเธอนั้นเป็นยายโง่ที่ถูกผู้ชายคนนั้นนอกใจมาโดยตลอด แม้เพื่อนฝูงคนอื่นจะบอกใบ้ความจริงให้ตายอย่างไร เธอก็ไม่ยอมเชื่อ คงปล่อยให้เขาหลอกเธออยู่ร่ำไป จวบจนเธอเป็นฝ่ายพบหลักฐานมัดตัวอันอุจาดตานั้นเสียเอง 

อลิสาเช็ดน้ำตาที่เริ่มล้นเบ้าด้วยหลังมือ เธอไม่เข้าใจตัวเองว่าเพราะเหตุใดเรื่องที่เธออยากจะจำ เธอกลับลืม แต่กับเรื่องใดที่เธออยากจะลืม เธอกลับจำ ดูประหนึ่งว่าความต้องการกับความเป็นจริงมักสวนทางกันเสมอ… 

และถึงเธอจะลืมง่ายแค่ไหน ทว่าความเจ็บช้ำทรวงในครั้งนั้นกลับจารจดในความทรงจำเธออย่างแนบแน่นไม่มีวันลืมเลือน 

“ผู้ชายเป็นแบบนี้เหมือนกันทั้งโลกมั้ยนะ”  

คำถามที่เหมือนจะถูกลบหายไปจากมโนสำนึกของเธอถูกนำกลับมาถามหัวใจตนเองอีกหน ขณะที่เธออำพรางใบหน้าเปื้อนน้ำตาด้วยฝ่ามือทั้งสองก่อนเปิดประตูออกนอกหอพักไปอย่างไวว่อง 

แล้วก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พฤติกรรมของเธอตกอยู่ใต้การจับตามองของเพื่อนสาวที่อาศัยห้องนอนเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบ 

 

ท่ามกลางฝูงชนที่กรูกันออกมาจากสถานที่จัดแข่งม้าภายหลังการซ้อมเสร็จสิ้น นิสิตหนุ่มชาวญี่ปุ่นหยุดแวะหน้าห้องเรียนระดับ C1 ด้วยหมายใจจะประวิงเวลาให้คนอื่นทยอยไปให้หมดก่อน จึงถือโอกาสดูลาดเลาห้องเรียนใหม่ของตนไปพลางๆ  

ห้องเรียนแห่งนี้ตั้งโดดอยู่ท่ามกลางเขตเมืองเก่า มีสภาพต่างกับห้อง B2 ในตึกใหม่ใกล้สถานีรถไฟราวนรกกับสวรรค์ ตัวตึกหลังนี้เก่าจนประเมินอายุไม่ได้ เช่นเดียวกับบ้านเรือนทั่วไปในละแวกใจกลางเมืองเซียน่า จะดูแปลกตาหน่อยก็ตรงที่ห้องเรียนนี้เป็นตึกชั้นเดียวสร้างโดดอยู่ท่ามกลางวงล้อมของตึกหลายชั้น และมีป้ายปักระบุชัดแจ้งว่าเป็นสถานที่เรียนสำหรับนิสิตชาวต่างประเทศ 

“คาสึยะ” มีเสียงแว่วมาจากข้างหลัง  

“อิน...” เด็กหนุ่มชาวแดนอาทิตย์อุทัยมิอาจขานชื่อคนเรียกได้เต็มปาก เนื่องจากความพิศวงระคนตกใจแล่นปราดมาบีบเค้นหลอดเสียงพานให้เปล่งเสียงไม่สะดวก เขาไม่รู้ว่าตนเองกำลังฝันหวานหรือตายไปแล้ว เมื่อผู้หญิงที่ตนหมายปองเรียกเขาด้วยชื่อตัวที่แท้จริง ไม่ใช่คำด่าทออย่างหยาบคายอย่างปกติ ทั้งยังสืบเท้าเข้าใกล้ยังกับมีธุระหรือเหตุสำคัญที่ต้องการจะพูดกับเขา 

“มาดูห้องเรียนใหม่หรือ” อินซุกเริ่มการสนทนาด้วยยิ้มเรียบๆ  

คาสึยะทำได้แค่ผงกหัวตอบ “เธอมีอะไรจะพูดกับฉันหรือ”  

“ฉันเป็นห่วงรูมเมทของฉัน อาลิซ่าน่ะ”  

“อาลิซ่าเป็นอะไร ใครทำอะไรเธอ” ประกายตาของเขาแสดงความเอาใจใส่ที่เขามีต่อเพื่อนสาวชาวไทยอย่างเต็มพิกัด 

“เรื่องนั้นฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าวันนี้สีหน้าเจ้าหล่อนดูไม่มีความสุขเอาเสียเลย นายน่าจะช่วยหล่อนได้บ้าง เช่นพาหล่อนไปท่องเที่ยวอะไรอย่างนี้” เด็กสาวมองเข้าไปในดวงตาของผู้ชายที่ร้อยวันพันปีไม่เคยอยากเข้าใกล้ แต่วันนี้เธอจำใจต้องใช้เขาเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของตัวเอง “นายเคยคิดอยากชวนอาลิซ่าไปเที่ยวต่างเมืองไม่ใช่หรือ หล่อนเคยเล่าให้ฉันฟังเมื่อนานแล้ว”  

“เธออยากให้ฉันทำอะไรบ้าง” หนุ่มญี่ปุ่นรวบรัดตัดความ หากผู้ร้องขอเป็นเธอคนนี้แล้ว ในใจเขาไม่เคยมีข้อแม้ใดๆ  

“พรุ่งนี้ช่วงที่ฟานตีโน่มีซ้อมวิ่งรอบจัตุรัส นายชวนอาลิซ่าไปเที่ยวนอกเมืองได้ไหม ที่ไหนก็ได้ ให้หล่อนได้เปิดหูเปิดตาเสียบ้าง หล่อนจะได้สดชื่น แจ่มใส กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาเหมือนเดิมบ้าง”  

คาสึยะสบตาเรียวคู่นั้นอย่างไม่สู้จะเข้าใจว่าฟานตีโน่เกี่ยวข้องอะไรกับภาวะอารมณ์ของเพื่อนพวกตนด้วย ถึงอย่างนั้นเขาก็รับปาก 

“ได้เลย” เขาว่า “ฉันเองก็อยากไปปีซ่าอยู่พอดี”  

“อะริกะโต” คำขอบคุณภาษาญี่ปุ่นสำเนียงเกาหลีดังขึ้นจากริมฝีปากที่ขยับยิ้มให้ “เท่านี้ฉันก็มีความสุขขึ้นมาก ขอบใจนายมากนะ คาสึยะ”  

ว่าแล้วสาวเจ้าแผนการก็ผละจากเด็กหนุ่มคลั่งรักซึ่งขณะนี้อยู่ในอาการตื้นตันจนแทบขาดใจ เธอไม่กล้าหันกลับไปชมผลงานตัวเองด้วยซ้ำว่าการพูดคุยเพียงไม่กี่ประโยคนั้นก่อให้เกิดปฏิกิริยาอย่างไรกับเขาบ้าง เพราะกลัวว่าจะรู้สึกผิดยิ่งขึ้นที่หลอกใช้ความรักที่เขามีต่อเธอเป็นเครื่องมือเอื้อประโยชน์แก่ตนเอง 

แต่ถ้าเขารักเธอจริงแล้วล่ะก็ แค่นี้ก็น่าจะยอมทำให้กันได้ไม่ใช่หรือ?  

 

“เชา อาลิซ่า”  

แมสเสจที่ได้รับเย็นวันนั้นสร้างความงุนงงแก่ผู้รับเป็นอย่างยิ่ง 

“พรุ่งนี้มีซ้อมปาลิโอตอนบ่ายๆ เย็นๆ เซียน่าคงจะโกลาหลน่าดู ฉันยังไม่เห็นเธอออกไปเที่ยวเมืองอื่นเลย ทั้งที่ในแคว้นตอสกานามีแหล่งท่องเที่ยวน่าไปมากมาย พรุ่งนี้ฉันตั้งใจจะไปเที่ยวปีซ่า เลยอยากชวนเธอไปด้วยกัน ไม่แน่ใจว่าเธอสะดวกไหม ถ้าเธอสะดวก ฉันก็อยากให้เธอไปเป็นเพื่อนฉัน”  

อลิสานึกถึงหอเอนปีซ่าอันโด่งดังที่เห็นเป็นภาพจำของประเทศอิตาลีมาตั้งแต่เพิ่งถึง ก.ไก่-ฮ.นกฮูก พลันเธอก็คิดขึ้นได้ว่าเธอผ่านพ้นเดือนแรกในอิตาลีมาโดยยังไม่ได้ไปไหนนอกจากโรมกับเซียน่า ความรู้สึกเบื่อหน่ายในสภาพแวดล้อมที่ซ้ำซากและความกระหายอยากสัมผัสโลกกว้างจึงรวมหัวกันคิดคำตอบให้เธอ 

“จะว่าไปเราก็ยังไม่ได้เห็นหอเอนเมืองปีซ่าเลยนะ” เธอปรารภ  

เด็กสาวทำพิโยกพิเกนอยู่นานทีเดียว จนกระทั่งคิดได้ว่าคาสึยะเป็นเพื่อนแท้อีกคนหนึ่งของเธอ และเธอคงไม่มีโอกาสได้พบเจอกับเขาบ่อยๆ อีกเนื่องจากเดือนหน้าเธอกับเขาจะเรียนคนละระดับชั้นกัน จึงพิมพ์ตอบตกลงส่งกลับไป 

ความคิดเห็น