email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 26

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 53

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ม.ค. 2564 16:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 26
แบบอักษร

ภาพงานเลี้ยงฉลองอันใหญ่โตด้วยโต๊ะยาวปูผ้าตาหมากรุกนับสิบตัว ผู้เข้าร่วมงานเรือนร้อย แต่ละคนพันผ้าพันคอสีเขียว-ส้ม เสียงสนทนาจอแจ รวมไปถึงสายไฟปิงปองที่ให้แสงสว่างดั่งเที่ยงวัน ทั้งที่ตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว ทำเอาคนต่างถิ่นที่บังเอิญได้รับการ์ดเชิญมางานรู้สึกกระดากอายเสียจนไม่กล้าเคลื่อนตัวตามคนอื่นไปในลานกว้างแห่งนั้น แต่พอยืนลังเลนานเข้า ประกอบกับหน้าตาผิวพรรณของเธอที่ผิดแผกจากทุกคนที่นี่ ก็พานให้เธอตกเป็นเป้าสายตาของคนส่วนใหญ่ในงานเสียได้ เธอจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกเสียจากตีเนียนตามน้ำเข้าไป

เจ้าถิ่นคนแล้วคนเล่าหลิ่วตาดูเธอด้วยแววตาของการขุดค้น อลิสาพอจะรู้อยู่หรอกว่าทำไม ลองสลับกันเป็นงานยกช่อฟ้า ปิดทองฝังลูกนิมิต ขึ้นบ้านใหม่ หรือไม่ก็งานบวชนาคแถวชนบทบ้านเธอ ถ้าหากมีฝรั่งมังค่าหลงไปในงานนั้นสักคน เธอก็คงจะมองเขาแบบเดียวกับที่ทุกคนมองเธอในขณะนี้เหมือนกันนั่นล่ะ  

คิดได้ดังนั้น เธอก็โปรยยิ้มแจกจ่ายให้ทุกคนที่เผลอมองตากันโดยมิได้ตั้งใจ เป็นอีกคราที่อลิสาต้องพึ่ง ‘ยิ้มสยาม’ ในการเอาตัวรอด เพราะคิดเองเออเองว่ามันน่าจะพอช่วยเธอให้รอดพ้นจากสายตาห่างเหินเหล่านั้นได้บ้างกระมัง 

“มัตเตโออยู่ไหน” เด็กสาวผิวคล้ำตาโตถามตัวเองเบาๆ ความหงุดหงิดชักจะพรูขึ้นมาในอก เมื่อยกมือถือขึ้นโทรศัพท์หาเท่าไหร่เขาก็ไม่รับ ทักข้อความไปหาเขาก็ไม่ตอบ ครั้นจะตะโกนเรียกชื่อ เธอก็เกรงว่าหนุ่มๆ ที่นี่จะเหลียวมองมาสะพรึบพร้อม ค่าที่ชื่อต้นของเขามันโหลพอๆ กับชื่อ ‘สมชาย’ ของคนไทย 

“มาหาใคร” เสียงดุๆ ที่ถามขึ้นอย่างเอาเรื่อง เล่นเอาอลิสาหลับตาปี๋ด้วยความใจฝ่อ...นั่นปะไร ในที่สุดก็โดนเข้าจนได้ เธอนึกด่าตัวเอง 

สาวอยุธยาลืมตาข้างหนึ่งมองชายร่างใหญ่เจ้าของคำถามอย่างกล้าๆ กลัว “หนูมาหามัตเตโอค่ะ...มัตเตโอ กัปเปลลีน่ะค่ะ”  

“ใครนะ” เขาทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจหรือไม่ก็ไม่เคยได้ยินชื่อนั้นมาก่อน ขณะที่คนตอบเองก็ไม่มั่นใจในนามสกุลที่ตนแจ้งออกไป 

“อาลิซ่า” มีเสียงตะโกนข้ามมาแต่ไกล “ทางนี้”  

“โอ้” ผู้ถูกเรียกอุทาน รู้สึกเหมือนรอดตายอย่างฉิวเฉียด  

“นั่นชื่อเธอจริงหรือ” ผู้ชายตัวโตกดคิ้วลงด้วยความฉงนสนเท่ห์ เพราะหากเป็นชื่อภาษาอิตาเลียนจริง มันควรจะเป็น ‘เอลิซ่า’ ไม่ใช่ ‘อาลิซ่า’ อย่างที่ได้ยิน “เธอเป็นคนที่ไหน มายังไงเนี่ย สาวน้อย”  

“หนูเป็นคนตายลานเดเซ่ค่ะ” ตอบเสร็จอลิสาก็รีบปลีกตัวจากชายคนนั้น และมุ่งหน้าไปยังพื้นยกระดับเตี้ยๆ ที่เพื่อนหนุ่มของเธอยืนอยู่ 

ผู้คนที่คับคั่งบดบังทัศนวิสัยเธอจากชุดที่มัตเตโอสวมอยู่เสียมิด ต่อเมื่อนิสิตมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติก้าวเข้าใกล้ เธอถึงเห็นว่าหนุ่มอิตาเลียนคนเดียวที่เธอรู้จักสวมเสื้อคลุมหลวมๆ สีส้มตัดกับสีเขียวแบ่งครึ่งซ้ายขวา ปักตั้งสีขาวคล้ายคอจีน ผูกโบสีขาวแบบโบเชือกรองเท้าแทนการกลัดกระดุม 

มันคือชุดแข่งที่ฟานตีโน่สวมใส่ในสังเวียนปาลิโอที่เธอเคยเห็นในรูปถ่าย เธอดูไม่ผิดแน่ และที่เธอแน่ใจยิ่งกว่าก็คือมัตเตโอช่างดูดี มีสง่าราศีเหลือเกิน เมื่อเขาได้รับเครื่องแบบที่ถวิลหาชั่วชีวิตมาสวมกาย  

“เชา มัตเตโอ” อลิสากล่าวอย่างเขินๆ เมื่อแลเห็นว่าเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว หากมีชาวคอนตราดาป่ามากมายรายล้อม แต่ละคนสวมผ้าพันคอสีส้ม-เขียว ต่างสบมองมาที่หน้าเธอราวกับเธอเป็นคนพิเศษที่ทุกคนรอคอย 

“เชา อาลิซ่า” ฟานตีโน่ทักตอบพร้อมทั้งหันมองหน้าบรรดาคนที่มาอวยชัยให้พรตนอย่างจะให้มั่นใจอีกที แล้วจึงผละจากพวกเขา สวมกอดเธอ และหอมแก้มซ้ายขวาตามธรรมเนียมการทักทายของชาวอิตาเลียน 

นิสิตชาวไทยยืนตัวสั่นงันงก ใจแทบจะหยุดเต้นกับรูปแบบการทักทายต่างวัฒนธรรมนั้น ขณะที่คนทั้งหลายที่แวดล้อมพากันซุบซิบนินทาถึงความสัมพันธ์ระหว่างฟานตีโน่คนใหม่กับนิสิตจากแดนไกลผู้นี้ 

“ขอบใจที่สละเวลามาร่วมงานเลี้ยงนี้นะ”  

“เธอทำแบบนี้ทำไม” สาวขี้เขินเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน 

“ปกติพวกเราก็ทักทายกับคนคุ้นเคยอย่างนี้” มัตเตโอชี้แจงอย่างเข้าใจว่าเธอหมายถึงอะไร “นี่อาลิซ่า นิสิตชาวตายลานเดเซ่ที่รู้จักกับผมครับ”  

อลิสามองดูเขาแนะนำเธอให้คนพวกนั้นรู้จักด้วยหางตา พลางคิดถึงคำอรรถาธิบายครู่ที่ผ่านมาไปพลาง ถึงจะว่าอย่างนั้นก็เถอะ เธอก็ยังไม่ค่อยรู้สึกสบายใจอยู่ดีเมื่อคนต่างเพศถึงเนื้อถึงตัวเธอต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ 

“ไปหาที่นั่งให้เธอกันเถอะ อาลิซ่า” มัตเตโอชวนพลางออกเดินนำ 

“ยินดีกับเธอด้วยนะ ในที่สุดฝันก็เป็นจริงสักที” เด็กสาวค่อยมีอารมณ์แสดงความยินดีเมื่อความขุ่นข้องเมื่อหนึ่งนาทีที่แล้วบรรเทาลง 

“ขอบใจ” ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงของเขาสดชื่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “สำหรับฉันแล้ว การได้เป็นฟานตีโน่ของคอนตราดาป่ามันไม่ใช่แค่ฝันธรรมดา แต่มันเป็นปณิธานสูงสุดในชีวิตของฉันเลยทีเดียว”  

อลิสา บุญประยูร ลอบมองนัยน์ตาอิ่มเอิบด้วยความสุขคู่นั้น และรู้สึกได้ว่ามัตเตโอกำลังหมายความตรงตามที่พูดทุกประการ 

 

เส้นทางจากหน้างานไปถึงโต๊ะอาหารมีระยะห่างเพียงไม่กี่สิบเมตร หากมันดูเป็นการเดินทางที่ยาวไกลที่สุดในความคิดของสาวเอเชียคนเดียวในงาน เนื่องจากตลอดทางผู้เชิญเธอมางานนี้ต้องหยุดเดินบ่อยครั้ง เพื่อทักทายคนนั้น ยิ้มให้กับคนนี้ โอภาปราศรัยกับผู้ใหญ่ในงานอีกสองคน กระทั่งมาถึงโต๊ะ เขาก็ยังไม่ว่างเว้นจากภารกิจการเป็นคนของสังคมที่ต้องเดินสายทำความรู้จักกับคนไปทั่ว ดูช่างผิดกันไกลจากหนุ่มผู้ดูแลหอพักผู้มีสีหน้าบึ้งตึงเมื่อแรกรู้จักสิ้นดี

“เอ้านี่ ที่นั่งเธอ” ในที่สุดคำพูดที่เธอรอคอยก็มาถึง 

“พาสาวมาด้วยเหรอ มัตเตโอ” ผู้ชายที่กำลังเล่าเรื่องโจ๊กให้คนทั้งโต๊ะฟังทักขึ้น นำสายตาคนทั้งหมดมองมายังพวกเขาอย่างเย้าแหย่ 

“ก็...ใช่น่ะสิครับ” ชายหนุ่มลังเลนิดหนึ่งก่อนรับสมอ้าง ขณะที่ชาวต่างชาติอดจะอายไม่ได้ เมื่อความรู้ที่เคยเรียนกับครูวัฒน์ก้องดังในสมองว่า ‘รากัซซ่า’ หรือ ‘สาว’ ที่ชายคนนั้นกล่าวถึง มันแปลได้ทั้งความหมายว่า ‘เด็กสาว’ และ ‘แฟนสาว’ ขึ้นอยู่ที่บริบทกับเจตนาของผู้ที่พูดประโยคนั้นเอง 

ลำพังกับคนถามเธอไม่รู้สึกติดค้างเท่าไหร่ แต่ที่มัตเตโอตอบนั่นเล่า เขาตอบรับด้วยบริบทไหนกันแน่ มันใช่อย่างที่เธอคิดอยู่หรือเปล่า 

“โต๊ะนี้นั่งกันสิบเอ็ดคนแล้ว” คนเดิมมีท่าทีลังเลเมื่อพบว่าจะมีคนมานั่งที่โต๊ะของตนเพิ่มอีกสองคน “ทำยังไงดีล่ะเนี่ย”  

“ฉันสละเอง” ผู้ใหญ่หน้าง่วงคนหนึ่งโบกมือลาเพื่อนร่วมโต๊ะ และลุกขึ้นถือแก้วเบียร์จากไปอย่างมีจิตอาสา ทิ้งไว้ซึ่งความงงงวยแก่สาวไทย 

“นั่งสิ” มัตเตโอกระซิบ “เขาลุกให้พวกเรานั่งแล้วไงล่ะ”  

“บนโต๊ะนี้ยังเหลือที่อีกตั้งเยอะ ทำไมเขาต้องสละที่นั่งให้เราด้วย”  

“ชาวตะวันตกถือเรื่องเลขสิบสามกันมาก เพราะมันคือจำนวนผู้ร่วมโต๊ะเสวยพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซู” มัตเตโอให้คำตอบขณะเชิญเธอนั่ง “เพราะงี้ที่อิตาลีเราเลยถือกัน ไม่ให้นั่งกินอาหารบนโต๊ะเดียวกันสิบสามคน ถ้ามีสิบสามคนพอดีก็จะต้องแยกโต๊ะ หรือไม่ก็ต้องมีคนยอมย้ายไปนั่งโต๊ะอื่น แบบที่ผู้ชายคนนั้นเขายอมสละที่ให้พวกเรานั่งด้วยกัน จะได้เหลือแค่สิบสองคน”  

อลิสานึกถึงความเชื่อไทยประเภทห้ามตัดผมวันพุธ ห้ามเผาศพวันศุกร์ แล้วก็ต้องนิ่งไปเมื่อนึกต่อไปถึงว่าชายผู้อารีคนนั้นอาจจะเข้าใจว่าเธอเป็นแฟนสาวของนักแข่งปาลิโอคนใหม่ของพวกเขาจริง ถึงได้ยอมสละที่นั่งให้เธอเสียดื้อๆ  

“เป็นอะไรหรือ นั่งเงียบเชียว ไม่พูดไม่จาสักคำ” ชายหนุ่มกระซิบถามหลังจากที่หันไปทักทายคนบนโต๊ะเสร็จสรรพ 

“เปล่า” เด็กสาวที่นั่งติดกันเฉไฉ “ฉันแค่สงสัยอะไรนิดหน่อย”  

“เรื่องเลขสิบสามนั่นน่ะนะ” เขาเดาสุ่ม 

“เรื่องงานปาร์ตี้นี่น่ะค่ะ” อลิสาหาเรื่องอำพรางความขัดเขินของตน “ก่อนแข่งก็ต้องจัดงานกินเลี้ยงกันด้วยเหรอ ฉันว่ามันพิลึกดี”  

“เจตนาการจัดเลี้ยงก่อนวันแข่งปาลิโอมีด้วยกันสามประการ ประการแรกคือเพื่อแนะนำฟานตีโน่ที่จะเป็นตัวแทนในการชิงชัยปาลิโอครั้งนั้นๆ ประการที่สองก็เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและความสนิทสนมกลมเกลียวในหมู่ชาวคอนตราดาด้วยกัน และประการสุดท้ายก็คืออยากหาเรื่องเฮฮากันแค่นั้น”  

มัตเตโอรับแก้วไวน์จากหญิงสาวที่นำมาเสิร์ฟ เขาส่งให้อลิสาก่อนจะรับแก้วของตัวเองทีหลัง “ชาวเซเนเซ่ผูกพันกับคอนตราดาของตนเองไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเมืองเซียน่า การจัดเลี้ยงกระชับความสัมพันธ์ในคอนตราดามีบ่อยครั้ง อันที่จริงก็เปิดกว้างให้ใครเข้าร่วมก็ได้ ไม่เว้นแม้แต่นิสิตต่างชาติอย่างเธอ”  

ท่อนสุดท้ายเด็กสาวไม่ใคร่เชื่อ ก็แล้วถ้าเปิดกว้างจริง ทำไมใครๆ ถึงได้รุมดูเธอยังกะเห็นมนุษย์ต่างดาวเป็นสายตาเดียวกันอย่างนั้นล่ะ 

“แล้วมีมั้ยที่คนคอนตราดาหนึ่งไปงานเลี้ยงอีกคอนตราดาหนึ่ง”  

“ก็พอมีบ้างกรณีที่เป็นงานเลี้ยงทั่วไป เช่นมีคู่สมรสหรือเพื่อนฝูงต่างคอนตราดา คนของอีกคอนตราดาหนึ่งก็อาจจะไปร่วมด้วย”  

ชายหนุ่มหยุดพูดอีกครั้งเมื่ออาหารจานแรกถูกนำมาขึ้นโต๊ะ 

“แต่คงไม่เกิดเหตุนั้นกับงานเลี้ยงรับปาลิโออย่างนี้ เพราะในเทศกาลแห่งศักดิ์ศรีอย่างปาลิโอ ใครที่ริอ่านไปฉลองกับคอนตราดาอื่นก่อนแข่ง ก็มิต่างอะไรกับคนคิดคดทรยศต่อคอนตราดาของตัวเอง”  

 

อาหารในงานเลี้ยงนั้นได้รับการปรุงอย่างดีและจัดเสิร์ฟอย่างถูกต้องตามแบบแผนของมื้ออาหารอิตาเลียนโดยแท้ ซึ่งจะเริ่มด้วย ‘อเปรีตีโว’ หรือจานเรียกน้ำย่อย เป็นต้นว่า ‘บรุสเก็ตต้า’ อันเป็นขนมปังปิ้งวางหน้าด้วยมะเขือเทศสับปรุงรส หลังจากนั้นค่อยเป็นเวลาของอาหารจานแรกอย่างพาสต้าชนิดต่างๆ ต่อด้วยจานที่สองซึ่งเจ้าภาพจัดเสิร์ฟเนื้อหมูป่าย่าง เมนูเลื่องชื่อของเมืองเซียน่า

เมื่อสลัดถูกนำมาเสิร์ฟเป็นจานที่สาม หลายคนในงานก็เริ่มเมาได้ที่แล้ว เป็นผลจากการดื่มน้ำเมาทั้งไวน์และเบียร์ที่ทยอยเสิร์ฟอย่างไม่อั้น เสียงกลองเสียงแตรที่ได้รับการบรรเลงอย่างมีจังหวะจะโคนเริ่มถูกกลบด้วยเสียงปรบมือหรือเสียงตีเกราะเคาะไม้จากผู้ที่มีใบหน้าแดงก่ำเป็นตัวชี้ชัดถึงการดื่มหนัก และเริ่มออกลายซุกซนมากขึ้น เมื่อมีตัวเปิดลุกขึ้นไปเต้นบนโต๊ะ 

อลิสากวาดสายตามองไปรอบตัวด้วยความนึกสนุกตาม ผู้เข้าร่วมงานทั้งชายและหญิงหลายคนแข่งกันออกสเต็ปบนโต๊ะเก้าอี้ที่ถูกใช้แทนฟลอร์เต้น บางคนเกาะไหล่ต่อแถวเป็นขบวนรถไฟวิ่งวนรอบลานจัดเลี้ยงพร้อมทั้งขับขานเพลง ‘เซียน่าของเราจงเจริญ’ ที่ชาวเซเนเซ่ทุกคนเคยได้ฟังตั้งแต่แบเบาะ และเพลงเชียร์คอนตราดาป่าสลับกันไปมา เป็นบรรยากาศที่ดูคึกคักและครึกครื้นเสียไม่มี 

อันที่จริงเด็กสาวชาวไทยคงไม่รู้สึกสนุกด้วยถึงขั้นนี้ ถ้าเพียงแต่สหายชายชาวอิตาเลียนของเธอไม่ชักชวนเธอดื่มตามคำยุยงส่งเสริมของผู้ใหญ่ในโต๊ะ และจากแก้วแรกก็นำมาซึ่งแก้วที่สอง ที่สาม และที่สี่ โดยลำดับ เป็นเหตุให้ผู้หญิงคออ่อนอย่างเธอจมอยู่ในภาวะเมากรึ่ม ไม่อาจรับรู้เรื่องราวต่างๆ ได้ชัดเจนนัก 

“ชนแก้วกันอีกรอบ” หนุ่มใหญ่ที่นั่งหัวโต๊ะเชิญชวน นำมาซึ่งเสียงแก้วไวน์กระทบกันท่ามกลางเสียงร้องเพลงและเสียงเคาะฝาหม้อที่อยู่รายล้อม 

“ดื่มอีกหน่อยมั้ย พ่อฟานตีโน่” คนถือขวดไวน์ไม่ได้เรียกเฉยๆ แต่กระดิกปากขวดเป็นเชิงรบเร้าให้อีกฝ่ายทำตามข้อเสนอนั้น 

“ด้วยความยินดีครับ” มัตเตโอตอบพลางยื่นแก้วให้ริน ภายในสองชั่วโมงมานี้เขาดื่มไปไม่ต่ำกว่าหกถึงเจ็ดแก้ว ด้วยเหตุที่ใครๆ ก็พากันมาบริการเขา ไม่เว้นแม้กระทั่งคนในที่ประชุมซึ่งก่อนนี้ยังเคยปรามาสฝีมือเขาไว้ 

“แม่สาวของนายเงียบไปนานเลย ชวนคุยหน่อยสิ”  

“คุยทำไม ไร้สาระ” ชายที่เมาสุดบนโต๊ะสั่ง “จูบกันเลยดีกว่า ไหนๆ นายก็อุตส่าห์พาเธอมาเปิดตัวกับพวกเราแล้ว จูบเลย”  

“จะดีหรือ” นักแข่งม้าทำท่าอิดเอื้อน  

“นั่นน่ะสิ” บางคนเห็นดีเห็นงามกับความคิดนี้ “มัวกระมิดกระเมี้ยนอยู่ทำไม อย่าป๊อดนักสิวะ นายเป็นผู้ชายจริงมั้ยเนี่ย มัตเตโอ”  

“แต่ว่าฉัน...”  

“จูบเลย จูบเลย จูบเลย”  

เสียงปรบมือเร่งเร้าคลุกเคล้ากับเสียงร้องสั่งอึงอลแข่งกับสรรพเสียงของงานเลี้ยงฉลอง ซึ่งอลิสาผู้กำลังเมาจัดแยกแยะไม่ออก เธอมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากซึ่งล้อมรอบด้วยตอหนวดเคราที่ถูกโกนอย่างเป็นระเบียบโน้มเข้าหาริมฝีปากเธอ กดจุมพิตอย่างดูดดื่ม แลกลิ้นซึ่งกันและกัน จนเสียงฟอดแฟดดังวาบไปในจิตใจ 

รสจูบมิได้หอมหวานดังใจหมาย ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง อลิสากลับรู้สึกได้แต่ความขมปร่า ค่าที่เขามอบมันแก่เธอโดยมิได้ถามความยินยอมพร้อมใจล่วงหน้า มิหนำซ้ำยังกระทำเรื่องบัดสีบัดเถลิงเช่นนี้ต่อหน้าคนทั้งโต๊ะ ยังไม่รวมถึงคนอีกมากมายที่คลาคล่ำเต็มพื้นที่จัดเลี้ยงแห่งนี้ นี่คือสิ่งที่เธอรับไม่ได้อย่างถึงที่สุด จะให้เธอรู้สึกดีได้อย่างไร ในเมื่อเวลาอยู่ด้วยกันเพียงสองต่อสอง เขายังปฏิบัติต่อเธออย่างให้เกียรติกว่านี้ ไม่ล่วงเกินเธอเท่านี้ และขนาดธัชทวีคนรักเก่าของเธอซึ่งขึ้นชื่อในความหลายใจนักหนา ยังไม่เคยทำตัวน่ารังเกียจรังงอนอย่างที่มัตเตโอทำอยู่นี้เลย!  

ด้วยอารามตกใจผสมโกรธเกรี้ยว สองมือของอลิสาผลักร่างกำยำของชายหนุ่มให้พ้นตัว ความมึนเมาจากไวน์สี่แก้วที่ดื่มเข้าไปพลันสร่าง พร้อมกับที่เธอลนลานลุกจากเก้าอี้ตัวนั้น ก่อนที่จะเตลิดเปิดเปิงไปจากโต๊ะ โดยมีสายตาตื่นผวาของผู้คนในงานมองตามไปอย่างไม่ลดละ 

“อาลิซ่า เดี๋ยว!” มัตเตโอลุกตามไปติดๆ มิไยที่เขาจะร้องเรียกชื่อเธออย่างไร นิสิตต่างชาติก็ไม่ยอมหยุด  

ชายหนุ่มนึกจะไล่ตามเธอไป แต่ครั้นได้เห็นสายตาขึงขังของเทศมนตรีและคณะกรรมการบริหารคอนตราดาป่าหลายคนที่จดจ้องมองมาอย่างประเมินการณ์ สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือหยุดนิ่งอยู่กับที่ด้วยท่าทางที่รู้สึกผิดกับสิ่งที่ตนได้ก่อ 

และที่ไม่มีใครล่วงรู้เลยก็คือเหตุการณ์ทั้งหมดถูกบันทึกอยู่ในดวงตาเรียวรีของนิสิตต่างชาติอีกคนหนึ่งซึ่งแฝงตัวเข้ามาในงานโดยไม่ได้รับคำเชิญ  

 

อิม อินซุก ลุกลี้ลุกลนออกมาจากลานอเนกประสงค์ของคอนตราดาป่าอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น ดวงใจที่ร้อนรนของเธอพร่ำถามตัวเองว่าภาพจังหวะจูบที่ตนเห็นคาตานั้นเป็นความจริงหรือเป็นเพียงฝันร้ายอันบิดเบี้ยว เพราะจวบจนวันนี้เธอก็ยังไม่อยากปักใจเชื่อว่าผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาอย่างมัตเตโอ จะตาต่ำถึงกับรักใคร่ยายคนเซ่อซ่าปัญญาอ่อนคนนั้นได้อย่างหัวปักหัวปำถึงขั้นที่ส่งการ์ดเชิญใบนั้นไปให้ถึงหอพัก พาออกงาน แถมยังจูบปากกลางงานให้คนทั้งคอนตราดาเห็นกันอีก

การ์ดเชิญที่ไม่ได้ใส่ซองปิดมิดชิดใบนั้น มีหรือที่เธอจะไม่เห็นเนื้อความข้างใน ยิ่งเมื่อรู้ว่าใครเป็นคนส่งมา ของสำคัญระดับนี้ย่อมไม่มีทางคลาดสายตาเธอไปได้ เพราะเหตุนี้เธอจึงต้องแอบตามมาตรวจดูด้วยตาตัวเองเพื่อความมั่นใจ แต่ใครเลยจะคิดว่าจะต้องมาทนเห็นภาพอันน่าขยะแขยงนั้นเป็นของแถม 

ภาพผู้ชายที่ตนเองหมายตากำลังแนบริมฝีปากกับผู้หญิงที่ตนเองเหม็นขี้หน้า เป็นใครใครก็คงอยากจะลืมมันเสียให้รู้แล้วรู้รอด อินซุกก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามนึกเรื่องอื่นอย่างไร ภาพนั้นก็ยิ่งตามมาหลอกหลอน ราวกับสมองเจ้าปัญหาจะไม่ยอมให้เธอลืมเลือนมันได้อย่างไรอย่างนั้น 

สาวเกาหลีครึ่งวิ่งครึ่งเดินตุหรัดตุเหร่มาตามถนนที่ตนไม่คุ้นเคย จวบจนกระทั่งมาถึงหน้าโบสถ์แห่งหนึ่งซึ่งมีลานกว้างด้านหน้า รถสปอร์ตคันหนึ่งก็แล่นอ้อมมาดักหน้าด้วยลักษณาการปองร้าย เด็กสาวเปิดหน้าเท้าเตรียมจะหนี แต่ยังช้ากว่าวาจาของฝ่ายนั้นที่กล่าวดักไว้ประหนึ่งคิดอ่านใจเธอออก  

“ไม่ต้องกลัว ฉันมาดี” บุคคลปริศนาร้องบอกมาจากเงามืด “ฉันแค่อยากคุยกับเธอนิดหน่อย หวังว่าเธอคงเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าๆ ของเรานะ”  

อินซุกพูดไม่ออกเมื่อได้ยินชายนิรนามเน้นย้ำสถานะระหว่างเธอกับเขาเต็มปากเต็มคำ นัยน์ตาของเธอเบิกกว้างเมื่อเขาสืบเท้าเข้ามาใกล้ อวดร่างกายครึ่งบนตลอดจนใบหน้าค่าตาที่อยู่ในความมืดออกสู่สายตาเธอ 

“เธอยังจำฉันได้ใช่ไหม ที่รัก” 

ความคิดเห็น