email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 25

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 34

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ม.ค. 2564 01:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 25
แบบอักษร

เช้าวันรุ่งขึ้น ที่ประชุมคอนตราดาป่าเปิดประตูต้อนรับนักแข่งคนใหม่ด้วยบรรยากาศที่ค่อนข้างจะเย็นชา เหล่าคณะกรรมการบริหารคอนตราดาพากันนั่งปั้นสีหน้าเคร่งขรึมอยู่บนบัลลังก์ไม้ยาวสุดปลายห้อง บางคนนั่งขมวดคิ้วนิ่วหน้า บางคนจ้องมองมาที่ผู้มาใหม่ด้วยสายตาราบเรียบปราศจากความรู้สึก ขณะที่อีกคนสองคนแต้มรอยยิ้มหยันบนใบหน้า โดยมีเสียงซุบซิบอึงมี่ของชาวบ้านที่มาร่วมเป็นสักขีพยานคอยเพิ่มเติมความประหม่าแก่ชายหนุ่มซึ่งเคยถูกตะเพิดจากที่นี่อย่างไม่ไยดี 

นี่น่ะหรือสิ่งที่พวกเขาทำเพื่อต้อนรับฟานตีโน่คนใหม่ ถ้าไม่บอกเขาคงคิดว่าตนเป็นจำเลยรอรับการไต่สวนจากตุลาการเสียมากกว่า...มัตเตโอยิ้มเฝื่อน พลันเชิดหน้าขึ้นมองบัลลังก์คณะกรรมการ พร้อมกับเสียงปิดประตูดังปึง 

“มัตเตโอ กัปเปลลี” ผู้มีอาวุโสสูงสุดขานชื่อเขา “ยินดีต้อนรับกลับสู่หอประชุมคอนตราดาป่าของพวกเราอีกครั้ง”  

เสียงเอะอะเซ็งแซ่ดังขึ้นทันทีที่สิ้นวาจาเทศมนตรี 

“บวนจอร์โน อา ตุตตี” ชายหนุ่มเปล่งสำเนียงเซียน่าแท้อย่างจะสยบคำครหาของหลายๆ คนที่นี่เมื่อครั้งเขาเสนอตัวมาเป็นฟานตีโน่เมื่อเกือบสามเดือนก่อน “กระผม มัตเตโอ กัปเปลลี รู้สึกยินดีเหลือเกินที่ได้มาที่นี่อีก”  

“ที่ประชุมของเรามีมติเลือกเธอเป็นฟานตีโน่ของคอนตราดาป่าอันเป็นที่รักยิ่งของเราทุกคน เนื่องจากฟานตีโน่คนเดิมที่ทางเราได้วางตัวไว้ ประสบอุบัติเหตุขณะฝึกซ้อม ต้องพักรักษาตัวนานจนไม่อาจลงแข่งปาลิโอที่จะมาถึงนี้ได้...”  

ถ้อยแถลงไขตามบทพูดในกระดาษของเทศมนตรีไม่ได้ดึงดูดความสนใจของตัวแทนคอนตราดาหน้าใหม่เลยแม้แต่น้อย คำพูดเหล่านั้นฟังดูชืดชา แสดงถึงความไม่เต็มใจของผู้พูด สอดรับกับแววตาเหยียดหยามชิงชังที่คนสวมชุดสูทอีกหลายคนบนบัลลังก์นั้นมอบให้เขา ทั้งนี้คงไม่ต้องพูดถึงพวกซึ่งยืนอยู่ในแผงคอกกั้นด้านข้างอีกมากมายที่แสดงกิริยาทำนองเดียวกันออกมาอย่างเปิดเผย  

ชายหนุ่มปรายหางตาไปทั่วอาณาบริเวณ สบตาคนนับร้อยๆ คู่ที่แออัดกันอยู่ในห้องประชุมยาวของตึกอายุห้าร้อยปีแห่งนี้ แววตาที่ทอดมองกลับมานั้นแทบจะแบ่งเป็นครึ่งๆ ระหว่างกลุ่มคนที่มองมาด้วยความกดขี่ ดูแคลน และอีกกลุ่มหนึ่งที่มองมาอย่างเชื่อมั่น เห็นใจ หรือไม่ก็เผื่อแผ่กำลังใจให้แก่เขา 

มัตเตโอกำมือหลวมๆ ประจวบกับเทศมนตรีกล่าวแถลงการณ์จบ  

“เธอคงรู้ดีอยู่แล้วว่าคอนตราดาป่าแห่งนี้มีประวัติงดงามมานานเพียงใด ทุกครั้งที่ปาลิโอมาถึง พวกเราถูกจับตามองในฐานะตัวเต็งมาโดยตลอด ฟานตีโน่มากมายทั้งที่มีชื่อและที่ต้อยต่ำต่างตบเท้าเข้ามาสมัครตัวลงแข่งในนามคอนตราดาป่าเป็นว่าเล่น กระนั้นเสียงส่วนใหญ่ของเราก็เลือกเธอที่ยังไม่เคยแข่งจริงสักครั้ง เพราะเห็นแก่ความเป็นบุตรของคนในคอนตราดาตามที่เธอกล่าวอ้าง...”  

คำพูดนอกบทของเทศมนตรีคอนตราดาเรียกเสียงฮือฮาจากทุกคนในที่ประชุม เว้นแต่บรรดาผู้ทรงเกียรติกับชายหนุ่มซึ่งยืนอยู่เบื้องล่าง 

“...ดังนั้นผองเราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเธอจะไม่ทำให้คอนตราดาป่าของพวกเราต้องเสื่อมเสียเกียรติจากการให้โอกาสเธอในครั้งนี้”  

“ขอบพระคุณท่านทั้งหลายสำหรับโอกาสอันทรงคุณค่าที่พวกท่านได้มอบแก่กระผม” มัตเตโอค้อมศีรษะลงด้วยความนอบน้อม “เมื่อพวกท่านให้โอกาสกับกระผมแล้ว พวกผมก็ยินดีตอบแทนด้วยการทำผลงานให้ดีที่สุด”  

“พูดมันง่ายนัก ถ้าได้ที่โหล่ขึ้นมา นายจะรับผิดชอบยังไง” เสียงยอกย้อนของขี้เมาปากไม่มีหูรูดประจำหมู่บ้านเรียกเสียงเฮจากคนที่มีหัวคิดฝ่ายเดียวกัน แม้แต่กรรมการบริหารบางคนยังเปิดยิ้มตามอย่างสะอกสะใจ 

คนถูกสบประมาทลืมตาโพลง ยืดอกพูดในสิ่งที่ตรองมาดีแล้ว  

“กระผมขอรับผิดชอบด้วยการลาออก และจะไม่หวนกลับมาเหยียบคอนตราดาแห่งนี้อีก ตราบที่ผมยังคว้าแผ่นผ้าไหมมาไว้ในครอบครองไม่ได้”  

คำประกาศิตนั้นสร้างปฏิกิริยาที่หลากหลายแก่ผู้คนในที่ประชุม ไม่ว่าจะเป็นเสียงหัวเราะเยาะเย้ย เสียงปรบมือได้ใจ คำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา ไปจนถึงความเงียบงันซึ่งเกิดจากความสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุด เทศมนตรีและคณะได้แต่กะพริบตาปริบๆ หรือหันมองกันเองอย่างจะขอคำยืนยันว่าสารที่ตนได้รับนั้นไม่มีผิดพลาดหรือตกหล่นไป ขณะที่ผู้พูดหันหลังให้บัลลังก์กรรมการบริหาร พลันลงส้นออกไปจากที่ประชุมโดยไม่หันกลับไปชมปฏิกิริยาที่ตนก่อให้เกิด 

 

ไวน์แวร์นัชชาถูกรินใส่แก้วใสโดยบริกรประจำร้านคาเฟ่หน้าจัตุรัสคัมโป หนุ่มใหญ่มองดูสีเขียวใสของเหล้าองุ่นอันลือชื่อของแคว้นตอสกานาโรยตัวอ้อยอิ่งลงในแก้วอยู่ครู่ใหญ่ กว่าจะมีอารมณ์ยกจิบอึกแรก 

ทุกๆ ปีก่อนที่เทศกาลปาลิโอจะเวียนมาบรรจบ เอนโซ่ชอบจะมานั่งทอดอารมณ์หน้าร้านใดร้านหนึ่งละแวกนี้ เหม่อมองดูบรรยากาศจัตุรัสกลางเมืองที่เตรียมพร้อมสำหรับเกมกีฬาที่สร้างชื่อให้กับเมืองเกิดของเขาให้เฟื่องฟุ้งไปทั่วยุโรป พร้อมกับปล่อยกายใจให้ระเริงไปกับความหลังฝังใจสมัยตนยังหนุ่มแน่น ซึ่งเขาเคยเป็นหนึ่งในผู้สวมหมวกกะโล่ นั่งบนหลังม้าเปลือยเปล่า ลงแส้ที่บั้นท้ายของพวกมันเมื่อต้องการเร่งเร้า เพื่อแย่งชิงแผ่นผ้าไหมวาดรูประบายสีให้กับคอนตราดาที่ว่าจ้างตน ไม่ได้เลือกว่าคอนตราดานั้นจะเป็นบ้านเกิดตนหรือไม่ 

สายแดดทอประกายกับขอบแก้วในมือ พานให้อาจารย์ผู้เป็นที่รักของบรรดานิสิตมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติมองดูอย่างใช้ความคิด เขาเบนสายตาไปยังยอดหอคอยตอร์เร เดล มันจา อันสูงชะลูด อันเป็นส่วนหนึ่งของอาคารสภาเมือง ปาลัซโซ ปุบบลิโก ซึ่งยืนทะมึนอวดความยิ่งใหญ่นานกว่าเจ็ดศตวรรษ ยกแก้วแวร์นัชชาจิบอีกทีหนึ่ง จากนั้นจึงลดสายตาลงมายังลานรูปพัดของจัตุรัสคัมโปซึ่งวันนี้ถูกทิ้งให้ว่างเปล่า เหตุเพราะสภาเมืองเพิ่งต่อเติมรั้วกั้นโดยรอบ 

แม้กลางลานในขณะนี้จะปราศจากซึ่งสิ่งมีชีวิตใดๆ หากแต่ทุกครั้งที่ปาลิโอใกล้เข้ามา เอนโซ่ก็ไม่เคยห้ามใจไม่ให้นึกถึงวันเก่าๆ ที่ชาวเมืองเบียดเสียดชมการจับฉลากคอนตราดาที่จะลงแข่งได้เลยสักครั้ง โดยเฉพาะครั้งแรกที่เขาพาลูกพี่ลูกน้องชั้นที่สองผู้มีอายุอ่อนกว่าตนเกือบหนึ่งรอบมาด้วย 

“ฉันตื่นเต้นจังเลย พี่เอนโซ่” ฟาบิโอในวัยสิบขวบส่งยิ้มทะเล้น “นึกไม่ถึงเลยว่าวันคัมโปในจับฉลากจะมีคนเยอะขนาดนี้”  

“ก็นายไม่เคยมา จะรู้ได้ยังไง” นิสิตหนุ่มยอกย้อนอย่างเอ็นดู 

“ก็ปีก่อนๆ พ่อไม่ยอมให้ฉันมานี่” เด็กชายมุ่ยหน้า ขณะที่ญาติผู้พี่ยิ้มบางๆ อย่างรู้จักกิตติศัพท์ความดุของชายผู้มีศักดิ์เป็นอาของเขาดี 

พวกเขาทั้งคู่สืบสายโลหิตมาจากทวดคนเดียวกัน ปู่ของเอนโซ่เป็นพี่ชายแท้ๆ ของปู่ฟาบิโอ เขากับฟาบิโอจึงเป็นลูกพี่ลูกน้องลำดับที่สองของกันและกัน ส่วนพ่อของฟาบิโอนั้นเล่าก็อ่อนวัยกว่าพ่อของเอนโซ่ เพราะเหตุนี้เอนโซ่จึงนับพ่อของญาติผู้น้องคนนี้เป็นอาของตนโดยปริยาย 

“นู่นๆ ดูนู่นสิ ได้เวลาจับฉลากแล้ว” มือเล็กๆ ของเด็กผู้ชายตัวจ้อยชี้ไปยังเจ้าหน้าที่สภาเมืองสวมหมวกและเสื้อคลุมยาวสีขาวดำแบบคนยุคกลาง ที่กำลังหมุนวงล้อบรรจุฉลาก รายล้อมด้วยประชาชนนับร้อยซึ่งมารอฟังผลการชี้ชะตาของหมู่บ้านพวกตนด้วยหัวใจเต้นแรงปานจะกระเด็นออกมาจากขั้ว 

นายกเทศมนตรีเมืองเซียน่ารับฉลากเขียนชื่อคอนตราดามาจากคนจับ ก่อนที่จะคลี่อวดชื่อคอนตราดาแก่สายตาสาธารณชนพร้อมป่าวประกาศไปด้วย 

“ตำแหน่งสุดท้าย...ป่า!” วาจาของพ่อเมืองนำความเหี่ยวเฉามาทับถมจิตใจของชาวคอนตราดาป่า ทุกคนที่มีผ้าพันคอสีส้ม-เขียวพาดบ่าพากันถอนหายใจพรืดอย่างสุดเซ็งทันทีที่รู้ว่าม้าของทีมรักถูกจัดให้ยืนอยู่ท้ายม้าของนักแข่งคนอื่นๆ เรียกว่าเป็นตำแหน่งที่เสียเปรียบทุกคนตั้งแต่ยังไม่เริ่ม 

“โธ่เอ๊ย!” เอนโซ่กับฟาบิโอยกมือตบหน้าตนเองโดยพร้อมเพรียง 

“พี่คิดว่าใครจะเป็นแชมป์ปาลิโอหนนี้หรือ”  

“ไม่รู้เลย คอนตราดาคลื่นมาแรงนะ ห่านก็ไม่ใช่ขี้ๆ หรือว่ารอบนี้มังกรจะมา ฉันเองก็เดาไม่ถูก” ญาติผู้พี่ทายสะเปะสะปะ 

“ทำไมพี่ไม่คิดว่าจะเป็นคอนตราดาป่าของเราล่ะ”  

“โดนจับไปอยู่รั้งท้ายชาวบ้าน จะเอาอะไรไปสู้เขา ถ้าแท็กติกไม่ได้ดีจริง คนอื่นพลาด แค่ขึ้นมาเป็นที่สองได้ก็เรียกว่าเก่งแล้ว” ฟานตีโน่ฝึกหัดในเวลานั้นแจกแจงตามที่ผู้ฝึกของตนเคยสอนมา 

“พี่นี่ไม่รู้จักมีความหวังในตัวเองเอาซะเลย” ฟาบิโอตำหนิ “อย่างนี้จะไปประกวดประขันกับใครได้ ยังไม่ทันเริ่มแข่งก็ถอดใจแล้ว”  

“ฉันไม่ได้ถอดใจ แค่วิเคราะห์ตามความความจริง”  

“จะยังไงไม่รู้แหละ สักวันหนึ่งเมื่อฉันโตขึ้น ฉันจะไปฝึกปาลิโอแบบพี่บ้าง แล้วต่อไปฉันก็จะเป็นฟานตีโน่ที่เก่งกาจที่สุดเท่าที่ปาลิโอเคยมีมา และจะกวาดชัยชนะเข้าคอนตราดาป่าของเราเป็นว่าเล่นเลย”  

คำคุยโอ้อวดประสาเด็กๆ นั้นทำเอนโซ่เย็นวาบเข้าไปในอก เมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสจิตที่มั่นคงทรงพลังของน้องชาย อะไรบางอย่างในตัวฟาบิโอบ่งชี้ให้รู้ว่าเขาไม่ได้พูดเล่น ซึ่งนั่นทำให้เอนโซ่ต้องย้อนพิจารณาดูตัวเอง 

“ก็ได้” ผู้สูงวัยให้สัตย์ปฏิญาณตาม “ฉันก็จะตั้งใจสู้เพื่อคว้าชัยให้กับคอนตราดาป่าของพวกเราเหมือนกัน”  

ภาพและเสียงของวันนั้นจางหายไปเหมือนหน้าจอโทรทัศน์ที่ดับวูบ ก่อนถูกแทรกด้วยเสียงละล่ำละลักของมัตเตโอที่โทรมารายงานเมื่อคืนวาน 

“โปรเฟสซอเรครับ ผมได้ลงแข่งในนามคอนตราดาป่าแล้วครับ”  

“เธอเหมือนกับพ่อเธอไม่มีผิดเลยนะ มัตเตโอ” เอนโซ่พึมพำ และนิ่งไปเมื่อความระหองระแหงของเขากับญาติผู้น้องผุดขึ้นมาทิ่มแทงจิตใจ 

 

ซิโมเน่ควบม้าอย่างคะนองฤทธิ์วนรอบสถานที่ฝึกซึ่งดูสะอาด ทันสมัย ทั้งอุดมด้วยสิ่งอำนวยสะดวกครบครัน ชนิดคอกม้าเชิงเขาของอาจารย์คนเก่าของเขาเทียบไม่ได้ในทุกๆ เหลี่ยมมุม ชายหนุ่มกำลังเมามันกับการบังคับเจ้าม้าแข่งตัวที่ได้ชื่อว่าพยศเก่งที่สุดในคอก ฉับพลันเขาก็ต้องรีบเบรกฝีก้าวม้าจนตัวโก่ง เมื่อร่างอ้วนป้อมของเจ้าของคอกวิ่งตุ้มต๊ะตุ้มตุ้ยเข้ามาขวางทาง 

“หยุด! ซิโมเน่ หยุด!” จอร์โจป้ายมือห้าม ร้องเสียงสุดลูกคอ 

“เป็นบ้าอะไรของคุณ ทำตัวเป็นกระต่ายตื่นตูมไปได้”  

“เหอะน่า ฉันมีข่าวล่ามาเร็วจะมาบอกนาย” ชายชราไว้หนวดหนาเช็ดเหงื่อซึ่งไหลโซมหน้า “นายรู้ข่าวล่าสุดของเจ้ามัตเตโอหรือยัง”  

“ข่าวอะไร” คนกำลังขี่ม้าลืมความฉุนเฉียวเมื่อกี้เป็นปลิดทิ้ง 

“เรื่องที่คอนตราดาป่าว่าจ้างมัน” จอร์โจเน้นคำ “คนเขาลือกันให้แซ่ดทั่วเมืองแล้วว่าพวกป่ามันเพิ่งแต่งตั้งฟานตีโน่ใหม่แกะกล่องลงประเดิมสนามครั้งแรก เพราะเผอิญว่าฟานตีโน่เก่าที่วางตัวไว้เจ็บหนักจนต้องถอนตัว”  

“พระเจ้าช่วย” ซิโมเน่เหลือกตามอง “เป็นไปได้ยังไงกัน”  

“ฉันเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน แต่มันก็เป็นไปแล้ว”  

นักแข่งผู้ตั้งตนเป็นปรปักษ์กับมัตเตโอหลบซ่อนความรู้สึกกริ่งเกรงที่วูบเข้ามาไว้ใต้ใบหน้าซึ่งงุดลง เป็นเวลาเดียวกับที่ฟานตีโน่คนอื่นๆ ซึ่งควบม้าแข่งทำรอบกับเขา ทยอยตามกันเข้าเส้นชัยทีละคนสองคน 

“ทำใจให้สบายเถอะจอร์โจ” ชายหนุ่มค่อยเผยอยิ้มออกมาได้ “รายการนี้ไม่ได้มีแค่มันคนเดียวเสียเมื่อไหร่ ยังไงมันก็ไปไม่ถึงแชมป์หรอก”  

“ฉันเองก็คิดเหมือนกับนาย ไม่ว่าหน่วยก้านมันจะดีขนาดไหน หน้าใหม่อย่างมันก็คงไม่มีน้ำยาพอจะชนะศิษย์สำนักฉันได้หมดอยู่ดี”  

“มัตเตโอไม่มีทางทะลุเข้าเส้นชัยก่อนผมด้วยซ้ำ” ซิโมเน่หัวเราะเหี้ยมเกรียมเมื่อในหัวคิดค้นแผนการใหม่ขึ้นมาได้ “เพราะตอนนี้ผมรู้หมดแล้วว่าจุดอ่อนจุดแข็งของมันอยู่ที่ตรงไหน ถ้าสู้ด้วยฝีมือไม่ได้ ผมก็พร้อมจะใช้ไม้ตายเข้าช่วย”  

“อะไรคือไม้ตายที่นายว่า” จอร์โจซักไซ้  

“แล้ววันหนึ่งคุณก็จะรู้เอง ตอนนี้ผมบอกได้แต่ว่าตอนนี้มัตเตโอเหมือนลูกไก่ในกำมือผม รอแค่ผมขยับกรงเล็บเท่านั้น มันก็ถูกขยี้จนตาย”  

เทศมนตรีประจำคอนตราดาเต่าหัวเราะชอบใจจนพุงกระเพื่อมทั้งที่ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวเป็นปริศนาดีนัก กระนั้นด้วยฝีไม้ลายมือของเขา บวกกับความเจ้าเล่ห์เพทุบายมิต่างกัน ล้วนทำให้ศิษย์คนใหม่กลายเป็นที่โปรดปรานอันดับหนึ่ง แซงหน้าฟานตีโน่ร่วมสำนักคนอื่นไปแล้ว 

 

อลิสา บุญประยูร ใช้เวลาว่างตลอดทั้งสุดสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิถุนายนไปกับการทบทวนเนื้อหาเรียนในแบบเรียนภาษาอิตาเลียนความยากระดับ B2 ด้วยต้องการพัฒนาตนเองให้ทักษะภาษาของตนแน่นขึ้นก่อนคอร์สเรียนเดือนถัดไปจะเริ่มต้น และเพื่อเป็นพื้นฐานก่อนกลับไปเรียนที่ไทยในปีการศึกษาที่กำลังจะมาถึง 

เด็กสาวท่องศัพท์สลับกับดูหนังสือติดต่อกันจนหูอื้อตาลาย เมื่อร่างกายร้องขอให้พอ เธอก็จนใจจะฝืนต่อ เพราะกลัวจะหักโหมอ่านจนสลบคาเล่มหนังสืออย่างที่เคยเป็นมาสมัยอ่านโต้รุ่งไปสอบไฟนอลสมัยเรียนอยู่ปีหนึ่ง เธอจึงเลือกที่จะละสายตาจากหนังสือเรียน สวมรองเท้าแตะคีบที่พกติดตัวมาจากบ้านน้าที่กรุงเทพ ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่สวนหย่อมหลังหอพัก 

ด้านหลังหอพักเวีย เดลเล สเปรันดีเย เป็นหน้าผาสูงชัน มองออกไปเป็นเนินลูกฟูกอันไพศาล มีเทือกเขาที่มักหลบกายใต้ม่านหมอกแผ่ยาวไกลสุดทัศนวิสัย ด้วยทิวทัศน์ดีระดับโรงแรมห้าดาวของที่นี่ จึงมักมีนิสิตมานั่งกินลมชมวิวอยู่เสมอ หนึ่งในนั้นคืออลิสาซึ่งมักมาผ่อนคลายอิริยาบถที่นี่เวลามีความเครียด อย่างเช่นตอนถูกแม่เอ็ดเรื่องที่ลืมโทรศัพท์มือถือไว้ในโรงแรม 

ทว่าครั้งนี้การณ์กลับเปลี่ยนไป เมื่อภาพวิวแคว้นตอสกานาที่อลิสาเห็นจากด้านหลังหอพักกลับถูกอาการ ‘โฮมซิค’ แทรกแซงด้วยภาพนาข้าว คูคลอง ศาลาริมทางแบบไทยๆ ตลอดจนถึงซุ้มขายโรตีสายไหม อาหารปลา หรือแม้กระทั่งหนูนาย่าง ที่มักตั้งขายขาจรริมทางหลวง ทำให้เธอคิดถึงบ้านที่อยุธยาอย่างจับจิต ทั้งๆ ที่จังหวัดบ้านเธอเป็นที่ราบรอบด้าน แต่พอเห็นเทือกเขาเธอก็ยังคิดถึงบ้านอีกเสียได้ 

เธอคงอยู่แปลกที่แปลกถิ่นนานเกินไป พอเห็นอะไรก็เลยพานหวนหาบ้านไปเสียหมด...เด็กสาวสะกดความรู้สึกนั้นลง พร้อมทั้งย้ำเตือนตัวเองด้วยคำพูดของแม่ที่ร้องขอให้เธออดทน ตั้งใจเรียนที่นี่ต่อเพื่อแม่...เพื่อให้คุ้มค่าเงินของแม่ที่ยอมควักจ่ายเป็นค่าเล่าเรียน ค่าหอพัก ค่ากินค่าใช้ ค่าส่งเธอมา 

แต่แล้วอลิสาก็พบความจริงว่าสิ่งที่เหนี่ยวรั้งจิตใจเธอให้ยังไม่ไปจากเซียน่าไม่ใช่เพราะคำขอคำดุของแม่ แต่เป็นเพราะผู้ชายที่ชื่อมัตเตโอ และทุกสิ่งอย่างที่เขาและเธอร่วมสร้างกันมาตลอดทั้งเดือนที่กำลังจะผันผ่านไปในไม่ช้า 

“ฉันจะคิดถึงเธอขนาดไหน ในวันที่ฉันต้องไปจากที่นี่” เด็กสาวถามตัวเอง และมีความรู้สึกเหมือนกับใจแยกออกเป็นสองทาง...ทางหนึ่งคือเมืองไทย ส่วนอีกทางคือเมืองเซียน่าแห่งนี้ที่ชะตาพาเธอมาพบกับเขา 

กระนั้นเธอก็ยังไม่อาจวางใจได้เต็มที่ว่าเขาจะคิดจริงจังกับเธอ ด้วยเหตุผลนานัปการที่เธอได้เผื่อใจไว้ล่วงหน้า ทั้งเรื่องระยะเวลาที่เธอได้อยู่กับเขา ภาระที่รัดตัวเขา รวมทั้งกิตติศัพท์ความเจ้าชู้เป็นกรดของผู้ชายอิตาเลียนที่เธอได้รับรู้มามากมายเหลือคณานับจากสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ  

“อาลิซ่า” เสียงกร้าวที่ดังขึ้นจากข้างหลังฉุดเธอจากภวังค์ทันที เมื่อหันหลังไปมองก็พบอินซุกยืนหน้าบอกบุญไม่รับ ในมือมีพัสดุชิ้นหนึ่งอยู่ 

“มีคนเอานี่มาให้”  

“มันคืออะไรเหรอ”  

“จะไปรู้ได้ยังไง ฉันไม่ได้แอบดูซะหน่อย” ยื่นให้เสร็จ อินซุกก็รีบยกมือขึ้นกอดอกอย่างวางท่า “ป้าผมแดงบอกว่ามีของมาให้เธอ บอกว่าคนดูแลหอพักเวรวันศุกร์ฝากอันนี้มาให้ ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไร”  

หัวใจของอลิสาพองโตเพราะรู้ว่านั่นหมายถึงใคร ขณะที่สองมือรีบค้นคว้าป่ายปะไปทั่วพัสดุที่ดูคล้ายการ์ดเชิญใบนั้น ก่อนจะนิ่งไปด้วยความอัศจรรย์ใจที่เห็นหัวกระดาษพิมพ์อักษรตัวเขียนสีทองว่า ‘บัตรเชิญร่วมงานเลี้ยงคอนตราดาป่า’ โดยมีตัวหนังสือเล็กๆ ที่เขียนกำกับทีหลังว่า ‘ให้...อาลิซ่า’ 

ความคิดเห็น