I-Rain-Yia/ฉ่ำพร/นางเนียร
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

[นัดที่ 7] พบหน้า (ครบ)

ชื่อตอน : [นัดที่ 7] พบหน้า (ครบ)

คำค้น : ตะวันกล้า ซื่อหนาน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.5k

ความคิดเห็น : 32

ปรับปรุงล่าสุด : 30 เม.ย. 2563 14:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[นัดที่ 7] พบหน้า (ครบ)
แบบอักษร

นัดที่ 7 

พบหน้า 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก 

คิมสันยืนรอนนทภพที่หน้าห้อง ก่อนจะปั้นหน้ารีบร้อน ตื่นเต้น ปนเสียดายผสมกันก่อนที่ประตูห้องจะถูกเปิดออก 

“คิมสัน...ผมไม่คิดว่าคุณจะกลับเร็วขนาดนี้ คุณจะรอจนถึงพรุ่งนี้ไม่ได้หรอ” ทันทีที่ประตูเปิดออก นนทภพก็รัวคำถามใส่เพื่อนใหม่ที่จู่ๆ ก็โทรเข้ามาที่ห้องของเขาเพื่อบอกลา เพราะมีธุระด่วนที่จะต้องไปจัดการทำให้ต้องรีบออกจากเกาะมาตาวีกะทันหัน 

คิมสันยิ้มเศร้า “ผมเองก็เสียดายไม่น้อยไปกว่าคุณ แต่ที่ทำงานต้องการตัวผมด่วนน่ะสิ” 

“น่าเสียดายนะครับ คุณน่าจะกลับพรุ่งนี้ จะได้ออกจากเกาะไปพร้อมผมได้ แล้วนี่...ใครไปส่งคุณหรอครับ?” 

“เรือของทางรีสอร์ทครับ โชคดีที่พวกเขาให้ความช่วยเหลือผม” 

“ทะนงอาจเขาใส่ใจเรื่องแขกมาก ยังไงก็ขอให้เดินทางปลอดภัยนะครับ” 

“ครับ ขอบคุณมากสำหรับความช่วยเหลือของคุณในหลายๆ เรื่อง....” คิมสันกล่าวขอบคุณจากใจจริง เพราะนนทภพให้ความช่วยเหลือเขาหลายเรื่องจริงๆ คิมสันกล่าวขอบคุณนนทภพเสร็จก็หยิบนามบัตรออกมาให้คุณหมอ “นามบัตรของผม ถ้ามีอะไรให้ช่วย คุณติดต่อมาได้เลย” 

นนทภพยื่นมือไปรับแล้วกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายพร้อมกับบอกว่าเขาจะติดต่อกลับไปแน่ๆ ทั้งคู่กล่าวลากันอีกครู่หนึ่งก็มีพนักงานมาตามคิมสันไปที่เรือ เพราะเรือพร้อมแล้ว คราวนี้จึงได้ลากันจริง คิมสันขอให้นนทภพโชคดีแล้วหมุนตัวเดินจากไป นนทภพมองตามแผ่นหลังของเพื่อนใหม่ไปอย่างแสนเสียดาย เขาน่าจะได้อยู่เที่ยวนานกว่านี้หน่อยนะ ยังเที่ยวไม่รอบเกาะมาตาวีเลย อดเห็นวิวสวยๆ บนเกาะหมด เฮ้อ นนทภพเก็บนามบัตรของคิมสันใส่กระเป๋าเสื้อแล้วปิดประตูห้อง หมุนตัวกลับไปจัดการเก็บของใส่กระเป๋าต่อ เพราะพรุ่งนี้เขาก็มีงานที่จะต้องไปทำเหมือนกัน... 

อีกด้านหนึ่ง ซื่อหนานกับตะวันกล้ากำลังทะเลาะกันเรื่องที่หลับที่นอน ทั้งคู่ยืนจ้องตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร เพราะซื่อหนานกำลังจะย้ายตัวเองไปนอนที่โซฟาแทนที่จะนอนด้วยกันบนเตียง จึงทำให้ตะวันกล้าโมโหมากๆ 

“พี่กำลังท้องอยู่นะ จะไปนอนข้างนอกได้ยังไง” 

“ก็มึงท้าชนะ และกูแพ้พนันกูก็ต้องออกไปนอนข้างนอก...” 

“ไม่ใช่! ผมชนะแล้วผมบอกพี่ว่าผมอยากนอนบนเตียงกับพี่ต่างหาก ถ้าพี่ย้ายออกไปนอนข้างนอกจะถือว่าผมนอนกับพี่ได้ยังไง” 

“กูไม่อยากนอนกับมึง!” พูดจบซื่อหนานก็ถือหมอนกับผ้าห่มเดินผ่านหน้าตะวันกล้าไปที่ประตูห้อง แต่ต้องชะงักฝีเท้าเมื่อตะวันกล้าพูดขึ้นมา 

“ทำแบบนี้ไม่ขี้โกงไปหน่อยหรอ!” 

ซื่อหนานหันไปหาตะวันกล้าแล้วพูดเยาะๆ “สัจจะไม่มีในหมู่โจร โจรมันก็พอๆ กับมาเฟียนั่นแหละ” พูดจบร่างโปร่งก็เปิดประตูแล้วเดินออกไปทิ้งให้ตะวันกล้ายืนหัวเสียอยู่ในห้องคนเดียว 

โธ่เว้ย! เกือบจะได้นอนกับซื่อหนานแล้วเชียว! 

ตะวันกล้าทรุดตัวนั่งกอดอกบนเตียงถอดหายใจออกมาเฮือกใหญ่ระบายความหงุดหงิดภายในใจ... 

นอนก็นอนคนเดียววะ ชิ...ไม่รู้จะหนีเขาทำไมนักหนา ทั้งที่อีกไม่กี่วันเราจะไม่อยู่ด้วยกันแล้วแท้ๆ ตะวันกล้าคิดอย่างน้อยใจพักหนึ่ง คิดจนเหนื่อยแล้วถึงค่อยลุกไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วมาล้มตัวนอนบนเตียงกอดผ้าห่มเหงาๆ บนเตียงกว้างคนเดียว.... 

 

เช้าวันต่อมา 

ตะวันกล้านั่งอ่านแฟ้มประวัติของของเหล่าผู้นำพรรคมังกร และผู้นำพรรคพยัคฆ์ ตลอดจนกลุ่มคนเก่าแก่ที่มีบทบาทในสภาหลงยิหวา ดูเหมือนว่าในสภาหลงยิหวาจะมีปัญหาภายในเรื่องการแก่งแย่งชิงอำนาจมาหลายรุ่นแล้ว แตกต่างจากสภาพยัคฆ์ที่ไม่ค่อยมีข่าวลือเรื่องนี้... 

ตะวันกล้าถอนหายใจเฮือกหนึ่งเมื่อเปิดแฟ้มมาอีกหน้าแล้วเห็น Newspaper cut ของกลุ่มคนที่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มอำนาจสภาหลงยิหวา พวกเขาเหล่านั้นมีทั้งคนติดหนี้ เด็กหาย ผู้หญิงถูกทำร้ายหรือถูกกระทำชำเราอย่างน่าสงสาร ข่าวพวกนี้ล้วนแล้วแต่เชื่อมโยงมาที่สภาหลงยิหวา บ่งบอกว่างานที่พวกเขาทำล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องไม่ดี... 

ไม่ดีมากๆ ... 

ตะวันกล้าถอนหายใจ ปิดแฟ้มแล้ววางลงบนโต๊ะเมื่อนึกถึงสภาพของตัวเองที่จะต้องกลายเป็นซื่อหนาน ไปอยู่ท่ามกลางคนพวกนี้ที่ฆ่าคนเป็นผักปลาเพราะผลประโยชน์ที่เรียกว่าเงินตรา เขาก็ชักลำบากใจขึ้นมาหน่อยๆ แล้วสิ ตะวันกล้ายกสองมือขึ้นมาลูบหน้าแล้วพรูลมหายใจออกมา.... 

“ตะวัน....ทำอะไรอยู่” 

ตะวันกล้าเงยหน้าขึ้นมองคนเรียกแล้วระบายยิ้มอ่อนจางส่งให้พี่ชายคนรองของบ้าน ธวัตน์เดินเข้ามาหาตะวันกล้า เหลือบมองแฟ้มสีดำบนโต๊ะแวบหนึ่งแล้วทรุดตัวลงนั่งข้างน้องชาย 

“ไม่สบายใจเรื่องอะไร สีหน้าดูไม่ดีเลย” 

ตะวันกล้ายิ้ม “เปล่าสักหน่อย” 

“อย่ามาปฏิเสธ...” ธวัตน์กอดคอน้องชายแล้วดึงเข้าหา “หนักใจเรื่องที่จะต้องไปเป็นตัวแทนซื่อหนานหรือเปล่า” 

ตะวันกล้าเงยหน้าสบตากับพี่ชายบุญธรรมแล้วพยักหน้าเบาๆ “นิดหน่อยครับ แค่คิดว่าจะต้องไปทำเรื่องไม่ดี มันก็ไม่สบายใจขึ้นมาแล้ว” ตลอดชีวิตของเขา สิ่งที่ตั้งปณิธานเอาไว้ตอนที่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์น่ะ เขายังจำมันได้ขึ้นใจ และตะวันกล้าก็ยึดมั่นในคำกล่าวนั้นมาตลอด ด้วยอยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้ดี มีคุณค่า และได้ช่วยเหลือผู้คน แต่การไปเป็นตัวแทนของซื่อหนานคราวนี้ เขาจะต้องตัดคำปฏิญาณ และปณิธานของตัวเองทิ้งไป เพื่อให้การเป็นซื่อหนานนั้นสมบูรณ์ พอคิดมาถึงตรงนี้ ใจมันก็โหวงๆ ความรู้สึกผิดตีตื้นแน่นอกทันที 

“ถ้าไม่อยากไปก็ไม่ต้องไปซิ เรื่องนี้ความจริงแล้วมันไม่ใช่ปัญหาของตะวันเลย” ความจริงแล้วธวัตน์ไม่อยากให้น้องชายไป เขารู้ดีว่าวงการพวกนี้มันโหดร้ายแค่ไหน อันที่จริง ไม่ว่าใครก็รู้ว่ามันโคตรไม่ปลอดภัย และพวกมาเฟียมันเหี้ยมโหดมากแค่ไหน คนดีๆ หรือคนธรรมดาทั่วไปเขาเลือกที่จะถอยห่าง ไม่ก้าวย่างเข้าไปยุ่งเกี่ยว และปิดหูปิดตาไม่รับรู้เกี่ยวกับพวกมัน ก็เพื่อให้ตัวเองใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ แต่ความจริงแล้วลึกๆ ข้างในของทุกคนรู้ดีว่าโลกใบนี้ยังมีโลกอีกใบแสนดำมืดอยู่ตามซอกหลืบที่ไหนสักแห่งของเมือง... 

...ขณะที่ผู้คนจำนวนหนึ่งมีชีวิตที่ดี แต่ผู้คนอีกจำนวนหนึ่งกำลังถูกอำนาจมืดรังแก โลกมันก็แบบนี้ ธวัตน์รู้ดีและเข้าใจเพราะเขาเห็นโลกในทุกๆ แง่มุมมามาก อาจเพราะเขามีหน้าที่การงานเป็นตำรวจ ถึงได้เข้าใจเรื่องพวกนี้ดี 

หึ...แต่ไม่ว่าจะโลกมืด หรือสว่าง สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันของทั้งสองโลกคงจะเป็นสัจธรรมอย่างคำคมที่ว่า ‘ผู้ชนะเท่านั้นที่อยู่รอด’ ทว่า...ในโลกของด้านสว่างต่างจากโลกมืดคงจะเป็นตรงที่พอแพ้แล้วผู้แพ้แค่ได้รับบาดเจ็บอาจถึงขั้นสาหัสเจียนตาย ขณะที่โลกมืด...ผู้แพ้ถูกทรมานจนกว่าจะตาย นี่ละคือความต่าง...และเขาก็เหลือเกินว่าดวงตะวันของชาวเกาะมาตาวีจะกลายเป็นผู้แพ้ที่ตกอยู่ในสภาพอย่างที่ว่า... 

“โลกมาเฟีย มันก็คืออำนาจขุมหนึ่งของผู้ทรงอิทธิพลหลายๆ เครือข่ายบนโลกใบนี้ ที่ไม่รู้ว่ามีเครือข่ายของใครบ้าง รับใช้ใครบ้าง มันอันตรายมากนะตะวัน พี่ไม่อยากให้ตะวันไปเลย” ธวัตน์บอกน้องด้วยสีหน้าจริงจัง ตาสบตาบ่งบอกถึงความเป็นห่วงใยจากก้นบึ้งของหัวใจอย่างแท้จริง 

ตะวันกล้าเข้าใจความรู้สึกของธวัตน์ เข้าใจดีว่าพี่ชายกำลังเป็นห่วงเขา ขนาดตัวเขาเองยังห่วงตัวเองเลย แต่ว่า...จะมาถอยเอาตอนนี้ก็ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว 

“ผมรู้ครับ แต่ผมปล่อยให้ซื่อหนานที่กำลังตั้งครรภ์ไปอยู่ที่นั่นไม่ได้” 

“ทำไมเขาจะอยู่ไม่ได้ละตะวัน ก่อนหน้านี้เขายังอยู่มาได้เลย” 

“แต่นั่นมันก่อนหน้าที่เขาจะท้องนี่ครับ” 

“ตะวัน...” 

“อีกอย่าง...ผมอยากจะดึงพวกเขาออกจากวงจรบ้าๆ นั่น...อยากดึงพวกเขาออกมา...อยู่เป็นครอบครัวปกติธรรมดาเหมือนอย่าง...ครอบครัวของเราไงครับ...” ตะวันกล้าขอบตาร้อนผ่าวเมื่อต้องพูดถึงสิ่งที่เก็บกดอยู่ในใจลึกๆ มานาน สิ่งที่เด็กกำพร้าคนหนึ่งโหยหามาตลอด และมันก็มาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว อีกแค่นิดเดียวก็จะเอื้อมถึง...แค่ต้องใช้ความพยายามเพิ่มขึ้นอีกนิด พวกเขาก็อาจจะมาอยู่กับเขาที่ตรงนี้...ตรงที่ไม่มีอันตรายใดๆ มากล้ำกรายพวกเขาได้อีก... 

“ตะวัน...” ธวัตน์หรี่ตามองน้องชายอย่างผิดหวัง “มาตาวีให้ความรักกับตะวันไม่พอหรอ...” 

ตะวันกล้าส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่ใช่นะพี่...มันไม่ใช่แบบนั้นเลย ทุกคนที่นี่ดีกับผมมาก ทุกคนรักผมมากผมรู้ดี...แต่ยังไงลึกๆ ในใจของผม มันเกิดคำถามอยู่ดี เกิดคำถามว่าการที่ทุกคนที่นี่รักผมมากมายขนาดนี้ แล้วคนที่ทิ้งผมไปละ พวกเขาจะรักผมบ้างไหม...ผมตั้งคำถาม...แต่ไม่เคยกล้าหาคำตอบ เพราะกลัว...กลัวว่าคำตอบที่ได้...ว่าเขาไม่เคยรักหรือห่วงใยผม…เฝ้าถามตัวเองมาตั้ง 20 กว่าปี มาวันนี้...จู่ๆ พวกเขาก็ปรากฏตัวขึ้นเหมือนปาฏิหาริย์ ทั้งที่ผมท้อใจจนละทิ้งคำถามนั้นไปแล้ว...” 

“....” 

“แล้วพี่...จะให้ผมปล่อยมือ ไปจากพวกเขาได้ยังไง....” ตะวันกล้าพูดจบน้ำตาเม็ดโตก็ร่วงเผาะลงที่แก้มนวล ธวัตน์เห็นอย่างนั้นก็ดึงน้องชายเข้ามากอดแนบแน่น ตำรวจหนุ่มน้ำตาคลอตามน้องชาย เขาไม่เคยรู้เลยว่าตะวันกล้าจะโหยหาครอบครัวที่แท้จริง ไม่เคยรู้เพราะคิดว่าพวกเขาที่รักและเอาใจใส่ตะวันกล้ามากขนาดนี้ และเห็นตะวันกล้าไม่เคยพูดถึง หรือถามหาครอบครัวที่แท้จริง รวมถึงพวกเขาไม่เคยคิดจะตามหา เพราะคิดว่าน้องคงไม่ขาดความรักหรอก ความจริงแล้ว...พวกเขาคิดผิดมาตลอดเลยหรอวะ...ธวัตน์หลับตาลูบแผ่นหลังสั่นสะท้านของน้องชายแล้วบอกขอโทษเบาๆ ที่ดูถูกความรู้สึกของตะวันกล้า “ขอโทษ พี่มันไม่ดีเองว่ะ” 

“ขอโทษทำไม พี่ไม่ผิดสักหน่อย เป็นผมที่จัดการความรู้สึกตัวเองไม่ได้เอง...” ตะวันกล้าบอกเสียงสั่นเครือก่อนผละออกมาปาดน้ำตาแล้วยกยิ้มให้พี่ชายคนรองของบ้าน “ไม่ต้องห่วงนะ...ผมเป็นน้องพี่ ผมเก่งอยู่แล้ว ยังไงก็จะกลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอน...” กลับมาอย่างปลอดภัยพร้อมกับความสุขที่อยู่กันพร้อมหน้า... 

ธวัตน์มองหน้าน้องชายแล้วยื่นมือไปโยกหัวไอ้ตัวยุ่งของเกาะ “พี่เชื่อ...เชื่อว่าตะวันทำได้” 

ตะวันกล้าพยักหน้า ยกยิ้มทั้งน้ำตาให้พี่ชายคนรองหลังจากที่ระบายความอึดอึดออกไป ตัวและใจก็คล้ายจะโปร่งโล่งสบายขึ้นมาบ้าง คุณหมอคนเล็กของเกาะมาตาวีจึงสวมกอดพี่ชายรับบทน้องชายคนเล็กออดอ้อนพี่ชายให้ช่วยสอนตัวเองยิงปืนก่อนเดินทางไปฮ่องกง... 

สองพี่น้องคุยหยอกล้อกันสองคนเพลิดเพลินจนไม่สังเกตเห็นเลยว่ามีคนสองคนกำลังยืนมองพวกเขาอยู่คนละมุม ในมุมที่ซื่อหนานยืนซื่อหนานมองเห็นแค่ตะวันกล้าและธวัตน์โอบกอดหยอกล้อพูดคุยกัน แต่ในมุมของทะนงอาจเขาเห็นทั้งธวัตน์ ตะวันกล้า และซื่อหนาน พี่ใหญ่ของบ้านได้ยินทุกบทสนทนาของน้องชายแล้วก็เกิดความตั้งใจแรงกล้าบางอย่างอยากจะพูดกับตัวต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดอย่างซื่อหนานที่ตอนนี้เจ้าตัวหมุนกายกำลังเดินผละจากไปอีกทาง ร่างสูงใหญ่ของทะนงอาจไม่รอช้ารีบก้าวตามร่างโปร่งของซื่อหนานไปตามทางเดินนั้นทันที 

ซื่อหนานรู้สึกได้ว่ามีคนตามจึงหมุนตัวหันไปมองเห็นทะนงอาจยืนอยู่ข้างหลังจึงเลิกคิ้วแปลกใจ 

“มีอะไรจะคุยด้วย ไปคุยด้วยกันหน่อยสิ” ทะนงอาจว่าเสียงเข้ม 

ซื่อหนานยิ้มเยาะ ยกแขนขึ้นมากอดอก “ไม่! ไม่ว่าง...” พูดจบร่างโปร่งก็หมุนตัวเตรียมเดินหนี แต่ประโยคพูดถัดมาของทะนงอาจทำซื่อหนานชะงักไม่สามารถขยับขาก้าวไปข้างหน้าได้ตามที่คิด 

“แค่จะคุย...ว่านายอย่าทำอะไรที่เห็นแก่ตัว...อย่าให้ความตั้งใจของตะวันต้องสูญเปล่าเพราะความกระหายอยากในอำนาจจอมปลอมของนาย นายก็น่าจะเห็นแล้วว่าตะวันต้องการพวกนายมากแค่ไหน...เพราะฉะนั้นเห็นแก่ความตั้งใจของตะวันกล้า อย่าทำให้เขาต้องเสียใจมากไปกว่านี้เลย...” 

ซื่อหนานสูดลมหายใจเข้าลึกหมุนตัวไปเผชิญหน้ากับทะนงอาจ สบตากับอีกฝ่ายอย่างเย็นชาก่อนจะอ้าปากขึ้นพูดเสียงกร้าว “พูดพอหรือยัง...จะบอกอะไรให้นะ...สำหรับฉันไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าอำนาจที่ได้ครอบครองทุกอย่างในสภาหลงยิหวาที่มันควรจะเป็นของฉัน! ...ซึ่งมันควรจะเป็นมานานแล้ว...และทุกอย่างมันอาจจะกลายเป็นของฉันจริงๆ ถ้าไม่มีไอ้สิ่งน่ารังเกียจนี่อยู่ในท้อง!” 

“.....” 

“ความรัก ความหวังดี ความตั้งใจบ้าบออะไรนั่น มันไม่พอจะลบความรู้สึกของฉันที่มีต่อบัลลังก์ในสภาหรอก มันไม่ใช่ส่วนที่ส่งเสริมด้วยซ้ำ แต่มันคืออุปสรรคบ้าบอคอแตกที่ขัดขวางฉันอยู่นี่ไง! คิดว่าฉันอยากเปลี่ยนตัวกับตะวันมันนักหรอ การที่ฉันยอมให้ตะวันกล้าเปลี่ยนตัว มันก็แค่เรื่องชั่วคราวเท่านั้นแหละ หลังจากไอ้สองตัวนี้มันออกจากท้องของฉันเมื่อไหร่ ก็ทางใครทางมัน! เพราะงั้น...ไม่ต้องมาฝากฝังความตั้งใจของมันไว้กับฉัน ยังไงซะในอนาคตพวกแกก็ต้องอยู่ดูแลมันอยู่ดี ซึ่งมัน...ก็ควรจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วหนิ ก็ดูแลกันมาตั้งแต่ต้น” อะไรระบายได้ก็ระบายมันหมดแล้ว ความรู้สึกที่ซื่อหนานมีต่อเหตุการณ์บ้าๆ นี่ มันมีเท่านี้จริงๆ ต่อให้ตะวันกล้าโหยหาความรักจากพวกเขาแล้วยังไง ใช่ว่าเขาจะเคยได้รับความรักจากครอบครัวเสียเมื่อไหร่ ทั้งพ่อ และปู่ ไม่เคยมอบความรักให้เขาเคยสักครั้ง พูดแล้วอยากจะขำให้ฟันร่วง แล้วคิดหรอว่าถ้าตัวเองได้มาอยู่ด้วยกันจะได้รับความรัก...เหมือนที่นี่ที่มีให้! 

“ซื่อหนาน!” 

ซื่อหนานเอียงคอเลิกคิ้วมองทะนงอาจกระตุกยิ้มมุมปากตบท้ายก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปทิ้งให้ทะนงอาจมองตามด้วยความอาการพูดไม่ออก แม้จะเหลืออดเหลือทนกับท่าทาง ความคิด และทัศนคติของอีกฝ่าย แต่เขาเป็นคนนอก จะคิดหวังทำอะไรมากกว่านี้ก็คงไม่ได้ โธ่เว้ย! 

ซื่อหนาน...นายคิดอะไรของนาย ทั้งที่พ่อของนายก็คิดถอนตัวแล้ว แล้วทำไมถึงยังดึงดันจะอยู่ที่แห่งนั้นอีก... 

ทะนงอาจเกิดคำถามขึ้นในใจ แต่คงไม่มีใครสามารถตอบคำนี้ให้เขาได้...ร่างสูงใหญ่ถอนหายใจออกมา ถอดใจที่จะพูดเกลี่ยกล่อมซื่อหนาน เป็นเขาผิดเองที่มายุ่งเรื่องนี้...ร่างสูงคิดก่อน หมุนตัวเดินผละจากไปคนละทางกับซื่อหนาน 

ขณะที่ซื่อหนานหมุนตัวเดินจากมาได้สักพัก ร่างโปร่งก็เดินตัวลอยเหม่อมาที่ห้องพักของตัวเอง ตรงเข้าไปยังห้องนอนแล้วขังตัวเองอยู่ในห้องคนเดียวทั้งวัน ไม่ออกมากินข้าวเย็นกับต้าเฉียงอย่างทุกที ทำต้าเฉียงเป็นห่วงจนต้องโทรตามตะวันกล้ามาดู ตะวันกล้าพอรู้เรื่องก็ขอกุญแจสำรองจากทะนงอาจติดตัวมาด้วย แล้วจบลงด้วยการที่เขาเดินถือถาดข้าวต้มเข้ามาในห้องพร้อมกับยาเอามาให้คนท้องที่นอนหันหลังให้อยู่บนเตียง 

“พี่ลุกขึ้นมากินข้าวสักหน่อยสิ ป่านนี้เจ้าแฝดหิวแย่แล้วมั้ง” 

“ก็ดี...มันจะได้ตายๆ ไปซะ” 

“ใจร้ายจริง” ตะวันกล้าพูดแล้วเดินไปนั่งบนเตียงยื่นมือไปจับขาซื่อหนานแล้วบีบเบาๆ “เป็นอะไรหรือเปล่า พี่ดูแปลกๆ ไปกว่าทุกทีนะ” ตะวันกล้าถามอย่างใจเย็น 

ซื่อหนานถอนหายใจพลิกตัวขึ้นมานอนหงายมองเพดาน “คิดดีแล้วหรอที่จะทำแบบนี้” แฝดพี่ถามเสียงเรียบ 

“หา...ก็คิดดีแล้วสิ นี่ส่งจดหมายลางานแล้วด้วยนะ...” ดำเนินเรื่องเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วย ไหนจะแผนที่คุยกับพวกโลเปซนั่นอีก ทุกอย่างพร้อมเสร็จสรรพขนาดนี้จะมาถอยเอาตอนนี้คงไม่ได้แล้วละ 

ซื่อหนานผุดลุกนั่งมองหน้าตะวันกล้า คนตรงหน้าเหมือนเขาทุกอย่างยกเว้นดวงตาเป็นประกายอ่อนโยนคู่นั้นที่กำลังจับจ้องมาที่เขา “ไม่เห็นจะเหมือนตรงไหน...” 

“หืม?” 

“วันพรุ่งนี้ก่อนกลับฮ่องกง ฉันจะสอนนายให้เป็นฉันจะได้เนียนไม่มีใครจับได้” ซื่อหนานบอก 

ตะวันกล้างงหนักมองหน้าพี่ชายอย่างไม่เข้าใจ แต่ยังไม่ทันจะถามซื่อหนานกลับพูดขึ้นเสียก่อน “วันนี้ก็นอนที่นี่...บนเตียง...” 

“นอน...บนเตียง? ...กับพี่ใช่ไหม!” ตะวันกล้าถามอย่างตื่นเต้น ซื่อหนานไม่ตอบแต่เบี่ยงตัวนั่งหย่อนขาไปทางถาดอาหารที่วางอยู่เพื่อกินข้าว ตะวันกล้าเห็นอย่างนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างตาปิดกระโดดขึ้นเตียงแล้วคลานเข้ากอดเอวแฝดพี่ไว้อย่างออดอ้อน แม้จะโดนศอก โดนตี โดนวีน เจ็บกายบ้าง แต่ใจพองโตชิบหายเลย 

“ขอนอนกอดทั้งคืนด้วยนะ...” 

“ได้คืบจะเอาศอกหรอมึง!” 

“อื้ม” 

ซื่อหนานกำลังจะต่อว่าต่อแต่พอเหลือบเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มกว้างซุกอยู่เอวของตัวเองก็พูดอะไรไม่ออก ขี้เกียจเถียงด้วยเลยยกช้อนซดน้ำข้าวต้มแทน ตะวันกล้าเห็นพี่ชายไม่ว่าอะไรก็ยิ่งระริกระรี้ดีใจหัวเราะคิกคักไม่หยุด วันนี้เป็นวันโชคดีของไอ้ตะวันมันจริงๆ 

ซื่อหนานลอบใบหน้าหลับตาพริ้มของน้องชายฝาแฝดแล้วถอนหายใจออกมา...พลางคิดว่าแค่ครั้งนี้เท่านั้น...ที่เขาจะยอมใจดีด้วย...ครั้งนี้เท่านั้นจริงๆ ... 

วันแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ ตะวันกล้าเพิ่งเข้าใจมันก็วันนี้ เพราะตอนนี้ถึงเวลาที่เขาจะต้องบอกลาครอบครัวไปฮ่องกงแล้ว ทุกคนมาส่งเขาที่สนามบินหมด ยกเว้นซื่อหนานกับหมอนนทภพที่บอกลากันตั้งแต่อยู่บนเกาะแล้วแยกเครื่องนั่งไปอีกเส้นทาง ส่วนเขาต้องนั่งแยกเครื่องไปลงที่ฮ่องกง ล่ำลาครอบครัวมาตาวีอยู่นานก็ถึงเวลาที่ตะวันกล้าจะต้องขึ้นเครื่อง แม้ใจหายอยู่บ้าง แต่ตะวันกล้ากลับรู้สึกว่าการไปครั้งนี้ของเขามันจะต้องสำเร็จอย่างแน่นอน เพราะมีทุกคนให้กำลังใจ 

ดังนั้น...นานๆ ทีเขาจะได้ออกมาทำอะไรโลดโผนแบบนี้ พอขึ้นมานั่งบนเครื่อง เขาเลยจดเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นใส่สมุดแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความรู้สึกที่ตื่นเต้นอยู่ลึกๆ ในใจ ฮ่องกงกับไทยอยู่ไม่ห่างกันมากถ้าเทียบกับอเมริกา ไม่กี่ชั่วโมงถัดมา ขณะที่ตะวันกล้านั่งเหม่อมองท้องฟ้า เครื่องก็ลงจอดเสียแล้ว แต่ทันทีที่เท้าเหยียบผืนแผ่นดินฮ่องกง โทรศัพท์ของซือซื่อก็ดังขึ้น พอคนสนิทของพ่อคุยโทรศัพท์เสร็จก็หันไปกระซิบกับต้าเฉียงที่ข้างหูด้วยใบหน้าเคร่งเครียด 

“อื้ม เป็นอย่างที่คิด ดีนะที่เราเตรียมการมาไว้แล้ว” 

ตะวันกล้าคิ้วกระตุก “เต๋อหัว...ไปรอเราอยู่ที่บ้านจริงๆ น่ะหรอครับ” ตะวันกล้าสังหรณ์ใจว่าจะเป็นไปตามที่พวกเขาคาดการณ์เอาไว้เมื่อครั้งวางแผนร่วมกัน จึงโผล่งถามออกไป พอเห็นต้าเฉียงพยักหน้าตอบตะวันกล้า 

ตะวันกล้าพ่นลมหายใจออกทางปากแล้วพยักหน้าให้ต้าเฉียง “ครับ งั้นทำตามแผนที่เราวางไว้เลย” 

ไม่กี่นาทีต่อมา รถคันหรูสีดำก็เข้ามาจอดรอพวกเขาที่สนามบินจากนั้นก็มีคนนำเฝือกมาใส่ที่ขาและแขนของเขา จากตะวันกล้าที่เดินได้เป็นปกติ ตอนนี้กลายเป็นตะวันกล้าที่ได้รับบาดเจ็บอย่างหนักจนต้องนั่งรถเข็นแทน 

ต้าเฉียงบอกว่าเต๋อหัวติดต่อมาสอบถามอาการของซื่อหนานว่าเป็นยังไงบ้าง ทำไมถึงต้องไปรักษาที่เมืองไทย รวมถึงกลายเป็นโดยนัยว่าเขาอาจจะมาเยี่ยมซื่อหนานทันทีที่พวกเขาถึงฮ่องกง และอีกฝ่ายก็ทำตามที่พูดแฝงเร้นเอาไว้จริงๆ โชคดีที่ต้าเฉียงรอบคอบ พวกเขาถึงคิดแผนนี้ขึ้นมาได้ 

แผนป่วยการเมือง...ตบตาเต๋อหัวที่มารอรับพวกเขาที่บ้านยังไงละ... 

ตะวันกล้าใจเต้นรัวเมื่อรถเลี้ยวเข้ามาในอาณาเขตของบ้าน มือเย็นเฉียบ เหงื่อไหลซึมเพราะกดดันกลัวว่าเต๋อหัวจะจับโป๊ะได้ตั้งแต่ต้น...ตะวันกล้าหลับตาลงแล้วทำสมาธิ...บอกกับตัวเองว่าเขาคือซื่อหนาน...เป็นซื่อหนานไม่ใช่ตะวันกล้า เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรต้องกลัว พวกเราเหมือนกันขนาดนี้ เต๋อหัวไม่มีทางรู้แน่... 

เข้าใจไหมตะวันกล้า...เต๋อหัวไม่มีทางรู้ เพราะฉะนั้น...ไม่ต้องกลัว! 

ตะวันกล้าถูกซือซื่อพยุงลงจากรถนั่งลงบนรถเข็นแล้วเข็นพาเขาเข้าไปในบ้าน ได้ยินเสียงแม่บ้านเดินมาบอกซือซื่อว่าแขกกำลังรออยู่ด้านใน ซือซื่อพยักหน้ารับแล้วให้ต้าเฉียงเดินนำเขาเข้าไปในห้องรับแขก... 

ตึกตัก... 

ซือซื่อเข็นตะวันกล้าเข้ามาในห้องและทันทีที่ตะวันกล้าเห็นเสี้ยวหน้าเย็นชาของชายที่นั่งอยู่บนโซฟาก็คล้ายกับเขาถูกแช่แข็งไปแล้ว! 

ผู้ชายอะไรมีรังสีเย็นยะเยือกน่ากลัวกดดันคนอื่นจนแทบหายใจไม่ออก! 

เต๋อหัวเลิกคิ้วมองซื่อหนานที่ถูกเข็นเข้ามาอย่างแปลกใจ เขาไม่คิดเลยว่าซื่อหนานที่เก่งมากๆ คนหนึ่งจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ อยากรู้นักว่าเกิดอะไรขึ้น...ร่างสูงจึงวางแก้วแชมเปญลงแล้วเดินเข้าไปหาซื่อหนาน จ้องตากับอีกฝ่ายนิ่ง 

“ไม่สบายเป็นอะไร ทำไมนายต้องไปรักษาตัวที่เมืองไทย หืม...ซื่อหนาน” 

ตะวันกล้าฝึกใจมาก่อนหน้านี้ว่าต่อให้เจอเต๋อหัวตัวจริง เขาก็จะไม่กลัวเต๋อหัว แต่พอเจอตัวเป็นๆ ตรงหน้าจริงๆ กลับทำเอาเขาสติหลุด พูดอะไรไม่ออกอยู่นานหลายนาทีเลยทีเดียว 

รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่นิ้วของซือซื่อสะกิดเข้าที่ด้านหลังของไหล่ ตะวันกล้าปรับสีหน้าแล้วตอบกลับไปเสียงเรียบเฉยชา 

“มีเรื่องกับพวกหมาลอบกัดนิดหน่อย...ประกอบฉันอยากพักผ่อนเลยไปเที่ยวที่ไทย ไม่ทราบว่าท่านประธานสภาคล่องใจอะไร ถึงขั้นต้องมารอกันที่บ้าน หรือจะระแวงกลัวว่าฉันจะซ่องสุมทำอะไรไม่ดี?” 

เต๋อหัวมองซื่อหนานนิ่งไม่ขยับ มองพิจารณาคนที่นั่งอยู่บนรถเข็นอย่างสงสัย แต่ความสงสัยนั้นเป็นอันต้องลบออกไปจากใจ เมื่อต้าเฉียงพูดขึ้น 

“น่าๆ ไหนๆ ประธานสภาก็อุตสาห์มีน้ำใจมาเยี่ยมเยียน ยังไงวันนี้ก็อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนนะอาเต๋อหัว” 

เต๋อหัวหันไปพูดกับต้าเฉียงด้วยท่าทางที่นอบน้อมลงเล็กน้อย เล็กน้อยมากๆ “รบกวนอารองแล้ว” 

“เชิญๆ” 

เต๋อหัวเดินตามหลังต้าเฉียงไม่และไม่วายที่ปรายตาไปมองหมิงตู้เลขาส่วนตัว ส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายทำเรื่องบางอย่างให้ หมิงตู้รับรู้สายตาของเจ้านายจึงโค้งศีรษะแล้วเดินผละออกไปอีกทางอย่างรู้กัน... 

ซือซื่อมองตามแผ่นของหลังหมิงตู้ไปด้วยความกังวล จึงกระซิบบอกให้คนสนิทของตัวเองตามหมิงตู้ออกไป ซือซื่อหันมามองตะวันกล้าที่นั่งเกร็งบนรถเข็นแล้วกระซิบให้ตะวันกล้าคลายความกังวล 

“ไม่ต้องกลัวครับ เขายังไม่รู้” 

“เมื่อกี้เขามองผมน่ากลัวมาก ผมพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า” เขายอมรับว่ากังวลเรื่องนี้มากๆ สายตาของเต๋อหัวที่มองมาราวกับเลเซอร์ที่เจาะทะลุทุกอย่างตรงหน้า ทำเอาเขาเกือบจะไปไม่เป็นแล้ว ดีที่มีซือซื่อคอยสะกิดเรียกสติ 

“ไม่เลย ทำดีแล้วครับ” ซือซื่อตอบตามจริง ตะวันกล้าได้ยินอย่างนั้นก็โล่งใจ มีแรงใจในการฮึดสู้กับสถานการณ์ตรงหน้ามากขึ้น… 

นี่แค่เต๋อหัวนะ...ถ้าเจอกันครบทุกคนทั้งศัตรูและมิตร เขาจะเป็นยังไงต่อไปวะ... 

 

................................... 

อีกมุมหนึ่งของฮ่องกง ร่างสูงของเทียนฮั้นตี้เดินไปเดินมาในห้องทำงานราวกับหนูติดจั่น เมื่อรู้ข่าวว่าซื่อหนานกลับมาที่ฮ่องกงแล้ว และตอนนี้เหล่าสมาชิกในสภาหลงยิหวาก็กำลังเรียงคิวกันเข้าไปเยี่ยม โดยคนแรกที่ไปเยี่ยมเขาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเต๋อหัวประธานสภาหลงยิหวาเยี่ยมเขาเป็นคนแรก ซึ่งมันก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่หรอก แต่ที่ฮั้นตี้ต้องมาเดินกระวนกระวายราวกับหนูติดจั่นแบบนี้เป็นเพราะเขากำลังรอข่าวจากคิมสันที่แฝงตัวเข้าไปตามสืบเรื่องของทางนั้นให้เขามากกว่า 

ฮั้นตี้ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ยกมือขึ้นลูบหน้าแล้วเหลือบมองไปที่โทรศัพท์ของตัวเอง พอเห็นหน้าจอสว่างวาบจึงรีบเดินเข้าไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู 

“เป็นไง!” 

(ทำไมแกไม่มาเองวะ...หน้าด้านมาตั้งนานวันนี้เกิดหน้าบางอะไรขึ้นมา) คิมสันบ่นหลังจากที่จะต้องบินกลับมาทำธุระให้มันเนี่ย พอทำตรงนี้ให้มันเรียบร้อย เขาก็ต้องบินไปที่ไทยทำอีกงานให้มันอีก ยุ่งยากวุ่นวายชิบหาย แทนที่มันจะใช้คนของตัวเองมาสืบ 

“เลิกบ่นได้แล้วน่า บอกมาว่าใช่ซื่อหนานหรือเปล่า พวกเขาสลับตัวกันจริง!?” ตอนแรกเขาตั้งใจจะทดสอบซื่อหนานว่าเป็นตัวปลอมหรือตัวจริงด้วยตัวเอง แต่เป็นเขาที่ใจร้อนอยากรู้อยากเห็นเรื่องที่ซื่อหนานท้องด้วยการตามคิมสันกลับไปที่ไทยด้วยกัน จึงเรียกให้คิมสันที่เขาพอจะไว้ใจให้ตามสืบเรื่องนี้แทนเขาได้กลับมาลงมือให้ เพราะถ้าให้คนอื่นทำ เขากลัวว่าข่าวที่ได้มามันจะรั่วไหลไปถึงหูคนอื่นน่ะสิ เลยต้องใช้คิมสันที่เป็นทั้งสายสืบและเพื่อนสนิทสืบให้ 

(ไม่ใช่ซื่อหนานตัวจริง...เฮ้อ พวกเขาสลับตัวกันจริง) ก็เคยบอกไปแล้วไงวะ เชื่อกันบ้างสิ คิมสันกลอกตามองบน ภาพถ่ายก็ส่งให้แล้วด้วยมันจะยังสงสัยอะไรอีก 

“แน่ใจนะว่าไม่ได้มองผิด” 

(ไม่ได้มองผิดแน่ เพราะฉันรู้ไงว่าพวกมันวางแผนสลับตัวกันน่ะ ไหนจะเรื่องขโมยตรามังกรอะไรนั่นอีก ถามจริงนะ แกจะไม่บอกเรื่องนี้กับเขาจริงๆ น่ะเรอะ มันมารู้ทีหลังมันเอาแกตายเลยนะโว้ย) 

“ถ้ามันรู้ว่าซื่อหนานท้องจริง มันก็ไม่ปล่อยซื่อหนานไว้เหมือนกัน!” เขารู้นิสัยมันดี....ว่ากันตามตรงถ้ามีคนรู้เรื่องนี้ ไม่มีใครปล่อยซื่อหนานไปแน่ ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรของเขา หรือพันธมิตรของซื่อหนานในสภาหลงยิหวาเองก็ตาม 

(ห่วงเขาว่างั้น?) 

“ไม่ใช่!” 

คิมสันถอนหายใจ ดูก็รู้ว่าห่วงอยู่นี่ไงวะ! จะปากแข็งไปถึงเมื่อไหร่ แมร่งเดี๋ยวก็ไม่พาแอบไปไทยด้วยซะเลย...เฮ้อ 

(ฮั้นตี้...ที่ฉันต้องกลับมาที่นี่ นอกจากจะเป็นคำสั่งของแกแล้ว รู้ใช่ไหมว่าเขาเองก็เรียกฉันกลับมาด้วย...แกคิดว่าฉันจะโกหกมันได้หรอวะ) คิมสันถามปลายสายขณะเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับมาใส่เสื้อ แล้วเดินขึ้นแท็กซี่ออกมาให้ไปส่งที่โรงแรมที่เขาจอดรถเอาไว้ 

“ไม่ได้ให้โกหก แค่ไม่เล่าให้มันฟัง...” 

(ถ้ามันไม่ถามฉันก็จะไม่เล่า แต่ถ้ามันถามว่าฉันหายตัวไปไหนช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันจะตอบว่าไปทำงานให้แก เรื่องความเคลื่อนไหวของกลุ่มลับที่กำลังมีเรื่องกันในเขตของแก...) 

“ได้...มันก็น่าจะเชื่อ” 

(หึ ขอให้จริงเถอะ เอาละ แค่นี้ก่อน เพราะฉันต้องเตรียมตัวก่อนจะไปพบมัน) 

“อื้ม...ได้เรื่องว่าไงก็โทรมา” 

(ได้...) 

ติ๊ด! 

หลังวางสายจากคิมสัน เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้น ฮั้นตี้เดินไปที่โต๊ะทำงานนำโทรศัพท์ไปเก็บไว้ในลิ้นชัก เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเงยหน้าขึ้นอนุญาตให้คนข้างนอกเข้ามา 

“นายท่าน...” 

“ชิงหวิน มาพอดี เรื่องที่ให้ทำเป็นอะไงบ้าง” ชิงหวินเป็นเลขาส่วนตัวของฮั้นตี้ เขาเป็นอีกหนึ่งคนที่ฮั้นตี้ไว้วางใจให้ทำเรื่องสำคัญ รวมถึงเรื่องจัดการเรื่องที่เขาจะไปเมืองไทยช่วงสองสามวันนี้ 

ชิงหวินเดินมาหยุดยืนหน้าฮั้นตี้ “ทุกอย่างถูกจัดการเรียบร้อย ผมได้ส่งคนเป็นตัวแทนของท่านทำทีว่าไปดูงานที่อเมริกาแล้วครับ ผู้ชายคนนั้นมีความสูง รูปร่าง และหน้าตาคล้ายท่านมาก และเขาก็ยอมทำเรื่องนี้ให้...” 

“ดี...แล้วเรื่องตั๋วไปเมืองไทยให้ฉันละ” 

“เตรียมการเรียบร้อยแล้วครับ...ว่าแต่...ท่านจะไปเมืองไทยทำไมหรอครับ หรือจะไปเรื่องนั้น...” เรื่องที่ฮั้นตี้ต้องไปเคารพหลุมศพของใครคนหนึ่งปีละครั้งที่เมืองไทย แต่วันที่จะต้องไปยังมาไม่ถึงเลย อีกตั้ง 2 เดือนกว่าจะมาถึง แล้วฮั้นตี้จะไปทำไม? 

“เปล่า...แต่มีเรื่องที่จะต้องจัดการนิดหน่อย ขอบใจนายมากชิงหวิน ไว้ฉันจะซื้อของมาฝาก” 

“มีลับลมคมในนะครับเนี่ย คงไม่ได้นัดนางแบบที่ไหนไว้หรอกนะครับ” ขอทีเถอะเรื่องผู้หญิงผู้ชายของท่าน น้อยๆ ลงบ้างก็ดีนะครับ เพราะช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาทำเอาเขาปวดหัวรายวัน ด้วยคนพวกนั้นชอบโทรมาถามตลอดว่าท่านฮั้นตี้อยู่ไหม นัดให้ได้หรือเปล่า โดยที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองหมดโควต้าแล้ว เพราะฮั้นตี้จะเดทกับพวกเขาแค่สามครั้งเท่านั้นและจะไม่มีนอกมีในกับคนพวกนั้นเกินโควต้าที่กำหนด 

“ไม่ใช่...เลิกถามมากได้แล้ว ออกไปไป๊ ฉันจะทำงาน” 

“ครับๆ” ถ้าไม่ได้ไปหาสาวๆ ก็แล้วไป แต่....แล้วนายท่านไปเมืองไทยทำไม? แม้ชงหวินอยากจะถามฮั้นตี้ให้รู้เรื่อง แต่ฟังจากน้ำเสียงและท่าทางแล้ว ดูเหมือนว่าเจ้านายของเขาจะไม่อยากให้ยุ่งเรื่องนี้มากเท่าไหร่แฮะ ท่าทางแบบนี้อย่าไปล้อเล่นด้วยจะดีกว่า เลขาหนุ่มคิดยิ้มๆ แล้วเดินออกไปจากห้องไปโดยที่ไม่ลืมจะปิดประตูห้องให้เจ้านาย 

ภายหลังเลขาส่วนตัวเดินออกไปแล้ว ฮั้นตี้จึงหยิบภาพถ่ายที่คิมสันถ่ายซื่อหนานและน้องชายฝาแฝดของซื่อหนานเอาไว้ขึ้นมา 

ผู้ชายในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้ม ใบหน้านิ่งเฉย เป็นซื่อหนานไม่ผิดแน่ ส่วนผู้ชายอีกคนในชุดเสื้อสีอ่อนที่กำลังยกยิ้มร่าอยู่นั่น คงไม่พ้นเป็นตะวันกล้า ฮั้นตี้เคยคิดว่าถ้าซื่อหนานยิ้มจริงๆ มันจะเป็นยังไง ยิ้มแบบที่เรียกว่ายิ้มมาจากใจ...มันจะสวยแค่ไหน มาวันนี้เห็นรอยยิ้มตะวันกล้าในภาพแล้วพยัคฆ์หนุ่มก็อดคาดหวังขึ้นมาอีกนิดไม่ได้...มีแรงหวังที่จะทำอย่างใจต้องการ... 

‘คนนี้หรอคือคุณชายตระกูลหลง สวยดี...’ 

‘สวย?’ 

‘ใช่...ฉันอยากได้ ให้เขากับฉันได้ไหม...’ แค่เห็นภาพเขาก็รู้สึกอยากครอบครองอีกฝ่ายแล้ว...ไม่รู้สิ มันเรียกความรู้สึกนี้ว่ายังไงนะ? อยากเอาชนะละมั้ง ไม่สิ อยากรู้อยากเห็นมากกว่า อยากรู้อยากเห็นว่าสีหน้าของอีกฝ่ายยามเมื่ออยู่ใต้ร่างของเขาจะเปลี่ยนไปยังไงบ้างมากกว่า 

‘ฉันให้ไม่ได้...’ อีกฝ่ายตอบกลับด้วยใบหน้าสงบเรียบ ดูไม่ออกว่าคิดอะไรกับคนในภาพหรือเปล่า แต่ถึงอย่างนั้นฮั้นตี้ก็ไม่พอใจกับคำตอบอยู่ดี คนอย่างเขาอยากได้อะไรก็ต้องได้ และเขาก็ได้มาตลอดเพราะอีกฝ่ายให้เขามาตลอด ไม่ว่าเขาจะขออะไรก็ตาม! 

‘ทำไม! หรือว่านายชอบเขา!’ 

‘ไม่ใช่...แค่ฉันไม่อยากให้นายยุ่งกับซื่อหนาน...’ 

‘ทำไมฉันจะยุ่งไม่ได้วะ ก็ฉันอยากได้’ 

‘อย่าทำให้เรื่องมันยุ่งยากวุ่นวายไปมากกว่านี้ เขาเป็นศัตรูของนายในฐานะที่อยู่คนละสภานะนายอย่าลืม...’ 

‘นั่นมันยิ่งดีไม่ใช่หรอ เพราะฉัน...จะทำอะไรกับเขาเพื่อความสาแก่ใจแค่ไหนก็ได้ไง...’ ฮั้นตี้พูดจบก็หัวเราะชั่วร้ายออกมา เมื่อคิดถึงภาพที่อีกฝ่ายอ้อนวอนเขาใต้ร่างขึ้นมา หึ...คงเป็นภาพที่น่าดูทีเดียว 

ร่างสูงที่นั่งนิ่งฟังฮั้นตี้พูดเรื่องนี้อยู่นาน รู้ว่าคงขัดความต้องการของฮั้นตี้ไม่ได้ จึงเอ่ยเตือนเสียงเรียบ ‘ยุ่งได้ แต่ห้ามรู้สึกมากไปกว่านั้น’ 

‘พูดบ้าๆ คนอย่างฉันน่ะหรอจะรู้สึกอะไรกับเขา ก็แค่ของเล่นไหมวะ...’ 

‘ก็ดี...เพราะเขา...เป็นหนึ่งในคนที่เราจะต้องแก้แค้นจำได้ใช่ไหม’ 

‘รู้แล้วน่า ย้ำจังวะ โตแล้ว ไม่ต้องให้ใครมาย้ำหรอก’ ฮั้นตี้พูดจบก็โยนภาพถ่ายของซื่อหนานลงบนโต๊ะก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาแล้วหยิบขนมบนโต๊ะขึ้นกินอย่างเกียจคร้าน... 

เขาจำได้ว่าตอนที่พูดออกไปแบบนั้น ใจมันคึกคะนองมาก...และมั่นใจในตัวเองสูง รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นขุดหลุมฝังตัวเอง... 

....ฮั้นตี้ย้อนกลับไปคิดเมื่อ 3 เดือนก่อน หลังจากที่เขามีอะไรกับซื่อหนานแล้วไม่ได้เจออีกฝ่ายอีกเลย แม้แต่ในงานที่ควรจะเจอก็ไม่เจอ ทั้งที่มีเรื่องมากมายอยากจะพูด อยากจะคุยด้วย แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ทำ เพราะไม่ได้เจอเขาเลยกระวนกระวายใจ อยู่ไม่สุข จนต้องแอบถ่อไปหาอีกฝ่ายถึงที่ แต่ดันถูกกีดกันแล้วถูกลากกลับมาที่ห้องของตัวเองซะก่อน 

‘ฉันให้เขากับนายมีอะไรกันแล้ว นายยังจะต้องการอะไรอีก...’ 

‘มันไม่พอ! ฉันยังอยากจะเล่นกับเขาอีก...’ …ฮั้นตี้โกหก เขาไม่ได้อยากทำแบบนั้นแล้ว แต่เขาเกิดความรู้สึกใหม่เข้ามาแทน ความรู้สึกที่เขาไม่รู้ว่าอะไร แต่ดูเหมือนคนตรงหน้าเขาจะรู้ว่ามันคืออะไรถึงได้เผยสีหน้าอำมหิตออกมา 

‘แกคิดว่าแกโกหกฉันได้หรอฮั้นตี้! ฉันรู้จักแกมานานเท่าไหร่ แกคิดว่าแกจะโกหกคนอย่างฉันได้? ...’ 

‘โกหกอะไร!?’ 

‘น่าสมเพช! แม้แต่ตัวแกเองยังไม่รู้! หลังจากมีอะไรกับซื่อหนาน ฉันให้คิมสันจับตาดูแก แล้วแกก็ไม่มีอะไรกับใครอีกเลยนับแต่มีอะไรกับซื่อหนาน โดยเฉพาะผู้ชายในสต๊อกของแก แกก็ไม่แตะพวกเขา แถมยังคอยหาโอกาสเจอเขา ไหนวันนี้จะแอบเข้าไปหาเขาอีก แกเกือบต้องเอาชีวิตไปทิ้งในตระกูลหลงแล้ว!’ ถ้าเขาไม่เอะใจรอบคอบตั้งแต่แรก ป่านนี้มันคงถูกซื่อหนานฆ่าตายในบ้านมังกรทองนั่นแล้ว! คงไม่ได้ยืนหัวโด่เถียงเขาฉอดๆ แบบนี้หรอก 

‘นั่นมันก็เรื่องของฉัน! ....ฉันอยากจะทำอะไรก็เรื่องของฉัน! แกเลิกมาวางกรอบ วางอำนาจกับฉันซักที! ....’ 

‘นี่ไง! นี่ไงเหตุผลที่ฉันไม่อยากให้แกยุ่งกับซื่อหนาน! เพราะฉันรู้ว่าแกจะไม่หยุดยุ่งกับเขาไง...ทั้งที่แกสัญญาไว้กับฉันแล้วว่าถ้าฉันให้ซื่อหนานกับแกแล้วแกจะหยุดไม่ใช่หรอ? ....’ 

‘.....’ 

‘แกจะไปยุ่งกับเขาอีกทำไม....’ 

‘…..’ 

เขาตอบตัวเองไม่ได้...หรือไม่เขาก็รู้คำตอบแต่อับอายเกินกว่าจะยอมรับ... 

ฮั้นตี้วางภาพของซื่อหนานลงบนโต๊ะแล้วย้อนคิดไปถึงวันแรกที่ได้สบสายตาเย็นชาคู่นั้น แม้มันจะเฉยชาไร้ความรู้สึก แต่ลึกๆ ฮั้นตี้สัมผัสได้ว่ามีบางอย่างกำลังสั่นไหวอยู่ข้างใน ซื่อหนาน...เป็นว่าที่ผู้นำพรรคมังกรทอง ส่วนเขา...เป็นประธานสภาพยัคฆ์ ด้วยฐานะที่อยู่กันคนละขั้วเลยทำให้เราเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน ทุกครั้งที่เจอหน้าเราจะชอบสาดคำร้ายๆ ใส่กันเสมอ แต่ถึงอย่างนั้นทุกครั้งฮั้นตี้จะไม่มีความรู้สึกโกรธอยู่เลย มันกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้แกล้งแล้วเห็นสีหน้าโกรธขึงของอีกฝ่าย... 

…สีหน้า...ที่เปลี่ยนไปเพราะเขาบ้าง... 

ไม่ใช่เปลี่ยนไปเพราะเต๋อหัวแค่คนเดียว! 

................................... 

หมิงตู้เหลือบมองกระจกหลังขณะพาเต๋อหัวขับรถออกจากอาณาเขตบ้านตระกูลหลง เขาที่เป็นทำงานกับเต๋อหัวมานานเห็นสีหน้าของเจ้านายคล้ายกำลังคิดอะไรอยู่แถมยังขยับกรามคล้ายจะพูดอะไรบางอย่างกับเขา หมิงตู้จึงถามขึ้น 

“มีอะไรหรือเปล่าครับ” 

“หมิงตู้ นายว่าพวกเขากำลังปิดบังเรื่องอะไรอยู่หรือเปล่า” 

“ครับ? ...เอ่อ ไม่ทราบซิครับ แต่คนของเราที่ส่งไปเมืองไทยยังไม่รอดกลับมาเลยสักคน แสดงว่ามันต้องเป็นเรื่องสำคัญมากถึงไม่อยากใครรู้” ก็คง...เรียกว่ามีเรื่องปกปิดละมั้ง 

“หึ...นั่นแหละเป็นเรื่องที่เขาพวกเขาจะได้รับผลของมัน หลังจากกลับมา...” 

“ท่านหมายถึง?” 

“พวกเขาจะถูกสภาตรวจสอบตามกฎ...ถ้าบริสุทธิ์ใจจริงก็รอด แต่ถ้าไม่ เรื่องนี้คงจบไม่สวย...” 

“แล้วท่านคิดว่า...” 

“อย่าถามผลลัพธ์กับฉัน เพราะฉันไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ มันต้องสนุกแน่...” เต๋อหัวว่าพลางกระตุกยิ้มแล้วหันหน้าออกไปมองวิวถนนด้านนอก พร้อมกับสั่งให้หมิงตู้ขับรถไปส่งเขาที่ห้องพักไม่แวะที่ไหนเพราะวันนี้เขามีนัดพบกับใครคนหนึ่งที่หายหน้าไปหลายวัน... 

พอมาถึงห้องพักบนโรงแรมหรูในเครือของพรรคมังกรดำ ร่างสูงก็ไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปในห้องแล้วจัดการล็อกห้องตัวเองด้วยรหัสใหม่... 

“ยังรอบคอบเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะเต๋อหัว...” 

เต๋อหัวลงรหัสใหม่เสร็จเรียบร้อยจึงหมุนตัวไปเผชิญหน้ากับไอ้คนที่หายหน้าไป 1 อาทิตย์เต็มอย่างมีคำถาม 

คิมสันที่เข้ามารอในห้องได้นานหลายชั่วโมงแล้วจึงยกมือขึ้นทำท่าเหมือนตำรวจในหนังฮอลลีวู้ดบอกให้ยกมือขึ้น 

“ฉันรู้...ฉันผิดที่ไม่บอกแกว่าไปไหน แต่ก็มาแล้วนี่ไง มารายงานพฤติกรรมของน้องชายตามสัญญา...” 

ถ้าเรื่องนี้เป็นละครละก็...คิมสันให้คำนิยามมันได้คำหนึ่ง ‘น้ำเน่า’ ใช่...ละครน้ำเน่าของสองพี่น้องคนละพ่อแต่แม่เดียวกันที่ถูกเลี้ยงมาโดยคุณตามาเฟียโรคจิตยังไงละ... 

“ถ้ามาเล่า ก็เล่ามาให้หมดด้วยละ” 

“แน่นอน...” 

คิมสันตอบด้วยสีหน้าสบายๆ แล้วเดินไปนั่งรอเจ้าของบ้านที่โซฟา เพื่อเล่าเรื่องราวปลอมๆ ที่เขาไปทำมาให้เต๋อหัวฟัง 

พวกสภาพยัคฆ์ หรือสภาหลงยิหวาก็ดี...น่าสงสาร...ตอนนี้พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกสองพี่น้องคนละพ่ออย่างเต๋อหัว และฮั้นตี้กำลังปั่นหัวอยู่...สองพี่น้อง...ที่กลับมาเพื่อเป้าหมายบางอย่าง โดยมีเขาและเอียนที่เป็นทั้งเพื่อนและพี่คอยให้ความช่วยเหลืออย่างลับๆ พวกเราสี่คนที่หนีตายจากอิตาลีมาได้ มาวันนี้ดำเนินตามแผนต่างๆ จนเหลือแค่ไม่กี่ขั้นก็สำเร็จ กลับมีอันต้องมาสะดุดเพราะเรื่องของซื่อหนานที่ท้องลูกของฮั้นตี้ ที่แม้จะยังไม่ตรวจ DNA แต่คิมสันก็มั่นใจว่าอีกฝ่ายกำลังท้องลูกของฮั้นตี้จริง ซึ่ง...ถ้าเต๋อหัวรู้เรื่องนี้มันต้องไม่พอใจมากแน่ที่น้องของมันกำลังจะทำแผนทุกอย่างพังเพราะไปหลงรักศัตรู! 

“มีเท่านี้?” 

“เท่านี้สิวะ จะให้มีเท่าไหน” 

“แค่สงสัยว่าฮั้นตี้ไม่ได้สั่งให้แกตามซื่อหนานแล้ว?” 

“ช่วงที่ซื่อหนานไปที่ไทย มันมีเรื่องกลุ่มนั้นขึ้นมาพอดี มันเลยให้ฉันไปจัดการพวกนั้น” คิมสันพูดอย่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติ 

เต๋อหัวเงียบไปพักหนึ่งแล้วพยักหน้า “มันไม่ก่อเรื่องก็ดีแล้ว ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี อีกไม่นานสมาคมอี้หลานของเราก็จะสมบูรณ์...” 

“น่า มั่นใจได้ มันจะไปก่อเรื่องอะไรวะ...” 

เต๋อหัวไม่พูดอะไรอีกเกี่ยวกับเรื่องนี้ ร่างสูงค่อนข้างไว้ใจคิมสัน เขาจึงไม่ซักไซ้อะไร เพียงแต่หลังพูดคุยกันเสร็จชวนเจ้าตัวดื่มด้วยกันก่อนกลับตามประสาเพื่อนได้สองสามแก้ว จากนั้นคิมสันก็รีบบอกเวลา ด้วยกลัวว่าใครจะมาเห็นตัวเองอยู่ที่นี่กับเต๋อหัวแล้วแผนจะพังได้ 

ภายหลังผละจากเต๋อหัวมาได้ คิมสันก็รีบเดินทางไปหาฮั้นตี้ตามจุดที่นัดพบกัน แล้วหลังจากนั้นพวกเขาทั้งคู่ก็ปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวปะปนไปกับฝูงชนบินข้ามประเทศไปเมืองไทย ตรงไปยังจังหวัดกาญจนบุรีนอนพักเอาแรงได้คืนหนึ่งก็ออกเดินทางตามหาบ้านพักตากอากาศที่ซื่อหนานอยู่ ซึ่งก็หาไม่ยากเพราะคิมสันได้แอบติดอุปกรณ์ติดตามใส่ลงในกระเป๋าแพทย์ของนนทภพเอาไว้ ไม่นานพวกเขาตามสัญญาณนั้นมาถึงบ้านไม้สองชั้นหลังหนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่งดอกไม้... 

“ถามจริงนะ...ไหนแกบอกไงว่ารออัลตราซาวด์ก่อนถึงจะมาไม่ใช่หรอวะ” คิมสันถามขึ้นขณะใช้กล้องส่องทางไกลส่องเข้าไปในบ้าน แต่ไม่เห็นใครยืนอยู่นอกบ้านเลย หรือพวกเขาจะมาเช้าไป? 

“ก็นี่ไง มารอ!” ฮั้นตี้ตอบ จากนั้นก็แย่งกล้องส่องทางไกลมาส่องบ้างแต่ไม่เห็นคนเลย เห็นก็แต่ตัวบ้าน ดอกไม้ และต้นไม้ 

“รอบ้านแกซิ มารอที่นี่...” มันเรียกว่ารอที่ไหนวะ แบบนี้มันเรียกว่าบุกโว้ย! “...ไม่รู้จะมาทำไม แกมาที่นี่แล้วใครจะดูสภา” 

“ซ่งชิงหวิน” 

“เฮอะๆ ภาวนาไม่ให้พี่แกรู้เถอะ” 

“เลิกพูดถึงมันเถอะ พูดแล้วเสียอารมณ์...นั่นป้ายอะไร?” ฮั้นตี้ใช้กล้องส่องทางไกลส่องไปที่ป้ายที่เขียนชื่อบ้าน... 

‘เรือนสวนแก้ว’ 

ฮั้นตี้อ่านตัวหนังสือบนแผ่นไม้แล้วขมวดคิ้วมุ่น จากนั้นพอเลื่อนกล้องมาดูป้ายที่อยู่ข้างๆ กันติดประกาศรับคนสวนจึงลดกล้องลงแล้วหันไปหาคิมสัน 

“ฉันรู้แล้วว่าฉันจะเข้าไปในบ้านนั้นได้ยังไง” 

“เดี๋ยว แกจะเข้าไปทำไม!?” 

“เข้าไปให้เห็นกับตาไง! ว่าท้องจริงไม่ใช่ท้องลม!” 

“แล้วจะเข้าไปยังไงวะ! ซื่อหนานต้องจำแกได้แน่!” 

ฮั้นตี้ชี้ไปที่ป้าย แต่คิมสันมองไม่เห็นตัวหนังสือและอ่านภาษาไทยไม่ออกเลยถามว่าอะไร ฮั้นตี้ตอบ 

“คนสวน...เขากำลังเปิดรับสมัครคนสวนทำงานเสาร์-อาทิตย์...” 

“นี่แก...” 

“ฉันจะไปเป็นคนสวน” 

กูอยากจะบ้า! ไม่รู้คิดผิดคิดถูกที่ช่วยมันปกปิดเรื่องนี้กับเต๋อหัว! เฮ้อ! แล้วใครจะช่วยแปลงโฉมมันละ ถ้าไม่ใช่เขาคนนี้ คิมสันคิดอย่างเหนื่อยใจก่อนจะยอมพยักหน้าตกลงแล้วพาฮั้นตี้หาซื้อเสื้อผ้าใหม่ รวมถึงซื้ออุปกรณ์ปลอมตัวมามากมายตกแต่งให้ใบหน้าคมหล่อไม่เหมือนเดิม จากผิวขาวเป็นผิวกรำแดด จากตาสีดำอมเทา ก็ให้มันใส่คอนแท็คเลนส์สีดำ จากคุณชายผู้หล่อเหลาชอบล่าเหยื่อยามค่ำคืน ตอนนี้กลายมาเป็นยาจกขอข้าวคนอื่นกิน 

รู้ถึงไหน อายถึงนั่นนะฮั้นตี้... คิมสันคิดอย่างเหนื่อยใจอีกรอบ ก่อนจะย้ำกับฮั้นตี้ว่าถ้าเห็นอะไรที่ทำให้ไม่พอใจก็ใจเย็นๆ แสร้งเล่นละครเยอะๆ ก่อนจะขับรถผละจากมา แล้วปล่อยให้ไอ้คุณชายยาจกเดินเข้าไปหาคุณหมอหนุ่มที่กำลังยืนปลดล็อกรั้วบ้านกำลังจะเข้าบ้าน... 

ฮั้นตี้มันก็รู้งานทำท่าทางเหมือนคนไม่ได้กินข้าว เข้าไปขอความช่วยเหลือจากเขา ส่วนไอ้คุณหมอที่ไม่รู้ว่าจิตใจมันทำด้วยแก้วหรือเปล่า ก็รีบให้ความช่วยเหลืออย่างเห็นอกเห็นใจทันที ไม่นานก็พาไอ้ตัวชั่วร้ายเข้าไปในบ้าน โดยที่ไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองในอนาคต น่าสงสารมันจริงๆ เลยแหะ 

“รออยู่ที่นี่ก่อนนะครับ เดี๋ยวผมมา” 

“คะ...ครับ” ฮั้นตี้แสร้งทำตัวเล็กตัวน้อย ท่าทางเหมือนคนขี้กลัว ทั้งที่ในใจกำลังมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณาแถมยังปรามาสเขาไม่หยุด 

ไอ้หมอนี่น่ะหรอ...โคตรไม่หล่อและท่าทางจืดชิบหาย! เฮอะ! คงไม่แรงขึ้นคร่อมซื่อหนานหรอก! ฮั้นตี้ถลึงตาใส่อีกฝ่ายเมื่อเขาหันหลังให้ ก่อนจะทรุดตัวนั่งขัดสมาธิบนพื้นไม้กอดอกแล้วมองไปทั่วบ้านอย่างสนใจใคร่รู้...บ้านตั้งกว้าง คงไม่ได้นอนห้องเดียวกันหรอกนะ ขณะที่คิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้น จู่ๆ คนที่อยากเจอมาตลอดหลายเดือนก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำเอาฮั้นตี้ก้มหน้าหลบแทบไม่ทัน 

ซื่อหนานเห็นคนแปลกหน้าในบ้าน จึงรีบสาวเท้าเดินเข้าไปใกล้แล้วถามเสียงดุ “นายเป็นใคร!?” 

ฮั้นตี้ทำตัวสะดุ้งตกใจ แล้วเกาหัวแกรกๆ พร้อมกับหันรีหันขวางอย่างหวาดกลัว ซื่อหนานเห็นแบบนั้นก็ไม่ไว้ใจ 

“ทำตัวลับๆ ล่อๆ แต่งตัวก็เหมือนโจร เป็นโจรมาดูลาดเลาก่อนปล้นหรือไง” 

“มะ...ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ ผมมาสมัครงานครับ” ฮั้นตี้ยกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน 

ซื่อหนานมองคนที่มาสมัครงานเป็นคนสวนอย่างสงสัย มองตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วขยับตัวเดินเข้าไปใกล้ เพื่อมองหน้าอีกฝ่ายให้ชัด แต่ฮั้นตี้แสร้งเบี่ยงหลบด้วยความกลัว 

“ผะ...ผมมาของานคุณหมอทำครับ คะ...คุณหมอให้ผมเข้ามารอในนี้ครับ...” 

เสียงคุ้นๆ ... 

“เข้ามาสมัครเป็นคนสวน?” 

ฮั้นตี้พยักหน้า “คะครับ” 

“เงยหน้าขึ้น!...ฉันอยากมองหน้านายให้ชัดๆ เพราะเสียงของนาย...เหมือนไอ้ชั่วคนหนึ่งที่ฉันเกลียดมันเข้าไส้เลยอยากรู้ว่าหน้ามันเหมือนกันด้วยไหม” 

“......”  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

======================= 

บทพูดอาจไม่เหมือนที่สปอยล์ไว้ แต่เค้าโครงยังคงเดิมน้า มาดึกอีกแล้ววว แต่มานะทุกคน> 

#ดวงตะวันกับมังกร 

ติดตามข่าวสารได้ที่และสปอยล์ได้ที่ >>>ไอเรนเยีย 

ความคิดเห็น