email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

อุบัติเหตุ...เหตุของการมาพบกันของคนสองคน (จบ บทที่ 1 100% )

ชื่อตอน : อุบัติเหตุ...เหตุของการมาพบกันของคนสองคน (จบ บทที่ 1 100% )

คำค้น : โรงพยาบาล รถพลิกคว่ำ

หมวดหมู่ : นิยาย แอ็คชั่น,บู๊ล้างผลาญ

คนเข้าชมทั้งหมด : 103

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ม.ค. 2564 09:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
อุบัติเหตุ...เหตุของการมาพบกันของคนสองคน (จบ บทที่ 1 100% )
แบบอักษร

บทที่ 1  

ในช่วงเย็นที่ฝนตกหนัก เวลา 17.30 น. ฝนตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทั่วบริเวณกรุงเทพมหานคร รถของคนทำงานทยอยกันกลับบ้าน และติดแน่นบนถนนทางสายหลักต่างๆในตัวเมือง 

แต่ที่นอกตัวเมือง...มีรถเก๋งสีดำสนิทคันหนึ่งจอดแน่นิ่งอยู่ที่ข้างทาง ด้านหน้าตัวรถอัดกับต้นไม้ข้างทางจนยุบไปถึงเข้าไปถึงตัวคนขับ 

รถพยาบาลและรถตำรวจจอดที่ริมถนน เพื่อพยายามช่วยผู้ที่ติดอยู่ข้างในรถให้ออกมา 

 

ที่โรงพยาบาลทันสมัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งใกล้กับจุดเกิดเหตุ เสียงไซเรนเปิดดังลั่นเพื่อขอทางให้ผู้ป่วยได้ถึงมือแพทย์เร็วที่สุด 

ท่ามกลางความตึงเครียดของหน่วยแพทย์กู้ชีพประจำรถ ระหว่างที่รอคอยรถที่ติดบนถนนกับเวลาที่เหลืออยู่ของคนป่วยในรถท่ามกลางคำภาวนาที่ขอให้ผู้ป่วยรอดชีวิต ในที่สุดรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลก็มาจอดเทียบทางส่งตัวด่วนพิเศษของคนป่วย 

ผู้ช่วยพยาบาลต่างลงมือเคลื่อนย้ายคนป่วยจากรถฉุกเฉิน มายังเตียงคนป่วย อย่างรวดเร็วแต่แม่นยำ เพราะหากพลาดแม้เศษเสี้ยวเดียว อาจเป็นเหตุให้คนป่วยเสียชีวิตได้  

         เตียงคนป่วยถูกเข็นเข้าไปยังส่วนของห้องฉุกเฉิน เพราะคนป่วยที่สภาพใบหน้าและเนื้อตัวที่โชกเลือดตอนนี้ไม่ได้สติแล้ว ต้องส่งให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด 

ในขณะที่แพทย์กำลังช่วยชีวิตคนป่วย คนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับคนป่วยก็กำลังร้อนรนเช่นเดียวกัน เพราะเขากำลังคุยกับเจ้าตัวอยู่ ก่อนที่สายจะดับไป 

ไม่มีใครรู้ว่าคนป่วยที่เข้าห้องฉุกเฉินคนล่าสุดเป็นใคร เพราะที่โรงพยาบาลมีคนป่วยฉุกเฉินอาการหนักเยอะ ณ ตอนนี้ก็มีชายผิวคล้ำใส่สูทดำ หน้าตาคมๆแบบผู้ชายไทยทั่วไป รีบร้อนวิ่งเข้าไปที่เคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาล แจ้งชื่อและนามสกุลของคนป่วย และได้รับการแจ้งมาว่า กำลังอยู่ในห้องฉุกเฉิน 

            “คุณหนูประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำครับ” ชายหนุ่มชุดสูทดำแอบหลบมาคุยกับซิบเบาๆ ที่มุมอับเงียบๆภายในโรงพยาบาล 

“เกิดอะไรขึ้น ? สืบได้ไหม ?” 

               “ผมจะจัดการให้ครับ” ผู้ชายผู้โทรไปรายงานรับทราบหน้าที่ของตนเอง  

               “เฝ้าให้ดี อย่าให้เกิดอะไรขึ้นกับหลานของฉัน ฉันกลัวว่า ‘พวกมัน’อาจจะเล่นไม่ซื่อ ” 

               “ครับ ผมทราบแล้วครับ” 

เวลาที่ผ่านเลยไปช้าๆกับความว่างเปล่าของบริเวณหน้าห้องฉุกเฉินช่างทรมานใจคนรอ แต่ก็ทำได้แค่รอ...แล้วก็รอ แม้จะร้อนใจแค่ไหน แต่ก็ต้องข่มใจตัวเองให้อยู่นิ่งๆ จนกว่าแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจะออกจากห้องฉุกเฉิน  

               เวลาผ่านไปสามชั่วโมงกับการรอคอย ในที่สุดเตียงคนป่วยก็ถูกเข็นออกมา โดยมีผู้ช่วยพยาบาลคอยเข็นเตียงไปส่งที่ห้องพักฟื้น ซึ่งเป็นห้องรวมธรรมดาๆ  

               “คนไข้อาการเป็นอย่างไรบ้างครับ ผมเป็นญาติของคนไข้ครับ”  

               “พ้นขีดอันตรายครับ แต่ยังต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ว่าจะมีอาการแทรกซ้อนไหม” 

               “ครับ ขอบคุณครับ” 

               หลังได้ข้อมูล ‘ผู้เป็นญาติ’ ก็ตามไปยังห้องพักฟื้นของ ‘คนไข้’ อย่างไม่ให้คลาดสายตา  

               และหลังจากรู้เบอร์ห้อง รู้ชื่อตึกของโรงพยาบาล ก็แอบออกมาหลบมุม โทรรายงาน ‘ผู้เป็นนาย’ อย่างรวดเร็ว สั้น กระชับ ได้ใจความ เพราะต้องรีบกลับเข้าไปเฝ้า ‘คนไข้’ ก่อนที่จะเกิดอะไรไม่ดีขึ้น  

          “ยัยหนูยังไม่ตายใช่ไหม รีบส่งต่อมาที่ต่างประเทศด่วนเลย เท่าไหร่ฉันจ่ายไม่อั้น” เสียงปลายค่อนข้างเฉียบขาดและสั่งความอย่างรัวเร็ว  

               “นายครับ ผมขออนุญาตจริงๆครับ ตอนนี้ผมมีคนเดียว ผมเกรงว่าถ้าผมไม่อยู่เฝ้าคุณหนู เกิดอะไรขึ้นมา...” 

               “เออๆฉันลืมไป ฉันจะส่งคนไปเฝ้ายัยหนูแทนนาย ส่วนนายก็รีบประสานงานให้ฉันแล้วกัน ฉันจ่ายไม่อั้น เท่าไหร่ก็บอกมา” ก่อนจะวางสายไปอย่างรวดเร็ว  

               อีกราวๆหนึ่งถึงสองชั่วโมงถัดมาจึงได้ข้อมูลจากนายแพทย์ที่เป็นผู้ลงมือผ่าตัด ‘คุณหนู’ ด้วยเนื่องจากแพทย์ทุกคนมีงานล้นมือ การที่จะเข้าไปขอข้อมูลนั้นจึงต้องใช้เวลาอดทนรอ กว่าจะพอมีเวลาขอแทรกคิวเข้าไปถามข้อมูลให้ ‘นาย 

 

“ผมขอโทษที่ช้าครับ แต่คุณหมอบอกว่าจะยังไม่สามารถเคลื่อนย้ายคนไข้ได้ จนกว่าจะแน่ใจว่าอาการพ้นขีดปลอดภัยและอยู่ในระยะปลอดภัยมากพอจะเคลื่อนย้ายคนไข้ครับ” 

               ปลายสายถอนหายใจหนักๆอย่างหนักใจ แต่ก็ยอมรับคำตัดสินของหมอ  

               “อืม ฉันเข้าใจแล้ว จะส่งคนไปเปลี่ยนเวรกับนาย คอยจับตาดูให้ดี ไม่ว่าหมอ พยาบาลหรือใคร ห้ามให้มาทำอะไรหลานสาวของฉันเด็ดขาด”  

               “เข้าใจแล้วครับ” 

 

อีกฝั่งหนึ่ง...ซึ่งจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เมื่อเห็นเป้าหมายถูกเคลื่อนย้ายไปก็รีบโทรรายงานผู้เป็นนาย 

               “ขอโทษด้วยครับ ที่ไม่ได้ดับลมหายใจคามือ เพราะมี ‘คนของมัน’ เฝ้าไม่ห่างเลยครับ” เจ้าของคำพูดกระซิบเบาๆก่อนจะเบ้หน้าเมื่อปลายสายตะคอกอย่างหัวเสีย 

               “เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ ! ไอ้พวกไม่ได้เรื่อง ! เรื่องแค่นี้พวกมึงจัดการไม่ได้รึไงวะ !”  

               “แต่...แต่รายงานสุดท้าย คนไข้อยู่ในอาการโคม่านะครับ มีโอกาสอาจจะไม่รอด”  

               “ถ้ามันไม่ตายสนิทจริงๆ อย่ามาพูดซี้ซั้วให้กูฟัง !” ปลายสายยิ่งเดือดพล่านกับรายงาน “ไป ! รีบไปจัดการมันให้เรียบร้อย ! ให้กูเห็นว่ามันตายจริงๆ ! ไม่อย่างนั้น มึงนั่นแหละที่จะตายแทน จำไว้ !” 

ห้องพักฟื้นคนไข้รวมเป็นห้องพัดลมธรรมดาๆ แออัดด้วยเตียงคนไข้เกือบยี่สิบเตียง และญาติที่มาเผ้าไข้ ภาพที่เห็นค่อนข้างจะน่าสลดสังเวช จากภาพคนไข้ที่ทุกข์ทรมาน เจ็บปวดครวญคราง กับญาติที่ต้องคอยมาเฝ้าดูแล เช็ดเนื้อ เช็ดตัว ป้อนผลไม้ ป้อนน้ำ ป้อนนม  

แต่ก็จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อ ‘ห้องพิเศษ’ มันไม่ได้กันง่ายๆ และช่วงนี้ก็เป็นช่วงลำบากที่สุดที่ต้องอดทนให้ผ่านพ้นไปให้ได้ เพราะอาการของคุณหนูจะเคลื่อนย้ายส่งเดชไม่ได้ ถ้าไม่มีคำสั่งจากแพทย์  

 จะร้อน จะล้า จะเหน็ดเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องอดทน 

 

ในคืนที่หลานสาวประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ‘ไตรทศ’ ตีเครื่องบินด่วนจาก ‘สวีเดน’ ส่วน ‘จิรสุดา’ ต้องอยู่ที่สวีเดนเพราะต้องดูแลบริษัทแทน ‘สามี’  

ไตรทศเตรียมเอกสารสำคัญต่างๆเพื่อทำเรื่องขอค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย และจะดำเนินคดีแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้เร่งสอบสวนหาสาเหตุเกี่ยวกับอุบัติเหตุในครั้งนี้ 

ไตรทศทำหนังสือแสดงความขอเป็นตัวแทน ดำเนินการเรื่องค่าสินไหมทดแทนจากประกันภัยชั้นหนึ่ง ของบริษัทประกันภัยที่คุ้มครองรถของหลานสาว...ชลกนก เรืองฤทธิไกร และดำเนินการเรื่อง ตำรวจสืบสวนสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุ เพราะอายุความคดีนี้มีระยะเวลาสั้นๆ ช่วงที่ยังมีโอกาสก็รีบจัดการให้เรียบร้อย  

               ส่วน ‘เขา’ คนนั้นเมื่อเห็นไตรทศออกมาเคลื่อนไหว ก็กบดานเงียบๆทำไม่รู้ไม่ชี้  

               “นายครับ จัดการให้เรียบร้อยแล้วครับ ผมขอเงินที่ตกลงกันไว้นะครับ” 

“เออ แล้วจะเซ็นเช็คให้ มารับที่เดิม แล้วก็อย่างปากโป้งซะล่ะ”  

               “ครับ” 

               ผ่านไปสามวันสามคืน คุณหนูก็ยังคงไม่ได้สติ ยังต้องใส่อ็อกซิเย่นช่วย ชีพจรเต้นคงที่ แต่ก็ไม่มีอะไรที่แน่นอน ต้องเฝ้าอาการอย่างใกล้ชิด 

               “ยัยหนูฟื้นหรือยัง ? เป็นยังไงบ้าง ?” ตลอดสามวันที่ผ่านมา จะมีโทรศัพท์จาก ‘คนๆนั้น’ โทรเข้ามาตลอด ถามตลอดถึงอาการของ ‘หลานสาว’  

               “ยังเลยครับ แต่อาการทรงตัวครับ ยังไม่มีอะไรผิดปกติครับ” 

               “อืม เฝ้าให้ดีนะ” แล้วตัดสายทิ้งไป 

               ทุกๆวันก็จะมีชายผิวคล้ำหน้าคมเข้มแบบชายไทยในชุดลำลองราวสี่ถึงห้าคน ผลัดกันมานั่งเฝ้าคนไข้ที่ยังคงไม่ฟื้น รอฟังคำวินิจฉัยของแพทย์ประจำตัว และเอาไปรายงานผู้เป็นนาย  

               จะร้อน จะล้า จะลำบากอย่างไรก็ต้องอดทน ขอเพียงคนไข้คนนี้ฟื้นขึ้นมา และส่งตัวไปต่างประเทศได้อย่างปลอดภัย เท่านี้ก็จะหมดหน้าที่คุ้มกันในส่วนของตรงนี้ 

               ในเช้าวันหนึ่ง...หลังจากที่ตั้งตารอมานานจนแทบขาดใจ ที่ชั้นดาดฟ้าของโรงพยาบาล ซึ่งมีสัญลักษณ์ ‘H’ ตัวใหญ่ๆ ขนาดเท่ากับพื้นที่ดาดฟ้านั้นทั้งหมด แพทย์ พยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลหลายคนมายืนรอ  

               ไม่รู้ว่านานเท่าไรนับตั้งแต่ติดต่อกับ ‘โรงพยาบาลฝั่งนู้น’ แต่ทุกคนก็อดทนรออย่างใจเย็น กระทั่งเฮลิคอปเตอร์ค่อยๆร่อนลงจอดตามป้ายไฟที่คอยโบกให้ และเปิดประตูให้หน่วยแพทย์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ยังคงหลับสนิทมานานหลายเดือน ขึ้นไปอย่างระมัดระวังไม่ให้กระทบกระเทือนใดๆทั้งสิ้น 

เมื่อส่งผู้ป่วยให้กับโรงพยาบาลของอีกแห่งเรียบร้อยและเฮลิคอปเตอร์บินออกจากลานจอดเป็นที่เรียบร้อย ก็เป็นอันเสร็จสิ้นหน้าที่และกลับไปยังที่ทำงานของใครของมัน  

 

ในห้องนอนที่เย็นสบายจากอากาศเย็นภายใน ซึ่งพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ เสียงนกตัวเล็กๆดังขึ้นเมื่อรุ่งอรุณมาเยือน  

               คนที่เคยหลับสนิทมาทั้งคืน ตอนนี้ได้ค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาแล้ว และกดกริ่งเรียก  

อีกสักพักใหญ่ๆจึงมีคนเข้ามาภายในห้อง และช่วยพยุงให้ลุกขึ้นนั่งช้าๆ พาใส่รถเข็นคนป่วย เข็นไปยังห้องอาบน้ำที่เป็นห้องกว้างขนาดใหญ่...ซึ่งทั้งหมดนี้ออกแบบมาเพื่อ ‘หญิงสาวผู้นี้’ โดยเฉพาะ  

                อากาศ ‘ที่นี่’ ค่อนข้างจะเย็นในช่วงเช้า แม้จะเป็นฤดูร้อนก็ตาม ทำให้ต้องมีผ้านวมหนาๆในตอนกลางคืน กับ เครื่องทำความร้อน (ฮีทเตอร์)  

               อาหารส่วนใหญ่ของที่นี่จะเป็นชีส ปลา ไวน์ขาว หอยแมลงภู่อบชีส...ประเทศแห่งนี้เป็นหนึ่งในประเทศที่สุนทรีย์ด้านอาหารการกินจริงๆ  

แต่สำหรับคนป่วยอย่างเธอจะได้อาหารจำพวกปลา ผัก และขนมปัง นมสด และผลไม้ที่คุณหมออนุญาตให้ทานได้  

               อากาศที่นี่ค่อนข้างจะบริสุทธิ์ ทิวทัศน์สวยงาม ทั้งตึกอาคารและทะเลแสนสวย 

หลังหลับไปนานตั้งแต่วันนั้น วันที่เสี้ยววินาทีของการหักหลบคนบ้าที่กำลังจะข้ามถนน แล้วก็เสียหลักกระโปรงรถกระแทกกับต้นไม้ข้างทาง แล้วความเจ็บปวดรุนแรงก็มาพร้อมกับภาพที่ดับวูบ 

               เธอฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็เกือบอาทิตย์...หลังจากที่ย้ายเข้ามาพักรักษาตัวในบ้านหลังนี้ และเห็นเพดานห้องสูงสีขาว...ที่ไม่คุ้นตา จากนั้นก็รู้สึกถึงอาการปวดหัว มึนงง จำอะไรไม่ได้ นึกอะไรไม่ออก ร่างกายด้านชา ขยับตัวไม่ได้ ทุกอย่างด้านชาไปหมด  

               หลังจากที่เธอฟื้นก็มีผู้หญิง ผู้ชายชาวยุโรปผมทอง ผิวขาวเหมือนหินอ่อน หน้าตาแปลกหน้า ในชุดผู้ช่วยพยาบาลสีฟ้า เข้ามารุมเธอ ส่งภาษารัวๆที่สำเนียงออกไปทางยุโรปตะวันออก แล้วก็กดกริ่งเรียก 

               อีกสักพักหนึ่งจึงมีคุณหมอในชุดเสื้อกาวน์ ซึ่งก็เป็นคนยุโรปรูปร่างสูงใหญ่ ผมทอง ผิวขาว เข้ามาถามเธอเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงยุโรปตะวันออก แต่เธอมึนหัวมาก ฟังไม่รู้เรื่อง ได้ยินแต่เสียงบางอย่างผ่านเข้าหู  

คุณหมอไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่เอาเครื่องฟังเสียงหัวใจ กับที่วัดความดันมาวัดระดับความดันของเธอ ให้นางพยาบาลบันทึกค่าเอาไว้ และเริ่มสอบถามอาการของเธออีกครั้ง 

               หลังจากนั้นก็มีผู้ชายกับผู้หญิงเอเชียแต่งชุดสุภาพ ฝ่ายชายแต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวพับแขน กางเกงแสล็คดำ รองเท้าหนังหุ้มส้น ส่วนฝ่ายหญิงแต่งชุดเดรสลายดอกไม้สีน้ำเงิน กับรองเท้าหุ้มส้น เป็นส้นเตี้ย ซึ่งตามเข้ามาหลังจากคุณหมอเข้ามาตรวจอาการของเธอได้ครู่หนึ่ง และเอ่ยถามคุณหมอเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่าทั้งคู่พูดอะไร แต่ผู้ชายเอเชียคนนั้นก็ได้แต่มองเธอด้วยแววตาสงสาร และนั่งลงบนเตียงข้างๆตัวเธอ  

“ปลอดภัยแล้วนะ เดี๋ยวก็หาย อาจะอยู่กับหนูเองนะ ไม่ต้องห่วง”  

เธอจำใครไม่ได้จริงๆ...บอกตรงๆ แต่เธอรู้สึกอบอุ่น คุ้นเคย กับชายวัยกลางคนคนนั้น ซึ่งบอกว่าตัวเองเป็นอาของเธอ  

“พักผ่อนเยอะๆนะลูก ต่อไปนี้จะไม่มีใครทำอะไรหนูได้อีก” ผู้หญิงชาวเอเชียคนนั้นพูดกับเธอเหมือนจะปลอบขวัญ และเข้ามาบีบมือของเธอแน่น  

เกิดอะไรขึ้นกับเธอ ?  

ในทุกๆวัน ‘คุณอา’ และ ‘คุณน้า’ จะผลัดกันมาอยู่เป็นเพื่อนเธอ คอยหาเรื่องต่างๆมาเล่าให้เธอฟัง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่อง ‘เกี่ยวกับเธอ’ เป็นเรื่องในครอบครัวของเธอ เธอเกิดวันไหน เรียนโรงเรียนไหนตอนประถม มัธยม จนตอนจบปริญญาเอกจากต่างประเทศ  

ทุกวัน...จะมีเรื่องเล่าหนึ่งเรื่อง ไม่ให้เธอใช้สมองและความจำมากเกินไป เนื่องจากคุณหมอสั่งไว้ว่าคนไข้ต้องพักฟื้นให้มากๆ จะหักโหมไม่ได้ ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์เท่านั้น  

เธอเองก็ไม่รู้หรอก...อะไรเป็นอะไร ก็ได้แต่นอนพักรักษาตัวเป็นผักบนเตียง และให้พี่เลี้ยงคอยช่วยดูแลประคับประคอง ป้อนน้ำ ป้อนข้าว เช็ดเนื้อ เช็ดตัว  

ช่วงแรกเธอทรมานมาก กับร่างกายที่แทบแหลกสลาย เจ็บปวดไปทั้งตัว ไหนจะสมองที่เหมือนจะตายสนิท คิดอะไรไม่ออก มึนงงไปหมด  

ขาของเธอก็ขยับไม่ได้ เหมือนจะมีคนบอกว่า...ขาของเธอหัก ต้องด้ามด้วยเฝือกแข็งจนกว่ากระดูกจะเชื่อมติดกัน ขยับส่งเด็ดไม่ได้ และจะมีคุณหมอมาช่วยทำกายภาพบำบัดให้ เพื่อให้กระดูกเข้าที่และเดินได้ปกติเหมือนเดิม  

อาการเจ็บป่วยของเธอร้ายแรงมาก ต้องนอนให้คนช่วยดูแล จะขยับตรงไหนก็เจ็บปวดรุนแรง จนทรมานปางตายทุกครั้ง จนรู้สึกหงุดหงิดจนอยากจะร้องไห้ กับสภาพเหมือนผักที่ได้แต่นอนนิ่งๆบนเตียง  

แต่ก็มีคุณอากับคุณน้าที่คอยมาอยู่เป็นเพื่อน หาเพลงมาให้ฟัง หาเรื่องเล่าตลกๆมาเล่าให้ฟัง และให้กำลังใจเธอเสมอ ว่าอย่ายอมแพ้ ต้องเข้มแข็งเอาไว้ เดี๋ยวก็หาย  

จนวันเวลาผ่านไป อาการเจ็บปวดที่หนักหนา ตอนนี้ก็ดีขึ้น  

สักวันเธอต้องหายดี 

ฟาร์มโคนมแห่งนี้ก่อตั้งจากน้ำพักน้ำแรงของสองสามีภรรยา ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่สวีเดน นับตั้งแต่พบรักกันและตัดสินใจร่วมธุรกิจด้วยกันเมื่อราวๆสิบสองปีก่อน โดยทั้งคู่ก็ยังคงกลับไปที่ประเทศไทย ไปพบปะญาติพี่น้องในช่วงเทศกาลสำคัญ 

    ทั้งคู่ไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน แม้จะพยายามศึกษาหาข้อมูล พยายามวางแผนรองรับธุรกิจอย่างรัดกุมที่สุด แต่ก็ยังเจออุปสรรคและปัญหาจนเกือบ...ไปไม่รอด  

ก็ได้พี่น้องคอยช่วยประคับประคอง ให้คำปรึกษา จนในที่สุดผ่านไปสี่ถึงห้าปีธุรกิจถึงค่อยอยู่ตัว หลังจากนั้นจึงค่อยๆพยายามหาหนทางเพิ่มกำไรให้ธุรกิจ 

    ฟาร์มโคนมนี้มีบริษัทส่งออกผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเอง ก็ของสองสามีภรรยาคู่เดิมนี้ที่ตั้งบริษัทขึ้นมา เพื่อจะได้ไม่ต้องไปส่งผ่านพ่อค้าคนกลางที่ไหน โดยผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกนี้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากนมทั้งหมด เช่น นมสดพาสเจอร์ไรส์ โยเกิร์ต เนยจืด เนยเค็ม 

ในวงการธุรกิจไม่มีคำว่า มิตรแท้ ศัตรูถาวร ไม่มีใครไว้ใจได้ ต้องชิวไหวพริบด้านการตลาดอยู่ตลอดเวลา ใครแข็งแกร่งกว่าก็สามารถอยู่ได้ต่อไป ใครอ่อนแอกว่า ก็จะล้มหายตายจากไปจากวงการธุรกิจแห่งนี้  

     ธุรกิจนี้ผ่านอุปสรรคมากมาย จนสามารถยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง และมีฐานตลาดหลายประเทศพอตัว คือ เน้นส่งออกประเทศแถบทวีปเอเชีย ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา เป็นต้น 

สวีเดนจัดเป็นหนึ่งในประเทศที่ใครก็บอกว่า สวย สงบ น่าอยู่ สาธารณูปโภคดีเยี่ยม อาหารรสชาติดี วัฒนธรรมก็สวยงามไม่ใช่เล่น 

    ใครที่มาเที่ยวเป็นต้องหลงรัก ใครอยู่ที่นี่ต่างก็ไม่อยากย้ายไปประเทศไหนอีก 

    ประเทศสวีเดนเป็นประเทศทวีปยุโรปทางตอนเหนือ แวดล้อมด้วยธรรมชาติ ขุนเขาที่สวยงาม ทะเลสาบใสสะอาดสีน้ำเงินครามและบ้านเรือนสีสันสดใส ผู้คนที่นี่รักสงบ ไม่ค่อยสุงสิงกับนัก แต่ก็เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวพอตัว 

อาหารของที่นี่จะโดดเด่นในเรื่อง ปลาสดๆที่จับขึ้นมาจากทะเลสาบ กินแกล้มกับไวน์ขาวกำลังดี หรือเมนูอื่นๆ พ่อครัวแม่ครัวชาวสวีเดนก็ทำเก่งไม่แพ้ชาติไหนๆ ทั้งสีสันและรสชาติล้วนดีเยี่ยม 

      เมนูอื่นๆก็น่าทานไม่แพ้กัน เช่น เสต็กเนื้อย่างจนสุกกำลังดี สีน้ำตาลฉ่ำๆกับมันบดและหน่อไม้ฝรั่งแต่งไว้ในจาน นอกจากนี้ ยังมีลูกบอลกลมๆขนาดพอดีคำ ทำจากเนื้อวัวบดอย่างดีและปั้นเป็นลูกกลมๆพอดี ทานกับมันบดและราดด้วยซอสเข้มข้น เพื่อให้รสชาติอาหารยิ่งน่าทานยิ่งขึ้น 

     และด้วยการเสกสรรปั้นแต่งของฝีมือพ่อครัวแม่ครัวชาวสวีเดน พวกเขาสามารถทำให้อาหารมีสีสันที่น่าทาน และที่สำคัญคงความสดและรสชาติดั้งเดิมของอาหารในจานไว้อย่างครบถ้วน 

 

-------------------------------------------------------- จบตอนที่ 1 ---------------------------------------------------- 

ความคิดเห็น