email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 24

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 60

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ม.ค. 2564 13:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 24
แบบอักษร

อลิสาลดมือที่ถือโทรศัพท์แนบหูลงอย่างเก้อๆ และไม่ลืมดูเวลาการโทรที่แสดงค้างอยู่บนจอสี่เหลี่ยมในมือ ตัวเลขที่ระบุชัดเจนกระทั่งหลักวินาทีว่าเธอใช้เวลาไปเพียงหกนาทีกับอีกสิบวิ แต่การสนทนานั้นก็ช่างเนิ่นนานปานชั่วโมงในความรู้สึกของเด็กสาว ชั่วกว่านั้นคือมันลงท้ายด้วยความผิดหวัง เมื่อมารดามิได้มีทีท่าจะกลับลำความคิดตนที่ต้องการให้บุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนอดทนเรียนให้จบหลักสูตรอยู่เลย 

สายลมอ่อนๆ ลอยมา กวัดแกว่งใบไม้ของต้นเฟอร์ซิซิลีบริเวณมหาวิทยาลัยให้กระดิกกระเดี้ยตามกันเป็นพรวน...ปกติอลิสาชอบลมแบบนี้ เพราะมันพาความเย็นรวยรื่นมาด้วย ทว่าในเวลานี้คงไม่มีสิ่งใดสามารถชะล้างเอาความห่อเหี่ยวไปจากจิตใจของเธอได้...แม้แต่นิดเดียวก็ไม่มี... 

“ใครๆ เขาก็จะค่อนขอดเอาได้ว่าแกเป็นลูกแหง่ เป็นโฮมซิค” วาจาแข็งกระด้างของแม่ยังติดหูเมื่อเธอจำใจก้าวมาตามห้องโถงในมหาวิทยาลัยอย่างจะหลีกหนีจากบรรยากาศอันจำเจตลอดเดือนมิถุนายนที่กำลังจะผ่านไป “เข้มแข็งหน่อยนะลูกนะ ถือว่าแม่ขอร้องให้แกทนเรียนต่ออีกเดือนแล้วกัน”  

“ใครจะว่ายังไงก็ว่าไปเถอะ สาไม่แคร์ขี้ปากใครหน้าไหนทั้งนั้น” เด็กสาวได้แต่ทุ่มเถียงในใจ “สาเข้มแข็งเพื่อแม่ไม่ไหวแล้ว เข้าใจมั้ยแม่”  

ประตูบานเลื่อนอัตโนมัติเปิดออก ยังไม่ทันที่นิสิตหญิงชาวไทยจะได้ก้าวเดินออกมาเต็มตัว เธอก็ต้องรั้งฝีเท้าตนเองให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ เมื่อร่างผอมเพรียวที่อัดแน่นด้วยกล้ามเป็นมัดๆ เห็นได้ชัดจากเสื้อคอกลมแนบเนื้อ ยืนอยู่ตรงหน้าพร้อมกับทอดสายตาหาเธอเสมือนกับตั้งใจมาที่นี่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ 

“เชา...” หนุ่มตาสีฟ้า ผมหยักศก เป็นผู้เริ่มบทสนทนาก่อน ภายหลังความตะลึงงันของอีกฝ่ายค่อยคลายลงแล้ว “สอบมาเป็นไงบ้าง”  

ไม่มีคำตอบใดๆ เล็ดลอดจากริมฝีปากบางบนใบหน้าสีแทน นัยน์ตาคู่งามของชายชาวยุโรปใต้ไล่สำรวจอากัปกิริยาของฝ่ายหญิงอย่างสุขุมรอบคอบ เบ้าตาเธอบวมช้ำฟ้องว่าเพิ่งร้องไห้มาไม่นาน เท่านี้เขาก็รู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร 

อลิสามองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นราวกับวอนขอความเห็นใจ ปากเธอสั่นริกๆ เพิ่มความน่าเวทนาอย่างถึงที่สุด 

“ฉันเข้าใจว่าเธอรู้สึกยังไง” มัตเตโอปลอบ “แต่ไม่ต้องเสียความมั่นใจไปหรอก น้อยคนนักที่สอบผ่าน B2 ตั้งแต่เดือนแรกที่เรียน”  

โดยที่ตัวคนพูดไม่ได้เผื่อใจไว้ คนกำลังเสียใจเลือกทำในสิ่งที่เธอเองก็ไม่ได้เตรียมการล่วงหน้าเหมือนกัน คือการโผกอดเขาประหนึ่งเด็กน้อยหลงทางในเสี้ยววินาทีแรกที่ตามหาผู้ปกครองของตนเจอ 

“อาลิซ่า...” ชายหนุ่มยึกยักเหมือนจะคลายกอดออก อย่างไรเสีย เขาก็ไม่หาญกล้าพอจะสลัดร่างที่น่าทะนุถนอมนั้นออกจากกายตนได้ เขาจึงเปลี่ยนใจสวมกอดเธอแทน ด้วยท่าทางที่แข็งขืนประสาคนไม่เคยทำ 

“กรัซซีเย...กรัซซีเย มิลเล” นั่นเป็นเพียงสองคำที่เธอพูดออกมาได้ สมองเธอตื้อจนเรียบเรียงประโยคอื่นใดไม่ได้ ขณะที่หัวใจเพรียกร้องบอกให้เอ่ยคำนี้ 

เด็กสาวจมอยู่ในวงแขนของชายต่างชาตินานร่วมนาที ครั้นเมื่อภาพจำและความรู้สึกเก่าๆ ของเธอกับคนรักเก่าพราวพรายขึ้นมา เธอจึงลนลานถอยกรูดออกมาไวว่องจนชายชาวอิตาเลียนผู้ให้ความอบอุ่นแก่เธองุนงง 

“เธอรู้สึกดีขึ้นแล้วหรือ”  

“อื้ม...” อลิสาหน้าเจื่อนเหมือนนักเรียนถูกทำโทษหน้าชั้น กระทั่งคำง่ายๆ อย่าง ‘ซิ’ ก็ยังนึกไม่ออก เมื่อใจนึกรู้เหตุผลที่ทำให้เธอยังห่วงหาอาวรณ์กับประเทศและเมืองนี้อยู่ แม้ในยามที่เธออยากกลับบ้านเกินทน 

“ดีแล้ว” เขารับคำอย่างรีรอให้เธอพูดต่อ แต่เธอก็ไม่พูด 

มัตเตโอยังไม่ลืมความตั้งใจเดิมที่ชักนำเขามาดักรอเธอถึงนี่ เขาเรียบเรียงประโยคใหม่ให้เข้ากับสถานการณ์อย่างฉับไว ก่อนถามไปว่า “หลายวันที่ผ่านมาเธอเป็นอะไรหรือเปล่า ไม่เห็นติดต่อมาหาฉันสักครั้ง”  

คนถูกถามเงียบสนิท ไม่กล้าพูดความจริงว่านั่นเป็นเพราะเธอเกรงจะเป็นภาระหรือเรียกตามสำนวนของอินซุกว่า ‘ตัวถ่วงในชีวิต’ ที่เบียดเบียนเวลาฝึกซ้อมของเขา ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการแข่งปาลิโอ 

“ฉันเครียดหนักเรื่องสอบนี่ล่ะค่ะ” อลิสาโมเมตอบ  

“แต่ตอนนี้เธอก็สอบเสร็จแล้ว เป็นอันว่าเธอผ่านเดือนแรกในเซียน่าเป็นที่เรียบร้อย” เขาคิดบทพูดสดๆ “ลืมเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในเดือนนี้ไปเสียเถอะ เธอยังมีเวลาอีกสามถึงสี่วันในการเตรียมตัวเริ่มใหม่ในเดือนหน้า”  

เด็กสาวผงกศีรษะน้อยๆ เหมือนเด็กน้อยรับฟังโอวาทจากผู้ใหญ่ 

“เราไปเที่ยวดูอะไรคลายเครียดกันหน่อยดีมั้ย” มัตเตโอเสนอเมื่อเห็นบรรยากาศการสนทนาชักจะเข้มขึงตึงเครียดขึ้นทุกขณะ 

“แล้วปาลิโอเธอล่ะ” สาวไทยเงยหน้ามองตาเขาอย่างไม่เห็นด้วย “เธอไม่ต้องเอาเวลาครึ่งบ่ายไปซ้อมขี่ม้าแล้วหรือ มัตเตโอ”  

“มันคงไม่มีประโยชน์แล้ว” ชายหนุ่มยิ้มเนือยอย่างทำใจได้แล้ว “จวนจะแข่งอีกไม่กี่วันแล้ว แต่ก็ยังไม่มีคอนตราดาไหนเรียกใช้งานฉัน”  

“อ้าว...” เด็กสาวหน้าเจื่อนลง เธอเพิ่งรู้ความจริงว่าที่แท้แล้วทั้งเธอทั้งเขาก็อยู่ในสภาพของคนหมดอาลัยตายอยากในชีวิตพอๆ กัน 

“ฉันเลยมาชวนเธอไปเที่ยวเล่นแก้เซ็งน่ะสิ” เขาแค่นขำ 

อลิสาพานหัวเราะแห้งๆ ทั้งที่ไม่มีอะไรน่าขำขนาดนั้น ในหัวไตร่ตรองถึงสองสิ่งที่เธออยากเห็นแต่ยังไม่ได้เห็นในเซียน่า สิ่งแรกคือการแข่งขันปาลิโอซึ่งเขาคงไม่อาจเนรมิตของจริงมาให้เธอดูได้ ณ ขณะนี้ เธอจึงเบนเข็มไปยังสิ่งหลัง 

“ฉันอยากขึ้นหอคอย ตอร์เร เดล มันจา”  

“อะไรนะ” มัตเตโอพยายามบอกตัวเองว่าเขาหูฝาด 

“ฉันอยากขึ้นไปดูวิวเซียน่าให้ทั่วเมืองบนตอร์เร เดล มันจา” เธอย้ำความคิดที่ติดตรึงในใจมาตั้งแต่หนแรกที่ได้เห็นหอสูงอันเป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง “เธอช่วยพาฉันขึ้นไปบนนั้นหน่อยได้มั้ย มัตเตโอ ค่าขึ้นเท่าไหร่ฉันก็ไม่เกี่ยงแล้วทั้งนั้น ฉันจ่ายให้เธอเหมือนที่ผ่านมาอีกก็ได้”  

“เธอบ้าไปแล้วหรือไง อาลิซ่า” ชายหนุ่มประณามอย่างเหลืออด “ฉันก็บอกเธอแล้วไงว่าเธอขึ้นไปบนนั้นไม่ได้ คนเมืองนี้ก็เหมือนกับเมืองอื่นๆ ในอิตาลีที่มีหอคอย เขาถือกันว่าไม่ให้นิสิตนักศึกษาขึ้นหอคอยประจำเมืองก่อนเรียนจบ มิฉะนั้นแล้วจะมีเหตุร้ายทำให้เรียนไม่จบหลักสูตรที่กำลังเรียนอยู่”  

“นั่นมันสำหรับคนที่เรียนเอาวุฒิปริญญาหรือเปล่า ฉันแค่มาเรียนคอร์สภาษาภาคฤดูร้อนสั้นๆ สองเดือน คงไม่เกี่ยวกัน” นิสิตสาวตีรวน “อีกอย่างฉันมาเรียนอยู่นี่ตั้งเดือนนึงแล้ว อะไรๆ ที่น่าสนใจฉันก็ดูจนทั่วแล้ว เหลือแต่เจ้าหอคอยนั่นแหละที่ฉันยังไม่ได้ขึ้นไปสักที รอให้ถึงจบคอร์สก็ไม่รู้จะได้ขึ้นไปไหม”  

“เธอยังอยู่เมืองนี้อีกตั้งหนึ่งเดือนเต็ม ค่อยไปขึ้นตอนสิ้นเดือนหน้าก็ยังไม่สาย” เขาบอกก่อนถามกลับ “ขืนเรียนไม่จบขึ้นมาจะทำยังไง”  

“ฉันไม่เชื่อเรื่องโชคลางคร่ำครึที่ไม่มีหลักการวิทยาศาสตร์มารองรับแบบนี้เท่าไหร่หรอกนะ” ออกจะเป็นเรื่องผิดคาดที่เธอขึ้นเสียงสู้อย่างไม่อ่อนข้อให้เขาเหมือนปกติ “ยังไงเรียนจบหรือไม่จบฉันก็โดนซ้ำชั้น B2 อยู่ดี มันคงไม่มีอะไรที่แย่ไปกว่านี้แล้วล่ะ พาฉันขึ้นไปเถอะนะ มัตเตโอ”  

ฟานตีโน่ไร้คอนตราดาสังกัดมองเธอด้วยความชั่งใจ นี่คงเป็นครั้งแรกที่ธาตุความดื้อรั้นเอาแต่ใจอย่างไร้เหตุผลของเธอสำแดงออกมาแรงกล้านัก มันคงเป็นตัวตนอีกด้านของเธอที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งไม่คิดว่าจะมาจากคนอ่อนโยนน่ารักอย่างสาวชาวตายลานเดเซ่คนเดียวที่เขารู้จักได้ 

“ไปก็ไป” มัตเตโอจำใจตอบตกลงอย่างมิอาจปฏิเสธความตั้งใจจริง มิไยที่ในใจจะนึกค้านอยู่ตลอดเวลาก็ตามที 

 

“Posso fare qualsiasi cosa per la persona che amo. Anche se devo soffrire i miei sentimenti” ข้อความสองประโยคในจดหมายน้อยฉบับนั้นกินใจอย่างบอกไม่ถูก จนนิสิตชาวเกาหลีใต้ผู้รับมันมาต้องอ่านซ้ำนับสิบรอบ 

“ฉันสามารถทำทุกอย่างเพื่อคนที่ฉันรักได้ แม้ฉันจะต้องเป็นฝ่ายทนทุกข์ทรมานเองก็ตาม” อิม อินซุก พึมพำประโยคนั้นเป็นภาษาแม่ของตนเอง พร้อมกับวางส้อมที่ม้วนสปาเก็ตตีคาโบนาราไว้อย่างหมดกะใจจะตักกินอีก 

“แกรักฉันขนาดนี้เชียวหรือ ไอ้ยุ่นสกปรก”  

อินซุกปล่อยความคิดของตนท่องไปในสายธารแห่งความทรงจำอันเชี่ยวกราก ไม่กี่วันก่อนเธอเพิ่งจับได้ว่านายคนหน้าจืดเพิ่งสมัครบัญชีแอปพลิเคชันหาคู่ที่เธอใช้อยู่ประจำเพื่อหาคู่ควงและคู่นอน โดยตั้งใจจะมาคุยกับเธอโดยเฉพาะ  

ตานั่นอุตส่าห์ปลอมตัวเสียแนบเนียนด้วยการปลอมแปลงโปรไฟล์ตนเองเป็นคนอิตาเลียน ทั้งหลอกถามและหยอกเอินกันสารพัด เป็นเวลานานหลายวัน กว่าที่ฝ่ายสาวเกาหลีจะจับได้ว่าบางประโยคที่ส่งมาติดการใช้ไวยากรณ์ญี่ปุ่นอยู่ เป็นเหตุให้เธอตัดสินใจบล็อกบัญชีผู้ใช้นั้น ก่อนที่ในอีกสองวันให้หลัง ป้าผมแดงคนดูแลหอพักหลักจะยื่นจดหมายฉบับนี้ให้เมื่อเธอกลับถึงหอช่วงเย็น 

“อะไรทำให้แกรักฉันหัวปักหัวปำขนาดนี้นะ คาสึยะ”  

กี่ครั้งแล้วก็ไม่อาจทราบได้ที่เด็กสาวผู้เย่อหยิ่งในตนเองตั้งคำถามนี้กับตัวเองในยามว่างที่ใจเจ้ากรรมมันพานนึกถึงนายคนนี้ขึ้นมา การที่ไก่อ่อนสอนขันคนหนึ่งจะมาหลงเสน่ห์สาวแพรวพราวอย่างเธอนั้น เธอไม่ติดอะไร แต่การที่เธอออกโรงตัดรอนเขาไปครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าเขาก็ยังตามราวีเธอไม่เลิกด้วยคำว่า ‘รัก’ อันหนักแน่นนี่ต่างหาก ที่ยังติดใจเธออยู่ไม่รู้คลาย 

“เพราะรักงั้นหรือ” อินซุกพินิจตัวอักษร ‘amo’ อย่างคร่ำเคร่ง...วลีสั้นๆ สามตัวที่แปลว่า ‘ฉันรัก’ เป็นสิ่งที่เธอซักถามตนเองมาจนบัดนี้ ความรักที่แท้จริงควรเป็นอย่างไร เด็กสาวไม่เคยรู้ซึ้งถึงคำนี้ เพราะเมื่อตรองดูดีๆ แล้ว ผู้ชายที่ได้พานพบ ผูกพัน และผ่านค่ำคืนร่วมกันมาในเซียน่า ล้วนเข้าหาเธอด้วยความใคร่ หาใช่ความรัก 

“บัดซบเอ๊ย” สาวชาวกรุงโซลสบถอย่างหัวเสีย คว้าการ์ดใบนั้น มุ่งตรงไปที่ถังขยะเศษอาหารของห้องครัวอย่างจะโยนทิ้งอย่างไม่อยากดูดำดูดีกับมันอีก แต่จนแล้วจนรอดเธอก็ทำไม่ลง เพราะมันได้รับการเขียนและตกแต่งอย่างประณีตบรรจง บ่งบอกถึงความปรารถนาดีและความเอาใจใส่ของผู้มอบให้ รวมไปถึงความจริงใจอันเป็นค่านิยมที่ชาวญี่ปุ่นยึดถือเป็นสำคัญ จึงได้แต่ยักแย่ยักยันอยู่หน้าถังขยะดำที่กองเศษอาหารส่งกลิ่นเหม็นโฉ่...จะทิ้งก็เสียดาย จะเก็บไว้ก็เสียหน้า 

หรือนี่เรากำลังมีใจให้ตาบ้าคาสึยะอยู่ 

เพียงแค่คิด อินซุกก็มีสีหน้าพะอืดพะอมขึ้นมาทันใด เธอยกมือกุมขมับที่ปวดหนึบ พลางซักถามตนเองว่าเธอผิดพลาดตรงไหน เพราะเหตุใดเธอจึงไม่มีหนุ่มอิตาเลียนสุดหล่อมาติดพันอย่าง ‘ยายข้าวสาร’ เพื่อนร่วมห้องตน 

 

ตอร์เร เดล มันจา ซึ่งเป็นทั้งหอระฆังและหอนาฬิกาประจำอาคารสภาเมืองมีความสูงถึง 88 เมตร นับได้ว่าเป็นหอคอยยุคกลางที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศอิตาลี การขึ้นไปชมวิวบนยอดหอคอยมีเพียงหนทางเดียวคือการไต่บันได 400 ขั้นที่สร้างวนอยู่ในโครงสร้างหอคอยที่ทั้งแคบและสูงชะลูดขึ้นไป 

ด้วยระดับความสูงนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องประหลาดที่ผู้อยู่ข้างบนจะมองเห็นเมืองเซียน่าได้รอบด้าน ทั้งตึกรามสมัยกลางที่ดารดาษรอบกาย ทุ่งหญ้าเขียวขจีที่อยู่ไกลออกไป เทือกเขาสูงมีเมฆปกคลุมยอดไกลสุดสายตา ตลอดจนคนเดินประปรายทั่วพื้นที่จัตุรัสคัมโปด้านล่างซึ่งดูมีขนาดเท่ามดตัวจ้อยเมื่อมองจากตรงนี้ 

มัตเตโอยังรู้สึกผิดไม่หายที่ตนละเมิดข้อห้ามของชาวเมืองเซียน่าด้วยการพานิสิตที่ยังศึกษาไม่สำเร็จมาที่นี่ กระนั้นเขาก็บอกตัวเองให้ลดทอนความเคร่งครัดลง ถ้าหากสิ่งนั้นสร้างความสดชื่นกระชุ่มกระชวยให้เธอได้ เขาก็ยินดี 

“ชอบที่นี่มั้ย” เขาหันหน้ามาทางเด็กสาวที่กำลังยืนขาสั่น ชะเง้อคอดูวิวมุมสูงอยู่ที่ขอบกำแพงกั้น  

“ชอบสิ” อลิสายิ้มเต็มหน้า “วิวบนนี้สวยที่สุดในเซียน่า ดูแล้วชื่นใจจนลืมเหนื่อยที่อุตส่าห์ไต่บันไดขึ้นมาตั้งหลายร้อยขั้นเลย”  

ชายหนุ่มซ่อนยิ้มไว้ใต้ใบหน้าคมสันที่ดูเรียบเฉย ขณะที่เด็กสาวจุดประเด็นใหม่ขึ้นมา “หลายวันมานี้คัมโปเปลี่ยนไปมาก”  

“คือสัญญาณเตือนว่าปาลิโอใกล้จะมาถึงแล้ว” เขาเสริมให้ด้วยน้ำเสียงแปร่งปร่า ไม่สดชื่น ชัดเจนเสียจนเพื่อนสาวรู้สึกได้  

อลิสาทำได้แค่ถอนหายใจเป็นห้วงๆ ก่อนที่มัตเตโอจะทาบข้อศอกทั้งสองข้างลงบนขอบกำแพงเคียงข้างเธอ “เห็นนั่นมั้ย”  

“อัฒจันทร์ไม้รอบๆ จัตุรัสนั่นน่ะเหรอ” เธอถามเพื่อความแน่ใจ เมื่อได้รับการยืนยันด้วยการพยักหน้า จึงก้มดูแถวที่นั่งไม้ที่เพิ่งถูกนำมาติดตั้งรายรอบจัตุรัสกลางเมืองได้ไม่ถึงอาทิตย์ โดยก่อนหน้านี้ยังเป็นเพียงทางเดินโล่งๆ อยู่ 

“ที่นั่งพวกนั้นน่ะแพงมากนะรู้มั้ย ทายซิว่ากี่ยูโร”  

“เอ เท่าไหร่ดีนะ” อลิสามุ่นคิ้ว “สัก 100 ยูโรได้มั้ย”  

“น้อยไปสิ” คนเปิดประเด็นหัวเราะหึ 

“งั้นสัก 150 ยูโรก็ได้เอ้า”  

“ก็ยังน้อยอยู่ดี” เขาเฉลย “300 ยูโรต่อที่นั่งหนึ่งที่ต่างหาก”  

คนฟังตาลุกตาชัน เพราะนั่นเทียบเป็นเงินไทยเหยียบหลักหมื่น 

“ที่นั่งรอบๆ นี้ถือว่าเห็นสนามแข่งและม้าแต่ละตัวได้ดีที่สุดในจัตุรัส ถ้าใครอยากมาดูต้องแย่งกันจองล่วงหน้าเป็นเดือนๆ เจ้าของตึกพวกนี้หัวใส เลยแข่งกันหาลำไพ่ด้วยการเปิดจองที่นั่ง เก็บค่านั่งชมมันเสียเลย”  

“แล้วอย่างนี้ถ้าคนจนๆ อยากดูจะทำยังไง”  

“นู่นไง” ชายหนุ่มเบ้ปากไปตรงกลางจัตุรัสรูปพัด “วันจริงผู้ชมนับห้าหมื่นคนจะเนืองแน่นเต็มพื้นที่จัตุรัสนี้ ถ้าเกิดใครปวดฉี่ อยากเข้าห้องน้ำขึ้นมาก็ลำบากหน่อย เข้าได้ก็จริง แต่ออกไม่ได้แล้ว”  

“มีประวัติคนฉี่ราดกลางงานบ้างมั้ยนี่” อลิสาหัวเราะหัวไห้ 

“ถ้าวันที่ 2 กรกฎาคมนี้เธอไม่ได้ไปไหน ฉันอาจจะพาเธอมาดูปาลิโอของจริงที่กลางจัตุรัสคัมโปนี้ด้วย” มัตเตโอกึ่งอาสากึ่งชักชวน 

“แต่ถ้าเลือกได้ ฉันอยากเห็นเธอลงแข่งในสนามมากกว่า” เธอพูดตามที่ตนเองคิดมาตลอด “อย่าเพิ่งหมดหวังสิ มัตเตโอ ฉันเชื่อว่าแล้ววันหนึ่งจะต้องมีคอนตราดาสักแห่งที่มองเห็นศักยภาพในตัวเธออย่างแน่นอน”  

ฟานตีโน่ตกอับสูดหายใจลึก 

“ฉันก็เชื่ออย่างนั้นเหมือนเธอ” น้ำเสียงของผู้พูดแสดงความมุ่งมั่น “ตราบใดที่กายใจฉันยังหล่อเลี้ยงด้วยเลือดเซเนเซ่ สักวันฉันก็คงได้แข่งปาลิโอ ไม่ว่าต้องรออีกนานแค่ไหน ฉันก็จะรอวันนั้นตลอดไป”  

 

ความอดทนของคนเราจะมีได้สักเท่าไร หากต้องพานพบกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า อีกทั้งอุปสรรคขวากหนามนับพันบนเส้นทางสายที่เดินดั้นด้นอยู่ 

มัตเตโออดจะถามตนเองด้วยคำถามอันแสนจะซ้ำซากนี้ไม่ได้ หลังจากที่เขาจัดการส่งนิสิตหญิงกลับเข้าหอพักดังที่ปฏิบัติติดต่อกันมาทุกครั้งที่พาเธอออกตระเวนเที่ยวชมเมืองเสร็จเป็นที่เรียบร้อย 

ใต้ความมืดมิดของยามหัวค่ำ ชายหนุ่มย่ำเดินไปบนทางเท้าที่ลาดชันโดยไม่ลืมที่จะหันมองความสำเร็จของบิดาผู้วายชนม์ที่เก็บสะสมอยู่ในพิพิธภัณฑ์ใกล้หอพักแห่งนั้น ท่ามกลางเสียงกลองปาลิโอที่กังวานในบรรยากาศอันวังเวง 

“เราต้องทนดูปาลิโออีกสักกี่หน กว่าเราจะได้ก้าวสู่สังเวียนนี้บ้าง” เขาโอดครวญในอก “จะต้องรออีกถึงเมื่อใดกัน กว่าจะมีคนเห็นค่าในตัวเรา”  

ธงสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีส้ม-เขียว ภายในมีรูปแรดยืนอยู่กลางแมกไม้ โบกสะบัดเป็นแถวเป็นแนวเหนือสองฟากถนนอีกสายที่เขาเดินผ่าน บ่งบอกว่าเป็นอาณาเขตของคอนตราดาป่าที่พ่อของเขาเกิดและเติบโตมา...มัตเตโอเหม่อมองด้วยความสะท้อนใจ และรู้สึกได้ถึงสายตาของใครคนหนึ่งที่จดจ้องมองตนอยู่ 

“มีอะไร” ชายหนุ่มหันไปถามห้วนๆ ด้วยอาการระวังระไว พานให้เด็กชายในเครื่องแต่งกายคนโบกธงประจำขบวนพาเหรดสะดุ้งโหยง 

“พี่คือมัตเตโอ กัปเปลลี ใช่มั้ย” เด็กคนนั้นถาม 

“ซิ” เขาตอบพลางจ้องตาเด็กน้อยที่มองมาอย่างตื่นๆ “ทำไม”  

“เทศมนตรีคอนตราดาผมกำลังตามหาตัวพี่อยู่” พลเดินสารรายงานอย่างตื่นเต้น “พี่ยังว่างอยู่ใช่มั้ย มาเป็นฟานตีโน่ให้พวกเราได้หรือเปล่า” 

ความคิดเห็น