email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ไอ้หมอนี่ฉันแกล้งได้คนเดียว 100%

ชื่อตอน : ไอ้หมอนี่ฉันแกล้งได้คนเดียว 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.5k

ความคิดเห็น : 40

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ม.ค. 2564 12:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ไอ้หมอนี่ฉันแกล้งได้คนเดียว 100%
แบบอักษร

[Part : หมอเมฆ] 

“นายผ่าตัดติดต่อมากี่วันแล้ว?” 

“สี่วัน” 

ผมนั่งคุยอยู่กับหมอมิกซ์ที่ศูนย์อาหารของโรงพยาบาล วันนี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น บรรดาเมียๆ ของพวกผมไม่ยอมทำมื้อเที่ยงมาให้พร้อมกันเลย ก็เลยต้องพากันกอดคอลงมากินข้าวที่ศูนย์อาหาร 

“เจอตัวแล้ว!” ระหว่างนั่งกินข้าวก็มีเสียงโวยวายดังขึ้น ผมกับหมอมิกซ์ชะงักพร้อมกันก่อนจะหันไปมองต้นเสียงก็เห็นร่างสูงของหมออาร์มเดินดิ่งๆ มาหาพวกผมด้วยสีหน้าถมึงทึง 

หมอนั่นไปโกรธใครมา? 

“นายอย่าโวยวายได้มั้ย? แค่ในเสียงในศูนย์นี่ก็ทำฉันประสาทเสียแล้ว” หมอมิกซ์บ่นทันทีที่หมออาร์มเดินมาถึง แต่หมอนั่นไม่ได้สนใจเรื่องประสาทเสียหรอก 

“บอกผมมาว่าพวกหมอลักพาตัวลูกชายผมไปไว้ที่ไหนกัน หายไปทั้งสองคนเลยเนี่ย!” หมออาร์มตบโต๊ะดังปัง ผมสะดุ้งเล็กน้อย ไม่ได้ตกใจที่หมอนี่ตบโต๊ะหรอกแต่ตกใจเรื่องลักพาตัวลูกชายมากกว่า 

พูดถึงลูกชายหมออาร์ม ผมยังไม่ได้บอกหมอนี่เลยว่าลูกชายกำลังโดนเล่นงานอะไรบ้าง ถ้าหมอนี่ไปเห็นสภาพลูกชายทั้งสองคน มีหวังถูกหามส่งโรงพยาบาลแน่ 

“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง?” หมอมิกซ์แอบกลอกตาไปมา ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้แต่หมออาร์มยิ้มเย็นใส่แล้วทรุดนั่งลงข้างๆ ผมพลางกวาดสายตามองผมกับหมอมิกซ์ด้วยแววตาจับผิด 

“ผมจะแจ้งตำรวจมาจับทั้งสองหมอจริงๆ นะ” คำขู่ของหมออาร์มทำให้หมอมิกซ์ต้องถอนหายใจแล้ววางช้อนกินข้าวลง 

“คนโตของนายไปทำนากับพ่อของฉัน ส่วนคนเล็กฉันไม่รู้” 

“แล้วไอ้ออสตินมันหายไปไหนของมัน แต่เดี๋ยวนะ! เมื่อกี้หมอบอกว่าลูกชายผมไปทำอะไรนะ?” หมออาร์มหันกลับมามองหมอมิกซ์ตาโต 

“ทำนา” หมอมิกซ์ตอบเสียงเรียบ สีหน้าก็เรียบเฉย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

“ทำนา?! ไอ้ประธานนั่นน่ะนะไปทำนา! ที่ไหน?” หมออาร์มร้องลั่นศูนย์อาหารและเริ่มจะตกเป็นเป้าสายตาแล้วด้วย ผมจึงรีบตอบก่อนที่หมอนี่จะโวยวายมากกว่าเดิม 

“ที่ไร่ของฉัน” จบคำตอบของผม หมออาร์มก็ลากสายตามามองผมแล้วเอียงคอเล็กน้อย หมอนั่นเงียบไปพักใหญ่ๆ เหมือนกำลังรวบรวมสติของตัวเองอยู่ จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วเริ่มทำหน้าจริงจัง 

“ใครก็ได้ช่วยบอกผมหน่อยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับลูกชายของผม?” 

“ลูกชายคนโตของนายจะไปสู่ขอหลานสาวของฉัน ซึ่งก็คือหลานสาวคนเล็กของพ่อฉัน นายรู้จักพ่อฉันดีไม่ใช่เหรอ?” หมอมิกซ์พูดจบก็ยิ้มมุมปาก ในแววตานี่เยาะเย้ยกันสุดๆ หมออาร์มกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะแลบลิ้นเลียริมฝีปากตัวเองแล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ จากนั้นหมออาร์มก็พูดต่อ 

“แล้วพ่อของหมอก็สั่งให้ลูกชายผมไปทำนา” 

“อือ” 

“ทำไมต้องทำนา ช่วยอธิบาย” 

“ไม่รู้สิ พ่อฉันคิดอะไรอยู่ก็ไม่มีใครรู้หรอก อ้อ! ถ้านายอยากรู้ลองถามหมอเมฆดูสิ ตอนหมอเมฆไปจีบลูกสาวของเพื่อนพ่อฉัน หมอเมฆก็ต้องไปทำนาเหมือนกัน” อยู่ๆ หมอมิกซ์ก็โยนมาให้ผมหน้าตาเฉย ผมเหล่มองหมอนั่นค้อนๆ ก่อนจะถอนหายใจเฮือก 

“ก็แค่ถูกหมั่นไส้” คำตอบของผมทำให้หมออาร์มต้องยกมือกุมขมับ 

“ผมเลี้ยงเจ้าแฝดของผมมา ดินยังไม่โดนฝ่าเท้าเจ้าสองคนนั่นเลยนะ แล้วทำไมถึงโตมาต้องไปทำนาด้วย” 

“เอาน่า พ่อฉันไม่ฆ่าแกงลูกชายนายหรอก เดี๋ยวเขาหายหมั่นไส้เขาก็ปล่อยกลับมาเองนั่นแหละ” หมอมิกซ์ส่ายหน้าพลางยิ้มมุมปาก ผมหรี่ตามองหมอมิกซ์แล้วมองเห็นอะไรบางอย่าง 

เหมือนหมอมิกซ์คนนี้กำลังชอบใจที่เอาคืนให้ลูกชายตัวเองได้ เห็นว่าลูกชายหมอมิกซ์ก็ไปจีบลูกสาวหมออาร์มและถูกพ่อตาเรียกค่าสินสอดเป็นสิบล้านเลย 

“แล้วคนเล็กผมมันหายไปไหน?” 

“แฝดคนเล็กของนายก็อยู่ที่ไร่ของฉัน แต่ไม่ได้อยู่ในความดูแลของพ่อหมอมิกซ์หรอก หมอนั่นอยู่ในความดูแลของพ่อตาฉัน” ผมตอบคำถามหมออาร์มพร้อมกับจิ้มไส้กรอกใส่ปาก 

“หมออย่าเรียกว่าอยู่ในความดูแลได้มั้ย” หมออาร์มมองผมด้วยสายตาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ผมยักไหล่กลับไปแล้วพูดต่อ 

“ช่วยไม่ได้ คนพี่ของนายจะไปสู่ขอหลานสาวหมอมิกซ์ แต่คนน้องของนายจะไปสู่ขอลูกสาวของฉัน ซึ่งก็คือหลานสาวของตาแก๊ปเพื่อนรักของพ่อหมอมิกซ์นั่นแหละ” 

“และตาแก๊ปคนนี้ก็คือคนที่บุกไปกระทืบหมอเมฆถึงคอนโด เดือดร้อนฉันต้องมาต่อซี่โครงให้” หมอมิกซ์เสริมต่อ ผมกลอกตาขึ้นบนทันที ยังจะเอาเรื่องนั้นขุดขึ้นมาอีก รู้ถึงไหนอายถึงนั่น 

“ลูกสาว หลานสาวบ้านพวกหมอนี่หายนะจริงๆ”  

 

[Part : ออสติน] 

ปัง!ปัง! 

เสียงทุบประตูบ้านปลุกให้ผมกับออกัสต้องดีดตัวลุกขึ้นมานั่งหน้าตาตื่นด้วยความตกใจ 

"หมอครับ หมอนอนหรือยังครับ?" เสียงตะโกนถามหน้าประตูเรียกสติผมกลับมา ออกัสหันมามองหน้าผมเล็กน้อยแล้วล้มตัวนอนต่อ 

ไม่เกี่ยวอะไรกับมัน 

ผมคว้านาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลาเล็กน้อย เห็นเวลาแล้วต้องกลอกตาขึ้นบน 

ตีสอง ยังกล้าถามว่าผมนอนหรือยังอีก!! 

ผมตวัดผ้าห่มออกจากตัวแล้วเหวี่ยงขาลงจากเตียง นอนขยี้ผมไปเปิดประตูบ้าน เจอคนงานชายยืนถือไฟฉายอยู่ 

"มีอะไรเหรอ?" 

"หมอช่วยไปทำคลอดหน่อยสิครับ" คนงานชายทำหน้าตาตื่น ผมขมวดคิ้วเข้าหากันจนเป็นปม 

ที่ไร่มีหญิงท้องแก่ด้วยเหรอ? ไม่เคยเห็น 

"คลอดก่อนกำหนดหรือไง?" 

"ไม่น่าจะก่อนกำหนดครับ แต่เห็นเริ่มกระสับกระส่ายมาตั้งแต่บ่ายแล้ว ตอนนี้ร้องไม่หยุดเลยครับ คิดว่าน่าจะคลอดแล้ว คุณแก๊ปบอกให้มาตามหมอไปทำคลอด หมอเป็นหมอทำคลอดไม่ใช่เหรอ?" คำพูดของคนงานทำให้ผมเริ่มเอะใจ 

เจ็บท้องคลอดมาตั้งแต่บ่ายแต่ไม่มีใครพาไปโรงพยาบาล น้ำคร่ำไม่แตกไปแล้วหรอกเหรอ 

"หมอรับเตรียมตัวเถอะครับ" คนงานเร่งแล้วทำท่าจะหมุนตัวเดินจากไป เร็วเท่าความคิด ผมรีบคว้าบ่าคนงานเอาไว้ 

"เดี๋ยวก่อน ที่ว่าไปทำคลอดนี่ ทำคลอดใคร?" 

"นางสร้อยครับ" 

"นางสร้อยเป็นคนงานในไร่หรือเปล่า ทำไมไม่พาไปโรงพยาบาลตั้งแต่ตอนบ่าย" ผมก็ยังไม่เข้าใจ กลัวจะถูกแกล้งอะไรอีก แต่เมื่อได้รับคำตอบกลับมาก็ทำให้มือที่จับบ่าคนงานอยู่หลุดล่วงลง 

"เป็นแม่วัวครับ โรงพยาบาลคงไม่รับทำคลอดมั้งครับ" 

"ตามัจจุราชนั่นเขาคิดว่าผมเป็นสัตวแพทย์หรือไง!!" ผมกระซิบลอดไรฟันแล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้าน 

บ้าไปแล้ว!! ส่งคนมาปลุกผมตอนตี 2 เพื่อให้ไปทำคลอดแม่วัว 

ผมเรียนสูตินรีแพทย์มานะ ไม่ใช่สัตวแพทย์! 

ก่อกวนชัดๆ! 

ผมปิดประตูบ้าน กระแทกฝ่ามือเปิดไฟที่ผนังแล้วเดินไปกระแทกตัวนั่งบนเตียงจนออกัสต้องโผล่หัวออกมาจากผ้าห่ม 

"ใครมา?" 

"คนงาน" ผมตอบเสียงห้วน ขยี้ผมตัวเองอย่างหงุดหงิด คืนนี้ยิ่งนอนไม่ค่อยหลับอยู่ พอหลับก็มาถูกปลุก 

"มาทำไม" 

"ให้ไปทำคลอดแม่วัว" 

"อือ แล้วนั่งอยู่ทำไม ป่านนี้เด็กหัวโหม่งพื้นแล้วมั้ง" ออกัสมุดกลับเข้าไปในผ้าห่ม ปากก็พึมพำอู้อี้  

ผมลากสายตาไปมองมัน เพียงอึดใจอยู่ๆ มันก็โผล่พรวดออกมาจากผ้าห่มตาโต 

"ทำคลอดแม่วัว!" 

"เออ! หัวไม่โหม่งพื้นหรอก มีตั้งสี่ขา" ผมตวัดสายตาเซ็งๆ ออกัสลุกขึ้นนั่ง หายง่วงไปเลย 

"มาตามสูตินรีแพทย์ไปทำคลอดแม่วัวเนี่ยนะ ความคิดใคร?" 

"คิดว่าใครล่ะ?" ผมหัวเราะขึ้นจมูกก่อนจะทิ้งตัวลงนอนหงาย ลืมตามองเพดานบ้านตาปริบๆ  

จะทำยังไงถึงจะเอาคืนตามัจจุราชกับพ่อตาทื่อๆ คนนั้นได้นะ 

"เขาคงอยากเห็นฝีมือผ่าตัดทำคลอดของแกล่ะมั้ง" ออกัสเริ่มหัวเราะขำแล้วเหวี่ยงขาลงจากเตียง เดินอ้าปากหาวเข้าไปในห้องน้ำ 

ผมกลอกตาไปมาเซ็งๆ คนที่ควรตามคือหมอเมลล์โน่น! ไม่ใช่ผม! 

ครืด! ครืด! 

ผมเหลือบมองมือถือบนหัวเตียงที่กำลังสั่น ดีดตัวลุกขึ้นนั่งหยิบมือถือมามองก่อนจะรับสาย 

"ยังไม่หมดวันลา ไม่ต้องโทรมาตาม" ผมรับสายยาวเหยียด แต่น้ำเสียงร้อนรนของไอ้หมอตั้มทำให้ผมต้องนั่งตัวตรง 

"มีเคสฉุกเฉิน คุณแม่ครรภ์เป็นพิษและเสี่ยงมาก ทีมแพทย์ต้องการตัวแกด่วนเลย" 

"เสี่ยงแค่ไหน? หมอไปไหนหมด?" ผมถามกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง โรงพยาบาลที่ผมอยู่เป็นโรงพยาบาลในเครือมหาวิทยาลัย ซึ่งมีแพทย์แต่ละแผนกเพียงพอ 

"50/50 เคสนี้มีภาวะแทรกซ้อน เป็นเคสที่มีแกคนเดียวที่เคยเจอมา ตอนนี้ทีมกำลังรอแก ถ้าไม่ได้อยู่นอกโลกก็รีบมา" 

"ประชุมทีมได้เลย รายงานฉันเป็นระยะ ระหว่างฉันกลับโรงพยาบาล" ผมสั่งหมอนั่นแล้วรีบลุกไปเปลี่ยนเสื้อผ้า คว้ากุญแจรถออกจากบ้าน ออกัสเปิดประตูห้องน้ำออกมาพอดี 

"จะไปไหน?" 

"โรงพยาบาล ฝากบอกเมียฉันด้วยว่ามีเคสด่วน" ผมเดินไปที่ประตู ปากก็สั่งไปด้วย ไอ้ยินเสียงดังมาจากออกัส 

"คงไม่ใช่เคสแม่วัวใช่ไหม?" 

 

ผมรีบขับรถมาโรงพยาบาลโดยที่ประชุมสายกับทีมแพทย์มาตลอดทาง ตอนนี้ความปลอดภัยของแม่และเด็กนั้นสำคัญที่สุด ผมวางสายเมื่อจอดรถที่ลานจอดแล้วรีบร้อนลงจากรถ เดินแกมวิ่งเข้าไปในโรงพยาบาล ขึ้นลิฟต์ไปยังแผนกของผม 

“หมออสติน” นางพยาบาลเห็นผมเดินออกมาจากลิฟต์ก็เดินมาหาพร้อมกับยื่นแฟ้มในมือให้ ผมรับมาเปิดอ่านคร่าวๆ โดยที่ขายังเดินไปด้วย ปากก็ถามอาการของคนไข้ 

“คุณแม่อายุสามสิบห้า มีโรคประจำตัวเป็นเบาหวานค่ะ” 

“อืม” ผมขานรับในลำคอ เดินตรงไปที่ห้องประชุมของทีมแพทย์ ทันทีที่ผมปรากฏตัว แพทย์ในห้องก็หันมามองเป็นตาเดียว 

“ให้แมกนีเซียมคุณแม่ไปหรือยัง?” 

“เรียบร้อยแล้ว เราต้องเร่งทำคลอดก่อนกำหนดแต่ก็เสี่ยงเกินไป” ไอ้หมอตั้มพยักหน้าแล้วยื่นเอกสารผลตรวจมาให้ผมอ่าน ผมกวาดสายตามองอึดใจก่อนจะเงยหน้ากวาดสายตามองทีมแพทย์ 

“หมอแพร์ไปไหน?” ผมถามหาแพทย์หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นแพทย์ที่เก่งมากแต่ดูเหมือนว่าทีมแพทย์ในวันนี้จะมีแต่แพทย์ฝึกหัดทั้งนั้น 

“ไปสัมมนาต่างประเทศ” 

“อือ เอาเท่าที่มี ต้องเร่งทำคลอดก่อน ให้ยากระตุ้นปอดไปแล้วใช่ไหม?” ผมเลิกคิ้วถามไอ้หมอตั้ม มันพยักหน้าแต่สีหน้าของมันทำให้ผมต้องนิ่วหน้า 

“ทำไม?” 

“บอกตรงๆ นะไอ้ติน ฉันรู้สึกไม่ดีเลย เคสนี้มันหนักจริงๆ มีความรู้สึกว่าจะต้องเสียไป” ไอ้หมอตั้มนิ่วหน้า ผมรู้ความหมายของมันดี ผมยืนเงียบไปอึดใจขณะที่ทีมแพทย์มองหน้าผมเป็นตาเดียว 

“เราจะไม่เสียใครไปทั้งนั้น” ผมประกาศออกไปแล้วหมุนตัวเดินออกจากห้องเพื่อไปเตรียมตัวเข้าห้องผ่าคลอด 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมทำคลอดคุณแม่ที่เสี่ยง มีทั้งครรภ์เป็นพิษและภาวะแทรกซ้อน ผมจะไม่ยอมเสียใครไปหรือเสียทั้งคู่เด็ดขาด และผมก็ไม่เคยทำคลอดไม่สำเร็จเลยสักครั้งเดียว 

ถึงแม้พ่อจะบอกว่าในชีวิตของหมอ มันจะต้องมีสักวัน สักวันที่เราจะทำไม่สำเร็จ แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ในทุกเคสที่ผ่านมาในมือ เราจะพลาดไม่ได้ โดยเฉพาะหมอสูติฯ อย่างผม 

ผมกับทีมแพทย์ใช้เวลาอยู่ในห้องผ่าคลอดหลายชั่วโมงเพื่อช่วยชิตทั้งแม่และลูก สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เราไม่ต้องเสียใครไปและได้อีกหนึ่งชีวิตเพิ่มขึ้นมา 

“ชีพจรคุณแม่คงที่แล้วค่ะ” นางพยาบาลรายงาน ผมเงยหน้าขึ้นมองชีพจรแล้วพยักหน้า วางกรรไกรผ่าตัดลง ไอ้หมอตั้มพยักหน้าให้ผ่านหน้ากากบ่งบอกว่ามันจะจัดการที่เหลือต่อเอง 

ผมเดินออกจากห้องผ่า ถอดถุงมือทิ้งถังขยะแล้วเดินไปล้างมือที่อ่างล้างด้านนอก เด็กคลอดออกมาแล้วก็จริงแต่ร่างกายยังอ่อนแอและยังไม่พ้นขีดอันตราย แต่หน้าที่ของผมจบลงแล้ว 

ผมเท้ามือกับขอบอ่างแล้วก้มหน้าลง หลับตาลงอึดใจ มือที่เคยมั่นคงตอนจับกรรไกรผ่าตัดมันสั่นอย่างเห็นได้ชัด 

ผมมักจะเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่ออกจากห้องผ่า 

ผมเงยหน้าขึ้นแล้วพ่นลมออกจากปากแรงๆ ผมเคยบอกหรือเปล่าว่าที่จริงการเป็นหมอไม่ใช่ความฝันของผม 

ผมไม่รู้ว่าตัวเองมีความฝันอะไรด้วยซ้ำไป ผมอดทนอย่างหนักที่จะเรียนหมอให้จบและต้องอดทนทำงานเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมงเพียงเพื่อเหตุผลบางอย่าง 

‘ออสติน นายเป็นหมอสิ เราจะได้มาแต่งงานกัน’ 

‘เธออยากแต่งงานกับหมอเหรอ?’ 

‘ใช่ หมอต้องอบอุ่นเหมือนพ่อเมฆของฉัน ฉันอยากมีแฟนเหมือนพ่อ’ 

‘แต่หมอไม่มีเวลาหรอกนะ เธอต้องร้องไห้แน่ๆ’ 

‘นายก็เป็นหมอที่ไม่เหมือนพ่อนายกับพ่อฉันสิ หมอทำคลอดนั่นไง นานๆ จะมีคนท้องนะ’ 

“หมอออสตินคะ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?” เสียงทักดังเรียกสติผมกลับมา ผมลืมตาขึ้นทันทีแล้วหันไปมองนางพยาบาลก่อนจะส่ายหน้าให้ จากนั้นก็เดินไปเปลี่ยนชุดแล้วออกไปเซ็นต์เอกสารที่เคาน์เตอร์ 

“หมอออสตินเก่งจังเลยค่ะ ตอนแรกเคสนี้พวกเราลุ้นกันแทบแย่ คิดว่าจะมีข่าวร้ายแล้วซะอีก” นางพยาบาลเอ่ยปากชม ผมเหลือบมองนางพยาบาลเล็กน้อยก่อนจะยื่นเอกสารคืนให้ 

“ผมไม่อยากถูกเรียกไปตรวจสอบ เรื่องมันจะยาว” ผมตอบเสียงขึ้นจมูกแล้วเดินล้วงกระเป๋ากางเกงไปที่ลิฟต์ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาเล็กน้อย 

ตีห้ากว่าแล้ว ต้องขับรถกลับไปที่ไร่อีก ถ้าไอหมอกตื่นมาแล้วไม่เห็นผมที่ไร่ ยัยนั่นจะคิดว่าผมยอมแพ้หรือเปล่า 

“ไอ้ติน จะกลับไปบ้านหรือเปล่า กุญแจอยู่นี่” ไอ้หมอตั้มเดินแกมวิ่งตรงมาหา ผมยกแขนลงแล้วหันไปมองมัน 

“จะกลับไปไร่ของไอหมอก” คำตอบของผมทำให้ไอ้หมอตั้มเบิกตากว้าง 

“ไร่ไอหมอกไม่ได้อยู่ในเมืองใช่มั้ย?” 

“อือ ไกลเป็นบ้า ยัยบ้านั่นขับรถมาทำงานทุกวันได้ยังไงนะ” ผมนิ่วหน้า ผมไม่เคยรู้เลยว่าระยะทางบ้านของไอหมอกจะไกลขนาดนั้นแต่ผมก็ยังบังคับให้ยัยนั่นขับรถมาปลุกผมทุกเช้าก่อนไปทำงาน ทั้งๆ ที่ยัยนั่นต้องใช้เวลาเดินทางนานมากและคงต้องตื่นก่อนเวลาแทบจะทุกวัน 

มาคิดดูแล้วก็รู้สึกผิดเหมือนกัน 

ประตูลิฟต์เปิดออก ผมเดินเข้าไปในลิฟต์พร้อมกับไอ้หมอตั้ม มันถามถึงไอหมอกไม่ขาดปาก 

“มึงลาพักร้อนไปอยู่กับไอหมอกเหรอ?” 

“อือ ไปทำนา เก็บขี้ม้า ขี้ไก่ สารพัดขี้” ผมยักไหล่แล้วกลอกตาขึ้นบน 

“เพื่ออะไรวะ?” 

“กูก็อยากรู้ ถ้ามึงอยากรู้ มึงไปถามตากับพ่อยัยนั่นสิ ก่อนจะมานี่ก็ส่งคนมาปลุกให้กูไปทำคลอดแม่วัว” ผมอยากจะแยกเขี้ยวแต่ก็ทำไม่ได้ 

นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่กันแน่นะ ทำไมผมถึงไม่ได้ความแสบมาจากหมอเมลล์คนนั้นบ้าง ชนิดตลบหลังพ่อตาตัวเองจนยับเยิน ไม่ยอมใครง่ายๆ ผมเองก็เป็นสัตว์ร้ายเหมือนกันนะ 

“มึงยอมทำขนาดนั้นเพื่อไอหมอกเลยเหรอ?” ไอ้หมอตั้มมองผมด้วยสายตาอึ้งๆ ผมกะพริบตาถี่ๆ ก่อนจะหันไปมองมันแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ประตูลิฟต์ก็เปิดออก 

“แล้วยังบอกว่าไม่ได้รักไอหมอกอีก” ไอ้หมอตั้มแสยะยิ้ม ปากก็พึมพำลอยๆ ผมเหล่มองมันทางหางตาแล้วหยุดเดิน 

“ไอหมอกเคยสัญญาว่าจะแต่งงานกับผู้ชายคนนึง เมื่อวานมันกลับมาทวงคำสัญญานั่นแล้ว” 

“แต่งงานเลยเหรอ อย่างไอหมอกเนี่ยนะจะไปสัญญาอะไรแบบนั้น ไม่เข้ากับบุคลิกของยัยนั่นเลย” ไอ้หมอตั้มทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ หมอนี่รู้จักไอหมอกมานานและรู้จักนิสัยใจคอของยัยนั่นดีไม่ต่างจากผมหรอก 

“ไม่ใช่หมอนั่นคนเดียวหรอกที่ยัยนั่นเคยสัญญา แต่ยัยนั่นสัญญาอะไรกับใครเอาไว้ ไม่เคยจำได้เลยสักเรื่อง ยัยโง่เอ๊ย!” ผมกลอกตาเซ็งๆ ปากก็บ่นอุบอิบ ไอ้หมอตั้มมองผมแล้วหัวเราะออกมา 

“ระวังนะโว้ยไอ้ติน มัวยึกยักๆ อยู่แบบนี้ สักวันจะถูกหมาคาบไปกิน” 

“แล้วที่กูยอมไปเก็บสารพัดขี้ที่ไร่ยัยนั่น นี่ยังเรียกว่ายึกยักอยู่อีกเหรอ” ผมทำหน้าเซ็ง ยอมขนาดนี้แล้วแท้ๆ 

“เออๆ กูรู้แล้ว กูเซ็งกับความสัมพันธ์ระหว่างมึงกับไอหมอกจริงๆ เลย” ไอ้หมอตั้มส่ายหน้าก่อนจะโบกมือให้แล้วมันก็กลับไปทำงานของมันต่อ 

ผมเดินไปหยุดยืนมองท้องฟ้าที่ยังมืดสนิทอยู่อึดใจแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ 

หรือว่าผมจะยึกยักนานเกินไปแล้ว ถึงเวลาต้องเอาคืนบ้างแล้วล่ะมั้ง ไม่อย่างนั้นจะถูกไอ้หมาป่านั่นคาบไปจริงๆ 

ผมเสียอะไรก็ได้ แต่ผมเสียไอหมอกไปไม่ได้  

ผมหวังว่าประโยคนี้มันจะอยู่กับผมไปตลอด จะไม่มีวันที่ผมยอมแพ้แล้วปล่อยมือจากไอหมอกในวันใดวันหนึ่ง 

ยัยนั่นจำได้แต่คำสัญญาที่ให้ไว้กับไอ้หมาป่านั่น แต่กลับลืมคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับผม 

จำไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่าทำไมผมถึงมาเป็นหมอสูติฯ 

 

ผมขับรถมาถึงไร่ของไอหมอกก็สว่างพอดี ขณะที่ขับเข้าไปในไร่ ผ่านเส้นทางทางเข้าก็ต้องเหยียบเบรกรถเมื่อมีรถจักรยานยนต์จอดขวางทางรถผมอยู่ มีกลุ่มชายฉกรรจ์สามสี่คนยืนมองมาที่รถของผม หนึ่งในนั้นโบกมือให้ผมจอดรถ 

ผมจอดรถแล้วเลื่อนกระจกรถลง สองคนในนั้นเดินเข้ามาแล้วยิ้มแปลกๆ ส่งมาให้ 

ดูท่าทางแล้วไม่น่าจะมาดี ผมสังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่งในกลุ่มที่คุ้นหน้าอย่างบอกไม่ถูก เหมือนจะเคยเห็นหมอนี่มาก่อน 

“ไอ้หมอนี่หรือเปล่า หลานไอ้แก่นั่นน่ะ?” เสียงตะโกนถามเพื่อนดังขึ้น ผมย่นคิ้วเข้าหากันอย่างแปลกใจ กำลังตามหาใครอยู่เหรอ 

“มีปัญหาอะไรกันเหรอ?” ผมเลิกคิ้วถาม ดูท่าทางไม่น่าไว้ใจก็จริงแต่ผมไม่ได้กลัวหรอกนะ 

“ไม่ใช่ไอ้หมอนี่หรอก” 

“แล้วหมอนี่มันเป็นใคร?”  

เฮ้อ! จะคุยกันอีกนานไหม ใครก็ได้ช่วยตอบคำถามผมหน่อยเถอะ คนยิ่งง่วงๆ อยู่ อยากกลับไปนอนหลับสักงีบ ต้องมาหยุดฟังอะไรก็ไม่รู้เนี่ย 

“ถ้าไม่มีธุระกับฉันก็ช่วยถอยไปหน่อย” ผมตัดสินใจพูดขึ้น กลอกตาไปมาเซ็งๆ แต่ดูเหมือนคำพูดของผมจะทำให้พวกนี้ไม่พอใจ 

พวกนักเลงนี่เอง 

ตาแก่ที่พูดถึงเมื่อกี้คงจะหมายถึงตามัจจุราชนั่นล่ะมั้ง 

“อย่ามาสั่งพวกกูนะโว้ย! มึงเป็นใครไอ้หน้าอ่อน!” หนึ่งในนั้นทำท่าจะหาเรื่องผมให้ได้ ทำไมต้องมาเจอพวกบ้านี่ในวันที่ยืนทำคลอดมาครึ่งคืนกันล่ะเนี่ย 

“แล้วพวกมึงเป็นใคร ถึงมาบุกรุกในไร่ของคนอื่นเขา?” ผมยังไม่ทันจะได้ตอบก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น 

อยู่ๆ ด้านหลังรถก็ปรากฏร่างสูงของตามัจจุราชกับไอ้หมาป่านั่นและยังมีผู้ชายอีกคน อายุก็น่าจะไล่เลี่ยกับพ่อของผมได้ 

สามคนนี้โผล่มาจากไหน? 

ผมรีบเปิดประตูลงจากรถหลังจากพวกนักเลงผละออกไปจากประตูรถ สีหน้าท่าทางลนลานอย่างเห็นได้ชัด กลัวตามัจจุราชกันน่าดู 

“มึงใช่มั้ยไอ้แก่ที่ให้ตำรวจมาจับน้องชายกู?” หนึ่งในกลุ่มนักเลงทำใจกล้าตะโกนถาม 

ผมยืนเงียบแล้วพยายามคิดตามไปด้วย ไอหมอกบอกว่าตาแก๊ปคนนี้ร่วมมือกับตำรวจ ช่วยกวาดล้างพวกค้ายาและเสพยา เป็นคนแจ้งเบาะแสให้ตำรวจ 

แต่ถ้าเป็นแบบนั้น ผมว่าเขาก็มีศัตรูเยอะเหมือนกัน ทั้งตัวของคนเสพยาเองที่น่าจะแค้นน่าดู แล้วไหนจะพวกค้ายาอีก ถึงผมจะเป็นหมอแต่วงการพวกนี้ ผมก็พอจะมองออก 

ผมจำได้นะ วันแรกที่ผมมาที่ไร่แล้วเดินไปเห็นชาวบ้านมารุมทึ้งตามัจจุราชนี่ เขาบอกว่าตำรวจดีๆ ก็มีแต่กำลังตำรวจดีๆ นั้นมีน้อยและถ้าเราไม่ช่วยเป็นหูเป็นตา ยาเสพติดพวกนี้ก็จะอยู่กับลูกหลานไปอีกนาน ไม่มีวันกวาดล้างหมด 

ผมเผลอยืนมองเสี้ยวหน้าตามัจจุราชจนลืมตัว มารู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อนัยน์ตาคมตวัดมองมาที่ผม 

ผมจึงแกล้งยกกำปั้นแตะปากแล้วกระแอมในลำคอ เหล่มองไอ้หมาป่ามันก็กระตุกยิ้มมุมปากแล้วดุนลิ้นกับกระพุ้งแก้ม แถมยังยักคิ้วกวนประสาทมาให้อีก 

“ใครเรียกฉันว่าไอ้แก่ จะต้องถูกจับหักแขน” ตามัจจุราชลากสายตากลับไปมองกลุ่มนักเลง แต่คำพูดของเขาทำให้ผมรู้สึกหายใจแปลกๆ  

ผมเรียกเขาว่าตามัจจุราช ไม่ใช่ไอ้แก่ คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง 

“จัดการพวกมันสักทีเถอะพ่อ ผมยังมีงานต้องทำ” ผู้ชายอีกคนที่ผมไม่เคยเจอหน้าในไร่พูดขึ้น เรียกตามัจจุราชว่าพ่อ น่าจะเป็นลูกชาย ลุงกราฟของไอหมอกนี่เอง 

“พาไอ้หมอทำคลอดกลับไปก่อน” ตามัจจุราชพยักพเยิดหน้ามาที่ผม จากนั้นลุงกราฟก็เดินมาจับผมยัดกลับเข้าไปในรถแล้วเขาก็เดินอ้อมไปขึ้นรถข้างคนขับ 

จะไม่มีใครบอกอะไรกับผมสักหน่อยเหรอ? 

“ยังไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!” เสียงหนึ่งในกลุ่มนักเลงดังขึ้น ไอ้หมาป่าเดินมายืนข้างๆ ตามัจจุราช ผมเหลือบมองเอวหมอนั่น บางสิ่งที่ตุงออกมาบ่งบอกว่าหมอนี่ไม่ได้มาตัวเปล่า 

แต่พกปืนมาด้วย 

เจ้าหน้าที่รัฐของอเมริกาพกอาวุธในเมืองไทยได้ด้วยเหรอเนี่ย 

“ไอ้หมอนี่…” ตามัจจุราชชี้นิ้วมาที่ผม ผมจึงได้สติแล้วลากสายตาไปมองเขา ไอ้หมาป่าหันมามองผมแล้วยิ้มมุมปากอีกรอบ 

“ฉันแกล้งมันได้แค่คนเดียว ใครกล้าแตะมัน ฉันจะฝังศพไอ้คนทำไว้ในไร่” จบคำพูดของตามัจจุราช รอบตัวก็เงียบกริบไปเลย 

ผมได้แต่นั่งกะพริบตาถี่ๆ จ้องมองนิ้วมือที่ชี้มาที่ผมแล้วชะงักไป แกล้งได้แค่คนเดียว คนอื่นห้ามแตะ 

รู้สึกผมสำคัญยังไงบอกไม่ถูก แต่ก็ไม่รู้สึกดีใจอยู่ดี 

“พ่อขู่แบบนี้ไง ข่าวลือว่าไร่ดิรกเป็นหลุมฝังศพถึงไม่หายไปสักที” เสียงบ่นของลุงกราฟดังขึ้น จากนั้นก็พยักหน้าให้ผม 

“กลับไร่เถอะหมอ” 

 

ผมขับรถฝ่ากลุ่มนักเลงไปช้าๆ แต่ก็ยังอดเหลือบมองกระจกข้างรถไม่ได้ ตามัจจุราชก็อายุเยอะแล้วนะ คิดยังไงถึงไปท้าทายกลุ่มนักเลงพวกนั้น ฝ่ายตรงข้ามยังวัยรุ่นอยู่เลย จะไปสู้กับพวกนั้นได้ยังไง 

“เป็นห่วงพ่อเหรอ?” เสียงทักของลุงกราฟดังขึ้น ผมถึงมารู้ตัวว่าเหยียบเบรกรถจอดตอนไหนก็ไม่รู้ ผมหันไปมองลุงกราฟเป็นจังหวะเดียวกับที่ได้ยินเสียงโวยวายและการตะลุมบอนเกิดขึ้นจนผมตกใจ 

หันกลับไปมองด้านหลังรถก็เห็นฝุ่นตลบ กลุ่มนักเลงพยายามช่วยกันรุมตามัจจุราชกับไอ้หมาป่าเอาเป็นเอาตาย 

แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีโอกาสได้ถึงเนื้อถึงตัวสองคนนั่นได้เลย มีแต่ถูกถีบกลับมานอนแอ้งแม้งคลุกฝุ่น 

ผมหรี่ตามองการต่อสู้ของตามัจจุราชคิ้วย่นและสนใจเป็นพิเศษ เขามีทักษะการต่อสู้จริงๆ ถึงจะมีอายุแล้วแต่ทักษะของเขาไม่ได้ส่งผลต่ออายุของเขาเลย 

“ทักษะนั่นมัน……” ผมพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว ผมเรียนยูโดมาตั้งแต่เด็กและรู้ทักษะการต่อสู้ดี มันอาจจะเป็นแค่ศาสตร์การต่อสู้แค่ศาสตร์เดียวที่ผมเรียนมา แต่ผมก็เรียนรู้ศาสตร์อื่นๆ ทางทฤษฏีมาบ้าง 

แน่นอนว่าผมไม่เคยเห็นศาสตร์แบบนั้นมาก่อน 

“สนใจศิลปะการต่อสู้ของพ่อเหรอ?” ลุงกราฟถามขึ้น มีรอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก ผมถอนสายตาจากตามัจจุราชหันมามองลุงกราฟอย่างสนใจ 

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมจำได้ว่าหมัดของไอหมอกมันเปลี่ยนไป และเมื่อยัยนั่นรู้ตัวก็รีบเปลี่ยนท่าทีราวกับว่าไม่อยากให้ผมรู้ว่าตัวเองใช้หมัดแบบไหนกับผม 

ตามัจจุราชต้องสอนทักษะการต่อสู้ให้กับลูกๆ หลานๆ แน่ เพียงแต่เป็นทักษะที่น่าสนใจสำหรับผมมาก 

“ไม่ใช่ยูโดใช่มั้ย?” 

“ไม่ใช่หรอก” ลุงกราฟส่ายหน้า สายตาเหลือบมองไปด้านหลังรถ ตอนนี้กลุ่มนักเลงปากดีลงไปนอนปากดีบนพื้นเรียบไปแล้ว 

“มันคืออะไร?” 

“ไม่รู้สิ พ่อไม่เคยบอก” ลุงกราฟยักไหล่ ผมย่นคิ้วเข้าหากัน ทักษะการไอ้หมาป่า ชัดเจนเลยว่าหมอนั่นเรียนศาสตร์ยูโด เทควันโดและคาราเต้ ซึ่งมันแตกต่างจากของตามัจจุราช 

ตามัจจุราชเป็นใครกันแน่! 

ผมตัดสินใจขับรถต่อโดยในหัวก็ยังมีเรื่องของตามัจจุราชลอยวนเวียนอยู่ ผมมีความสนใจเรื่องการต่อสู้มาตั้งแต่เด็กๆ ไม่แปลกที่ผมจะสนใจทักษะนั้นของเขา 

“หมอมาจีบไอหมอกเหรอ?” 

“ลุงเป็นลุงของไอหมอกใช่มั้ย?” 

ผมกับลุงกราฟถามพร้อมกันเลยจนตกใจ หันไปมองหน้ากันแทบทันทีก่อนจะยิ้มมุมปากให้กัน 

“ผมจะมาสู่ขอไอหมอก แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ผ่านด่านง่ายๆ” ผมพูดขึ้น ลุงกราฟหัวเราะเบาๆ 

“จะจีบลูกสาว หลานสาวบ้านนี้ก็ต้องอดทนหน่อย” 

“อะไรจะโหดขนาดนั้น อย่างกับมาเข้าฝึกหน่วยรบพิเศษแล้วจะไปออกรบ” ผมกลอกตาขึ้นบน ลุงกราฟหัวเราะดังกว่าเดิมก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ 

“ถ้าหมอมีลูกสาว หมอก็จะเข้าใจเองนั่นแหละ บวกกับที่เป็นคนผ่านสังคมร้ายๆ มา พัวพันอยู่กับพวกที่ไม่ใช่คนดีสักเท่าไหร่ ก็เลยต้องปกป้องคนที่ตัวเองรักให้ดีที่สุด ให้เขาได้เจอคนที่ดีที่สุด” 

คำพูดของลุงกราฟทำให้ผมชะงัก ผ่านสังคมร้ายๆ มา หมายถึงตามัจจุราชนั่นน่ะเหรอ 

“ตาแก๊ปไปเรียนการต่อสู้ที่ไหนมา?” ผมตัดสินใจถามเพราะอยากรู้เรื่องนี้มากๆ ในใจก็สนใจแต่อีกใจผมก็รู้สึกกลัว 

ใครจะไม่กลัวบ้างล่ะ เห็นเมื่อกี้ก็รู้แล้วว่าผมไม่มีทางสู้ตามัจจุราชนั่นได้เลย ถ้าถูกจับหักแข้งหักขาขึ้นมา ศาสตร์ยูโดที่ผมเรียนมาตั้งแต่เด็กมันก็ช่วยชีวิตผมไม่ได้ 

“ในคุก” 

“ในคุก?” ผมเกือบเหยียบเบรกรถหัวทิ่ม หันไปมองลุงกราฟตาโต อีกฝ่ายก็พยักหน้าให้อย่างใจเย็น 

“ใช่ พ่อเคยไปติดคุกแล้วเรียนรู้การต่อยตีต่อสู้มาจากในนั้น” 

“คุกที่ไหนถึงต่อยตีกันได้?” ผมอ้าปากค้าง ลุงกราฟยิ้มมุมปากบางๆ แล้วผ่อนลมหายใจออกมา 

“ไม่ใช่คุกที่หมอเคยเห็นหรอก หมออย่าสนใจเลย พ่อไม่เอาทักษะพวกนั้นมาฆ่าหมอหรอก” ลุงกราฟแซวกลับราวกับรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ 

ผมกะพริบตาปริบๆ ขับรถมาถึงออฟฟิศแทบไม่รู้ตัว จอดรถแล้วลุงกราฟก็เปิดประตูรถ แต่ก่อนจะลงไป ลุงกราฟก็หันกลับมามองผม 

“หมออยู่ที่นี่ จะต้องเจอเหตุการณ์แบบนั้นบ่อยๆ ที่นี่มีแต่คนคับแค้นใจอยากเข้ามาอาละวาด นี่เป็นด่านแรกที่หมอจะต้องผ่านมันไปให้ได้ ถ้าหมออยากอยู่อย่างสงบๆ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ หมอถอนตัวไปดีกว่า” คำเตือนของลุงกราฟยิ่งทำให้ผมสนใจ 

“ลุงจะบอกว่าที่นี่เป็นสายตำรวจเหรอ?” 

“จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ที่นี่เป็นแค่ไร่เกษตรฯ แต่มักจะมีตำรวจเข้าออกบ่อยกว่าพวกชาวบ้านธรรมดา” คำตอบของลุงกราฟไม่ได้ทำให้ผมใจชื้นขึ้นมาเลย จากนั้นเขาก็ยิ้มมุมปากแล้วยักคิ้วให้ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถไป 

“ออสติน!” เสียงตะโกนเรียกข้างประตูรถเรียกสติผมกลับมา ไอหมอกมายืนเคาะกระจกรถเรียกผมหน้าตาตื่น ผมจึงรีบเปิดประตูลงจากรถไปหายัยนั่น 

“นายไปไหน? ฉันคิดว่านายหนีกลับไปแล้วซะอีก” 

“ไปโรงพยาบาลมา มีเคสด่วนน่ะ ออกัสไม่ได้บอกเธอเหรอ?” 

“พี่ชายนายหายตัวไปตั้งแต่เช้าแล้ว” ไอหมอกยักไหล่ ออกัสมันรีบกลับไปทำไมแต่เช้า แต่ก็ช่างหัวหมอนั่นเถอะ 

“ฉันไม่หนีไปไหนหรอก” ผมรั้งไอหมอกมากอด ยัยนั่นกอดเอวผมไว้แน่นเหมือนกลัวผมจะหายไป ผมก้มลงไปมองเสี้ยวหน้ายัยนั่นแล้วยิ้มล้อเลียน 

“กลัวฉันจะหายไปขนาดนั้นเชียว” 

“ฉันกลัวว่านายจะทนไม่ไหวเพราะถูกตาฉันแกล้งมากไปต่างหาก ฉันไม่อยากให้นายเกลียดตาของฉัน” ยัยนั่นเถียงหน้างอ ผมเลิกคิ้วขึ้นสูงแล้วยืดตัวขึ้นตรง 

“ไม่เกลียดหรอก แต่สนใจมากกว่า” ผมพึมพำเสียงแผ่ว มีความคิดบางอย่างอยู่ในหัว 

“ไปกินข้าวเช้ากันเถอะ กินอะไรมาหรือยัง?” ไอหมอกกระตุกมือชวน ผมส่ายหน้าให้ยัยนั่นจึงลากผมไปที่โรงครัว 

อาหารเช้าส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ มาแตะจมูกจนท้องผมเริ่มร้องให้ได้ยิน ถ้าไม่ได้กลับไปนอนบ้านแม่ ผมจะไม่ได้กินมื้อเช้าอร่อยๆ เลย อยู่โรงพยาบาลได้กินแต่อาหารแสนจะธรรมดา 

แต่ที่นี่กลับแตกต่าง มีอาหารให้กินแทบจะครบห้าหมู่ ผลไม้ เนื้อสัตว์มีให้เลือกเยอะแยะไปหมด 

คุณภาพชีวิตของที่นี่ดีมากจริงๆ เหมือนไม่ใช่ไร่เกษตรฯ 

ตามัจจุราชคนนั้นเก่งใช้ได้เลย 

“พี่หมอต้นข้าวไม่ได้กลับมาไร่เหรอ?” ระหว่างนั่นกินข้าวผมก็ถามหาพี่หมอต้นข้าว เมื่อคืนไอหมอกบอกให้ผมกลับไปนอนกับออกัสเพราะคืนนี้พี่หมอต้นข้าวจะกลับมานอนบ้าน 

“กลับมาแล้ว ยังนอนอยู่ที่บ้าน แม่บอกว่าอย่าไปกวน” 

“งานพี่หมอต้นข้าวหนัก ไม่แปลกที่จะนอนข้ามวันข้ามคืน” ผมยักไหล่นิดๆ แล้วตักข้าวใส่ปาก จากนั้นก็นึกขึ้นมาได้จึงถามต่อหลังจากกลืนข้าวลงคอ 

“แล้วเธอไม่ไปทำงานหรือไง?” 

“ฉันลาออกแล้ว” คำตอบของไอหมอกทำให้ผมชะงักมือที่กำลังตักข้าว เงยหน้ามองยัยนั่นอึ้งๆ 

“ลาออก?” 

“อื้อ! ฉันลาออกแต่รับงานฟรีแลนซ์มาทำที่บ้านแทน” ยัยนั่นพยักหน้า ผมนั่งมองเสี้ยวหน้ายัยนั่นอึดใจ พลางนึกไปถึงเรื่องที่ไอหมอกต้องขับรถจากไร่เจ้าไปทำงานในเมืองทุกวันแล้วมันอดห่วงไม่ได้จริงๆ ผมจึงไม่คัดค้านอะไร 

กึก! 

ระว่างนั้นก็มีแก้วน้ำวางลงบนโต๊ะข้างจานข้าวของไอหมอก ผมชะงักอีกรอบแล้วเงยหน้ามองร่างสูงของไอ้หมาป่า เห็นหน้าหล่อของมันแล้วหมั่นไส้! 

“จะไม่ขอบคุณฉันสักหน่อยเหรอ?” หมอนั่นเลิกคิ้วขึ้นสูงจ้องมองผมด้วยแววตาชวนน่าโมโห 

“เรื่องอะไร?” ผมถามอย่างใจเย็น 

“ก็เรื่องที่ฉันช่วยนายจากพวกสวะพวกนั้นไง ถ้าฉันไปไม่ทัน ป่านนี้คงต้องหามหมอส่งโรงพยาบาลแล้วมั้ง” 

“หึ! คิดว่าพวกกระจอกพวกนั้นจะทำอะไรฉันได้หรือไง?” ผมัวเราะขึ้นจมูกแล้วพึมพำกับตัวเอง ผมเองก็เรียนการต่อสู้มาตั้งแต่เด็กเหมือนกันแหละ 

“นายไปมีเรื่องมาเหรอเรส?” ไอหมอกเงยหน้าถามไอ้หมาป่าทันที มันลากสายตากลับมามองไอหมอกแล้วยิ้มชั่วร้ายก่อนจะก้มลงไปใกล้หน้ายัยนั่น ปลายจมูกแทบจะเบียดแก้มยัยนั่นอยู่แล้ว 

ผมกัดริมฝีปากด้านในอย่างเจ็บใจ ถอยไปห่างๆ จากผู้หญิงของฉันนะโว้ย! 

“เธอเป็นห่วงฉันด้วยเหรอ?” ไอ้หมาป่ากระซิบถาม แต่สายตาจ้องผมนิ่ง ทั้งสีหน้าและแววตาของหมอนั่นมันชวนให้น่าจับทุ่มลงพื้นเหลือเกิน 

นึกเจ็บใจที่ทักษะการต่อสู้ของหมอนี่มันเหนือกว่าผม จะจัดการกับไอ้หมาป่ากวนโมโหนี่ยังไงดี 

“ให้มันน้อยๆ หน่อยไอ้ลูกหมา” แต่อยู่ๆ ลำคอหมอนั่นก็ถูกท่อนแขนแข็งแรงกระชากออกห่างจากหน้าไอหมอก หมอนั่นไอหน้าดำหน้าแดงเพราะถูกรัดคอไม่ทันได้ตั้งตัว 

“ตาแก่! ปล่อยนะ มันหายใจไม่ออก” 

“ถึงจะเป็นแก ฉันก็ไม่อนุญาตให้เฉียดหลานสาวของฉันหรอกนะ!” ตามัจจุราชเหล่มองไอ้หมาป่าตาขวางก่อนจะปล่อยหมอนั่นเป็นอิสระ 

“หวงให้มันถูกคนหน่อยเถอะ ไอ้หมอนี่มันทำมากกว่าเฉียดอีก ไม่รู้อะไรเลย!” ไอ้หมาป่าตวัดสายตามองผมคิ้วย่น คำพูดของหมอนั่นทำให้ไอหมอกต้องกลืนน้ำลายลงคอ ส่วนผมทำเพียงเลิกคิ้วขึ้นสูง 

หมอนี่รู้เรื่องของผมกับไอหมอกด้วยเหรอ น่าแปลกจริงๆ 

ตามัจจุราชลากสายตามาสบตาผมนิ่งโดยไม่ได้พูดอะไร ส่วนผมก็จ้องมองเขากลับอย่างไม่หวาดกลัวหรือยอมแพ้ ถ้าตามัจจุราชรู้ว่าไอหมอกเป็นของผมไปแล้ว เขาจะทำยังไงกับผม หรือเขายังไม่รู้อย่างที่ไอ้หมาป่ามันพูด 

“ใครบอกว่าฉันไม่รู้ เพราะรู้ไง มันถึงต้องถูกใช้งานเยี่ยงทาส!” จากนั้นเขาก็กระตุกยิ้มมุมปาก 

“ตาแก๊ปอ่ะ ใจร้าย ออสตินเป็นแค่หมอนะ เขาจะมาทำงานหนักๆ เหมือนคนงานในไร่เราได้ยังไงล่ะ” ไอหมอกรีบลุกขึ้นไปเกาะแขนตาตัวเองแล้วออดอ้อน นัยน์ตาคมกริบเหล่มองหลานเหมือนหมั่นไส้เต็มประดา 

“จะมาเป็นหลานเขยของไร่ มันก็ต้องทำไร่ทำสวนเป็นสิ” 

“ตาแก๊ปจะบอกเหมือนที่บอกพ่อเมฆไม่ได้นะ” ไอหมอกทำหน้างอ ปากยื่น 

“แต่ไอ้หมอนี่ไม่เหมือนไอ้หมอเมฆ” ตาแก๊ปหรี่ตามองผมด้วยสายตาบางอย่าง ไอ้หมาป่ายืนกอดอก ยกยิ้มหัวเราะชอบใจ 

“ไม่เหมือนยังไง หมอนี่ก็เป็นหมอเหมือนกัน ก็แค่ไม่ใช่ศัลยแพทย์เหมือนพ่อเท่านั้นเอง” ไอหมอกเถียงแล้วทำคิ้วย่น ผมจ้องตามัจจุราชเขม็ง เขากำลังจะบอกอะไร ผมไม่เหมือนหมอเมฆยังไง 

จากนั้นเขาก็เดินมาหยุดยืนตรงหน้าผมแล้วเท้าแขนลงบนโต๊ะ ก้มหน้าลงมาจ้องหน้าผมใกล้ๆ พร้อมกับกระซิบถาม 

“แกรู้ไหมว่าแกไม่เหมือนไอ้หมอเมฆมันตรงไหน?” 

ผมนั่งจ้องหน้าตามัจจุราชนิ่ง ในใจก็พยายามคิดว่าเขาต้องการคำตอบแบบไหน สีหน้าร้อนใจของไอหมอกบ่งบอกว่ายัยนั่นกลัวผมจะถูกตาแก๊ปจับหักแขนหักขาเข้าจริงๆ ส่วนไอ้หมาป่าก็ยักคิ้วให้กวนๆ ผมกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะยกยิ้มมุมปากแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเผชิญหน้ากับตามัจจุราชตรงหน้าพร้อมคำตอบ 

“ตรงที่ผมรักไอหมอกมานานกว่าที่หมอเมฆจะตกหลุมรักแม่ของไอหมอก”  

ความคิดเห็น