ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่หนึ่งร้อยสิบ ความหมายของผู้บ่มเพาะพลัง

ชื่อตอน : ตอนที่หนึ่งร้อยสิบ ความหมายของผู้บ่มเพาะพลัง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 335

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ม.ค. 2564 09:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่หนึ่งร้อยสิบ ความหมายของผู้บ่มเพาะพลัง
แบบอักษร

ตอนที่หนึ่งร้อยสิบ ความหมายของผู้บ่มเพาะพลัง

ผู้บ่มเพาะคืออะไรกันแน่?

หากเก็บรวบรวมแต่พลังอย่างเดียวอย่างนั้นก็ไม่ได้เรียกว่าบ่มเพาะแล้วแต่คือผู้กวาดล้างทำลาย

ผู้บ่มเพาะที่แท้จริงต้องทำให้ตนเองเติบโตโดยไม่จำเป็นต้องระรานผู้อื่นเสมอไป

จัดทำแปลงนา คัดเมล็ดพันธุ์ข้าวอย่างเทพเสินหนงจึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้บ่มเพาะที่แท้จริง

และตัวอย่างก็อยู่มาข้างหน้าผมตลอดแต่ผมไม่ได้มอง

เมื่อร่างกายไม่ไหวก็คืนสู่ผืนดินและแผ่นฟ้า

อย่าใช้ความพยายามก่อนที่จะใช้สมอง

หากเราเหนื่อยจนเป็นสายเลือด แสดงว่าเราไม่ได้พยายามใช้สมองจนเส้นเลือดในสมองแทบจะระเบิด หากใช้สมองได้ อย่าพึ่งตัดสินใจใช้ความพยายาม

ผมเกือบจะเลยเลยคำสอนของชาวหุยหมวกน้ำเงินไปเสียแล้ว

เมื่อไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่ราชันย์ยุทธได้ก็ถอยหลังกลับมาพิจารณาสมการทั้งหมดใหม่

ทำความเข้าใจกับนิยามของการบ่มเพาะพลัง

หากไม่ไหวก็ให้หยุด เจ้าแห่งภูผา(The rock)กล่าวเอาไว้ในการบ่มเพาะร่างกาย

เมื่อฝ่าไปไม่ได้ถอยหลังกลับมาที่ วิญญาณ ความคิดและร่างกาย

องค์ประกอบย่อยๆสามประการ

เมื่อเพิ่มพลังย้อนกลับมาที่ร่างกายก็วนกลับไปที่ร่างกาย ความคิด วิญญาณ อีกครั้ง

คราวนี้ไม่มีคราบดำๆออกมาจากร่างกายเพราะถูกดูดซับไปด้วยฟ้าดินจนหมด

วัฎจักรของสวรรค์ไม่ปล่อยสิ่งใดให้เหลือไว้เป็นสิ่งไร้ประโยชน์

แทนที่จะลำบากในการดูดซึมพลังกลายเป็นเหมือนกับเราเป็นเรือน้อยท่ามกลางกระแสของพลังที่ยิ่งใหญ่

ให้พลังของฟ้าดินหนุนส่งเสริมเราขึ้นไปพร้อมกับที่เราแบ่งปันเผื่อแผ่พลังสู่พื้นดินและแผ่นฟ้าเบื้องล่าง

“เมื่อคิดยืมพลังไหนเลยมีพลังให้ใช้และใช้ในสถานใด”

พลังอยู่ทั่วสรรพสิ่ง อยู่ที่ว่าเราคิดจะหยิบมาใช้หรือไม่และจำเป็นต้องใช้แม้แต่พลังหรือไม่

เมื่อไม่ต่อต้านกระบี่มังกรเขียวก็หลุดจากพันธนาการปล่อยดวงจิตสวรรค์ที่เหลืออกไปกลับคืนสู่วัฎจักรของฟ้าดิน

ชาวหุยหมวกน้ำเงินจะคิดไปอีกขั้นแน่นอนว่าหากใช้พลังแปลว่าประสิทธิภาพของเรายังไม่ดีพอ ใช้พลังน้อยที่สุดให้ผลลัพธ์มากที่สุดคือหลักการของพวกเขาเสมอมา

เริ่มจากสิบดาวที่ถ่ายเท อีกขั้นหนึ่งใช้ร้อยดาว อีกขั้นหนึ่งใช้พันดาว

เพียงแค่ก้าวหน้าไปที่ตรงการบ่มเพะพลังสมการใหม่เช่นนี้แค่สามขั้นผมก็หมดพลังที่สะสมมาแต่ยังสามารถไปต่อได้อีกขั้นหนึ่งในการเสริมสร้างพลังของร่างกายโดยจินตนาการตนเองเป็นฟ้าดิน

ไททัน

ที่เบิกพิภพเทพผานกู่ของจงหยวน

โลหิตคือแม่น้ำลำธาร เนื้อคือแผ่นดินพิภพ เส้นผมคือดวงดารา กระดูกคือเพชรต่างๆ

ร่างกายที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งได้มากขึ้นหลอมรวมพลังจากฟ้าดิน

พื้นดินและแผ่นฟ้ารอบข้างสั่นสะเทือน

ชีพจรฟ้าดินเคลื่อนไหวไปตามชีพจรของผม

ผมปล่อยลมหายใจออก ฟ้าดินสูดเข้า

ผมสูดลมหายใจเข้า ฟ้าดินปล่อยออก

สวรรค์ พิภพและมนุษย์ ทำตามหลักการของเต๋า

ผมสัมผัสได้ถึงท้องฟ้าและพื้นดินที่ได้รับพลังของผมเข้าไปเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของร่างกายของผม

ฟู่ ผมระบายลมหายใจ

ท้องฟ้าก็ดังครืน ครืน แบบระบายลมหายใจเช่นกัน

หรือว่าแท้ที่จริงแล้วระบบทัณฑ์สวรรค์ต่างๆมีไว้เพื่อปกป้องสภาพความเป็นจริง?

แบบเดียวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ผมได้ทำตัวเหมือนเชื้อโรคที่หลอกระบบภูมิคุ้มกันว่าเป็นส่วนเดียวกันกับร่างกายได้ก่อนและก็อย่างที่ว่าอาจจะไมได้หลอก

ร่างกายก็มีความสัมพันธ์แบบซิมไบโอซิสม์ที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบปรสิตเสมอไปกับแบคทีเรียบางชนิดในลำไส้ที่ใช้ในการช่วยย่อยต่างๆ

ตอนนี้สถานะของผมก็คงไม่ต่างกับแบคทีเรียในลำไส้นั้นของสวรรค์ล่ะมั้ง

เฮ้อ รู้สึกว่าตนเองไมได้ก้าวหน้าขึ้นเลยสักเท่าไรแฮะ

หวังลี่

ศิษย์อันดับหนึ่งของเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่

บรรลุวิธีการบ่มเพาะพลังแบบใหม่ยินดีด้วย...แต่จะพัฒนาต่อไปอย่างไรนี่สิ ไม่มีตัวอย่างจากคนอื่นแล้วนะ?

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว