email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 23

คำค้น : เซียน่า , ร้อน , ฤดูร้อน , อิตาลี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 69

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ม.ค. 2564 20:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 23
แบบอักษร

มัตเตโอเซซังออกจากโรงพยาบาลแห่งนั้นเหมือนอย่างคนที่เพิ่งพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงในชีวิต สิ่งแรกที่เขาทำทันทีที่กลับมาถึงห้องเช่าขนาดเท่ารูหนูของตนเองคือจัดการลงกลอนประตูทุกอันอย่างแน่นหนาคล้ายจะกางกั้นมิให้สิ่งรบกวนใจจากข้างนอกติดตามเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวแห่งนี้ เสร็จแล้วจึงถลาไปทิ้งตัวนอนบนเตียงไม้เก่าซอมซ่อด้วยท่วงท่าที่ระโหยโรยแรง 

ชายหนุ่มผู้มีความฝันอยากเป็นฟานตีโน่มืออาชีพมักจะล้มตัวลงนอนก่อนอาบน้ำอาบท่าหรือสลัดเครื่องแต่งกายที่เหม็นหึ่งด้วยเหงื่อไคลออกจากตัว ด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการฝึกฝนทักษะขี่ม้าสายตัวแทบขาดในวันนั้น แต่สำหรับคืนนี้สิ่งที่แปลกไปจากวันก่อนๆ ก็คือสาเหตุของการนอนแผ่หลาครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความอ่อนแรงกาย แต่เป็นเพราะความกลัดกลุ้มกังวลที่ไหลบ่ามาปะทะจิตใจตั้งแต่บ่ายกลบกลืนความเหนื่อยล้าจากการซ้อมม้าเสียจนสิ้น 

มัตเตโอกระสับกระส่ายพลิกตัวด้วยความหนักใจ พร้อมๆ กับที่สมองฉายภาพการสนทนาระหว่างเขากับสาวใหญ่ชาวแอฟริกันที่หน้าห้องฉุกเฉินที่สามีนางพักรักษาตัวอยู่...ภรรยาหัวหน้าพนักงานแห่งเมนซ่า ซานตากาธา ไม่ได้ดึงดันเอาแต่ใจด้วยกลัวว่าสามีและตัวนางจะถูกจ้องหมายชีวิต ตรงกันข้ามนางกลับวิงวอนให้เขาเลิกล้มความเพียรในการลงสนามแข่งเพราะความหวาดกลัวปนห่วงใยว่าเขาอาจจะถูกลอบทำร้ายปางตายเหมือนกับคู่ชีวิตตน ตามที่คนร้ายซึ่งยังคงลอยนวลได้ข่มขู่ไว้ และโรแบร์โตยังจดจำได้ดีทุกถ้อยคำจวบจนได้สติกลับคืนมา 

“โรแบร์โตไม่อยากให้เธอต้องประสบเคราะห์เหมือนกับเขา คิดให้ดีเถอะนะ มัตเตโอ เธอยังมีอนาคตอีกยาวไกล อย่าเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงเลยนะ”  

“แต่ผมซ้อมมาเป็นปีๆ เพื่อปาลิโอครั้งนี้ คุณจะให้ผมละทิ้งความพยายามและความเหนื่อยยากทั้งหมดที่ทุ่มมาตลอดทั้งปีงั้นหรือครับ”  

“เธอไม่รักตัวกลัวตายบ้างหรือไร” หญิงร่างใหญ่สะอื้นฮักๆ “ให้ฉันขอร้องเธอด้วยอีกคนก็ได้ เธอถอนตัวเถอะ ชีวิตเธอยังมีอะไรอีกมาก”  

“ผมทำอย่างนั้นไม่ได้” มัตเตโอระเบิดเสียงด้วยอารมณ์อัดอั้นในอกทลายออกมา “เพราะปาลิโอคือชีวิตจิตใจของผม”  

“บ้าเอ๊ย!” ชายหนุ่มแค่นเสียง มือสั่นระรัวปาหมอนที่มีรอยปริขาดออกไปทางหนึ่ง เป็นเหตุให้ปุยนุ่นปลิวว่อนเต็มห้อง...สีขาวกระจ่างตาของนุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศตัดกับสีดำทะมึนของความมืดแห่งรัตติกาล หากแต่ความมืดมนอนธการในใจเขายังไม่อาจแลเห็นแสงสว่างดังเช่นปุยนุ่นเหล่านี้ได้เลย 

“ถ้าเรายังจะไปแข่งอยู่ก็เสี่ยงโดนลอบกัดและละเมิดคำขอของโรแบร์โต แต่ถ้าเราไม่ไปแข่ง ฝันของเราคงสลายและเอนโซ่ก็คงผิดหวังในตัวเรา” ผมเผ้าของชายหนุ่มถูกขยุ้มด้วยกำมือที่เกร็งค้าง “อะไรๆ ก็ไม่เป็นใจให้เราลงแข่งไปเสียหมด เราจนตรอกเสียแล้ว ไม่มีทางไหนเลยที่เราจะไม่สูญเสีย”  

สองมือที่ขยำทึ้งเส้นผมดกหนาเลื่อนลงมาสอดประสานกันที่อก 

“ข้าแต่พระชนนีพระเจ้า...” มัตเตโอตั้งจิตภาวนา “...โปรดช่วยให้ลูกได้ลงสนามแข่งปาลิโอพร้อมกับความแคล้วคลาดปลอดภัยด้วยเทอญ”  

 

ไกลออกไปอีกฟากหนึ่งของเมืองอันเป็นที่ตั้งของคอนตราดาหอยทาก นิสิตหญิงผู้มาจากแดนไกลก็เป็นอีกคนที่กำลังกังวลใจจนไม่เป็นอันทำสิ่งใด นอกเสียจากนอนเท้าแขนลืมตาโพลงในความมืด จนเวลาล่วงเลยถึงค่อนคืน 

ตราบจนนาทีนี้ อลิสายังคงตอบตัวเองไม่ได้ว่าเธอรู้สึกอย่างไรในการที่ได้รู้ความจริงอีกด้านหนึ่งว่ามัตเตโอเป็นฟานตีโน่หน้าใหม่ที่ใกล้จะได้ประเดิมสนามเป็นครั้งแรก เพื่อตามรอยบิดาของเขาผู้เป็นตำนานของปาลิโอยุคใหม่ 

เด็กสาวไม่อาจปฏิเสธว่าการได้ลองขึ้นหลังม้าและท่องชมทัศนียภาพของท้องทุ่งชนบทของยุโรปพร้อมกับเขาก็นับเป็นประสบการณ์ที่ดีอยู่หรอก แต่สิ่งที่มาพร้อมกันกับความรู้สึกดีต่อกันนั้น ก็คือความรู้สึกผิดในตัวเอง จากการที่บ่อยครั้งเธอมักจะรบเร้าขอให้มัตเตโอทำนู่นทำนี่ให้เธอเสมือนว่าเขาเป็นข้ารับใช้และที่พึ่งทางใจในเวลาเดียวกัน ทั้งๆ ที่วันหนึ่งเขามีธุระมากมายต้องทำ ทั้งขายพิซซ่าที่โรงอาหาร เข้าเวรเฝ้าหอพักที่เธออยู่ทุกวันศุกร์ ไหนจะการซ้อมปาลิโอทุกเย็นที่ต้องใช้ทั้งเวลามหาศาล ความมานะอุตสาหะ รวมถึงการพักผ่อนมากเพียงพอ 

ภาพของเขาเมื่อตอนนำกุญแจห้องดอกใหม่มาอวดให้ดู ช่วยเธอเจรจากับพนักงานตรวจตั๋วรถเมล์ กำราบพยศลุงเจ้าอารมณ์ที่เคาน์เตอร์บริษัทรถเมล์ ตระเวนถ่ายรูปให้เธอทั่วเมือง คุยโทรศัพท์กับโรงแรมที่เธอพักในกรุงโรม และพาเธอซ้อนท้ายรถเวสป้าไปเก็บภาพวิวส่งให้พ่อ ทยอยผุดพร่างตามกันมาในหัวสมองประหนึ่งวิดีโอแฟลชแบ็กย้อนเล่าเรื่องราวต่างๆ ...ตอนนั้นเธอยังไม่รู้ว่าเขาสวมหัวโขนทั้งหมดกี่ใบบ้าง และจนวันนี้ที่เธอได้รู้บทบาทการเป็นนักแข่งม้าวิ่งรอบจัตุรัสของเขาแล้ว เธอก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดีว่าที่เธอรู้มาคือหน้าที่ทั้งหมดที่ตัวเขามีแล้วหรือยัง 

ถ้าเพียงแต่รู้ว่ามัตเตโอมีภาระหน้าที่ต้องทำล้นตัวขนาดนี้ เธอก็คงไม่กล้าตามรังควาญชีวิตเขาชนิดแทบจะผูกตัวเองไว้กับเขาขนาดนี้เหมือนกัน เมื่อรู้ดังนี้แล้ว เธอก็อดจะคิดแง่ร้ายไม่ได้ว่าลึกๆ ในความรู้สึกของหนุ่มอิตาเลียนจะรำคาญเธอสักเพียงไร ค่าที่เธอคอยจิกใช้งานเขาหัวไม่วางหางไม่เว้นนับตั้งแต่รู้จักกันมา 

“เธอจะคิดว่าฉันเห็นแก่ตัวมั้ยนะมัตเตโอ” เด็กสาวงึมงำออกเสียง  

แน่นอนว่าไม่มีคำตอบกลับมาจากเจ้าตัว อลิสาพลิกตัวนอนตะแคงข้าง ขณะที่ความรู้สึกอ่อนไหวของเธอตั้งคำถามไปอีกว่าเธอนั้นคิดถูกแล้วจริงหรือ ที่เลือกเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์กับคนที่นี่ทั้งๆ ที่รู้อยู่ทั้งใจว่าวันหนึ่งมันก็ต้องจบลงพร้อมกับการจบบทเรียนและการกลับเมืองไทยของเธอ 

นี่เธอทำอะไรลงไปนะยายสา...ถ้าจิตใต้สำนึกเธอพูดได้ มันก็คงพูดดังนี้ 

“รู้อย่างนี้เราไม่น่าฝืนมาเซียน่าแต่แรกเลย...” สาวผู้ซมซานหนีความชอกช้ำจากบ้านเกิดรำพึงกับตัวเอง “ยังไงเราก็ต้องกลับบ้านอยู่ดี ไม่มีประโยชน์สักนิดที่จะหนีมาที่นี่ มีแต่จะเพิ่มปัญหาให้ตัวเราเองในตอนหลัง”  

อลิสาชะงักไปชั่วขณะเมื่อหลุดปากคำว่า ‘บ้าน’ ออกมา นับจากวันที่เครื่องบินพาเธอเหินฟ้าจากสนามบินสุวรรณภูมิมาแดนรองเท้าบู๊ต จนถึงวันนี้ก็รวมเป็นเวลาถึงยี่สิบแปดวันแล้วที่เธอจากบ้านเกิดมา สำหรับสาวน้อยคนหนึ่งซึ่งไม่เคยออกจากมาตุภูมิแม้ไปเที่ยวต่างประเทศระยะสั้น เวลาเท่านี้นานพอให้ความคิดถึงบ้านผ่านเข้ามาทำร้ายจิตใจที่เปราะบางอยู่แล้วให้พานอ่อนแอลงไปอีก 

สาวไทยหลับตาลงเพื่อวาดภาพ ‘บ้าน’ ที่เธอถวิลหา...ทุ่งนาละลานด้วยต้นข้าวแตกรวงเหลืองอร่ามซึ่งพบได้ทั่วไปในจังหวัดบ้านเกิดเธอ เช่นเดียวกับซากวัดและพุทธปฏิมาหักพังอันเป็นที่เชิดหน้าชูตาของคนทั้งประเทศ เรือนแพที่ลอยชิดติดฝั่งบนแม่น้ำที่ได้ชื่อว่าเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงภาคกลางตอนล่าง ไม่เว้นแม้แต่ขบวนรถไฟเก่าตกยุคส่งควันดำลอยโขมงซึ่งเธอเคยนึกอับอายขายขี้หน้าแทนประเทศที่ยังต้องพึ่งพายานพาหนะเก่าเต่าล้านปีชนิดนี้อยู่ แต่ในวันนี้เธอกลับคิดถึงมันอย่างจับใจ 

คิดถึงแกงไทยรสชาติเผ็ดถึงพริกถึงขิงฝีมือแม่ รถกระบะของพ่อที่ครอบครัวเธอเคยขนโอ่งขึ้นไปเล่นสาดน้ำสงกรานต์ เสียงงอแงของน้องสาวซึ่งมีอายุน้อยกว่าเธอห้าปีที่มักแผดขึ้นมาทุกคราที่ยายหนูคิดจะแย่งของจากเธอ คำดุด่าว่ากล่าวของผู้ใหญ่ที่ใช้หย่าศึกระหว่างพวกเธอสองพี่น้อง ยังไม่รวมถึงบรรยากาศการล้อมวงกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาที่เธอชอบคิดถึง กระทั่งตอนที่เรียนอยู่กรุงเทพ 

“คิดถึงบ้าน” เสียงของอลิสาเค้นลอดลำคอ “คิดถึงบ้านเหลือเกิน”  

“เป็นอะไรมากมั้ยยะ” มีเสียงถามมาจากคนที่นั่งก้มหน้าอ่านหนังสือใต้แสงสลัวของโป๊ะไฟ “บ่นงึมงำอยู่ได้ คนจะอ่านหนังสือเขาไม่มีสมาธิ”  

“ขอโทษนะอินซุก ฉันกำลังไม่สบายใจอยู่” เธอรู้สึกตามที่พูด 

“ไม่สบายใจเรื่องอะไร” อินซุกถามอย่างเริ่มจะสนใจขึ้นมา 

“ฉัน...คิดถึงบ้าน” อลิสาตอบอย่างลังเล 

“แค่นั้นจริงเหรอ ทำไมฉันได้ยินแว่วๆ ว่าเธอพูดถึงมัตเตโออยู่ หรือว่าคำนั้นมีความหมายในภาษาไทยแล้วฉันฟังผิดกันแน่นะ”  

คนไทยพูดไม่ออกเมื่อเจอคำถามจี้ใจดำเข้า 

“ก็ด้วย” เธอไม่แน่ใจว่าควรบอกเพื่อนดีไหม “ฉันเพิ่งรู้ความจริงเกี่ยวกับเขาอีกเรื่องหนึ่ง ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าฉันควรทำยังไงดี”  

“ความจริงอะไร” รูมเมทหันขวับมองคนบนเตียง 

“เขาเป็นฟานตีโน่ กำลังจะลงแข่งปาลิโอรอบกรกฎาคมนี้”  

“ว่าไงนะ”  

“ฉันเพิ่งรู้ว่ามัตเตโอเป็นนักแข่งม้า ฉันเลยไม่รู้ว่าตัวเองควรทำตัวอย่างไรดี เมื่อรู้ว่ามีหน้าที่สำคัญกำลังรอเขาอยู่” อลิสาพูดออกไปด้วยลึกๆ ในอกหวังว่าจะได้รับคำชี้แนะช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมห้องชาวเกาหลีใต้ 

คนจ้องจะงาบเพื่อนชายของอีกฝ่ายมีท่าว่าจะช่วยขบคิดแก้ปัญหานี้ หารู้ไม่ว่ามันสมองของเธอกำลังถูกใช้งานอย่างหนักหน่วง ด้วยนึกหาแต่หนทางที่จะแยกพวกเขาทั้งสองออกจากกันตามความปรารถนาส่วนตัว 

แล้วในที่สุด อิม อินซุก ก็นึกออก 

“ตอบฉันแบบที่เธอตอบตัวเองมาซิ อาลิซ่า” เธอลองเชิง “ที่เธอว้าวุ่นตรองไม่ตกสักทีอย่างนี้น่ะ เป็นเพราะรักเขาใช่มั้ย”  

“เธอพูดว่าอะไรนะ”  

“ฉันถามเธอว่าเธอรักมัตเตโอใช่มั้ย” สาวเกาหลีย้ำคำถามเดิม 

เพื่อนคนไทยอึกอักราวอยู่ระหว่างการตัดสินใจ พลันปริปากพูดตามความรู้สึกที่จริงแท้ “ฉันเองก็บอกไม่ถูก ฉันรู้สึกดีเวลาที่อยู่กับเขาและได้นึกถึงเขา แต่ที่ฉันไม่รู้คือเขาคิดยังไงกับฉันกันแน่ แต่ที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ฉันเองก็รู้ว่าลงท้ายเราทั้งคู่ต้องแยกจากกันอยู่ดี พอฉันกลับตายลานเดีย”  

“เธอกำลังสับสนกับความรู้สึกของตัวเอง” อินซุกได้ทีสวน “แต่เชื่อฉันเถอะ เธอเลิกคิดถึงเขาเสียดีกว่า ถ้าไม่อยากเจ็บปวดมากไปกว่านี้”  

“ทำไมเธอว่ายังงั้นล่ะอินซุก” เธอถามกลับโดยไม่ระแคะระคายใจ 

“ก็จริงไหมเล่า จะช้าหรือเร็วยังไงเธอกับเขาก็ไปกันไม่ได้อยู่ดี เลิกคิดเลิกติดต่อกับเขาเสียตอนนี้ดีกว่าไปเลิกเอาตอนที่เธอถอนใจจากเขาไม่ได้แล้วนะเออ” นิสิตชาวเกาหลีเล่นสงครามประสาท “แล้วอีกอย่าง เธอก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือว่าเขาจะต้องลงแข่งปาลิโอด้วย ถ้าเธอดันทุรังจะหาทางสานสัมพันธ์กับเขาต่อไป เธอก็รังแต่จะกลายเป็นตัวถ่วงในชีวิตเขาเปล่าๆ หรือว่าฉันพูดไม่ถูก”  

อลิสาคิดคำนึงตามเหตุผลที่รูมเมทแจกแจงมา 

“ถ้าเธอรักเขาจริงนะอาลิซ่า เธอควรรีบออกมาเสียตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ ซึ่งนั่นย่อมไม่เป็นผลดีทั้งกับตัวเขาและตัวเธอเอง”  

นิสิตไทยรับฟัง ‘คำปรึกษา’ ของสหายคนแรกในเซียน่า ปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นไหลหลั่งมาประจัญกับความรู้สึกส่วนลึกในใจอยู่เงียบๆ พลันที่น้ำตาหยดแรกโปรยตัวจากหางตา เธอก็ปิดหน้านอนสะอื้น ทำเช่นนั้นตลอดทั้งคืน 

 

ความร้อนรนกระวนกระวายที่เกิดในวันนั้นรบกวนจิตใจอลิสาตลอดทั้งสัปดาห์จนเธอไม่มีกะจิตกะใจเรียนเหมือนเก่า แต่ละคืนเธอไม่อาจหลับตาลงนอนได้เป็นปกติสุข เป็นเหตุให้เธอสัปหงกในห้องเรียน หรือจำต้องทนขืนตาเรียนทั้งที่ยังอยู่ในอาการสะลึมสะลือเป็นนิจสิน แม้เมื่อวันสุดท้ายของการเรียนในเดือนมิถุนายนมาถึง แต่เด็กสาวกลับไม่มีอารมณ์ทบทวนหรือเตรียมตัวกับการสอบสิ้นเดือน ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่เธอจะข้ามขึ้นไปเรียนระดับ C1 ได้ในเดือนหน้า 

เป็นจริงดังที่ผู้เฒ่าผู้แก่เทศนาต่อกันจากรุ่นสู่รุ่นว่า “กรรมคือผลของการกระทำ” ...ความที่ไม่ได้เอาใจใส่กับการเล่าเรียนเขียนอ่านอย่างเต็มที่ในช่วงวันท้ายๆ เป็นผลให้เธอทำคะแนนย่ำแย่ในทุกส่วนของข้อสอบ ทั้งข้อสอบฟัง ข้อสอบอ่าน และข้อสอบเขียน คะแนนของเธออยู่ในเกณฑ์รั้งท้ายห้อง แม้จะผ่านครึ่งรวดทุกส่วน แต่สาวเจ้าก็เดาได้ว่าคะแนนเหล่านี้ได้มาจากการถูลู่ถูกังเขียนตอบของเธอ บวกกับคะแนนปรานีที่ครูทั้งสองคนเพิ่มให้ ด้วยไม่อยากให้เธอผิดหวังมากไป 

“รวมคะแนนทุกพาร์ท เธอได้ 18 เต็ม 30...เธออาจจะคิดว่ามันไม่น้อย แต่ฉันขอพูดตรงๆ ว่ามันน้อยเกินกว่าที่เธอจะผ่านขึ้นไปเรียน C1 ได้เหมือนเพื่อนส่วนใหญ่ในชั้น” อาจารย์เอนโซ่พูดพลางมองดูคะแนนที่จะตกมิตกแหล่ของอลิสา “เธอยังเรียนที่นี่ต่ออีกเดือน ถ้าเรียนซ้ำชั้น B2 ต่อ เธอจะขัดข้องอะไรไหม”  

อลิสานิ่งขึงเมื่อได้ยินคำว่า ‘ซ้ำชั้น’ แต่ครั้นได้พิจารณาความยากของเนื้อหาที่เธอต้องเผชิญมาตลอดหนึ่งเดือน เธอจึงไม่เกี่ยง 

“ได้ค่ะ โปรเฟสซอเร” ผู้อ่อนวัยรับคำเสียงอ่อย 

“เธอมีปัญหากับการเรียนหรือเปล่า อาลิซ่า”  

“ไม่มีหรอกค่ะ” เธอคร้านจะให้รายละเอียดในเรื่องนี้ นอกจากความยากเกินระดับที่เธอเรียนตอนอยู่ไทยแล้ว ก็ยังไม่เห็นปัญหาอื่นใดอีก 

“แล้วเรื่องนอกห้องเรียนล่ะ” ผู้ถ่ายทอดวิชาปาลิโอให้เพื่อนหนุ่มของเธออดถามไม่ได้ “เธอไม่ได้มีปัญหาอะไรกับใครที่นี่ใช่ไหม”  

“ไม่มีอะไรทั้งนั้นค่ะ”  

เอนโซ่สบตาลูกศิษย์ชาวไทยอย่างจนใจจะรุกเร้าเอาความต่อ เขาจึงเพียงแต่ก้มลงขีดเขียนสัญลักษณ์บางอย่างลงบนข้อสอบตรงหน้า “ถ้าอย่างนั้นก็ตามที่คุยกัน เดือนหน้าฉันไม่ได้สอน B2 แล้วนะ ขอให้เธอโชคดีกับครูคนใหม่”  

“กรัซซีเย แปร์ ตุตตี – ขอบคุณสำหรับทุกอย่างค่ะ โปรเฟสซอเร หนูไปก่อนนะคะ” อลิสากล่าวลา ด้วยความเป็นไทยที่ติดตัวมาแต่เกิด เธอประนมมือไหว้อาจารย์ชาวอิตาเลียน ขณะที่อีกฝ่ายนิ่งงันอย่างทำตัวไม่ถูก 

คาสึยะ อิเคดะ เป็นคนแรกที่รี่เข้ามาหาเพื่อนสาวของตน หลังจากที่เธอเปิดประตูออกมาจากห้องสอบพูด “เป็นไงบ้าง อาลิซ่า”  

“ฉันไม่ผ่าน B2” ฝ่ายหญิงแข็งใจยิ้มอย่างจะให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา “คงไม่ได้ตามขึ้นไปเรียน C1 กับเธอแล้วล่ะ คาสึยะ”  

“โอ ฉันเสียใจด้วยนะ” เด็กหนุ่มหน้าเสีย 

“เรื่องฉันน่ะไม่ต้องเสียใจหรอก เธอควรจะดีใจมากกว่านะที่ได้ขึ้นไปเรียนชั้นเดียวกับอินซุกอีกแล้ว” ยิ้มฝืนๆ นั้นฉีกกว้างขึ้นอีก 

คาสึยะมีทีท่าว้าวุ่นใจก่อนเอ่ยตอบหลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง  

“จะได้อยู่ชั้นเดียวกันแน่หรือ ดีไม่ดีเขาอาจจะสอบผ่าน C1 ขึ้นไปเรียน C2 แล้วก็ได้...หรือไม่งั้นก็ยังวางหน้าไม่ถูก ถ้าต้องเจอฉันอีก”  

“มองโลกในแง่ดีหน่อยซิเธอ” เด็กสาวยิ้มพร้อมๆ กับน้ำตาที่ไหลริน 

“เธอสบายดีแน่นะ อาลิซ่า” เขาชักไม่มั่นใจในคำกล่าวอ้างของเธอ เมื่อเห็นใบหน้าคมคายของเธอชโลมด้วยน้ำตาจนเจ้าตัวต้องใช้นิ้วปาดห้าม 

“ฉันสบายดี เพียงแต่อยากอยู่คนเดียวสักพัก” อลิสาเชิดยิ้มประดับใบหน้า ปาดน้ำตาอีกที ก่อนเบี่ยงตัวเลี่ยงหลบคนที่เดินสวนมา และอาศัยจังหวะนั้นปลีกวิเวกออกมาเพื่อยกหูโทรศัพท์คุยกับทางบ้าน 

 

เจ้าของกิจการร้านค้าของที่ระลึกรับสายโทรศัพท์ลูกสาวด้วยความกระตือรือร้น ก่อนหน้านี้นางเคยขุ่นเคืองลูกที่ไม่รู้จักรักษาของมีค่าให้อยู่กับตัวก็จริง แต่ครั้นได้สติยั้งคิด ความขุ่นเคืองที่ว่าก็พลอยจางหาย และหันมากล่าวโทษตัวเองที่บีบคั้นบังคับลูกมากเกินไป จนอาจเป็นสาเหตุหนึ่งซึ่งทำให้บุตรสาวคนโตของนางทุกข์หนัก เห็นได้จากการที่ลูกโทรมาโอดโอยบ่อยขึ้นทุกวันๆ  

“...เพื่อนคนญี่ปุ่นของสาก็สอบผ่าน เดือนหน้ามีแค่สากับเพื่อนที่ไม่ค่อยสนิทอีกคนสองคนเองที่ต้องซ้ำชั้นนี้เหมือนเดิม” เมื่อคัดคำพรรณนากับเสียงร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรออกไปแล้ว ใจความที่คุณบงกชจับได้มีเท่านี้ 

“ไม่เอานะ อลิสา” สาวใหญ่เอาน้ำเย็นเข้าลูบ “ถึงสอบไม่ผ่านแกก็ยังได้ประกาศนียบัตรว่าได้เข้าเรียนที่นี่มาไม่ใช่หรือ เราไปเรียนๆ เล่นๆ ก็พอแล้ว อย่าถึงกับต้องร่ำไห้ฟูมฟายเพราะคอร์สซัมเมอร์สั้นๆ ที่แม่ส่งแกไปฝึกปรับตัวเลย”  

ขณะเดียวกัน คุณวิเชียรที่กำลังนั่งลงสีภาพวาดยอดหอระฆังสูงอยู่ วางพู่กันลง พลางเงี่ยหูฟังคำเจรจาของลูกเมียตนอย่างใจจดใจจ่อ 

“แม่ สาคิดถึงบ้านมากเลย” น้ำเสียงที่ต้นสายเปล่งออกมาฟังดูคล้ายคนละเมอ “สาคิดถึงบ้าน อยากกลับบ้านมาก ไม่อยากเรียนที่นี่แล้ว”  

“อดทนหน่อยสิลูก แกผ่านมาตั้งครึ่งทางแล้ว อดทนอีกฮึบเดียวก็จะได้กลับบ้านแล้ว ถ้าแกเร่งรัดจะกลับมาตอนนี้ นอกจากต้องวุ่นวายเปลี่ยนตั๋วเลื่อนไฟลท์บินแล้ว ใครๆ เขาก็จะค่อนขอดเอาได้ว่าแกเป็นลูกแหง่ เป็นโฮมซิค”  

จิตรกรเมืองกรุงเก่าลุกเดินข้ามห้องไปยังห้องที่ภรรยาอยู่ 

“มีเหตุผลหน่อยสิลูกเอ๋ย เงินที่พ่อกะแม่เสียไปเป็นค่าเรียน ค่าหอพัก ค่ากินค่าอยู่ของแกที่นู่นน่ะตั้งกี่พันกี่หมื่น ถ้ากลับมาตอนนี้ก็ไม่คุ้มที่จ่ายไป เข้มแข็งหน่อยนะลูกนะ ถือว่าแม่ขอร้องให้แกทนเรียนต่ออีกเดือนแล้วกัน”  

ทั้งคู่พูดอะไรกันอีกสองสามประโยค จบลงที่คำอำลาของมารดาผู้เริ่มใจอ่อนด้วยความเวทนาชะตากรรมลูก “จ้ะ แม่ก็รักสาเหมือนกัน แค่นี้นะ”  

“ยายสาพูดอะไรกับเธอบ้าง” อาจารย์วิเชียรถามอย่างอดรนทนไม่ไหว หลังจากที่หูผึ่งคอยสดับตรับฟังอยู่ห่างๆ  

“ก็อีหรอบเดิม บ่นอยากกลับบ้าน คิดถึงบ้าน ฉันก็เลยบอกมันไปว่าให้รู้จักมีเหตุมีผลหน่อย จู่ๆ นึกจะกลับก็เร่งขอให้ฉันเลื่อนตั๋วเครื่องบินให้เลย แล้วค่าใช้จ่ายที่ฉันออกให้มันเผื่ออีกเดือนนึงล่ะ จะว่าอย่างไรกัน”  

“เธอก็เลี้ยงลูกมาเองกับมือ รู้ๆ กันอยู่ว่าลูกเรามันคุยด้วยเหตุผลได้ที่ไหน” ศิลปินในชุดเสื้อสกอตตำหนิพร้อมกับปัดแขนเสื้อที่มีหยดสีกระดำกระด่างติดอยู่ “ทั้งขี้กลัว ทั้งอ่อนไหว ทั้งขยันคิดเล็กคิดน้อย ทั้งหมดรวมอยู่ในตัวมันอย่างนี้ แค่มันกล้าขอไปเรียนเมืองนอกตัวคนเดียว ฉันก็ทึ่งในตัวมันฉิบหายแล้ว”  

“พี่กำลังจะบอกอะไรฉัน” ศรีภรรยามองสามีอย่างไม่เข้าใจ 

วิเชียรผู้มากด้วยความรักใคร่ห่วงใยบุตรสาวตามประสาพ่อทั่วๆ ไป ยืนนิ่งอย่างชั่งใจอยู่นาน กว่าจะหลุดปากออกมาหนึ่งประโยค  

“ถ้าสามันอยากกลับนัก ก็ให้มันกลับมาเถอะ”  

“พี่ก็พูดง่ายนัก เงินที่ฉันเสียให้มันไปน่ะ เบาะๆ ก็เหยียบห้าหมื่นเข้าไปแล้วนะ พี่ออกให้เท่าไหร่ ถึงมาพูดง่ายๆ อย่างนี้”  

คนหารายได้รองประจำบ้านนิ่งไปอย่างไม่กล้าต่อล้อต่อเถียง 

“เธอรักเงินของเธอหรือรักลูกของเรามากกว่าล่ะแม่บัว” หนุ่มใหญ่ทิ้งคำถามชวนคิด “ยังไงพักนี้เธอก็รับฟังสามันหน่อยแล้วกัน ระวังอย่าไปกดดันมันมาก น่ากลัวจะเกิดเหตุร้ายขึ้น แล้วเราจะรับมือไม่ไหว”  

วิเชียรหันหลังกลับไปทำงานวาดเขียนของตัวเองต่อ ปล่อยให้บงกชคลายสีหน้าเคร่งเครียดลงด้วยความไม่พอใจปนพะวงที่ได้ยินสามีพูดเป็นลาง 

ความคิดเห็น