email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Episode 13 คำมั่นสัญญา

ชื่อตอน : Episode 13 คำมั่นสัญญา

คำค้น : เซฟแมงป่อง ตบหลุมรัก My heart November นิยายวาย ตบจูบ ฟิวกูดรักมหาลัย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ม.ค. 2564 07:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Episode 13 คำมั่นสัญญา
แบบอักษร

Episode 13 

คำมั่นสัญญา 

[All]  

 

 

โป๊ก! 

 

“เป็นอะไรไปอีกล่ะ ไอ้ลูกหมาตั้งแต่กลับมาจากกรุงเทพรอบนี้ก็เอาแต่นั่งจ้องหน้ากู” ไม้เท้ายาวเคาะลงมาที่กะโหลกหนาของนายอาคมจนเขาต้องกุมมือขึ้นไปบนหัวแล้วร้องโอดโอยออกมาอย่างเจ็บแสบ 

 

“งอน...” 

 

“เดี๋ยวปั๊ดกูฟาดอีกรอบ!” ชายชราทำท่ากระตุกมือในขณะที่เซฟเองก็กุมมือกันหัวตัวเองแล้วหลับตาปี๋ หากแต่ไม้ไม่ได้เคาะลงมาบนกบาลอย่างที่เขาคิดมีเพียงมือหนากร้านแข็งลูบลงมาที่มือและหัวของเขาแทน 

 

“เฮ้อ...กูเนี่ยเป็นปูที่ใช้ไม่ได้เลยว่ะ สั่งสอนพวกมึงก็ไม่เป็น ให้เวลาพวกมึงก็ไม่ได้แต่กูไม่เคยไม่รักพวกมึงสองคนหรอกนะไอ้เซฟ กูรู้ว่ามึงอยากจะถามอะไร รู้ว่าสุดท้ายมึงก็ต้องรู้ความจริงทั้งหมดอยู่ดีแต่กูก็หวัง...หวังว่าสักวันจะไม่ต้องมาเห็นพี่น้องทะเลาะกันก่อนกูตาย” 

 

อาคมลดสายที่จับจ้องลงบีบไปที่มือของชายตรงหน้าอย่างแผ่วเบา “ปู่พูดอะไรวะ ผมไม่เคยเกลียดพี่แซนสักหน่อย...ถึงแซนจะเกลียดขี้หน้าผมก็เถอะ” 

 

“เซฟมึงฟังที่กูพูดให้ดีนะ มึงน่ะเป็นผู้ชายกูเลี้ยงมึงมาตามแบบนิสัยกู ทั้งหยาบกระด้าง...ไม่ได้อ่อนโยนเหมือนพ่อแม่คนอื่นเขาทำกันแต่มึงกลับเป็นเด็กดีด้วยสันดานของมึงเอง ในขณะที่แซนกูพยายามเลี่ยงไม่ยุ่งกับมันมากนักเพราะกูอ่อนหวานกับใครไม่เป็น กูเองก็กลัวว่าคำพูดคำจาที่แสดงออกมาจะไปทำร้ายหลานแต่นั่นยิ่งกลับกลายเป็นว่ากูกำลังปล่อยมันเอาไว้ให้อยู่อย่างเคว้งคว้างตามลำพัง” 

 

“บางทีแซนมันก็แค่อยากมีตัวตนในสายตาของใครสักคนล่ะมั้ง” สีหน้าเศร้าหมองและรู้สึกผิดของชายชราแสดงออกมาอย่างเด่นชัดจนแม้แต่นายอาคมยังรู้สึกผิดที่ตัวเขาเองก็ไม่เคยสังเกตเห็นเนื้อแท้ของพี่สาวเช่นกัน 

 

มันมีเส้นกั้นบางเบาระหว่างคำว่าโลกส่วนตัวสูงกับคำว่าเก็บกด

 

สุดท้ายแซนก็เป็นเหมือนระเบิดเวลาที่รอวันปะทุทำลายทุกสิ่งให้ย่อยยับ แล้วตอนนี้ระเบิดลูกนั้นก็ทิ้งร่องรอยและบาดแผลเอาไว้ให้กับทุกคน

 

ปู่ก่อนที่แซนจะหายตัวไปได้พูดอะไรเอาไว้บ้างรึเปล่า?” 

 

“...ไม่มีหรอกมันแค่เอาเจ้าสกอร์มาฝากไว้กับกูที่นี่แล้วมันก็ไป ขนาดลูกมันป่วยจะเป็นจะตายมันยังไม่คิดจะกลับมาดูดำดูดีเลย” ชายตรงหน้ายกลังแก้วที่ล้างแล้วขึ้นมาวางบนเคาน์เตอร์ไม้สีขาวพร้อมกับส่งผ้าผืนหนาให้กับหลานชายช่วยเช็ด

 

“ก่อนหน้านั้นมันมาของบัญชีเงินฝากของพ่อแม่พวกมึงกับบัญชีที่ได้จากเงินชดเชยจากอุบัติเหตุที่กูเก็บไว้ให้ไปจนหมด แต่มึงไม่ต้องห่วงหรอกเซฟส่วนของมึงก็ยังอยู่ในเมื่อมันตัดสินใจแล้วกูก็ไม่คิดจะห้าม ทรัพย์สินนอกกายถ้าไม่รู้จักเก็บจักหาสักวันมันก็หมดและนั่นแหละจะเป็นวันที่แซนมันจะได้รู้ตัวว่ากรรมน่ะมันมีจริง”

 

“ปะ...ปู่หมายถึง?”  

 

“เออ ก็แบบที่มึงคิดนั่นแหละเซฟ มันหลอกไปเอาเงินเขามาสักวันมันก็ต้องถูกคนอื่นหลอกเอาไปอยู่ดี กรรมน่ะมันหนีกันไม่พ้นหรอก คนประเภทเดียวกันก็มักจะดึงดูดคนแบบเดียวกันมันเป็นสัจธรรมที่จริงแท้แน่นอน” 

 

อาคมได้แต่แนบหน้าไปยังเคาน์เตอร์ไม้สายตาจ้องมองไปยังทะเลเบื้องหน้า 

 

“อีกหน่อยกูเองก็คงจะทำร้านแบบนี้ไม่ไหวแล้ว ไหนจะเจ้าสกอร์อีก กูก็ต้องหวังพึ่งพามึงยามแก่ชรามาดูแล ลูกหลานที่กูเลี้ยงมากับมือกูย่อมต้องรู้จักนิสัยดีอยู่แล้ว ในขณะที่กูยังพอมีแรงมึงก็ใช้ชีวิตวัยรุ่นให้เต็มที่เถอะ หน้าที่ของมึงตอนนี้คือเรียน คบหามีเพื่อนดี ๆ และที่สำคัญไอ้หนุ่มนั่นมันก็รักมึงอย่างกับอะไรดี แค่นี้กูก็หายห่วงแล้ว” นิ้วมือชี้ไปทางสองพี่น้องหน้าตาดีจากบ้านกมลเลิศ ที่ยังเล่นหยอกล้อกับน้องสกอร์ ณ บริเวณเก้าอี้ยาวริมชายหาด 

 

อาคมได้แต่หันไปมองหนุ่มหล่อที่เขาเพิ่งติดรถมาจากกรุงเทพด้วย “ปู่ว่าถ้าผมขอพี่แมงป่องเป็นแฟน เขาจะยอมรึเปล่า?” 

 

คำถามของเด็กตรงหน้าถึงกับทำให้ปู่ต้องเบิกตาโพลง “แล้วมึงยังจะมัวมานั่งโง่อยู่ทำไมวะไอ้ลูกหมา ทำไมไม่ไปขอสักทีล่ะกูก็นึกว่ารวบหัวรวบหางไปตั้งนานแล้วซะอีก” 

 

ยิ่งนึกถึงภาพแมงป่องคืนนั้นก็ถึงกับทำให้หน้าของเด็กหนุ่มต้องแดงซ่าน น้ำเสียงที่ร้องออกมา สายตาที่กำลังทอดมองขณะร่วมรักมันตราตรึงจนแทบทนไม่ไหว “จัดไปแล้วอะปู่ ฟินสุดยอดมากด้วย” 

 

“เหอะ งั้นมึงไม่ต้องขอไอ้หนุ่มนั่นเป็นแฟนแล้วไปขอเป็นเมียเลยน่าจะดีกว่ามั้ง...ร้ายไม่เบานะหลานกู” คำหยอกล้อกับเสียงหัวเราะของชายชราดังขึ้นอย่างมีความสุขแต่มันกลับทำให้หัวใจที่เหนื่อยล้ามาตลอดของอาคมกลับชุ่มฉ่ำขึ้นมาอีกครั้ง 

 

แมงป่องกับพี่มังกรเดินจูงเด็กน้อยตัวเล็กวัยกำลังซนตรงกลับมาที่พวกเขาทั้งคู่ ถึงช่วงเวลานี้จะยังหัวค่ำไม่ดึกมากแต่สกอร์ก็เริ่มหาวนอนออกมาอยู่บ่อยครั้ง เพราะตั้งแต่ไปอยู่กับครอบครัวกมลเลิศก็ถูกสอนให้นอนเร็วขึ้นเพื่อพัฒนาการที่ดีของเด็ก 

 

“คุยอะไรกันอยู่ครับปู่ท่าทางสนุกกันใหญ่เชียว” มังกรเอ่ยปากถามพร้อมกับอุ้มลูกชายขึ้นมานั่งบนเคาน์เตอร์ไม้ 

 

“ก็กำลังแซวเรื่องไอ้ลูกหมากับน้องชายเอ็งนั่นแหละ” คำตอบของชายชราถึงกับทำให้แมงป่องขมวดคิ้วจ้องไปที่หน้าเซฟในทันที “แล้วนี่พวกเอ็งจะกลับกันแล้วรึ? ไม่อยู่นอนค้างที่นี่กันสักคืนล่ะพรุ่งนี้สาย ๆ ค่อยกลับกันก็ได้” 

 

“ไม่ดีกว่าครับปู่ พรุ่งนี้ผมต้องพาลูกไปรับวัคซีนหัดเยอรมัน คางทูมกับไข้สมองอักเสบที่โรงพยาบาล แล้วอีกอย่างผมตั้งใจพาลูกไปเที่ยววันเกิดครบสองขวบด้วย” 

 

ทั้งอาคมและปู่ถึงกับมองหน้ากันเลิ่กลั่กเนื่องจากทั้งคู่ลืมวันเกิดหลานไปเสียสนิท 

 

“วันนี้ผมเลยถือโอกาสพาลูกมาหาปู่ก่อนไงครับ” 

 

“สุขสันต์วันเกิด...ไอ้เหลนรัก” ชายสูงวัยเดินกลับมากอดมาหอมเหลนตัวเล็กอยู่พักใหญ่ ก่อนจะก้มลงไปหยิบแบงก์พันในกระเป๋าส่งให้มังกรผู้เป็นพ่อ “กูฝากเอ็งพาเจ้าสกอร์มันไปกินไอติมที...แล้วก็ช่วยเอาไอ้หมานี่ไปด้วยให้พ้นหูพ้นตากูหน่อย เห็นแล้วรำคาญลูกตา” 

 

“ได้ครับปู่ดูท่าทางคนแถวนี้ก็คงอยากจะพากลับบ้านอยู่แล้วล่ะ” สายตาของพ่อตาและหลานเขยปรายมองไปยังแมงป่องที่ยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ 

 

“เออ ว่าแต่เอ็งเถอะมังกรช่วงนี้ขัดสนอะไรบ้างไหม? ตั้งแต่ลาออกจากราชการกลับมาอยู่ที่บ้านมีปัญหาอะไรรึเปล่า” 

 

“ผมโอเคครับปู่ไม่ได้เดือดร้อนอะไรห่วงก็แต่เรื่อง...” สายตาของมังกรมองตรงมาที่เซฟ 

 

“พูดมาเถอะไอ้หมามันไม่ได้โง่ขนาดไม่รู้เรื่องหรอก ให้มันอยู่ฟังด้วยกันเลยจะได้เลิกมาตามตอแยกูสักที” มังกรได้แต่พยักหน้าเข้าใจ ส่วนหนึ่งเขาก็พอมองออกว่าเซฟน่าจะรู้เรื่องเขามาบ้างอยู่แล้วแต่กลับกลายเป็นแมงป่องเองที่รู้สึกตกใจในสิ่งที่ปู่เล่าพูดออกมา 

 

“ช่วงนี้แซนพยายามโทรติดต่อกลับมาหาผมเพียงแต่ผมไม่ได้ตอบกลับ ผมยอมรับว่าต้องการตัดความสัมพันธ์ทั้งหมดกับผู้หญิงคนนี้ทั้งหมด” 

 

“แซนมันเริ่มติดต่อกลับมาเมื่อไหร่ล่ะ?” 

 

“เมื่อสองเดือนที่แล้วตั้งแต่ที่ผมเลิกส่งค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกให้แซน ผมคิดว่าผมควรจะเริ่มเก็บเงินเอาไว้ให้ลูกได้เล่าเรียนในอนาคตมากกว่า” 

 

“เอ็งคิดได้อย่างนั้นก็ดีแล้วล่ะ ตั้งใจเลี้ยงลูกให้ดีอย่าให้มันเลือกเดินทางผิดเหมือนแม่มัน แต่กูเองก็กล้าพูดได้เต็มปากว่าปัญหาของมึงยังไม่จบนะมังกร แซนมันต้องตามมาราวีมึงในอีกไม่ช้าแน่ดังนั้นก็ระวังตัวเอาไว้ให้ดีอย่าได้ปล่อยเจ้าสกอร์ให้คาดสายตาเชียว” 

 

“ปู่!!!” เซฟถึงขั้นร้องออกมาอย่างหัวเสียง ต่อให้แซนจะเลวร้ายยังคงไม่น่าจะคิดทำร้ายลูกในไส้ตัวเองหรอก 

 

ชายสูงวัยขมวดคิ้วมองหน้าหลานชายแล้วส่ายหัวออกมาอย่างเอือมระอา “ไอ้เซฟตอนนี้มึงคงคิดว่ากูเข้าข้างมังกรเข้าข้างคนอื่นอยู่สินะ...เปล่าเลยที่กูพูดแบบนี้เพราะกูรู้จักนิสัยของหลานทุกคนดีมึงเองก็เหมือนกันกูขอเตือนไว้ก่อนอย่างหนึ่งว่าอย่าได้ไว้ใจคำพูดของพี่สาวมึงเด็ดขาดไม่อย่างนั้นมึงอาจจะต้องเสียใจภายหลัง” 

 

“พวกมึงรีบกลับไปเถอะก่อนที่จะดึกไปมากกว่านี้” 

 

เซฟ แมงป่อง และพี่มังกรนั่งเรือกลับมาจากเกาะด้วยใบหน้ากลัดกลุ้มตลอดระยะทางที่ข้ามมา มีเพียงเสียงเรียกของเด็กตัวเล็กที่ยังพอทำให้พวกเขายิ้มออกมาได้เสมอ 

 

“งั้นคืนนี้เซฟกลับไปนอนที่บ้านกับพวกพี่ละกัน” 

 

“แต่ถ้าพ่อแม่พี่เจอผมอาจจะ...” 

 

“เฮ้ย คิดอะไรอย่างนั้น” มังกรตบมาที่หลังของเด็กหนุ่ม “เซฟเองก็เป็นเหมือนคนในครอบครัวพี่ ป๊าม้าพี่แยกแยะได้น่า มีแต่เรานั่นแหละกลัวจนไม่ยอมเข้ามาเจอหน้าสักที” มังกรโอบไหล่เด็กหนุ่มเข้ามากอดเขย่งปลายเท้ากระซิบไปที่ข้างหู “อยากจะเป็นลูกเขยบ้านพี่ใจก็ต้องกล้า ๆ หน่อย” 

 

“จะขึ้นรถกันได้รึยังครับ ถ้ายังไม่ไปผมจะได้พาสกอร์กลับไปนอนก่อน” แมงป่องค่อย ๆ เคลื่อนรถออกไปตามถนนปล่อยให้สองหนุ่มที่ยืนคุยกันไม่เลิกต้องวิ่งตามจนหอบ 

 

เสียงกรนเล็ก ๆ ของเด็กตัวน้อยดังขึ้นท่ามกลางเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำภายในรถ ทั้งสามคนหนุ่มมุ่งหน้ากลับมาที่บ้านท่ามกลางร้านรวงสองข้างทางที่ทยอยปิดกันไปหมด รถยนต์ขับเข้ามาจอดข้างฟุตบาทก่อนถึงตัวบ้านไปสองสามหลังเนื่องจากมีรถตู้กระจกทึบจอดขว้างหน้าร้านของพวกเขา แสงไฟแวบวับไปมาภายในร้านทำให้แมงป่องรีบดับไฟหน้ารถจ้องมองไปยังเบื้องหน้า ในขณะที่มังกรและเซฟต่างพากันหลับไปทั้งคู่จากความอ่อนเพลีย 

 

“ถึงแล้วเหรอแมงป่อง” พี่ชายคนโตของบ้านกมลเลิศชะโงกหน้าถาม พร้อมกับเตรียมตัวจะเปิดลงจากรถแต่กลับถูกน้องชายดึงคว้าเอาไว้ก่อน 

 

“ชู่~~~~~” เด็กหนุ่มยกนิ้วขึ้นมาป้องที่ปากจ้องมองไปยังหน้าร้าน “มีใครก็ไม่รู้อยู่ในบ้านเราพี่” เสียงพูดทำให้เซฟเองก็รู้สึกตัวแล้วเช่นกัน 

 

“ป๊าม้ารึเปล่าแมงป่องเดี๋ยวพี่ลงไปดูเอง” 

 

“พี่จะบ้ารึไง! ตอนเย็นผมโทรถามม้าแล้ว ม้าบอกกลับพรุ่งนี้ตอนสาย ๆ แล้วถ้าเป็นป๊าม้าจริงทำไมต้องใช้ไฟฉายแทนที่จะเปิดไฟด้วยล่ะ” 

 

“ไฟอาจจะดับก็ได้มั้ง?” 

 

“แต่ไฟหน้าบ้านยังติดหมดทุกหลังครับพี่มังกร” เซฟพูดขึ้นแล้วหันซ้ายมองขวาสำรวจบ้านหลังอื่นที่ยังดูปกติก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาซูมทะเบียนรถตู้ด้านหน้าแล้วกดถ่ายเอาไว้หลายภาพ “บ้านแมงป่องมีทางเข้าออกอื่นอีกรึเปล่า?” 

 

“ไม่มีหรอก ชั้นอื่นของบ้านก็ติดลูกกรงไว้แน่นหนาปกติถ้าพวกพี่ไม่มีใครอยู่ก็จะล็อกประตูกระจก ประตูซิปด้านในอีกชั้นแต่ตอนออกไปเยี่ยมปู่เซฟ พี่คิดว่าคงไม่ได้กลับดึกเลยล็อกเอาไว้แค่ประตูกระจกอย่างเดียวไง” 

 

“งั้นก็ดีเลยในเมื่อไม่มีทางออกเราก็ปิดประตูตีแมวเลยสิ” เซฟยกยิ้มขึ้นมาอย่างพึงพอใจ 

 

“ฮะ!” 

 

“เอากุญแจบ้านมาให้ผมสิเดี๋ยวผมจะลงไปล็อกประตูซิปให้เอง แล้วก็โทรแจ้งตำรวจเอาไว้ด้วย” 

 

“แต่มันอันตรายนะไอ้เซฟ ไม่รู้ว่าพวกมันจะมีอาวุธอะไรรึเปล่าด้วย” เสียงของแมงป่องถามออกมาอย่างเป็นห่วง แต่เด็กหนุ่มกลับคว้ากุญแจในมือมังกรแล้วเดินลงจากรถตรงไปยังหน้าบ้านในทันที 

 

“พี่จะรีบโทรเรียกตำรวจแมงป่องก็รีบไประวังหลังให้เซฟมันเถอะ พี่แน่ใจว่าต้องมีคนคอยซุ้มดูต้นทางอยู่ด้านนอกด้วยแน่” เด็กหนุ่มพยักหน้าเข้าใจสิ่งที่พี่ชายต้องการจะสื่อ เขาค่อย ๆ ย่องลงจากรถไปหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ริมถนน 

 

สิ่งที่มังกรคาดเดานั้นถูกต้องไม่มีผิด ในขณะที่เซฟกำลังดึงประตูซิปคล้องกุญแจล็อกจากด้านนอกก็มีชายชุดดำวิ่งลงมาจากที่นั่งคนขับ เหวี่ยงไม้กระบองเข้าไปที่หลังเด็กหนุ่มอย่างแรงแบบไม่ทันตั้งตัวจนเขาต้องคดตัวล้มลงครางออกมาอย่างเจ็บปวด ท่อนไม้ถูกเหวี่ยงลงมาอีกครั้งหมายจะเผด็จศึกเป้าหมายให้แน่นิ่ง 

 

หมับ! ในจังหวะที่อาวุธร้ายจะเข้าถึงตัวเด็กหนุ่มนายพฤศจิกากลับใช้มือคว้าเอาไว้แล้วใช้หน้าแข้งเตะกวาดไปที่ลำคอของคนร้ายจนถึงกับน็อกสลบลงไปกองกับพื้นในครั้งเดียว ชายหนุ่มรีบก้มลงไปประคองคนรักขึ้นมานั่งมือก็สำรวจลูบคลำไปตามร่างกายเพื่อเช็กดูว่ามีส่วนไหนบุบสลายไปบ้าง 

 

ไม่ต้องเอ่ยถามว่าเจ็บไหมเพราะดูจากสีหน้าก็พอจะเดาได้ “ลุกไหวรึเปล่า?” ดวงตาฉ่ำน้ำเริ่มคลอออกมา 

 

“อืม...โชคดีที่มันไม่ตีเข้าที่หัวไม่งั้นผมคงตายคาที่แน่” 

 

“ยังจะมาพูดตลกอีก กูไม่ขำกับมึงนะเซฟ” น้ำเสียงสั่นเครือจนแทบจะจับใจความไม่ได้แมงป่องยกหลังมือมาปาดที่ดวงตาก่อนจะมองกลับไปที่ชายชุดดำอีกครั้งนิ้วมือปลดเข็มขัดจากกางเกงนักศึกษาของตัวเองออกแล้วลากคนร้ายไปที่เสาไฟจับมือทั้งสองข้างพาดหลังมัดเอาไว้ 

 

“ข้างในบ้านน่าจะมีอีกอย่างน้อยสองคน” เซฟชี้นิ้วเข้าไปในตัวบ้าน 

 

“ช่างเถอะรอให้ตำรวจจัดการดีกว่ายังไงมันก็ออกมากันไม่ได้อยู่แล้ว” 

 

เสียงไซเรนรถตำรวจดังแว่วเข้ามาตามถนนไม่ไกลนัก ก่อนจะขับเข้ามาเทียบขนาบข้างรถตู้สีทึบพร้อมกับตำรวจกลุ่มหนึ่งก้าวเดินลงมาจากรถตรงมาที่เด็กหนุ่มทั้งสองคนที่ยังนั่งอยู่หน้าร้าน เจ้าหน้าที่วิ่งเข้ามาสอบถามเหตุการณ์ทั้งหมดจากเด็กหนุ่มทั้งคู่ ในขณะที่มังกรเองเมื่อเห็นสถานการณ์เริ่มดีขึ้นจึงอุ้มสกอร์ลงมาจากรถท่ามกลางสายตาของเพื่อนบ้านในละแวกนั้นที่เริ่มออกมามุงดูกันเต็มท้องถนน 

 

“เซฟพี่ว่าเราไปโรงพยาบาลเถอะ ไปตรวจสักหน่อยก็ยังดี” 

 

“ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย คืนนี้พี่มังกรพาเจ้าสกอร์ไปนอนบ้านคนรู้จักหรือโรงแรมก่อนดีกว่าครับ กว่าจะเคลียร์พื้นที่เสร็จคงอีกนานเดี๋ยวตรงนี้ผมกับแมงป่องจัดการเอง” 

 

มังกรเองก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ ตลอดระยะเวลา 26 ปีตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีกลุ่มมิจฉาชีพเข้ามาในละแวกนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียวและยิ่งทำงานกันเป็นกลุ่มขนาดนี้ย่อมต้องมีการวางแผนล่วงหน้ากันมาเป็นอย่างดี 

 

“งั้นก็ระวังตัวกันด้วยมีปัญหาอะไรก็รีบโทรหาพี่” พูดจบมังกรก็รีบอุ้มลูกชายเดินกลับไปที่รถแล้วขับออกไปในทันที 

 

“เซฟมึงรอกูตรงนี้ก่อนนะกูจะเข้าไปกับพวกเจ้าหน้าที่เอง” 

 

“...แต่” เซฟจับมือแมงป่องเอาไว้แน่นเนื่องจากกลัวว่าคนรักจะบาดเจ็บไปด้วย 

 

“ที่นี่บ้านกูเซฟ ไม่มีใครรู้จักทุกซอกทุกมุมในบ้านดีเท่ากูหรอก” ว่าจบแมงป่องก็ลุกขึ้นมาไขกุญแจประตูซิป เดินเข้าไปเปิดไฟในบ้านพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจสามนายและอาสาสมัครตำรวจบ้านอีกสองคนที่คอยเดินนำหน้าเขาเสียงตะโกนให้มอบตัวดังอยู่เป็นระยะ 

 

ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงทั้งหมดก็กลับลงมาพร้อมคนร้ายสองคนที่ถูกจับล็อกกุญแจข้อมือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างดูคลี่คลายลงจนแม้แต่เซฟยังโล่งอกที่ชายคนรักไม่ได้บาดเจ็บเลย แมงป่องเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่อยู่พักใหญ่ก่อนที่ทั้งหมดจะแยกย้ายกันไปจนหมด 

 

นายพฤศจิกาพาเด็กหนุ่มกลับเข้ามาที่ห้องนอนของตัวเอง จัดแจงถอดเสื้อของเด็กหนุ่มเพื่อดูบาดแผลที่ด้านหลัง นิ้วมือกดไปตามรอยเขียวช้ำเป็นแนวยาว นำน้ำแข็งมาห่อเอาไว้ด้วยผ้าผืนหนาค่อย ๆ กดไปตามร่องรอยที่ยังปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด 

 

ทั้งที่มันน่าจะเจ็บมากแต่นายอาคมกลับมีสีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอาการออกมาแม้แต่น้อยเพราะเขากลัวว่าแมงป่องจะยิ่งกังวลใจจนหามส่งตัวเขาไปโรงพยาบาลแน่แต่ที่คาดไม่ถึงคือหลังจากแมงป่องทายาให้เป็นที่เรียบร้อยแล้วกลับดึงร่างตัวเขาเข้าสวมกอดซบใบหน้าไปที่ต้นคอจนนายอาคมได้แต่ยกมือลูบไปที่หัว 

 

“อึก...ทีหลังห้ามทำแบบนี้อีกนะ ห้ามทำร้ายตัวเองแบบนี้อีก” เสียงสะอื้นกระซิบแผ่วเบาออกมา 

 

“ทำไม? กลัวผมตายก่อนรึไง?” 

 

“อือ...ถ้ามึงตายก่อนกู กูจะไม่มีวันให้อภัยมึงเลย”  

 

ความในใจของแมงป่องถึงกับทำให้นายอาคมสะดุดคิดขึ้นมาได้ว่าในโลกนี้นอกจากแมงป่องและปู่คงไม่มีใครอีกแล้วที่ทำเพื่อเขาได้มากขนาดนี้ 

 

“ผมจะทิ้งคนที่ผมรักเอาไว้ให้อยู่คนเดียวได้ยังไงล่ะ”  

 

มะ...มึงว่าอะไรนะ” 

 

“ช่างเถอะว่าแต่ตอนนี้แมงป่องช่วยจูบปลอบใจผมหน่อยได้ไหมอะ” เซฟกะพริบตาถี่อย่างออดอ้อนจนนายพฤศจิกาถึงกับหมั่นไส้บีบนิ้วลงเข้าที่ไหปลาร้าจนร้องลั่นไปทั้งห้อง

 

จ๊วบ!

 

ริมฝีปากประกบแนบมาที่แก้มของอาคมอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่จ้องตากันด้วยความหวั่นไหวก่อนที่จะเลื่อนปากมาสัมผัสกันราวกับโหยหามานานแสนนาน รุนแรงจนเลือดในกายถึงกับเดือดพล่านความต้องการที่อัดอั้นมานานถูกปลดปล่อยออกมาตามสัญชาตญาณดิบ นิ้วมือไล่เกี่ยวกระชากกระดุมจนหลุดร่วงกระเด็นไปอยู่ตามพื้นห้อง

 

อ้า...ทุกครั้งที่อาคมขบกัดไปที่ร่างกายของคนรักนั้นยิ่งทำให้เขาอยากทำรุนแรงมากขึ้นไปทุกขณะ นิ้วมือเกร็งบีบไปตามเนื้อตัวของแมงป่องจนแทบจะเขียวช้ำแต่กระนั้นแล้วชายหนุ่มกลับยิ่งตอบสนองต่อความเร่าร้อนรุนแรงที่ถาโถมเข้ามา

 

ร่องรอยของการร่วมรักในครั้งที่สองกระจัดกระจายไปทั่วทั้งเตียง หลังทุกอย่างจบลงเซฟดึงแมงป่องเข้ามากอดอย่างมีความสุขคลอเคลียไปตามลำคอยาวและหัวไหล่ดูดเม้มเพื่อฝากความเป็นเจ้าของเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว

 

“แมงป่องคิดว่าเรื่องที่โจรขึ้นบ้านเป็นเหตุบังเอิญรึเปล่า” เซฟถามขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงัดภายในห้อง เด็กหนุ่มครุ่นคิดมาตลอดทั้งที่ใจก็คาดเดาคำตอบเอาไว้แล้ว

 

“ไม่รู้สิแต่ถ้าวันนี้พวกเราไม่ได้กลับมาที่บ้าน แล้วพี่มังกรอยู่กับสกอร์แค่สองคนป่านนี้ทั้งคู่คง...” แมงป่องเองก็นอนไม่หลับเพราะเอาแต่นึกถึงแต่เรื่องนี้อยู่เหมือนกัน

 

“...”

 

“นั่นสินะถ้าเอาแต่หลอกตัวเองว่าบังเอิญมันก็เหมือนผมเอาแต่ปกป้องแซนโดยที่ไม่ยอมมองความเป็นจริง” เซฟยังตัวขึ้นมานั่งบนเตียงด้วยสีหน้าตึงเครียด “แซนน่าจะโกรธพี่มังกรเรื่องที่ไม่ยอมส่งค่าเลี้ยงดูไปให้จนถึงขนาดจ้างคนมาลักพาตัวสกอร์ไปแน่”

 

คำพูดของเซฟทำให้แมงป่องยันตัวขึ้นมาจากเตียงอีกคนเอื้อมมือเข้าโอบกอดไปที่ตัวเด็กหนุ่ม “อย่าเพิ่งคิดมากเกินไปสิ ยังไม่ทันรู้ความจริงสักหน่อยจะโทษแซนตอนนี้ก็คงไม่ถูก เอาไว้พรุ่งนี้เช้าตอนไปให้ปากคำที่โรงพักก็น่าจะได้คำตอบ” ถึงปากจะพูดออกไปแบบนั้นแต่สุดท้ายก็อดคิดไม่ได้อยู่ดีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้มันช่างประจวบเหมาะกับช่วงวันเกิดของหลานชายเหลือเกิน

 

“แมงป่องนี่แปลกนะ ต่อให้โดนทำร้ายมากี่ครั้งก็ยังยอมให้อภัยเสมอ”

 

พฤศจิกาส่ายหัวออกมาแบบไม่เห็นด้วย “ไม่ใช่ไม่โกรธแต่พี่แค่ไม่อยากให้เซฟต้องเสียใจมากกว่า” เสียงถอนหายใจดังออกมาอย่างแผ่วเบา “เซฟ...รู้ไหมว่าพี่รอเซฟมาตลอด เฝ้าภาวนาให้เราสองคนมีโอกาสกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง”

 

คำพูดที่เปลี่ยนไปถึงกับทำให้นายอาคมหัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกจากอก เด็กหนุ่มเองก็รอให้แมงป่องยกโทษให้เขาแล้วกลับมาเป็นพี่คนเดิมมาตลอด

 

“แต่ตอนนี้แมงป่องเป็นเมียผมแล้วนะ ผมไม่อยากกลับไปอยู่แบบ Brother Zone แล้วอะ แมงป่องเองก็เลิกทำเย็นชาใส่ผมสักทีเถอะ” นิ้วมือลูบไปตามรอยแดงบนร่างกายคนรัก “ทั้งที่เวลาอยู่กันบนเตียงพี่ออกจะร้อนแรงซะขนาดนี้”

 

“ให้มันน้อย ๆ หน่อยเซฟเอาจนแสบก้นไปหมดล่ะ” ฝ่ามือยันไปที่หน้าอยากจะตบก็ทำไมลง

 

“อืม...ครั้งหน้าสัญญาเลยว่าจะทำให้นุ่มนวลกว่านี้”

 

แมงป่องเอนตัวลงไปที่อกของเด็กหนุ่มตอนนี้เขาพร้อมที่จะบอกทุกอย่าง เพียงแค่เอ่ยปากถาม “เซฟ...รู้เรื่องทั้งหมดมานานแค่ไหนแล้ว”

 

“สักพัก...ผมก็ไม่รู้หรอกว่าแซนจริง ๆ เป็นคนยังไงแต่ที่ผมรู้คือเรื่องที่แมงป่องพยายามปกป้องผมมาตลอดกับเรื่องที่แมงป่องรักผมมาตั้งนานแล้ว พี่ก็น่าจะรู้ว่าผมเองก็หลงรักพี่มาตั้งแต่เจอกันครั้งแรกเหมือนกันนี่”

 

“...” แมงป่องได้แต่พยักหน้ายอมรับความจริง

 

“เมื่อก่อนผมก็แค่อยากจะขอให้พี่อยู่กับผมไปนาน ๆ ได้เจอหน้ากันทุกวันก็พอแต่ตอนนี้ผมอยากขอมากกว่านั้น”

 

นายพฤศจิกาถึงกับหลิ่วตามองอย่างสงสัย “จะขอเอาอีกรอบรึไง?”

 

“มาเป็นแฟนกันเถอะแมงป่อง ผมไม่แคร์ว่าคนอื่นจะมองยังไงเพราะผมรักพี่ ผมอยากครอบครองพี่ไว้แค่คนเดียว อยากได้ยินเสียงพี่ร้องเรียกชื่อผม อยากให้พี่มองแต่ผม”

 

น้ำตาของนายพฤศจิกาเริ่มคลอขึ้นที่หางตา นี่เป็นสิ่งที่เขาเฝ้ารอจะได้ยินจากปากเด็กตรงหน้าสักครั้งในชีวิต

 

“เป็นวิธีขอคบเป็นแฟนที่โคตรเห็นแก่ตัวเลยว่ะ” วงแขนแมงป่องโอบรัดแน่นขึ้นไปด้วยอาการเขิน

 

นายอาคมได้แต่ก้มหน้ากระซิบไปที่ข้างหู “เป็นแฟนกันนะครับ...เป็นแฟนกันนะ...ได้โปรดเป็นแฟนกับผมเถอะนะครับ” เสียงออดอ้อนแบบไม่เคยพบเจอถึงกับทำให้นายพฤศจิกาต้องหัวเราะออกมา

 

“อืม...เป็นก็เป็น” ทั้งคู่จูบเข้าหากันอีกครั้ง “เซฟสัญญากับพี่ก่อนว่าต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นให้เชื่อในสิ่งที่พี่พูดและทำตามในสิ่งที่พี่ขอ”

 

“โอเค...ต่อไปนี้ผมจะเป็นเด็กดีจะเชื่อฟังที่แมงป่องพูดทุกอย่างแต่ตอนนี้...” อาคมเริ่มสอดนิ้วลงไปใต้ผ้าห่มผืนหนา ลูบไล้ไปตามผิวหนังของแฟนหนุ่มป้ายแดงอีกครั้ง ในเวลานี้เขาได้เรียนรู้อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต

 

...ขึ้นชื่อว่าแฟนตำแตงได้ตลอด...

ความคิดเห็น