'พงพี' ขอบคุณทุกคนมากเลยนะครับ ตอนนี้ "เกล็ดมณี" ดำเนินเรื่องมาไกลมากเลย ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัว แล้วอยู่ด้วยกันนานๆ นะครับ ;]

11. สร้อยพระศอ (2/2)

ชื่อตอน : 11. สร้อยพระศอ (2/2)

คำค้น : #ธัญล่าฝันซีซั่น3 #ธัญวลัยxสถาพรบุ๊คส์ #นาค #นาคี #นาคา #ครุฑ #นิยายรัก #นิยาย

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 827

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ม.ค. 2564 16:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
11. สร้อยพระศอ (2/2)
แบบอักษร

11. 

สร้อยพระศอ 

ลานกว้างเบื้องล่างฉิมพลีหนาแน่นไปด้วยทหารหาญของทั้งสองเผ่าพันธุ์ เมื่อใดที่การศึกมาเยือน เหล่าสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั่วทั้งหิมพานต์ต่างหลีกลี้เพื่อหาสถานที่หลบภัย ปล่อยให้ผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันได้ห้ำหั่นกันให้สาสมแก่ความเดือดดาลที่ต้องการ 

สายลมพัดพานเอาความเย็นให้คงอยู่ แต่แสงจากพระสุริยาทิตย์กลับขับไล่ความหนาวเหน็บให้จางหายไป จากเบื้องบนเวหาหาว เหล่าทัพของขบวนวิหคต่างโบยบินกันมาอย่างสะเปะสะปะ ในขณะที่เหล่าทัพของนาคต่างเดินเรียงรายกันมาอย่างเป็นระเบียบ เสียงกลองศึกระทึกปลุกความฮึกเหิมของทั้งสองทัพดังระงม ต่างปลุกเร้ากำลังใจของทั้งสองฟากฝั่งให้หมายมอบชีวิตเพื่อชัยชนะแห่งตน 

ทัพครุฑมีวิหรุตคอยบัญชาการทัพหน้าด้วยตนเอง เขาสวมเกราะเนื้อสุวรรณมิต่างจากลลินพรตและอนิล ในส่วนทัพนาคมีภูชาเคนทร์นาคาคอยบัญชาการทัพหน้าเพื่อหมายประดาบกับแม่ทัพของอีกฝ่ายเพื่อให้ศึกครานี้ลดความยืดเยื้อลงไป 

“นั่นมัน…” ลลินพรตทอดมองทหารหาญของเผ่านาคที่เป็นสตรีด้วยใบหน้ายิ้มเยาะ “เหล่านาคีมิใช่หรือ ไร้กำลังจนต้องเอาสตรีมาออกรบเช่นนี้ ข้าว่าพวกเราเอาชนะได้มิยากหรอกเสด็จพ่อ” 

“ถึงเป็นนาคีก็มีพิษร้ายอยู่เช่นกัน…” วิหรุตเอ่ยเตือน แต่นั่นไม่ได้ทำให้ลลินพรตดูมีทีท่าสำเหนียกตนแม้เพียงน้อย เขากลับเผยรอยยิ้มของผู้มีชัยอย่างเต็มภาคภูมิจนทำให้ผู้เป็นบิดารู้สึกหวั่นใจในความทะนงตนของบุตรชาย เพราะหากพลาดแม้เพียงน้อยอาจถึงขั้นจบสิ้นชีวิตตักษัยได้ “ข้าจักบัญชาการทัพหน้า พวกเจ้ารอเป็นกำลังเสริมให้กับข้า หากทัพเสริมของศัตรูมิเคลื่อนพลก็อย่าได้หมายโจมตีก่อนเป็นอันขาด ให้รอดูชั้นเชิงของพวกเขา อ่านเชิงการรบอย่างชาญฉลาด เข้าใจหรือไม่” 

“พะยะค่ะ” ทั้งสองรับปากโดยพร้อมเพรียง 

“อ้อ!! อีกประการหนึ่ง…” ลลินพรตลอบมองพระราชบิดาของตน บัดนี้นัยน์ตาของวิหรุตมุ่งมั่นมิต่างจากความเยาว์วัยหวนกลับมาอีกครั้ง “อย่าได้หมายใช้อาวุธวิเศษอื่นใดนอกจากคมดาบ หรือคอมหอก ถือเป็นเกียรติแห่งเผ่าวิหคเรา เพราะการศึกครานี้จักมิมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบในชาติพันธุ์ แต่จักเป็นการปะทะกันซึ่งๆ หน้า หากผู้ใดทำให้เผ่าวิหคได้เสื่อมเกียรติ ข้าจักมิปล่อยมันเอาไว้แน่” 

อนิลก้มหน้านิ่ง ลลินพรตกลอกสายตาไปคล้ายหงุดหงิด วิหรุตสาวเท้าเดินไปด้านหน้าที่มีขบวนธงสีแดงเพลิงของเหล่าชาววิหคนำหน้า เมื่อผู้บัญชาการศึกเดินนำหน้าออกมา เหล่าทหารหาญกลุ่มหนึ่งพลันเดินทัพตามมิห่าง ถึงแม้รูปขบวนจักมิสง่างาม แต่พวกเขาก็พร้อมจะตวัดดาบเพื่อราชวงศ์แห่งวิหรุต 

“ข้ามาตามคำท่านท้าศึก” วิหรุตประกาศก้อง 

ทัพของนาคถูกจัดขบวนอย่างเป็นระเบียบ โดยหน้าสุดนั้นเป็นเหล่านาคีสวมชุดเกราะถือธงลวดลายนาคากวัดแกว่ง ถัดจากขบวนธงคือเหล่านาคีถือดาบเงาวาวคมกริบมัดด้วยผ้าแพรสีแดงเลือดนก ราชานาคาสาวเท้าเดินแหวกทั้งสองขบวนมาอย่างอาจหาญ เกราะที่สวมใส่อยู่เป็นสีมรกตเลื่อมสุวรรณ มีพรายนิลทหารเอกนาคาเดินตามหลังมิห่างกาย 

“ถือว่าตรงไปตรงมา…” ภูชาเคนทร์เอ่ยพร้อมดึงดาบออกมาฝัก “ศึกครานี้จักเป็นศึกสุดท้ายของเผ่าพันธุ์นาคกับครุฑ เพราะเช่นนั้นอย่าได้หมายตุกติก” 

“ด้วยเลือดแห่งกษัตริย์…” วิหรุตชักดาบออกจากฝักกรีดฝ่ามือของตนให้สายโลหิตหยาดรินรดพื้นปฐพี อีกทั้งภูชาเคนทร์ก็ทำเช่นเดียวกัน เป็นธรรมเนียมการศึกของทั้งสองเผ่าพันธุ์ถึงการถวายสัตย์ปฏิญาณแด่พระแม่ธรณี และจะมิผิดคำเป็นอันขาด “การศึกครานี้จักมิมีผู้ใดใช้ศาสตราวุธอาคมในการรบ และจักมิมีผู้ใดกลับคืนสู่ร่างที่แท้จริงเพื่อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบหรือเสียเปรียบเป็นอันขาด” 

“ด้วยเลือดแห่งกษัตริย์ การศึกครานี้จักเป็นไปตามที่คำตรัสของราชาครุฑ หากมีผู้ใดฝ่าฝืนจักถือว่าทำให้เผ่าพันธุ์นั้นเสื่อมเกียรติ และถือเป็นผู้คดโกงต่อทัพแห่งตน จักถูกประหารชีวิตด้วยคมดาบของอีกฝ่ายจนสิ้น” 

เสียงสายอัสนีคำรามกึกก้อง คำประกาศดังกล่าวรับรู้แล้วถึงชาวสวรรค์ชั้นฟ้า หรือแม้แต่ชาวหิมพานต์เองก็ต่างรับรู้ในการทำศึกครานี้เช่นกัน หยาดโลหิตของทั้งสองราชาซึมลงผืนปฐพี เพื่อให้คำปฏิญาณนั้นรับรู้ถึงพระแม่ธรณี 

“ทัพครุฑ…” วิหหรุตออกคำสั่ง “โจมตี” 

“ทัพนาค โจมตี” 

กลองศึกรัวระทึก ส่งให้แรงเต้นของหัวใจทั้งสองฝั่งฮึกเหิม ทัพครุฑกรูกันเข้ามายังลานกว้างในทันที ทัพนาคีหลีกหลบไปด้านข้าง เหล่าทหารหาญของนาคต่างตามพระราชาของพวกเขาออกมาสู้รบด้วยพร้อมเสียสละแม้ชีวิต เพื่อคว้าชัยเหนือเหล่าครุฑให้จงได้ 

เสียงคมหอก คมดาบกระทบกันดังระงม ทั้งวิหรุตและภูชาเคนทร์หมายพุ่งเข้าหากันโดยที่มิมีนายทหารใดมาขัดขวาง การประดาบกันของทั้งสองส่งผลให้เกิดทั้งกระแสลมแรง และท้องฟ้าคำรามกึกก้อง ในการปะทะมิได้ใช้ศาสตราวุธอาคม แต่เป็นเพราะกระแสทิพย์ของทั้งสองปลดปล่อยห้วงพลังแห่งวาโยและวารีออกมาปะทะกัน จึงทำให้สรรพสิ่งโดยรอบปั่นป่วน 

“มาทำให้มันจบเสียเถิดท่านภูชาเคนทร์” วิหรุตเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แววตาฉายความมาดมั่นเต็มเปี่ยม 

ภูชาเคนทร์เองก็รับรู้ถึงความตั้งใจนั้นของผู้ที่หนุ่มแน่นกว่าตน แต่ศึกครานี้เขาหมายล้างอายให้บุตรีอันเป็นที่รัก เขาจึงมิอาจยอมแพ้ได้ หากมิได้เด็ดปีกของวิหรุตออกมาด้วยมือของตน เขาคงมิอาจกลับบาดาลนครเพื่อไปพบคู่ชีวิตของตนได้อย่างภาคภูมิ 

“เข้ามาได้เลย” 

ศาสตราวุธของทั้งคู่มีเพียงดาบงามฝั่งละเล่ม กระบวนท่าในการจู่โจมของชาวครุฑช่างเร่าร้อนและบุ่มบ่าม แต่ท่วงท่าการแกว่งดาบของชาวนาคกลับเป็นไปด้วยท่วงท่าสวยงามอ่อนช้อย จนเหมือนมิต่างจากการปะทะกันของน้ำกับไฟ ที่มิมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบหรือเสียเปรียบ แต่เนื่องจากกำลังพลในทัพหน้าของครุฑมีจำนวนน้อยกว่านาค วิหรุตจึงมีความกังวลในการวางกำลังพลในทัพต่อไป 

หากเป็นแบบนี้เผ่าครุฑพ่ายแพ้เป็นแน่… 

การศึกดำเนินมาเพียงชั่วขณะ ในเหล่าทัพหน้าของชาววิหคต่างล้มตายไปมาก ทั้งกระบวนท่าในการรบ หรือแม้แต่ความร้อนรน ต่างทำให้ทัพของเหล่าครุฑลนลานและพ่ายแพ้ต่อความสงบเยือกเย็นของเหล่านาค ที่มิได้จาบจ้วงเข้ามาลึกจนเกินไป หากแต่รอหาโอกาสและจังหวะในการสวนกลับ จนทำให้ทหารครุฑเสียท่าล้มตายลงไป 

“ทัพเสริม…” เสียงของลลินพรตเต็มไปด้วยความแค้นเคือง เมื่อเห็นเหล่าข้าราชบริพาลล้มตายไปมาก เขากำหมัดแน่นเพราะมิอาจยินยอมได้ในสิ่งที่ตนเห็น “เคลื่อนพล” 

“นี่ท่านจักทำการใด ท่านกำลังขัดคำบัญชาขององค์วิหรุตอยู่นะเสด็จพี่” 

“หุบปากของเจ้าซะ…” เขาตวาดญาติผู้น้องลั่น อนิลมิอยากให้เสียการศึก หากเดินหมากผิดตัว ก็อาจทำให้ศัตรูล้มกระดานได้ แต่บัดนี้ญาติผู้พี่ของเขามิได้ยินยอมฟังคำทัดทานของผู้ใดอีกแล้ว ความเคืองแค้นเข้าครอบงำจนทำให้เขาไร้ซึ่งสติ “เจ้ามันยืนอยู่ข้างนาค เจ้ามิมีสิทธิ์ทัดทานข้า” 

“ข้ามิอยากให้ท่านพากองกำลังไปตายเปล่า” 

“เจ้าหาว่าข้าบัญชาการรบมิได้หรือ…” ลลินพรตระเบิดอารมณ์ฉุนเฉียวใส่อนิลจนเขาต้องยอมรามือ ถึงแม้จักมิเต็มใจนัก แต่เขาก็ยอมชักดาบออกมาจากฝักเพื่อพร้อมเคลื่อนพลตามกระแสรับสั่งของบุตรชายกษัตริย์ “ทัพเสริมโจมตี อย่าได้ให้อ้ายอีเผ่านาครอดชีวิตไปได้” 

เสียงกระหึ่มกึกก้องพร้อมกลองรบ อนิลนำทัพเคียงบ่าเคียงไหล่ลลินพรตมิห่าง เมื่อทัพเสริมของเหล่าครุฑเคลื่อนพลมายังสนามรบจนหมดสิ้น พรายนิลที่รอสั่งกำลังพลจากเผ่านาคเพียงยกมือขึ้นคราหนึ่ง ทัพเสริมของเผ่านาคต่างเคลื่อนพลลงมาเสริมทัพเช่นกัน 

เจ้าทำการใดลงไปลูกพ่อ… 

วิหรุตที่ประดาบกับภูชาเคนทร์ถึงกับรู้สึกอ่อนยวบในดวงหทัย เหตุที่เขามิให้ทัพเสริมของตนเคลื่อนพลก่อนอีกฝ่าย เป็นเพราะต้องการประเมินกำลังพลของศัตรูเสียก่อน แต่เมื่อลลินพรตบัญชาการรบเช่นนี้ ทำให้ศัตรูรับรู้แล้วว่าควรวางหมากของพลทหารเช่นไร 

“อย่าเสียสมาธิสิ…” ภูชาเคนทร์ตวัดดาบหมายบั่นคอของศัตรู ราชาครุฑเอี้ยวตัวหลบได้ทันจนคมดาบเฉือนผิวขาวเนียนบริเวณต้นแขนข้างขวาจนเกิดโลหิตสีแดงข้นไหลซึม “ศัตรูของเจ้าคือข้า” 

“เป็นห่วงตัวท่านเองเถิด ข้าหนุ่มแน่นกว่าท่านหลายร้อยปีเชียวหนา” 

“หึ!! เด็กปากมิสิ้นกลิ่นน้ำนม” 

ทั้งสองเข้าห้ำหั่นกันอีกคราวด้วยความดุเดือด นัยน์ตาสีสุวรรณของภูชาเคนทร์เริ่มแดงก่ำมิต่างจากสีโลหิต จังหวะการประดาบพลันเปลี่ยนไปเป็นเร่งเร้าจนทำให้วิหรุตรับมือมิทัน ทุกคราที่ราชานาคตวัดดาบ พลันสร้างบาดแผลให้กับราชาครุฑจนเกิดเลือดไหลซึม ถึงจะมิเกิดบาดแผลฉกรรจ์ แต่ก็ทำให้อีกฝ่ายเกิดความเจ็บปวดได้ 

“ข้าประเมินท่านต่ำเกินไป…” ร่างกายที่บาดเจ็บมิได้สะเทือนไปถึงกำลังของราชาครุฑ บาดแผลเหล่านั้นมิต่างจากรอยถลอกของหนามขีดข่วน สิ่งนั้นราชาครุฑรู้ดีว่าตนได้ถูกมองเป็นของเล่นของภูชาเคนทร์ไปเสียแล้ว นั่นเพราะรู้ดีว่าบัดนี้ราชานาคยั้งมือเอาไว้ คมดาบที่กวัดแกว่งมิต่างจากฝึกปรือฝีมือกับทหารใหม่ที่พึ่งออกรบเป็นคราแรก “แต่เมื่อไหร่ท่านจักเอาจริงเสียที” 

“ข้ารอเจ้าเอาจริงอยู่นี่อย่างไรเล่า” 

ทั้งสองพุ่งเข้าปะทะกันครั้งแล้วครั้งเล่า แต่วิหรุตก็พบว่าภูชาเคนทร์สามารถรับมือเขาได้ทุกกระบวนท่า มิต่างจากเรียนรู้กระบวนดาบของชาววิหคมาอย่างดีและหาทางรับมือได้จนแทบมิมีจุดบอด ในขณะที่เหล่าทหารครุฑมิอาจรับมือกับกระบวนท่าของเหล่านาคได้เลย 

ศึกครานี้รู้ผลแล้ว… 

ราชาครุฑเพียรคิดก่อนที่จะพยายามรบเร้าจังหวะการตวัดดาบให้รุนแรงและฉุนเฉียวมากขึ้น แต่ก็มิอาจทำให้ผู้ที่เป็นศัตรูเบื้องหน้ายำเกรงในทีท่าเกรี้ยวกราดนั้นได้แม้เพียงน้อย 

ลลินพรตไล่เข่นฆ่าทหารนาคาเบื้องหน้าด้วยความคึกคะนอง ผิดจากอนิลที่ประดาบเพื่ออยู่รอดและทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บเพียงเท่านั้น เขามิได้หมายพรากชีวิตของเผ่าพันธุ์ตรงข้ามเลยแม้สักชีวิต แต่การกระทำของเขาก็ดูจะขัดใจญาติผู้พี่จนลลินพรตต้องหันคมดาบเข้าหาเขาเอง 

“ไยเจ้ามิฆ่าพวกมัน” 

“ศึกครานี้มิได้หมายให้เกิดการสูญเสียมากมายถึงเพียงนี้” 

“แต่เจ้าแหกตาดูเสียบ้าง ดู…” ลลินพรตใช้คมดาบอาบเลือดสีมรกตชี้ไปยังกองศพของทั้งทหารนาคและครุฑโดยรอบ ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววโกรธเกรี้ยว อีกทั้งนัยน์ตาดุดันบ่งบอกถึงความพิโรธในอก “เจ้าเห็นในสิ่งที่พวกมันทำกับไพร่พลของเราหรือไม่” 

“ข้าเห็น” 

“หากมิเข่นฆ่าพวกมัน…” ลลินพรตตวัดดาบฟาดฟันทหารนาคาสองตนที่วิ่งเข้ามาหมายเอาชีวิตเขา คมดาบที่ตวัดไปมาทำให้เลือดมรกตกระเด็นมาเปื้อนร่างของอนิลมิต่างจากหยาดฝน “ข้าจักฆ่าเจ้าซะ” 

อนิลนิ่งงัน ในสายตาเหล่าทหารนาคาต่างเป็นที่ประจักษ์ดีว่าเขาไร้ซึ่งจิตอาฆาต ซึ่งแตกต่างจากลลินพรตจนทำให้เหล่าทหารนาคเลี่ยงที่จะประดาบกับเขา แต่ยิ่งเขาได้รับเกียรตินั้นมากเพียงใด ลลินพรตกลับยิ่งแต่ทวีความโกรธเกรี้ยวและเกลียดชังเขามากขึ้นไปอีก 

ข้าเองก็มิได้หมายให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้หรอกหนา… 

เขาเงยหน้ามองเวหาหาวที่บัดนี้เริ่มมีเมฆฝนปกคลุมพร้อมทั้งสายอัสนีเริ่มส่องแสงแปลบปลาบ สายลมพัดรุนแรงมากขึ้นตามกระแสแห่งความดุเดือดในสนามรบ เสียงเหล็กกระทบกันดังต่อเนื่องมิหยุดหย่อน ไพร่พลครุฑเบื้องหน้าล้มตายไปมาก จนบัดนี้ทัพหลังเหลือกำลังพลมิมากแล้ว หากแต่กำลังพลของเหล่านาคกลับเหลือมากกว่าเหล่าครุฑหลายเท่าตัว 

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง มิต่างจากความกดดันที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าพันทวี ทำให้อนิลต้องกระชับดาบในมือให้แน่น ชี้ดาบไปเบื้องหน้าทั้งหยาดน้ำตาที่ไหลรินออกมา ลลินพรตมองภาพเบื้องหน้าพร้อมแสยะยิ้มชิงชัง การบังคับให้อนิลต้องเข่นฆ่าเผ่านาคคือความต้องการของเขา หมายให้ญาติผู้น้องได้ลิ้มรสความเจ็บปวดจากการต้องเข่นฆ่าเผ่าพันธุ์ของสตรีที่ตนรัก 

“บุก” ลลินพรตคำรามก้อง 

ทัพหลังรีบกรูเข้ามาเสริมศึก วิหรุตเองก็มิอาจเคลื่อนกายไปไหนได้ เหมือนกับว่าศึกครานี้ภูชาเคนทร์พยายามรั้งเขาเอาไว้อยู่กับตน เพื่อปล่อยให้ความวู่วามของบุตรชายศัตรูเป็นฝ่ายทำลายกระบวนการรบของเผ่าครุฑลงเสียเอง 

กำลังพลของเผ่านาคยังมิเคลื่อนทัพมาต่อเติม เพียงกำลังพลเดิมก็สามารถยืนหยัดสู้กับเหล่าทหารครุฑที่พรั่งพรูมาได้อย่างสูสี ลลินพรตพุ่งเข้าเข่นฆ่าทหารนาคมิต่างจากสัตว์ร้ายกระหายเลือด อนิลหวั่นใจครู่หนึ่งก่อนคมหอกจากทหารนาคาจะพวยพุ่งมายังเขา เขาตวัดดาบป้องกันได้ เมื่อจับจ้องไปยังต้นตอของคมหอกที่พวยพุ่งมา เขากลับพบพรายนิลยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า 

“ท่านลังเล” เขาเอ่ยเตือนก่อนชักดาบออกจากฝักในมือขวา และใช้มือซ้ายหยิบดาบของทหารนาคตนหนึ่งที่จบชีวิตด้วยน้ำมือของลลินพรต พรายนิลกวัดแกว่งดาบทั้งสองมืออย่างเชี่ยวชาญ แต่ก็มิอาจทำให้อนิลรู้สึกหวาดหวั่นได้ 

“ข้ามิได้กระหายสงคราม” 

“ข้ารู้ในความสุขสงบของท่าน...” พรายนิลเคลื่อนกายเข้าหาอนิลด้วยความว่องไว ตวัดดาบไปมาในท่วงท่าคล้ายเต้นรำ อนิลหลบการโจมตีนั้นได้แล้วพยายามสวนกลับไป แต่ทหารเอกของเผ่านาคกลับแข็งแกร่งจนสามารถอ่านท่วงท่าการโจมตีของครุฑหนุ่มออกอย่างง่ายดาย “แต่เมื่ออยู่ในสนามรบ หากท่านมิต่อสู้อย่างสุดกำลัง สุดท้ายแล้วท่านอาจต้องสิ้นชีวิตลง” 

สิ่งนั้นคล้ายคำเตือนสติเสียมากกว่าตำหนิ อนิลระบายลมหายใจออกมายาวพรืด นัยน์ตาลังเลเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่น พรายนิลเผยยิ้มด้วยความชอบพอในการปรับตัวยามเมื่อได้รับคำสอน อนิลพุ่งเข้าโจมตีเขาด้วยความรวดเร็วและรุนแรง มิต่างจากาพายุโหมกระหน่ำ แต่เขาก็สามารถรับมือได้ทุกกระบวนท่าจนทำให้อนิลต้องสู้ไปและค้นหาจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ไปด้วย 

“หลีกไป” ลลินพรตที่เห็นอนิลกำลังรับมือกับศัตรูที่ร้ายกาจ เขาจึงพุ่งเข้ามาหมายมีส่วนร่วมกับการประมือครั้งนี้ 

เสี้ยวนาทีที่ลลินพรตพุ่งเข้ามา มันกลับทำให้อนิลเกิดช่องโหว่ขึ้นจนเขามิทันได้ระวังตัว ทหารเอกเผ่านาคตวัดดาบฟาดฟันเข้าใส่ครุฑหนุ่มทั้งสองจนกระเด็นออกจากกัน คมดาบบาดเข้าที่แก้มขาวของลลินพรตจนเลือดไหลริน ส่วนอนิลได้รับบาดเจ็บยังต้นแขนข้างซ้ายซึ่งส่งความเจ็บปวดแล่นปราดไปจนทั่วทั้งแขน 

“อย่ามั้นใจในความวู่วามของเจ้าให้มากไป...” น้ำเสียงของพรายนิลดูแคลนลลินพรตอย่างเห็นได้ชัด เขาชายตาแลบุตรชายของราชาครุฑอย่างเหยียดหยาม “มันจักเป็นดาบคอยปลิดชีวิตของเจ้าเอง” 

“ข้าจักกุดหัวเจ้าออกมาให้จงได้” 

ลลินพรตพุ่งเข้าหาพรายนิลในทันที เขาทำเพียงยืนตั้งรับนิ่งๆ คมดาบของครุฑหนุ่มมิอาจกระทำรอยแผลให้เขาได้เลยแม้รอยขีดข่วน เมื่อสบโอกาสที่ทหารเอกนาคาใช้ดาบปัดป้องการจู่โจมจากลลินพรต อนิลจึงพุ่งเข้าจ้วงแทงคู่ต่อสู้ในทันที แต่คล้ายกับพรายนิลอ่านการเคลื่อนไหวของทั้งสองออกโดยง่าย จึงได้ใช้สันดาบปัดป้องการโจมตีของอนิลได้อย่างง่ายดาย 

“พวกเจ้ายังอ่อนด้อยในการศึก...” พรายนิลกล่าวในขณะที่ตวัดดาบสวนกลับ จากการที่ตนเป็นฝ่ายตั้งรับ พลิกผันมาเป็นฝ่ายโจมตีกลับบ้าง “การโจมตีแบบสองรุมหนึ่งเช่นนี้มันคาดเดาได้ง่ายนัก เมื่อหนึ่งในพวกเจ้าพยายามสร้างช่องโหว่เพื่อให้อีกหนึ่งโจมตี ข้าย่อมต้องหาทางรับมือไว้อยู่ก่อนแล้ว” 

“โธ่เว้ย!!” ลลินพรตหงุดหงิดที่ไม่อาจทำอะไรเขาได้ 

“เจ้าต้องฝึกให้มากกว่านี้” 

พรายนิลตวัดดาบฟาดลงบนเกราะทองคำของลลินพรตจนมีรอยบุบเข้าไป อนิลพุ่งเข้าหมายตัดแขนข้างนั้นทิ้งเสีย แต่แม่ทัพก็สามารถใช้ดาบอีกเล่มรับการโจมตีนั้นเอาไว้ได้ 

เยือกเย็นเสียยิ่งกว่าภูภาเสียอีก... 

อนิลทำได้เพียงคิด ก่อนที่จะพบว่าพวกเขามิใช่คู่มือของพรายนิลผู้นี้เป็นแน่ เขาจึงทำได้เพียงใช้แรงทั้งหมดผลักดันทหารเอกเผ่านาคให้ออกไปไกลจนสุดแรง ส่วนตนรีบถอยกลับไปดูอาการของญาติผู้พี่ ที่กระอักเลือดจากแรงกระแทกเมื่อครู่จนทำให้เขารู้สึกขายหน้า 

“เสด็จพี่” 

“เจ้านั่นแกร่งเกินไป...” นี่เป็นครั้งแรกที่อนิลได้ยินคำพูดจำยอมที่หลุดออกมาจากปากของผู้หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตนอย่างลลินพรตเป็นครั้งแรก “หากเป็นเช่นนี้ทัพเราพ่ายแน่” 

“จะพ่ายหรือชนะ ต่างขึ้นอยู่กับเสด็จอาแล้วพะยะค่ะ” 

“ข้าต้องช่วยเสด็จพ่อ” 

 

____________________________ 

 

'พงพี' มาแล้วน้าครับ 

แง คือ ดีใจมากที่ทุกคนติดตามและอยู่ด้วยกันมา 

และขออัพแบบเล็กๆ น้อยๆ ไปจนกว่าทางทีมงานจะออกแบบปกเสร็จนะครับ 

หากมีข่าวอะไรมาอัพเดท 

ผมจะรีบมาบอกนักอ่านที่น่ารักทุกท่านเลยน้า 

. 

ขอบคุณทุกกำลังใจ และโปรดอย่าปิดกั้นการมองเห็น 

สามารถแสดงความคิดเห็น หรือกดให้กำลังใจนักเขียน หรือตัวละครได้นะครับ 

#เกล็ดมณีนาคี #อนิลครุฑา 

. 

สำหรับใครที่อยากให้กำลังใจนักเขียน 

สามารกดให้ "ดาว" และ "ดาว" ผมได้เลยน้า ...อิอิ... 

พอดียังไม่ได้ติดเหรียญน้า 

 

By. 

พงพี 

ความคิดเห็น