facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ชาติก่อนเธอทำทุกทางเพื่อหนีจากเขา แต่ชาตินี้เธอจะยึดตำแหน่งคนข้างกายเขาไว้ให้มั่น ถ้าคิดว่าจะให้ใครมาแย่งไปเหมือนเมื่อก่อนได้ละก็ ระวังให้ดี... เพราะตอนนี้เธอสวยและฉลาดขึ้นเยอะด้วย!

บทที่ 7 เมื่อคืนไปทำอะไรมากันแน่ / บทที่ 8 คุ้นหูจังคำนี้

ชื่อตอน : บทที่ 7 เมื่อคืนไปทำอะไรมากันแน่ / บทที่ 8 คุ้นหูจังคำนี้

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.4k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ม.ค. 2564 18:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7 เมื่อคืนไปทำอะไรมากันแน่ / บทที่ 8 คุ้นหูจังคำนี้
แบบอักษร

บทที่ 7 เมื่อคืนไปทำอะไรมากันแน่ 

ภายใต้ปฏิกิริยาของน้ำยาลบรอยสัก รอยสักบนร่างกายค่อยๆ หลุดออกไปด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า 

เยี่ยหวันหวั่นนอนแช่อยู่ในน้ำอุ่น บนหน้าแปะแผ่นมาส์กหน้าไว้ แล้วหลับตาพักผ่อนไปครู่หนึ่ง 

กระทั่งตื่นขึ้นมา น้ำในอ่างอาบน้ำเปลี่ยนสีกลายเป็นสีดำขุ่นทั้งหมด 

และร่างกายของเธอ... 

หลังจากไม่มีรอยสักบดบังแล้ว ก็เผยโฉมเดิมออกมาโดยสมบูรณ์ 

รอยสักชั่วคราวชนิดที่เธอทำไม่มีอันตรายต่อผิวหนัง นอกจากปานแดงรูปจันทร์เสี้ยวที่หน้าอกแล้ว เรือนร่างของเธอก็ไม่มีตำหนิแม้เพียงเล็กน้อย ดุจดั่งหยกมันแพะชิ้นหนึ่ง ขาวกระจ่าง นุ่มลื่นเรียบเนียน เหมือนปุยหิมะทับถมใต้แสงจันทร์  

ก่อนจะเกิดใหม่ เธอหุนหันพลันแล่นไปสักรอยสักแบบถาวร ทำให้รอยสักนี้ติดตัวเธอตลอดเจ็ดปีเต็ม ดังนั้นเป็นเวลาเจ็ดปีแล้วที่เธอไม่รู้ว่าเรือนร่างตัวเองเป็นอย่างไรกันแน่ 

เวลานี้ได้เห็นสภาพเดิมของมัน แม้แต่ตัวเธอเองยังประหลาดใจ ผิวพรรณของเธอดีขนาดนี้เลยเหรอ 

บวกกับตอนนี้เธอเพิ่งจะอายุยี่สิบ เดิมทีก็เป็นช่วงวัยที่หญิงสาวมีสภาพผิวพรรณดีที่สุด 

หลังจากลอกแผ่นมาส์กหน้าออกแล้ว เยี่ยหวันหวั่นปล่อยน้ำสกปรกในอ่างอาบน้ำทิ้ง แล้วอาบน้ำชำระร่างกายอีกครั้ง 

เธอเปลี่ยนมาใส่ชุดคลุมอาบน้ำ นั่งลงตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง 

หญิงสาวในกระจกคิ้วดั่งหมึกเขียนภาพ จมูกโด่งงดงาม สีเดิมของริมฝีปากบางสวยมาก ราวกับผลเชอร์รี่เดือนสาม ดึงดูดให้คนเข้าไปเด็ดชิม และสิ่งที่ทำให้ประหลาดใจที่สุดก็คือ ดวงตาคู่นั้นเหมือนน้ำในฤดูใบไม้ร่วง เปล่งประกายระยิบระยับเหมือนดวงดาวที่สุกสกาวพร่างพราว 

สภาพผิวที่แต่งหน้ามานานทั้งแห้งและเหลือง เมื่อได้รับความชุ่มชื้นจากการแผ่นมาส์กหน้า ก็กลับคืนสู่สภาพที่ดี กลับมาเนียนนุ่มเทียบเท่าผิวกายของเธอแล้ว 

เพียงแต่เยี่ยหวันหวั่นรู้ มันดีเพียงชั่วคราวเท่านั้น การมาส์กหน้าก็เหมือนกับการเสริมความงาม สามารถรักษาสภาพผิวได้แค่ในเวลาอันสั้น โดยเฉพาะมาส์กกู้สภาพผิวแบบฉุกเฉิน จะช่วยรักษาได้เพียงปลายเหตุเท่านั้น 

หากเธออยากจะฟื้นฟูสภาพผิวกลับมาอย่างสมบูรณ์ จะต้องบำรุงรักษาอย่างดีอีก 

เวลานี้หลังจากที่เธอเข้าร้านทำผมเพื่อสระผมครั้งใหญ่แล้ว สภาพผมก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม ผมเปียกหมาดยาวถึงเอวทิ้งตัวพาดหัวไหล่ของเธออย่างเกียจคร้าน 

ในชาติก่อน ผมยาวที่เธอหวงแหนที่สุดถูกเธอตัดทิ้งไปหมดในภายหลัง ตอนนี้กลับยัง... 

เยี่ยหวันหวั่นปลื้มปริ่มยินดีที่ได้ของกลับคืนมา ใช้หวีไม้บรรจงสางผมอย่างทะนุถนอม 

หลังจากเป่าผมจนแห้ง เยี่ยหวันหวั่นเริ่มมากลัดกลุ้มกับเสื้อผ้าสีสันจัดจ้านในตู้เสื้อผ้า 

ช่างเถอะ ไปหยิบเสื้อที่ห้องเสื้อผ้าส่วนตัวชั้นสามมาสักชุดก็แล้วกัน การได้เกิดใหม่อีกครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทำไมต้องให้ตัวเองได้รับความไม่เป็นธรรมอีก 

ทั่วทั้งชั้นสามเป็นห้องเสื้อผ้าส่วนตัว ด้านในมีเสื้อผ้า เครื่องประดับ กระเป๋าที่ซือเยี่ยหานเตรียมไว้ให้เธอทั้งหมด แม้ว่าของเหล่านี้เธอจะไม่เคยแตะต้องสักครั้ง แต่ว่าตลอดเจ็ดปีเต็ม สิ่งของในห้องนี้จะถูกเปลี่ยนเป็นคอลเลคชันใหม่ประจำฤดูกาลนั้นๆ ตลอด 

ชั้นล่างของอาคาร 

หน้าโต๊ะอาหาร ซือเยี่ยหานกำลังดื่มกาแฟอย่างเอ้อระเหย 

ใบหน้าของชายหนุ่มขาดการนอนหลับพักผ่อนเป็นเวลานาน หน้าตาจึงหมองคล้ำขึ้นมาก ทว่าวันนี้ใบหน้าหล่อเหลาเป็นทุนเดิมกลับฉายออร่าเปล่งปลั่ง ราวกับปีศาจที่ได้ดูดกลืนพลังมาเต็มเปี่ยม 

“ซู้ด ร้อนร้อนร้อน...” หลินเชวียเหม่อมองเขา ไม่ทันระวังจึงถูกกาแฟร้อนลวกปาก 

ซือเยี่ยหานปรายหางตามองเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ตรงหน้า แสดงสีหน้าเหมือนเห็นคนโง่อย่างชัดเจน 

ทางด้านหลินเชวียรู้สึกได้ แม่เจ้าโว้ย ถึงผู้ชายคนนี้จะแสดงสีหน้าเยาะเย้ยตน ก็ยังหล่อระเบิดเหมือนเดิม! 

หลินเชวียวางแก้วกาแฟในมือลงอย่างแรง “แม่ง! ซือจิ่ว (คุณชายซือเก้า)! พูดความจริงมาเดี๋ยวนี้ เมื่อคืนไปทำอะไรมากันแน่? ไปเติมหยินเสริมหยางมาใช่ไหมนายน่ะ?” 

 

 

บทที่ 8 คุ้นหูจังคำนี้ 

ซือเยี่ยหานเหมือนจะอารมณ์ดีอยู่ไม่น้อย เจอคำพูดโวยวายของหลินเชวียก็ไม่เห็นทำหน้าขุ่นเคือง 

หลินเชวียพินิจมองใบหน้าหล่อระเบิดของเพื่อนตัวเอง ทำสีหน้าเคียดแค้น อิจฉาริษยา “พี่เก้านะพี่เก้า ด้วยฐานะตำแหน่งและรูปร่างหน้าตาของพี่แล้ว มีผู้หญิงแบบไหนที่อยากได้แล้วจะไม่ได้บ้าง? ทำไมต้องลำบากลดตัวลงไปด้วย?” 

เยี่ยหวันหวั่นที่เพิ่งเปลี่ยนชุดเรียบร้อยเดินลงมา ก็ได้ยินคำพูดประโยคนี้ของหลินเชวีย 

ทำไมคำพูดของหลินเชวียถึงได้ฟังดูคุ้นหูแบบนี้? 

“พี่อยากลองของแปลกชั่วครั้งคราวก็ช่างเถอะ แต่นี่ไม่ได้แค่เล่นๆ แล้ว มันสองปีแล้วนะ เพื่อนอย่างฉันทนดูต่อไปไม่ได้แล้ว...” 

หลินเชวียยังคงบ่น ซือเยี่ยหานที่ทำหน้าเกียจคร้านและเมินเฉยเขาอยู่ตรงข้ามพลันเบี่ยงศีรษะเล็กน้อย สายตามองตรงไปยังทิศทางข้างบน 

หลินเชวียหันมองตามสายตาของซือเยี่ยหานไปตามจิตใต้สำนึก 

วินาทีต่อมา ทันใดนั้นตรงหน้าสว่างวาบ แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ 

เห็นเพียงสาวน้อยคนหนึ่งยืนอยู่ด้านบน เธอสวมชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ รูปร่างเพรียวบาง ผมสลวยยาวถึงเอว ดวงตาสว่างสุกใส ริมฝีปากดั่งผลพีช ผิวพรรณขาวใสดั่งหยก งดงามดั่งเทพธิดา 

สาวน้อยคนนี้...สวยสุดๆ ไปเลย... 

ถึงอยู่ต่อหน้าปีศาจหล่อเหลาอย่างซือเยี่ยหาน ก็ยังไม่ถูกกลบรัศมี 

ออร่าอ่อนละมุนดั่งปุยเมฆนั้นทำให้คนใจหวั่นไหวเป็นที่สุด แทบทำให้ความปรารถนาที่เก็บซ่อนไว้ระเบิดออกมา! 

จนกระทั่งเยี่ยหวันหวั่นเดินมาตรงหน้าโต๊ะอาหารแล้ว หลินเชวียยังมีสีหน้าเคลิบเคลิ้มราวกับฝันไปอยู่เช่นเดิม 

เยี่ยหวันหวั่นกวาดมองโต๊ะอาหาร ปกติเธอจะนั่งห่างซือเยี่ยหานไกลมาก ครั้งนี้เธอลองคิดดูแล้ว จึงเลือกนั่งลงตำแหน่งข้างซือเยี่ยหาน 

เมื่อเห็นว่าหญิงสาวนั่งลงข้างตนเอง แววตาที่ซือเยี่ยหานจดจ้องเธอมีประกายวาบไหวเล็กน้อย 

ว่ากันว่าพูดน้อยความผิดพลาดก็น้อย เยี่ยหวันหวั่นนั่งลงเรียบร้อยแล้วก็เริ่มทานอาหารเช้าเงียบๆ  

ตั้งแต่เมื่อครู่ สายตาน่ากลัวนั้นจดจ้องเธอตลอดเหมือนมีรูปร่างจับต้องได้ 

กลับสู่สภาพเดิมอย่างกะทันหัน ความจริงเธอก็เก้อเขินอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าซือเยี่ยหานจะมีท่าทีอะไร 

เพียงแต่ ขนาดสภาพราวกับผีซือเยี่ยหานยังกินไม่เลือกได้ สู้เป็นตัวเองที่งดงามเห็นแล้วสบายตาไม่ดีกว่าเหรอ 

เยี่ยหวันหวั่นคิดเช่นนี้ ก็เริ่มก้มหน้ากินโจ๊กอย่างสบายใจ 

เวลานี้เอง พลันมีนิ้วมือเรียวยาวนิ้วหนึ่งยื่นมาที่แก้มของเธอ 

เยี่ยหวันหวั่นสีหน้าเครียด ร่างกายพลันแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น 

จากนั้นก็เห็นว่านิ้วข้างนั้นปัดเส้นผมยาวที่เกือบจะตกลงถ้วยโจ๊ก แล้วทัดมันไปไว้หลังใบหู 

เวลานี้ ซือเยี่ยหานนั่งหลังพิงเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน เมื่อช่วยทัดเส้นผมให้หญิงสาวเรียบร้อยก็เก็บมือกลับไปอย่างไม่รีบร้อน ทว่าไม่ลดละสายตาที่จ้องมองเธอ เป็นสายตามองพิจารณาแฝงด้วยความอบอุ่นที่สังเกตได้ยาก ค่อยๆ กวาดมองผิวพรรณของหญิงสาวทุกตารางนิ้ว ตลอดจนทุกสีหน้าท่าทางเล็กน้อยของเธอ 

เยี่ยหวันหวั่นถอนใจโล่งอก รีบใช้มือกำเส้นผมไว้ เพื่อไม่ให้มันร่วงลงมาอีก 

นาทีนี้ ในที่สุดหลินเชวียก็เรียกสติกลับมาได้ ลดเสียงต่ำเอ่ยซุบซิบนินทาอย่างตื่นเต้น “พี่เก้า! ในที่สุดก็คิดได้แล้วสินะ ควรเลือกแบบนี้ตั้งแต่แรกแล้วไหมล่ะ ทั้งสวยทั้งมีความเป็นผู้หญิง แค่เห็นก็อยากทะนุถนอมปกป้อง! ทำไมต้องไปเลือกผู้หญิงที่ทำให้เสื่อมเกียรติอย่างเยี่ยหวันหวั่นด้วย” 

เยี่ยหวันหวั่นนิ่งไป ทำให้เสื่อมเกียรติ... 

หลินเชวียพูดต่อ “จริงสิ ผู้หญิงอัปลักษณ์คนนั้นล่ะ? ไล่ไปแล้วใช่ไหม?” 

เยี่ยหวันหวั่นอึ้งงัน  ผู้หญิงอัปลักษณ์... 

หลินเชวียเอ่ย “ถึงเมื่อสองปีก่อนเยี่ยหวันหวั่นนั่นจะเพิ่งมาอยู่กับพี่ หน้าตายังไม่จัดจ้านอะไรมาก แต่ว่าตอนนั้นเธอมีน้ำหนักมากทีเดียว! อย่างน้อยๆ ต้องหนักเจ็ดสิบห้ากิโลฯ ล่ะมั้ง!” 

เยี่ยหวันหวั่น “...!” เหลวไหล เห็นชัดๆ ว่าแค่หกสิบ! แม้ว่าช่วงวัยรุ่นเธอกินเก่ง จึงอ้วนขั้นร้ายแรง แต่ว่าน้ำหนักตัวเธอก็ไม่เคยแตะเจ็ดสิบห้าไหมล่ะ? 

หลินเชวียพูดอีก “พี่เก้า ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจรสนิยมของพี่เลยรู้ไหม ไปชอบคนอ้วนได้ยังไง?” 

เยี่ยหวันหวั่นพูดไม่ออก คนอ้วน... 

ไม่มีผู้หญิงคนไหนทนการที่มีคนมาพูดต่อหน้าว่าตัวเองอ้วนได้หรอก! 

“ปัง!”  

เยี่ยหวันหวั่นวางตะเกียบลงอย่างแรง สายตาดั่งคมมีดมองจ้องไปยังหลินเชวียที่นั่งอยู่ตรงข้าม... 

“หลิน! เชวีย! ฉันหนักเจ็ดสิบห้าแล้วจะทำไม ฉันอ้วนแล้วจะทำไม ฉันไปกินข้าวบ้านนายเหรอ!” 

ความคิดเห็น