facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

(SS2) ผจญภัยวันที่ 20 การสอบเวทมนตร์ขั้นกลาง (100%) หยุดพัก 2 เดือนนะคะ

ชื่อตอน : (SS2) ผจญภัยวันที่ 20 การสอบเวทมนตร์ขั้นกลาง (100%) หยุดพัก 2 เดือนนะคะ

คำค้น : #นิยายแฟนตาซี #ต่างโลก #โรงเรียนเวทมนตร์ #ฮาเร็มชาย #นางเอกเก่ง #รักแฟนตาซี #มังกร #ปีศาจ #เวทมนตร์

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 255

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ม.ค. 2564 19:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
(SS2) ผจญภัยวันที่ 20 การสอบเวทมนตร์ขั้นกลาง (100%) หยุดพัก 2 เดือนนะคะ
แบบอักษร

(SS2) ผจญภัยวันที่ 20 การสอบเวทมนตร์ขั้นกลาง  

  

และสุดท้าย ก็ถึงตาของฉัน 

ฉันลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปที่สนามสอบอย่างระแวดระวัง ต้องคงสติให้ดีเสมอ ไม่ว่าเรื่องอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อฉันก้าวผ่านประตูเข้าไป ประตูก็ถูกปิดลง ในนั้นมืดมากๆ จนมองอะไรไม่เห็น ทันทีที่ฉันกะพริบตาและลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไป 

ตรงกลางห้องนั้นมีเอลิน่ายืนร้องไห้อยู่ 

“พะ พี่ หนูกลัว” 

แน่นอนว่าฉันรู้ว่าเอลิน่าไม่ได้อยู่ที่นี่ ทางเดียวที่เป็นไปได้ก็คือ … เวทมนตร์มายาสินะ สำหรับคนอื่นอาจจะถูกควบคุมโดยมนต์มายานี้และสมองคงถูกสั่งการชักจูงให้เรื่องตรงหน้านี้เป็นความจริง 

แต่ที่ฉันไม่เป็นไร อาจจะเพราะว่าฉันเป็นคู่พันธะของปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง เผ่าที่มีความสามารถในด้านมนต์มายาสูงที่สุด หากมนต์ที่ได้รับมาจากนักเวทที่พลังอ่อนกว่า ก็ไม่สามารถทำลายพันธะการป้องกันนั้นได้ ดังนั้นฉันจึงยังคงสติได้แบบนี้ 

เมื่อเห็นฉันไม่แสดงกิริยาโต้ตอบอะไร ภาพลวงตาของเอลิน่าที่ยืนอยู่กลางห้องก็เปรียบไป เปลี่ยนเป็นเอลนิน่าวิ่งหนีพร้อม เสียงกรีดร้อง 

“พี่เทีย ชะช่วยหนู ...” 

ผู้ชายตัวใหญ่คนหนึ่งแทงดาบเสียบเธอจากด้านหลัง เอลิน่ามองฉันด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ 

“พะพี่ ทำไม ฮึก” 

ฉันยืนขมวดคิ้ว แน่นอนว่าฉันไม่ชอบใจภาพตรงหน้าเท่าไร แต่หากเป็นเอลิน่าตัวจริง คงต้องคว่ำผู้ชายคนนั้นได้ง่ายๆ ไม่ต้องถึงมือของฉันหรอก 

“ฮะ ฮึกกก หนูเจ็บ เจ็บจังเลย” 

เสียงโหยหวนของเอลิน่าตัวปลอมยังคงดังก้องจนแสบแก้วหูไม่หมด ฉันเบือนหน้าหนีเอลิน่าตัวปลอมที่เลือดไหลโชกด้านหน้า ให้ตายสิ ฉันไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย 

คนที่คิดการสอบนี้ต้องการอะไรกัน 

ใช้จุดอ่อนของแต่ละคน ปั่นให้พวกเขาโมโหจนทนไม่ไหว จนต้องปล่อยพลังที่แท้จริงมาอย่างนั้นเหรอ 

ไม่แปลกที่คะแนนที่ทำไมคะแนนเพื่อนฉันถึงได้ดีทุกคน เพราะว่าถูกบีบคั้นแบบนี้นี่เอง 

ฉันขมวดคิ้วแน่น เมื่อภาพที่เอลิน่าถูกฆ่ายั่วยุฉันไม่ได้ ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไปเป็น … 

พ่อแม่ของฉันที่ตายไปแล้ว 

“ทำไมลูกไม่ช่วยน้อง” พ่อมองฉันด้วยสายตาผิดหวัง 

“ทั้งๆ ที่แม่ฝากฝังน้องไว้กับลูกแท้ๆ ” แม่มองฉันด้วยน้ำตาที่นองหน้า 

และนั่นทำให้ฉันเริ่มรู้สึกไม่พอใจ 

ไม่ใช่เพราะฉันเชื่อว่าภาพนั้นเป็นภาพจริง แต่ฉันโมโหเพราะว่าวิธีที่เขาเลือกใช้ต่างหาก มันสกปรกและน่าเจ็บปวด ขนาดฉันยังเจออะไรแบบนี้ แล้วเพื่อนๆ ของฉันล่ะ 

เพื่อนแต่ละคนของฉันล้วนมีเวลาที่ยากลำบาก ฉันไม่อยากจะคิดเลยว่าพวกเขาเจออะไรหรือเจอใครในห้องนี้ 

ดีนถูกพบขณะที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างศพพ่อแม่ตั้งแต่อายุห้าขวบ 

ดีแลนเสียน้องสาวจากเพลิงไหม้ 

แอรอนเองก็เสียพ่อจากการฆ่าตัวตาย 

โจชัวและพี่เจย๋แดนเสียแม่ด้วยโรคร้ายที่หาได้ยาก ตั้งแต่พวกเขาเป็นเด็กๆ โดยที่พวกเขาได้แต่ยืนมองเธอผ่ายผอมลงไปทุกวัน โดยที่ทำอะไรไม่ได้ 

แม้แต่วินเซนต์เองก็เสียน้องชายไปด้วยอุบัติเหตุ 

และอีกหลายๆ คน 

เอลิน่าปรากฏตัวขึ้นกลางห้องอีกครั้ง 

“พะ พี่เทีย” 

เธอน้ำตานองหน้า วิ่งหนีมาทางฉัน เสื้อผ้าของเธอขาดรุ่งริ่ง เธอล้มลงตรงด้านหน้าฉัน ก่อนที่จะมีชายคนหนึ่งที่ฉันไม่รู้จักกดไหล่เธอลงกับพื้่น พร้อมฉีกเสื้อผ้าเธอออกจากกัน 

“มะไม่ ...” 

ภาพตรงหน้าทำให้ฉันเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ มือของฉันสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ 

“พะ พี่เทีย ฮึก” 

เธอมองมาทางฉัน เสียงกรีดร้องดังก้อง … ขณะที่มันกำลังย่ำยีเธอ 

นี่มัน … 

ภาพตรงหน้าเกินกว่าที่ฉันจะทนรับได้ หากคนทำต้องการยั่วยุฉัน แน่นอนว่าทำได้สำเร็จ ฉันเบือนหน้าหนีภาพตรงหน้า หลับตาพยายามไม่สนใจมัน แต่เสียงกรีดร้องของเอลิน่ายังคงดังก้องโสตประสาทของฉันอยู่ และมันค่อยๆ กรีดใจของฉันจนขาดวิ่นไปหมด 

ฉันรู้สึกได้ถึงความร้อนที่ขยายตัวแผ่จากข้างในอก กระจายออกเรื่อยๆ จนตัวสั่นระริกด้วยอารมณ์จนควบคุมไม่ได้ ไฟถูกจุดที่มือของฉันโดยไม่รู้ตัวลุกท่วมจนทั้งห้องสอบเต็มไปด้วยอุณหภูมิร้อนระอุ 

ภาพตรงหน้าถูกไฟที่ลุกบนมือฉัน ปกคลุมภาพตรงหน้าไปจนหมด จากนั้น … 

ฉันมองหาจุดเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางภาพมายานี้ 

เคเซย์ซิสเคยบอกฉันว่า จะมีช่องว่างเล็กๆ ระหว่างความเป็นจริงกับโลกมายา 

ช่องว่างที่จะพาฉันออกจากภาพมายานี่ได้ ฉันกำลังมองหามันด้วยความรวดเร็ว ฉันคงทำได้ดีกว่านี้ หากไม่มีเสียงกรีดร้องจากเอลิน่าตัวปลอมคอยรบกวนฉันอยู่ 

“พะพี่เทีย ฮึกกก จะเจ็บ อึก” 

บ้าเอ๊ย 

ถึงจะเป็นตัวปลอม แต่ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น มันก็เป็นของจริง 

และนั่นทำให้ฉันยิ่งโมโหมากขึ้นเรื่อยๆ 

เพื่อนของฉันต้องเผชิญกับสิ่งในห้องนี้ด้วยความรู้สึกแบบใดกัน พวกเขาจะเจ็บปวดขนาดไหนนะ 

ฉับพลันนั้น สายตาฉันก็สะท้อนเข้าจุดเล็กๆ เข้าพอดี 

ตรงนั้น 

ฉันรวบรวมวีทาไปที่จุดจุดเดียว ใส่พลังเต็มที่ไปที่จุดนั้น 

“โอ๊ยๆๆๆๆ ร้อนๆๆๆๆ ” 

พอจับตัวการได้ ภาพมายาทั้งหมดเลยหายแวบไปในพริบตาเดียว ฉันเดินเข้าไปใกล้ ก้อนผ้าที่หดตัวอยู่กลางห้อง 

นี่มันดูผิดคาดกว่าที่ฉันคิดเอาไว้แฮะ 

ฉันมองคนที่กลิ้งอยู่กลางห้อง 

เมื่อคนที่กลิ้งอยู่รู้สึกได้ถึงจิตสังหารของฉัน ถึงลุกขึ้นมานั่งคุกเข่าตัวตรง 

แน่นอนว่า ฉันไม่มีทางให้อภัย คนที่ทำร้ายเพื่อนของฉัน แต่คนข้างหน้านี่มันต่างกัน 

“เจ้าเป็นใครกัน” 

ฉันกอดอกถามคนตรงหน้า ไม่สิ เด็กน้อยตรงหน้า 

“อะเอ่อ ขะข้าก็เป็นมะมนุษย์คนหนึ่ง” 

ตรงหน้าฉันเป็นเด็กน้อยอายุราว 10 ขวบ อยู่ในชุดคลุมตัวใหญ่ที่ไม่เข้ากับร่างเล็กๆ นั่นแม้แต่น้อย 

“เจ้าเป็นเผ่าปีศาจจิ้งจอกเก้าหางสินะ” 

เด็กน้อยตรงหน้าทำสีหน้าตื่นตกใจ “มะไม่ใช่ ขะข้าบอกแล้วไงว่าข้าเป็นมนุษย์” 

ไม่มีมนุษย์ที่ไหน แนะนำตัวเองว่าเป็นมนุษย์ต่อหน้ามนุษย์อีกคนหรอกนะ 

อีกทั้ง … 

“ถ้าเจ้าจะโกหก ก็ช่วยเปลี่ยนสีผมชมพูของเจ้าเป็นสีอื่นก่อนเถอะ” 

ดวงตาสีทองและผมสีชมพูของเด็กน้อยตรงหน้า ดูแล้วยังไงก็ไม่ใช่มนุษย์ 

“นะนี่เจ้าเห็นร่างของข้าด้วยเหรอ” 

“แจ่มแจ้งเต็มสองตาเลย” 

“จะ เจ้าเป็นตัวอะไรกัน! ทำไมต้องรุนแรงขนาดนี้ ไฟของเจ้าก็ช่างแรงเกินมนุษย์ หรือว่า เจ้าเองก็เป็นปีศาจ” 

“เอาตาข้างไหนมอง ข้าเป็นมนุษย์” 

“มนุษย์อะไรจะปล่อยไฟร้อนขนาดนี้ออกจากมือได้เช่นเจ้า” 

“อย่าคิดว่าจะเปลี่ยนเรื่องได้ บอกข้ามาว่าเจ้าเป็นใคร” 

ตอนแรกที่ฉันคิดเอาไว้ว่าเมื่อจับคนทำแล้ว จะทำให้คนคนนั้นรู้สำนึก 

‘ทำให้พวกเขาลืมซะ ก่อนที่ข้าจะฆ่าเจ้า’ 

อะไรประมาณนั้น แต่พอเห็นเป็นเด็กขนาดนี้ ก็รู้สึกไปไม่เป็นเลยทีเดียว กับเด็ก 15-16 ฉันยังไม่ถือสา จะมาเอาอะไรกับเด็กอายุ 10 ขวบกัน คนที่ต้องจัดการน่าจะเป็นคนเบื้องหลังเด็กคนนี้มากกว่า 

การสอบโดยใช้มนต์มายาเป็นตัวบีบคั้นให้แสดงฝีมือที่แท้จริงมา 

อีกทั้งเป็นการสอบที่ไม่มีอาจารย์มาคุมสอบ 

ใครกันที่อยู่เบื้องหลัง 

และเขาต้องการอะไร 

“ใครเป็นคนให้เจ้ามาที่นี่” 

เด็กน้อยตรงหน้าไม่ยอมสบตาฉัน ปากคอสั่นด้วยความกลัว 

“ขะข้ามาเอง” 

ฉันถอนหายใจ โกหกไม่เก่งเลยนะ ไหนเคเซย์ซิสบอกว่าปีศาจจิ้งจอกล้วนโกหกเก่ง หรือเพราะยังเด็กอยู่ แต่จริงๆ เคเซย์ซิสก็โกหกฉันไม่ค่อยเก่งเท่าไร 

“เจ้ารู้มั้ย ไฟที่ข้าใช้กับเจ้าเมื่อกี้ ยังไม่ใช่พลังเต็มที่ที่ข้าทำได้เลยนะ” 

“อะอะไรนะ ยังได้มากกว่านี้อีกเหรอ” 

“ข้ายินดีที่จะแสดงให้เจ้าดู หากเจ้าไม่ยอมบอก” 

ฉันจุดไฟขึ้นสองมือ 

“บะบอกแล้ว แม่จ๋า” 

  

“เจ้าก็เลยกระเตงเจ้านี่กลับมาด้วยงั้นเหรอ” 

เคเซย์ซิสมองคนเผ่าด้วยกันตรงหน้าด้วยสายตาไม่ชอบใจเท่าไร และเจ้าเด็กนี่หรือโมเรล (ชื่อที่เขาบอกฉัน) ก็ซ่อนอยู่หลังฉัน ด้วยอาการสั่นไปทั้งตัวยิ่งกว่าตอนที่ฉันขู่เขาอีก 

“พอแล้วหน่า เจ้าเลิกปล่อยจิตสังหารออกมาได้แล้ว” 

“แต่เจ้านั่นมันเป็นปีศาจนะ” 

“เจ้าก็เป็น ...” 

“โธ่เทีย ข้าหมายถึง เจ้านั่นยังไม่ได้เลือกเพศด้วยซ้ำ … เลิกแตะต้องคู่พันธะของข้าได้แล้ว! ” 

“นี่ … เขาเพิ่งอายุประมาณสิบปีเอง เจ้าคิดว่าข้าจะคิดอะไรกับเขาหรือไง” ฉันก็ไม่ได้มีนิสัยรักชอบเด็กไหมล่ะ 

“สิบปีที่ไหนกันล่ะ อายุปีศาจก็เป็นร้อยแล้ว เขาใกล้จะเปลี่ยนร่างครั้งแรกแล้วด้วยซ้ำ” เคเซย์ซิสส่งสายตาออดอ้อนฉัน ก่อนจะหันไปส่งสายตาขู่คนด้านหลัง “ถ้าเจ้าผูกพันธะกับเทีย ข้าจะฆ่าเจ้า! ” 

“เจ้าคิดว่าข้าเนื้อหอมขนาดนั้นเลยหรือไง เลิกคิดว่าข้าสวยที่สุดในโลกได้แล้ว” 

เคเซย์ซิสนิ่ง ทำหน้าตาไม่ยินยอม “ก็เจ้าสวยจริงๆ นี่นา” 

ไม่นะ อย่าไปสบสายตาสีม่วงคู่นั้น 

ฉันเบือนสายตาจากเขา แล้วพาโมเรลไปยังห้องครัว 

จากเท่าที่สอบถามโมเรล เขาเองก็ไม่รู้เรื่องอะไรเท่าไร เขาถูกจับตัวมาขณะที่เดินอยู่ในตลาด จากนั้นก็ถูกไปขังไว้ในที่ที่หนึ่ง โดยไม่เห็นหน้าตาคนทำ รวมถึงไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน จากนั้นเขาก็ได้รับข้อเสนไม่สิ คำข่มขู่ว่าหากทำแบบนี้แล้วเขาจะถูกปล่อยตัวออกไป 

“อ้าวเทีย สอบเสร็จแล้วเหรอ” 

“มาที่นี่กันตั้งแต่เมื่อไร” 

“มาฝากท้องหน่อย” 

ดีนยิ้มกว้าง พร้อมด้วยเพื่อนของฉันคนอื่นๆ ที่นั่งเรียงกันเต็มโต๊ะยาว ฉันมองภาพนั่นด้วยความโล่งใจอยู่หน่อยๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปยังห้องหนังสือ 

ดีแล้วที่พวกเขาไม่เป็นอะไร 

โชคดีที่เพื่อนฉันเองก็จำอะไรไม่ได้ เรื่องที่เกิดในห้องเลยคล้ายเป็นฝันตื่นหนึ่ง ถ้าหากความเจ็บปวดของเพื่อนฉันยังหลงเหลือ สาบานได้ว่าฉันจะเผาห้องสอบนั้นให้กลายเป็นจุณ 

จากข้อสรุปของเคเซย์ซิส โมเรลเป็นปีศาจที่พลังสูงพอตัว ถึงได้สร้างภาพมายาได้เยอะและสมจริงขนาดนั้น ขนาดอายุของเขายังน้อยถึงขนาดนี้ จึงถือว่าเป็นนักเวทที่พลังค่อนข้างสูง แต่ก็ยังไม่เท่าเคเซย์ซิส เพราะแบบนั้นเขาเลยใช้ในเวทมายามอมเมาฉันไม่ได้ 

แต่ก็ไม่ใช่คนที่เคเซย์ซิสรู้จัก ซึ่งถ้าเขาไม่รู้จัก ก็แปลว่านี่โมเรลไม่ใช่พวกชนชั้นสูง น่าจะเป็นปีศาจธรรมดาๆ ที่พลังสูง เขาบอกว่าตัวเองออกจากแดนปีศาจพราะอยากทำงานทำ จุดหมายปลายทางของเขาคือเซนทราร่าหรือทวีปกลาง แต่ว่านั่งเรือผิดถึงได้มาลงยังที่นี่ 

“ดีแค่ไหนแล้วที่เขามาลงที่นี่ อ่อนแอแบบนั้นถ้าไปลงทวีปกลาง ได้ถูกหลอกไปทำอะไรที่ไม่ดียิ่งกว่านี้แน่ๆ ” 

“ถ้าแบบนั้นให้เขาอยู่นี่ไปก่อนจะดีกว่าใช่มั้ย” 

“ไม่ดี” เคเซย์ซิสปฏิเสธทันควัน “เจ้าอย่าหลงกลรูปลักษณ์ของหมอนั่นสิ” 

ฉันหันไปมองหน้าคนขี้หวง ยิ้มน้อยๆ กับความน่าเอ็นดูนั้น ยื่นมือไปลูบแก้มคนตรงหน้า 

“อย่ากังวลจนเกินไปเลย” 

“ได้อย่างไรกัน ...เจ้างามถึงเพียงนี้” 

“ในสายตาของเจ้าคนเดียวล่ะสิ” 

“ไม่ใช่สัก ...” 

ก่อนที่เขาจะพูดอะไร ฉันก็ใช้วงแขนโน้มคอเขาลงมา ประทับริมฝีปากเพื่อปิดปากเขา คนตรงหน้าดูนิ่งไปสักพัก ก่อนจะที่ยอมตามน้ำ จูบคืนกลับอย่างช่ำชอง มือใหญ่ของเขาประคองใบหน้าฉันเอาไว้ ใช้มืออีกข้างหนึ่งโอบกอดเอวฉันขยับเอวฉันเข้าไปใกล้ สัมผัสนุ่มหยุ่นกวาดต้อนไปทั่วโพรงปากของฉันด้วยความร้อนแรง แต่ก็อ่อนโยนไปในคราวเดียวกัน เมื่อเขาสงบใจลง ฉันก็ผละหน้าออกมาจากจุมพิตแสนหวาน 

ฉันซุกหน้าลงกับอกของเขา ได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นกระหน่ำ 

“ข้ารู้ว่าการที่ข้าผูกพันธะทั้งเจ้าและเฟรอสต์พร้อมกัน มันอาจจะทำให้ข้าสัญญากับเจ้าไม่ได้ ว่าข้าจะมีเจ้าเพียงคนเดียว แต่เชื่อเถอะข้าไม่ได้อยากจุมพิตใครแบบนี้กับทุกคน” 

คนตัวสูงจุมพิตเบาๆ บนผมฉัน กอดฉันแนบแน่น “ไม่รู้สิ ข้าก็แค่กังวล ข้ากลัวว่าหากเจ้ามีคนรักเพิ่มมากกว่านี้ แล้วเจ้าจะลืมข้า” 

ฉันดึงตัวเองออกจากอ้อมกอด ขมวดคิ้วกับคำพูดแปลกๆ นั่น 

“เดี๋ยวนะ นี่เจ้าคิดว่าข้าจะมีคนรักกี่คนกัน ถึงข้าจะมีเจ้าเพียงคนเดียวไม่ได้ แต่ข้าเองก็ไม่ใช่คนมากรักเสียหน่อย” 

เคเซย์ซิสเอียงหัวกับคำพูดนั้น “เทีย จริงอยู่ที่ปีศาจจะยึดมั่นกับคนคนเดียว แต่ไม่ได้แปลว่ามนุษย์แบบเจ้าจะยึดมั่นแบบพวกเราด้วย เจ้าจะมีคนรักกี่คนก็ได้ หากเจ้าทำอะไรแล้วมีความสุข ข้าไม่ขัดเจ้าหรอก ข้าเพียงกลัวเจ้าจะลืมข้าเท่านั้น” 

หืมมมม นี่เขาคิดอะไรแบบนี้เหรอ ถึงว่า ... ถึงเขาจะเถียงกับเฟรอสต์บ้าง แต่ก็ไม่มีทีท่าเป็นศัตรูแบบจะฆ่าให้ตายเพื่อแย่งชิงความเป็นหนึ่งอะไรแบบนั้น 

กลับกันทำไมเขาพูดเหมือนพวกมนุษย์เป็นพวกมากรักไปเสียแบบนั้นนะ 

เคเซย์ซิสเอื้อมมือมาทัดผมฉันไว้กับหู “เผ่าปีศาจอย่างเราเห็นแก่ตัว การจะทำพันธะกับใคร พวกเราจะทำตามใจตัวเอง ยึดติดกับคนคนนั้น ไม่ว่าอีกฝ่ายจะยินยอมหรือไม่ พวกเราก็ไม่สนใจ ดังนั้นต่อให้เจ้าจะมีคนรักอีกสักร้อยคน หรือต่อให้เจ้าไม่ได้รู้สึกอะไรกับข้า ข้าก็จะมีเจ้าคนเดียวอยู่ดี” 

“ฟังดูน่าเศร้าจังนะ เหมือนรักข้างเดียวที่เจ้าไม่สนแม้แต่ว่าจะสมหวังหรือไม่” 

“เพราะแบบนั้นไง แค่เพียงเจ้าตอบรับความรู้สึกข้า ข้าก็มีความสุขแล้ว” 

ฉันกุมมือเขา ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั้งใจ 

“เจ้าเองก็เลิกรู้สึกเหมือนบังคับข้าได้แล้ว เหมือนที่ข้าบอกเจ้า ไม่มีใครผูกมัดข้าได้หรอกหากข้าไม่ยอม และข้าก็มีความสุขมากๆ ที่เจ้าเป็นคนนั้น” 

ดวงตาสีม่วงของเขาจ้องมองฉันด้วยสายตาอ่อนโยน 

“เพียงเจ้ามีความสุขข้าก็มีความสุขแล้ว” 

มืออุ่นของเขายกมือฉันขึ้น จุมพิตลงบนนั้นอย่างแสนรัก พร้อมประโยคหวานล้ำ 

“ข้ายอมทำทุกอย่าง เพื่อแลกกับรอยยิ้มของเจ้า” 

และฉัน จะไม่มีทางทำให้เขาเสียใจ … ที่เลือกฉัน 

----------------------------------------------- 

ไรท์จะอัพตอนนี้ตอนสุดท้ายก็จะหยุดพักนะคะ 

ค้างไว้ตรงนี้ คงไม่ได้ทำให้ทุกคนอารมณ์ค้างใช่มั้ยคะ ฮาาาา 

อีกเหตุผลนอกจากหยุดพักเพื่อไปเขียนนิยายอีกเรื่อง 

ก็คือช่วงนี้กำลังสับสนกับงานประจำด้วยค่ะว่าควรไปต่อหรือพอดี กลัวเขียนนิยายทั้งที่ยังเครียด 

แล้วจะกลายเป็นฝืนมากจนไม่สนุก 

แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ ไม่ทิ้งนิยายเรื่องนี้แน่ๆ นักอ่านเรื่องนี้น่ารักมาก ทิ้งไม่ลงง  

  

ขอบคุณที่คอยเข้ามาเติมกำลังใจให้กันเสมอน้า 

ถ้าใครคิดถึงก็เข้ามาทวงนิยายกันได้เรื่อยๆนะคะ 

หรือจะไปคุยกับไรท์ในทวิตก็ได้น้า ไรท์เหงาาาา 

หวังว่าโปสการ์ดจะถึงทุกคนแล้วนะคะ 

  

จะรีบเคลียร์ธุระให้เสร็จและรีบกลับมาโดยเร็วนะคะ 

รักทุกคนเลยยยย 

ความคิดเห็น